ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 07/11/2018

รีวิว (Review) Huawei Mate 20 Pro

ยอดสมาร์ทโฟนหัวเว่ยแห่งปี กับนวัตกรรมล้ำโลกที่อัดแน่นเต็มเครื่อง! ด้วยกล้อง Leica Triple Camera ตัวท็อปโฉมใหม่, แรงขึ้นฉลาดขึ้นด้วย Kirin 980 ชิปเซ็ต 7nm Mobile AI รุ่นแรกของโลก, จอ 2K Curved OLED ผสานระบบสแกนนิ้วใต้หน้าจอ, กล้อง 3D Depth Sensing, แบตเตอรี่ 40W SuperCharge และเทคโนโลยี Reverse Wireless Charge บนบอดี้ IP68 Hyper Optical Patterns ที่ไม่กลัวน้ำ และรอยนิ้วมือ!

 

30 ตุลาคม 2018 - ย้อนกลับไปในงานอีเวนท์ ณ ศูนย์การจัดแสดงสินค้า ExCel Exhibition ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ปี 2018 ที่ผ่านมา ทางแบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับเรือธงตระกูล Mate Series โฉมใหม่ล่าสุดให้เห็นกันรวดเดียว 4 รุ่น Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro, Huawei Mate 20 X และ Porsche Design Huawei Mate 20 RS ซึ่งแต่ละรุ่นต่างก็มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานแตกต่างกันออกไป

โดยหนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจของ Huawei Mate 20 Series ที่เปิดตัวไปในครั้งนี้นั่นก็คือ Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นท็อปที่มาพร้อมกับความโดดเด่น และสเปกแบบจัดเต็มรอบด้านสมกับสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม ไล่ตั้งแต่ หน้าจอ OLED ขอบโค้งที่แสดงสีสันได้อย่างคมชัด, ดีไซน์ตัวเครื่องกระจกขอบโค้งที่โอบรับเข้ากับมือผู้ใช้งาน, ขุมพลัง Kirin 980 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตรเป็นรุ่นแรกของโลก, หน่วยประมวลผล AI คู่แบบ Dual-NPU, ระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.0 รวมถึงระบบ Wireless Reverse Charging เป็นรุ่นแรกของโลกที่ช่วยแปลงร่างให้ Huawei Mate 20 Pro สามารถจ่ายกระแสไฟเพื่อชาร์จไร้สายให้แก่อุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้

ทางด้านการถ่ายภาพ มาพร้อมกับระบบกล้องหน้าแบบ 3D Depth Sensing ที่ช่วยให้สามารถถ่ายภาพเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ พร้อมปรับรูปแบบการจัดแสง และเอฟเฟ็กต์โบเก้ได้อย่างหลากหลาย ส่วนกล้องหลังมาพร้อมกับระบบกล้อง 3 ตัวที่พัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ 3 รูปแบบ ได้แก่ เลนส์มุมกว้าง, เลนส์มุมกว้างพิเศษ และเลนส์ซูม สำหรับช่วยเก็บภาพความประทับใจในมุมมองต่างๆ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การถ่าย าพ และวิดีโอโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Master AI หรือ AI Cinema เป็นต้น

 

จะเห็นได้ว่า Huawei Mate 20 Pro เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่มีความน่าสนใจทั้งในเรื่องของสเปก และกล้องถ่ายภาพไม่ใช่น้อย ซึ่งตัวเครื่องจริงจะมีความสวยงามมากน้อยเพียงไหน กล้อง Leica 3 ตัว สามารถถ่ายภาพได้สวยงามคมชัดหรือไม่ รวมทั้ง EMUI 9.0 จะมีลูกเล่นอะไรให้เลือกใช้งานบ้าง สามารถติดตามรีวิวแบบเจาะลึกจัดเต็มจากทีมงาน Thaimobilecenter ได้พร้อมกันเลยครับ

 

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

เริ่มต้นที่กล่องแพ็กเกจกันก่อน Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับกล่องบรรจุภัณฑ์สีดำ ที่ด้านหน้าประทับชื่อรุ่น Huawei Mate 20 Pro ด้วยสีเงินไล่เฉดที่สามารถสะท้อนเล่นกับแสงที่ตกกระทบได้เหมือนกับตัวเครื่องของ Mate 20 Series ส่วนที่ด้านล่างของกล่องระบุคำว่า Leica Triple Camera ซึ่งเป็นการสื่อถึงระบบกล้องหลังทั้ง 3 ตัวของ Mate 20 Series ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์กล้องชั้นนำระดับโลกอย่าง Leica นั่นเอง

 

เปิดกล่องออกมาจะพบกับ Huawei Mate 20 Pro พร้อมอุปกรณ์เสริมถูกจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ประกอบไปด้วย เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, คู่มือการใช้งาน, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับโอนถ่ายข้อมูล หรือชาร์จไฟ

 

หูฟังแบบ Earbuds พร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, สายแปลงพอร์ต USB Type-C เป็นช่องเสียบหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มม.

 

อแดปเดอร์จ่ายไฟแบบ Huawei SuperCharge ซึ่งรุ่น Huawei Mate 20 Pro นั้นรองรับการจ่ายกระแสไฟสูงถึง 40W ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-70% ได้ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการย่นเวลาชาร์จได้มากพอสมควร

 

หลายท่านอาจจะกังวลว่า การที่ Huawei Mate 20 Pro สามารถรองรับการจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 40W จะทำให้เกิดอันตรายหรือไม่ ? คำตอบคือ สามารถวางใจได้อย่างหายห่วง เพราะทาง Huawei ได้มีการทดสอบร่วมกับ T?V Rheinland สถาบันทดสอบชื่อดังแห่งเยอรมนี เพื่อทำการทดสอบระบบชาร์จเร็วในสภาวะต่างๆ แบบเข้มข้น จนได้รับการรับรองมาตรฐาน T?V Safe Fast-Charge System Certification ซึ่งเป็นการสื่อว่า ระบบชาร์จเร็ว Huawei Mate 20 Pro จะสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยนั่นเองครับ

 

ข้ามมาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ OLED ขอบโค้ง ขนาดพอดีมือที่ 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2K+ (3120x1440 พิกเซล), ความหนาแน่นพิกเซล 538 PPI พร้อมรองรับการแสดงสีสันตามมาตรฐานสี DCI-P3

 

ที่ด้านบนมีการเว้นพื้นที่หน้าจอบางส่วนสำหรับติดตั้งระบบ 3D Depth Sensing ซึ่งประกอบไปด้วยกล้อง และเซ็นเซอร์ต่างๆ ได้แก่ กล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0, Dot Projector, Flood Illuminator, Proximity Sensor, Ambient Light Sensor และ IR Camera โดยเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่กล่าวมานั้น จะถูกนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบสแกนใบหน้าแบบ 3 มิติ (3D Face Unlock) ที่สามารถตรวจสอบใบหน้าผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำผ่านการยิงลำโพงลงบนใบหน้าผู้ใช้งานกว่า 30,000 จุด นอกจากนี้ ด้วยการที่มาพร้อมกับ IR Camera ในตัว จะช่วยให้สามารถปลดล็อกด้วยใบหน้าในสภาวะแสงน้อย หรือตอนกลางคืนได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ส่วนตรงกลางคือลำโพงสนทนา ซึ่งจะถูกใช้เป็นลำโพงเสียงภายนอกภายในตัวครับ

 

เนื่องจาก Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับดีไซน์จอขอบบางเฉียบเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการแสดงผลให้สูงสุดถึง 86.90% ทำให้ที่ด้านล่างของหน้าจอจะไม่มีปุ่มโฮมฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเหมือนกับรุ่น Mate 10 อีกต่อไป ซึ่งทาง Huawei ก็ทดแทนด้วยปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบนหน้าจอ (On-Screen Navigation) ประกอบไปด้วย ปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าก่อนหน้านี้, ปุ่ม Home สำหรับกลับไปสู่หน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง

 

หลายท่านอาจจะเกิดความสงสัยว่า เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือยังมีให้ใช้งานอยู่หรือไม่ ? คำตอบคือ ทาง Huawei ยังติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้งานอยู่เช่นเคย แต่ได้ย้ายไปฝังเอาไว้บริเวณส่วนล่างของหน้าจอแสดงผลแบบ In-Screen Fingerprint ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่บนเรือธงยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Mate 20 Pro ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Dynamic Pressure Sensing (DPS) ที่สามารถตรวจจับแรงกดของนิ้วมือได้สูงสุด 10 ระดับ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางนิ้วเพื่อปลดล็อกได้เร็วขึ้นกว่าเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอรุ่นก่อนๆ ราว 30% ด้วยกัน

 

และด้วยการที่ Huawei Mate 20 Pro เลือกใช้หน้าจอแสดงผลแบบ OLED ทำให้สามารถใช้งานฟังก์ชัน Always on Display สำหรับแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ แม้ว่าจะดับหน้าจอไปแล้ว

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่อง มาพร้อมกับไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน และเซ็นเซอร์อินฟราเรด สำหรับใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันประเภท Remote Control ต่างๆ

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับโอนถ่ายข้อมูล หรือชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งพอร์ต USB Type-C ของ Mate 20 Pro นั้น มีการซ่อนลำโพงเสียงภายนอกเอาไว้ในตัวด้วย ทำให้สามารถขับเสียงแบบ Streo ได้นั่นเองครับ ถัดมาเป็นช่องใส่ซิมการ์ดที่รองรับซิมการ์ดแบบ nanoSIM ทั้งสองช่อง

 

สำหรับถาดใส่ซิมการ์ดของ Huawei Mate 20 Pro นั้น จะไม่มีช่องใส่หน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card อีกต่อไปแล้ว โดยทาง Huawei ได้ปรับไปใช้งานการ์ดความจำรูปแบบใหม่ในชื่อ Nano Memory Card (NM Card)

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มใดๆ ให้ใช้งาน

 

ด้านขวาของตัวเครื่องมาพร้อมกับปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ หรือเปิด-ปิด เครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง โดยจะสังเกตเห็นได้ว่า ปุ่ม Power ของ Huawei Mate 20 Pro จะมีการใช้โทนสีที่แตกต่างออกไปจากสีของตัวเครื่อง ทำให้มองเห็นได้อย่างง่ายดายครับ

 

ด้านหลังของตัวเครื่อง มาพร้อมกับบอดี้กระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass ซึ่งนอกเหนือจากจะช่วยให้ตัวเครื่องดูมีความเงางามสวยหรูแล้ว ขอบด้านค้างของตัวเครื่องยังช่วยให้ผู้ใช้จับถือสมาร์ทโฟนได้อย่างถนัดมือ ซึ่งตัวเครื่องกระจกสวยๆ ของ Huawei Mate 20 Pro นี้ ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ที่มีความสามารถป้องกันน้ำได้ลึก 1.5 เมตร เป็นเวลานาน 30 นาที แต่ทีมงานไม่แนะนำให้ผู้ใช้นำ Huawei Mate 20 Pro ไปถ่ายใต้น้ำต่างๆ โดยไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่างเคสกันน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกดดันของน้ำครับ

 

ความพิเศษของงานออกแบบยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะรุ่นสีเขียว Emerald Green และสีน้ำเงิน Midnight Blue จะมีการเคลือบผิวสัมผัสแบบ Micro 3D Texture อีกหนึ่งชั้น (หรือที่เรียกว่า Hyper Optical Patterns) ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องดูมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยลดรอยนิ้วมือ และช่วยให้กระจกมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วยครับ

 

และด้วยการที่เลือกใช้บอดี้แบบกระจก ทำให้ Huawei Mate 20 Pro รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย และที่สำคัญ Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมกับระบบ Wireless Reverse Charging สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับระบบกล้องหลัง Leica 3 ตัวพร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-Tone LED ที่จัดเรียงอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทาง Huawei ระบุว่า ได้รับแรงบันดาลในมาจากไฟหน้ารถสปอร์ตจากค่ายหรูอย่าง Porsche 919 ที่ไฟหน้าจัดเรียงเป็นรูปแบบสี่เหลี่ยมเช่นเดียวกัน

 

สำหรับกล้องหลังที่พัฒนาร่วมกับ Leica ทั้ง 3 ตัวของ Huawei Mate 20 Pro จะแบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักเลนส์มุมกว้าง (Wide Angle) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8, กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 และกล้องตัวที่สามเลนส์ซูม (Telephoto) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ และระบบต่างๆ ติดตั้งไว้ในแผงหล้งกล้องด้วย ได้แก่ ระบบ Laser Focus สำหรับช่วยโฟกัส าพในที่แสงน้อย, ระบบ Phase Focus, ระบบ Contrast Focus และยังรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวอัจฉริยะที่ทาง Huawei ได้พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อ AIS (Huawei AI Image Stabilization) ส่วนข้อความ VARIO-SUMMILUX-H 1:1.8-2.4/16-80 ASPH ที่ปรากฏเหนือกล้อง Leica ทั้ง 3 ตัว มีความหมายดังนี้ครับ

 

  • VARIO - ขนาดของรูรับแสง (Aperture) ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของการถ่ายภาพ
  • SUMMILUX-H - เลนส์ SUMMILUX ของ Leica ที่ได้ร่วมพัฒนาให้กับสมาร์ทโฟน Huawei
  • ตัวเลข 1.8-2.4 - ขนาดของรูรับแสง (Aperture) หรือค่า F ของเลนส์แต่ละตัว โดยมีค่า F กว้างสุดอยู่ที่ F/1.8 (เลนส์ Wide-Angle) และแคบสุดที่ F/2.4 (เลนส์ Telephoto)
  • ตัวเลข 16-80 - ระยะของเลนส์ที่สามารถถ่ายได้ตั้งแต่ 16mm ไปจนถึง 80mm (ยิ่งตัวเลขน้อย มุมมองของภาพยิ่งกว้าง ในขณะที่ตัวเลขยิ่งเยอะ มุมมองของภาพยิ่งแคบ เพราะจะเป็นการดึงภาพเข้ามาหาตัวผู้ถ่ายให้ใกล้ยิ่งขึ้น)
  • ASPH - ชิ้นเลนส์แบบ Aspherical Lens ทำให้ช่วยถ่ายภาพได้คมชัดทั้งภาพ

 

เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

สำหรับ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับความสดใหม่ด้วยระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดของ Google อย่าง Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9 ซึ่งเป็น User Interface เวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่ทาง Huawei พัฒนาขึ้นมา โดยเน้นไปที่การปรับปรุงอินเทอร์เฟสที่ใช้งานได้ง่าย รวมไปถึงการตอบสนองที่ฉับไวลื่นไหล และยังมาพร้อมกับลูกเล่นต่างๆ ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันครับ

 

รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G LTE พร้อมกันทั้งสองซิมการ์ด และที่สำคัญยังรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4.5G LTE Cat.21 ทำให้สามารถทำความเร็วดาวน์ลิงก์ได้สูงถึง 1.4Gbps เป็นรุ่นแรกของโลกด้วย

 

ในหน้าโฮมสกรีน ผู้ใช้สามารถใช้ 2 นิ้วลากเข้าหากันเพื่อปรับแต่งส่วนต่างๆ ในหน้าโฮมสกรีนได้ ไม่ว่าจะเป็น ภาพพื้นหลัง, วิดเจ็ต, เอฟเฟ็กต์การเปลี่ยนหน้า และสามารถตั้งค่าต่างๆ เพิ่มเติมได้ทาง Home Screen Setting

 

เมื่อปัดไปทางด้านขวาจะพบกับ Google Feed ซึ่งเป็นหน้าฟีดที่รวบรวมข้อมูลด้านสภาพอากาศ และข่าวสารประจำวันโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ผู้ใช้สนใจ ซึ่งเราสามารถกดค้นหาสิ่งต่างๆ จาก Google ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่แตะที่บริเวณไอคอนรูปตัว G ด้านบน

 

เมื่อลากนิ้วจกาบนลงล่าง จะพบกับ Toggle Switch ศูนย์รวมคีย์ลัดการตั้งค่าต่างๆ ภายในตัวเครื่อง เช่น การเปิด-ปิด Wi-Fi, เปิด-ปิด Bluetooth หรือเปิด-ปิด ไฟฉาย ซึ่งเราสามารถใช้นิ้วลากลงมาอีกหนึ่งครั้งเพื่อดู Toggle Switch แบบเต็มๆ และสามารถปรับแต่งการแก้ไขของคีย์ลัดได้เองผ่านการแตะที่ไอคอนรูปปากกาด้านบน

 

ถัดลงมาจาก Toggle Switch คือ Notification Center ซึ่งเป็นหน้ารวมสำหรับแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ ภายในตัวเครื่อง โดยผู้ใช้สามารถปัดไปทางซ้าย หรือขวาอย่างรวดเร็วเพื่อลบการแจ้งเตือนได้ และหากเลื่อนการแจ้งเตือนไปทางซ้าย หรือทางขวาค้างไว้ จะพบกับไอคอน 2 รูปแบบ ได้แก่ ฟันเฟือง สำหรับจัดการข้อความแจ้งเตือนภายในตัวเครื่อง และ นาฬิกา สำหรับปิดการแจ้งเตือนนั้นๆ เป็นเวลาชั่วคราว

 

สำหรับแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ภายในตัวเครื่อง ก็ถือว่าครบครันตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ประกอบไปด้วย แอปพลิเคชันจากฝั่ง Google อย่าง Gmail, Maps, Youtube หรือ Drive และแอปพลิเคชันพื้นฐานของตัวเครื่อง ได้แก่ ไฟฉาย, Smart Remote, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข หรือแอปพลิเคชันอัดเสียง

 

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชันแปลภาษาแบบเรียลไทม์ที่ทาง Huawei ได้พัฒนาร่วมกับยักษ์ใหญ่ Microsoft โดยผู้ใช้สามารถแปลภาษาได้ทั้งจากเสียงพูด, ข้อความ และยังสามารถใช้กล้องส่องเพื่อแปลภาษาได้อีกด้วย

 

มาพร้อมกับแอปพลิเคชัน Phone Clone สำหรับโอนถ่ายข้อมูลไฟล์จากสมาร์ทโฟน Android หรือ iPhone เครื่องเก่า มายัง Huawei Mate 20 Pro ผ่านทางสัญญาณ Wi-Fi ซึ่งถือว่าเป็นฟังก์ชันที่สะดวกมากเลยทีเดียว

 

และยังมีแอปพลิเคชัน Huawei Care ซึ่งเป็นบริการสุดพิเศษสำหรับผู้ใช้งาน Huawei โดยเฉพาะ โดยเราสามารถค้นหาศูนย์บริการ, ตรวจสอบความคืบหน้าในการซ่อม, ตรวจสอบราคาอะไหล่ รวมถึงตรวจสอบอาการความผิดปกติของสมาร์ทโฟนแบบเบื้องต้นผ่านทางมือถือได้ด้วยตนเอง

 

รองรับการใช้งานร่วมกับผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ซึ่งเราสามารถสั่งงานต่างๆ ภายในตัวเครื่องได้ด้วยคำสั่งเสียง เช่น ค้นหาข้อมูลทั่วไป, สภาพอากาศ, ตั้งนาฬิการปลุก, ส่งข้อความ หรือโทรออกได้อย่างง่ายๆ และที่สำคัญยังรองรับการสั่งงานด้วยภาษาไทยอีกด้วย

 

สามารถปรับเปลี่ยนภาพพื้นหลัง และธีมของตัวเครื่องได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Theme

 

มาพร้อมกับแอปพลิเคชันสำหรับเล่นไฟล์เสียงภายในตัว และยังมีเทคโนโลยี Dolby Atmos สำหรับช่วยขับเสียงให้มีความกระหึ่มมากยิ่งขึ้น โดยผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบของระบบเสียง Dolby Atmos ได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Smart ซึ่งจะเป็นการปรับแต่งเสียงตามคอนเทนต์ที่กำลังเล่นอยู่, Film ปรับให้เสียงพูดมีความคมชัด และขับเสียงต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบเซอร์ราวด์เหมาะกับการรับชมภาพยนต์ หรือรายการโทรทัศน์ และ Music สำหรับขับรายละเอียดเสียงทุกตัวโน้ต เพื่อให้รับฟังเพลงได้อย่างเต็มอารมณ์ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปรับอีควอไลเซอร์ได้อีก 3 รูปแบบ ได้แก่ Open, Rich และ Focused

 

ทางด้านแอปพลิเคชันเล่นไฟล์วิดีโอที่ติดมากับตัวเครื่องก็มีลูกเล่นต่างๆ ให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลายเช่นเดียวกัน โดยเมื่อผู้ใช้ลากนิ้วขึ้นหรือลงบริเวณทางขวา จะเป็นการปรับระดับความสว่างให้แก่หน้าจอ และหากลากนิ้วขึ้นหรือลงบริเวณทางขวา จะเป็นการปรับระดับเสียงของคลิปวิดีโอ

 

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับสัดส่วนในการแสดงผลของคลิปวิดีโอให้เป็นแบบเต็มหน้าจอได้อย่างง่ายๆ ผ่านการแตะที่จุดสามจุดที่ด้านขวาบน และเลือกเมนู Streched รวมทั้งยังสามารถเล่นวิดีโอแบบหน้าต่างลอย (Picture-in-Picture) เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันอื่นไปพร้อมกันได้ ผ่านการแตะที่ไอคอนรูปสี่เหลี่ยมบริเวณมุมขวาบนครับ

 

มาพร้อมกับแอปพลิเคชัน Health ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ และการออกกำลังกายของผู้ใช้โดยเฉพาะ เช่น การนับก้าว หรือบันทึกการออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Fitness Tracker อื่นๆ ของ Huawei เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ Huawei Band ได้อีกด้วย

 

ด้านแอปพลิเคชันจัดการไฟล์ถูกออกแบบมาอย่างสะอาดตา ด้วยการแบ่งไฟล์ต่างๆ เอาไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น ไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง หรือไฟล์เอกสาร ซึ่งผู้ใช้สามรถเรียกดูไฟล์ต่างๆ ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาในสมาร์ทโฟนได้ที่เมนู Recent

 

สำหรับแอปพลิเคชันวิดีโอก็มีลูกเล่นที่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกในการใช้งานเทางด้านแอปพลิเคชัน Gallery จะแบ่งการแสดงรูปภาพ และคลิปวิดีโอเอาไว้ทั้งหมด 4 หมวดหมู่ ได้แก่ Photo แสดงรูปภาพทั้งหมดภายในตัวเครื่อง, แสดงรูปภาพ และวิดีโอแยกตามอัลบั้ม, Hilights แสดงรูปภาพตามไฮไลท์เด่นในแต่ละสัปดาห์ และ Discover สำหรับค้นหารูปภาพตามสถานที่ หรือหมวดหมู่ต่างๆ เช่น อาหาร, วิวทิวมัศน์ หรือเอกสาร เป็นต้น

 

แอปพลิเคชัน Gallery ของ Huawei Mate 20 Series มีการเพิ่มฟีเจอร์พิเศษเข้ามาใหม่ในชื่อ Spotlight Reel ซึ่งเป็นการนำเอาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยแยกแยะใบหน้าของบุคคลที่ปรากฏภายในคลิปวิดีโอต่างๆ ภายในเครื่อง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกตัดคลิปวิดีโอของแต่ละบุคคลได้อย่างรวดเร็ว โดย Spotlight Reel นั้นจะทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน Quilk ของ GoPro ที่มีฟิลเตอร์ และเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ให้เลือกใช้งานมากมาย

 

รวมทั้งยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชัน Note ซึ่งเป็นเหมือนสมุดจดบันทึกขนาดย่อมๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือกที่จะจดบันทึกผ่านการพิมพ์ด้วยแป้นพิมพ์ หรือลายมือได้ด้วยตนเอง และสามารถเพิ่มรูปภาพต่างๆ ลงบนโน้ตได้ด้วย

 

สำหรับระบบปฏิบัติการ EMUI 9.0 เวอร์ชันใหม่ที่ขับเคลื่อนการทำงานของ Huawei Mate 20 Pro นั้น ถือว่ามีลูกเล่นต่างๆ ให้เลือกใช้งานอย่างมากมาย เริ่มตั้งแต่ ฟังก์ชัน Natural Tone สำหรับการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีบนหน้าจอตามสภาพแสงโดยรอบ ทำให้มีความสบายตามากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังสามารถปรับแต่งสีสันของหน้าจอได้ด้วยตนเอง

 

ฟังก์ชัน Eye Comfort สำหรับลดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ และปรับโทนสีให้อยู่ในโทนอุ่น เพื่อลดอาการล้าของสายตา เหมาะกับการใช้สมาร์ทโฟนในตอนกลางคืน

 

สามารถเลือกความละเอียดของหน้าจอแสดงผลได้ด้วยตนเอง ไล่ตั้งแต่ Full HD+ ไปจนถึงระดับ 2K+

 

มาพร้อมกับฟังก์ชันการปรับเปลี่ยนการทำงานของตัวเครื่องทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Performance Mode สำหรับปรับแต่งการทำงานของตัวเครื่องให้อยู่ในระดับสูงสุด, Power Saving Mode สำหรับประหยัดการใช้งานแบตเตอรี่ และ Ultra Power Saving Mode สำหรับประหยัดการใช้งานแบตเตอรี่เต็มรูปแบบ โดยจะปรับเปลี่ยนพื้นหลังโดยรวมเป็นสีดำ และอนุญาตให้ใช้แอปพลิเคชันเพียงแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น

 

และที่สำคัญยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชัน App Twin ซึ่งจะเป้นการโคลนแอปพลิเคประเภทโซเชียลมีเดีย ทำให้เราสามารถเล่น Facebook หรือ Instagram ได้แบบ 2 แอคเคานท์ โดยแอปพลิเคชันที่ถูกโคลนออกมาจะมีสัญลักษณ์เลข 2 ปรากฏอยู่ด้านล่างของไอคอนครับ

 

มีฟังก์ชัน Cleanup สำหรับช่วยกำจัดไฟล์ หรือแอปพลิคเชันต่างๆ ที่ผู้ใช้ไม่ค่อยได้ใช้งาน รวมไปถึงรูปภาพที่มีอาการเบลอ เพื่อช่วยให้สมาร์ทโฟนมีพื้นที่เหลือสำหรับใช้งานอยู่ตลอดเวลานั่นองครับ

 

อีกหนึ่งฟังก์ชันที่น่าสนใจบน EMUI 9.0 คือ Digital Balance ซึ่งเป็นการตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของผู้ใช้แต่ละท่านว่าใช้เวลาไปกับแอปพลิเคชันประเภทใดบ้าง และสามารถจำกัดเวลาใช้งานของแอปพลิคเชันได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน Bedtime ซึ่งระบบจะทำการปรับการแสดงผลของหน้าจอให้อยู่ในโทนสีขาวดำตามระยะเวลาที่กำหนดครับ

 

รวมถึงฟังก์ชัน Safe ที่ช่วยให้ผู้ใช้นำไฟล์ข้อมูลต่างๆ ไปใส่เอาไว้ภายใน Safe ซึ่งเปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำเครื่องได้ด้วยตนเอง โดยจะมีแต่ผู้ใช้ที่ทราบรหัส หรือลงทะเบียนลายนิ้วมือ และใบหน้าเอาไว้เท่านั้น ที่สามารถเข้าใช้งานได้

 

อย่างที่กล่าวไปด้านต้นว่า Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบ Biometric ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ ระบบสแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ และระบบสแกนใบหน้าแบบ 3 มิติ โดยผู้ใช้สามารถบันทึกลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 นิ้ว ส่วนระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าอนุญาตให้ผู้ใช้บันทึกได้เพียง 1 ใบหน้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

 

สำหรับระบบสแกนใบหน้าแบบ 3 มิตินั้น ผู้ใช้สามารถเลือกปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ ไม่ว่าจะเป็น Smart Lock Screen Notification ซึ่งจะแสดงข้อความของการแจ้งเตือนต่างๆ เมื่อระบบจดจำใบหน้าผู้ใช้ได้แล้วเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้รายอื่นจะไม่สามารถแอบอ่านข้อความของเราได้ หรือ Require Eye Contact ที่ระบบสแกนใบหน้าจะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ใช้มองหน้าจออยู่เท่านั้น ทำให้คนอื่นไม่สามารถนำเครื่องมาปลดล็อกขณะที่ผู้ใช้เผลอได้นั่นเองครับ

 

ซึ่งจากที่ทีมงานได้ลองทดสอบระบบยืนยันสิทธิเข้าใช้งานแบบ Biometric ทั้งการสแกนลายนิ้วมือ และการสแกนใบหน้า ก็พบว่าสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในส่วนของระบบสแกนใบหน้า 3 มิติ สามารถตรวจสอบใบหน้าผู้ใช้งานได้แม้ว่าจะใส่แว่นตา หรือหมวก รวมทั้งยังสามารถสแกนในที่มืดได้อีกด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากเซ็นเซอร์ IR ที่ทาง Huawei ติดตั้งไว้บริเวณกล้อง 3D Depth Sensing

 

ด้วยความปลอดภัยระดับนี้ จึงทำให้ Huawei Mate 20 Pro เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ทาง Google ยกให้เป็น Android Enterprise Recommended หรือสมาร์ทโฟนที่มีความปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้งานในระดับ Business

 

นอกจากระบบความปลอดภัย EMUI 9 ยังมาพร้อมกับลูกเล่นการควบคุมด้วยท่าทาง เช่น Flip สำหรับคว่ำหน้าจอลงเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า หรือนาฬิกาปลุก, Pick up สำหรับปลุกหน้าจอมือถือให้สว่างเมื่อยกเข้ามาหาตัว, Raise to ear สำหรับรับสายสนทนา หรือโทรออกอัตโนมัติ เมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู

 

รวมถึงฟังก์ชันการควบคุมด้วยข้อนิ้วอันเป็นเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟน Huawei ได้แก่ บันทึกภาพหน้าจอผ่านการใช้ข้อนิ้วแตะที่หน้าจอ 2 ครั้ง หรือใช้ข้อนิ้ววาดเป็นรูปตัว S เพื่อบันทึกภาพหน้าจอแบบยาว

 

การเปิดแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการใช้ข้อนิ้ววาดเป็นรูปตัวอักษร เช่น วาดตัวอักษร M เพื่อเปิดแอปพลิเคชันเพลง, วาดตัวอักษร C เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ วาดตัวอักษร E เพื่อเปิดใช้งานแอปพลิคเชัน Google Chrome เป็นต้น

 

หรือการใช้ข้อนิ้วลาดขวางหน้าจอ เพื่อเปิดฟังก์ชัน Split Screen เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันแบบ 2 หน้าจอพร้อมกัน

 

สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมภายในตัวเครื่องได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Gestures โหมดควบคุมแบบใหม่สำหรับมือถือจอไร้ขอบ ด้วยการควบคุมการทำงานผ่านวิธีปัดนิ้วจากบริเวณขอบด้านล่าง และด้านข้างของหน้าจอ, Three-Key Navigation สำหรับควบคุมด้วยปุ่มสัมผัสบนหน้าจอ และ Navigation Dock สำหรับเพิ่มปุ่มควบคุมแบบลอยบนหน้าจอ

 

สำหรับรูปแบบการควบคุมในโหมด Gestures นั้น เราสามารถใช้นิ้วลากจากบริเวณมุมด้านซ้าย หรือขวาล่างของหน้าจอเพื่อเรียกใช้งาน Google Assistant, ลากนิ้วจากบริเวณขอบซ้าย หรือขอบขวา เพื่อย้อนกลับ, ลากนิ้วขึ้นจากบริเวณตรงกลางของขอบล่าง เพื่อกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และลากนิ้วจากขอบล่างขึ้นมาค้างไว้ เพื่อเรียกดูแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งหมด

 

ส่วนในโหมด Navigation Dock เราสามารถแตะ 1 ครั้งเพื่อย้อนกลับ, แตะค้างเพื่อกลับไปหน้าโฮม และแตะค้างพร้อมกับลากไปทางซ้าย หรือทางขวา เพื่อเปิดดูแอปพลิคเชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งหมด

 

ทางด้าน PC Mode สำหรับเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้ทำงานอยู่ในโหมด Desktop PC เพื่อรับชมภาพยนต์แบบจอใหญ่, เปิดแอปพลิเคชันแบบหลายหน้าต่าง หรือพรีเซนท์งานโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ก็ยังคงมีให้ใช้งานอยู่เช่นเดิม แต่ใน Huawei Mate 20 Series ทาง Huawei ได้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปิด PC Mode ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้อแดปเตอร์เหมือนกับรุ่นก่อนๆ เพียงแค่เชื่อมต่อกับโทรทัศน์ที่รองรับเทคโนโลยี Miracast ก็สามารถใช้งาน PC Mode ได้ทันที โดยขณะที่ใช้ PC Mode นั้นสมาร์ทโฟนจะถูกเปลี่ยนเป็น Touchpad สำหรับควบคุมสิ่งต่างๆ บนหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่งผู้ใช้สามารถสลับไปใช้งานสมาร์ทโฟนได้ตามปกติขณะที่ใช้ PC Mode ได้อีกด้วย

 

ข้ามมาที่การทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องกันบ้าง โดย Huawei Mate 20 Pro ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังตัวท็อปใหม่ล่าสุดที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตรเป็นรุ่นแรกของโลกในชื่อ Kirin 980 โดยเป็นชิปเซ็ตประมวลผลแบบ 8 แกน (Octa-Core Processor) โดยแบ่งออกเป็น Super-Big Core จำนวน 2 แกน สำหรับช่วยรีดการประมวลผลหนักในช่วงสั้นๆ, Big Core จำนวน 2 แกน สำหรับประมวลผลการทำงานแบบทั่วไป และ Little Core จำนวน 4 แกน สำหรับประมวลผลงานที่ไม่ใช้พลังงานมากนัก ซึ่งด้วยการมี Core ความเร็วสูง พร้อม Core ระดับกลางเข้ามาช่วยประมวลผล รวมถึง Little Core ที่กินพลังงานน้อย ทำให้ Kirin 980 สามารถจัดสรรพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังมาพร้อมกับหน่วนประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Mali-G76 เป็นรุ่นแรกของโลก ซึ่งเมื่อเทียบกับ Mali-G72 ของ Kirin 970 ที่ใช้งานบน Huawei Mate 10 Series แล้ว ถือว่าแรงขึ้นกว่าเดิมราว 46% และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นถึง 178% รวมทั้ง Huawei ยังมีการอัปเกรดชิป NPU อัจฉริยะสำหรับประมวลผล AI เป็นแบบคู่ (Dual NPU) ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นจากชิปรุ่นเก่าถึง 226% เลยทีเดียว

 

สำหรับ Huawei Mate 20 Pro รุ่นที่เข้ามาวางขายในประเทศไทยนั้น จะเป็นรุ่น RAM 6GB + ROM 128GB โดยเราสามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ Nano Memory Card ได้อีก 256GB

 

ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของตัวเครื่องด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu (เปิด Performance Mode) พบว่า Huawei Mate 20 Pro สามารถทำคะแนนได้สูงถึง 304426 คะแนนด้วยกัน ซึ่งเป็นผลมาจากสถาปัตยกรรมของชิปเซ็ตที่เล็กลง รวมไปถึงโครงสร้างของ CPU ที่ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ และ GPU ที่เร็วแรงยิ่งกว่าเดิมนั่นเอง

 

ทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 4 สามารถทำคะแนนการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single-Core) ได้ทั้งหมด 3367 คะแนน และสามารถทำคะแนนการประมวลผลแบบหลายแกน (Multi-Core) ได้ทั้งหมด 10066 คะแนน

 

ทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark ด่าน Sling Shot Extreme พบว่า สามารถคะแนนการทดสอบแบบเปิดใช้งาน OpenGL ES 3.1 ทำคะแนนได้ทั้งหมด 4263 คะแนน และเมื่อเปิดใช้งาน Vulkan สามารถทำคะแนนได้สูงขึ้นที่ 4302 คะแนน

 

ทดสอบความเร็วของหน่วยความจำ (ROM) ด้วยแอปพลิเคชัน AndroidBench พบว่า ทำความเร็วในการอ่าน (Sequential Read) ได้ทั้งหมด 839.57 MB/s ซึ่งความเร็วระดับนี้แน่นอนว่าเป็นหน่วยความจำแบบ UFS 2.1 ครับ

 

ทดสอบการจับตำแหน่ง GPS ด้วยแอปพลิเคชัน GPS Test พบว่า Huawei Mate 20 Pro สามารถตรวจจับ GPS ได้อย่างรวดเร็ว และมีความแม่นยำอยู่ที่ระดับ +- ไม่เกิน 4 เมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากชิป Kirin 980 ที่เพิ่มฟังก์ชัน Dual GPS Frequency ที่ช่วยให้สมาร์ทโฟนรองรับการจับคลื่นสัญญาณ GPS แบบ L1 และ L5 ได้พร้อมกัน

 

สำหรับเซ็นเซอร์ต่างๆ ก็จัดมาให้ครบทุกการใช้งานสมกับสมาร์ทโฟนเรือธง

 

ด้วยความแรงของ CPU และ GPU บน Kirin 980 จึงช่วยให้ Huawei Mate 20 Pro สามารถเล่นเกมกราฟิก 3 มิติสวยๆ ที่มีอยู่บน Play Store ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด และไม่มีอาการสะสมความร้อนให้พบเจอครับ

 

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี GPU Turbo ซึ่งเป็นการนำเอาซอฟท์แวร์เข้ามาช่วยปรับแต่งประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ให้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 60% ในขณะที่ใช้งพลังงานน้อยลง 30% ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

นอกจากการเล่นเกมแล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังสามารถเล่นไฟล์วิดีโอ และรับชมคอนเทนต์บนยูทูปที่ความละเอียดคมชัดระดับ 2K+ ได้อีกด้วย ซึ่ง Huawei Mate 20 Series ถือเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ทาง Youtube ยกให้เป็น Youtube Signature Device หรือสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมตอบโจทย์การรับชมคอนเทนต์บน Youtube นั่นเองครับ

 

กล้องดิจิทัล การถ่ายภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ

สำหรับกล้องถ่ายภาพถือว่าเป็นฟีเจอร์ทีเด็ดของ Huawei Mate 20 Pro เนื่องจากมาพร้อมกับระบบกล้องหลังที่พัฒนาร่วมกับ Leica ถึง 3 ตัว พร้อมความละเอียดสูงสุดถึง 40 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ ทาง Huawei ยังได้มีการปรับเปลี่ยนเซ็ตอัพกล้องใหม่ด้วยการถอดเซ็นเซอร์รับภาพ Monochrome ออก และทดแทนด้วยเลนส์มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide Angle เพื่อช่วยมอบมุมมองการถ่ายภาพใหม่ๆ ให้แก่ผู้ใช้งาน ส่วนทางกล้องหน้านั้นก็มาพร้อมกับระบบ 3D Depth Sensing ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ นอกจากนี้ ทาง Huawei ยังได้เพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆ ให้แก่กล้องถ่ายภาพบน Huawei Mate 20 Pro เอาไว้อย่างมากมาย

 

สำหรับอินเทอร์เฟสของกล้องหน้า ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ด้วยโหมดการถ่ายภาพ และคีย์ลัดต่างๆ ที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ เช่น การเปิด-ปิด ไฟแฟลชจากหน้าจอ, เปิด-ปิด ฟังก์ชัน Moving Picure และการเปิด-ปิด ฟังก์ชัน AI HDR

 

มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพ Portrait สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งทาง Huawei ได้เพิ่มลูกเล่นใหม่อย่างการปรับเอฟเฟ็กต์ของโบเก้เป็นรูปแบบต่างๆ ถึง 4 รูแบบ ได้แก่ วงกลม Circle, หัวใจ Hearts, โบเก้หมุน Swirl และโบเก้รูปข้ามหลามตัด Discs นอกจากนี้ ยังสามารถปรับแต่งเอฟเฟ็กต์การจัดแสงให้แก่ตัวแบบได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ ประกอบด้วย ได้แก่ Photo Booth ซึ่งเป็นการเติมแสงเข้าสู่ใบหน้าตัวแบบเพื่อให้มีความสว่างมากยิ่งขึ้น, Stained Glass จัดแสงคล้ายกับแสงที่ส่องผ่านมาจากกระจกสี, Folding Blinds จัดแสงคล้ายกับแสงที่ส่องผ่านมาจากม่านพับ, Pop จัดแสงให้อยู่ในโทนสีแดงผสมน้ำเงิน และ Stage Lighting จัดแสงคล้ายกับไฟบนเวที

 

นอกจากนี้ โหมด Portrat ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันปรับหน้าสวย (Beauty) แบบใหม่ ที่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับความเรียบเนียนของผิวได้สูงสุด 10 ระดับ, ปรับโครงหน้าเรียวได้สูงสุด 5 ระดับ และปรับสกินโทนได้ทั้งหมด 8 รูปแบบ

 

และยังมีลูกเล่นที่น่าสนใจอย่าง 3D Qmoji ซึ่งเป็นการสร้างอีโมจิตัวการ์ตูนสุดน่ารักที่สามารถเคลื่อนไหวตามใบหน้า และลิ้นของผู้ใช้งานได้ผ่านการตรวจจับด้วยเซ็นเซอร์ต่างๆ ของกล้อง 3D Depth Sensing โดยเราสามารถเซฟออกมาเป็นไฟล์ GIF เพื่อแชร์ต่อให้แก่เพื่อนๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

กล้อง 3D Depth Sensing ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในเรื่องของการทำอีโมจิเท่านั้น เพราะผู้ใช้ยังสามารถนำไปสแกนวัตถุแบบ 3 มิติ เพื่อให้ออกมาโลดแล่นมีชีวิตชีวาในโลก Augmented Reality (AR) ได้อีกด้วย

 

สามารถตั้งค่าต่างๆ ของกล้องถ่ายภาพด้านหน้าได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด GPS Tag สำหรับแนบข้อมูลพิกัดของสถานที่ไปกับภาพถ่าย, Mirror Reflection สำหรับเปิด-ปิด เอฟเฟ็กต์ภาพกลับด้านของกล้องหน้า และ Capture Smiles สำหรับบันทึกภาพอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ยิ้ม

 

สามารถตั้งค่าความละเอียดของภาพถ่ายจากกล้องหน้าได้สูงสุดที่ 24 ล้านพิกเซล สำหรับสัดส่วนของภาพแบบ 4:3 และสามารถตั้งความละเอียดภาพถ่ายได้สูงสุด 16 ล้านพิกเซล สำหรับสัดส่วนของภาพแบบ 18:9

 

รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD+ พร้อมกับเปิดฟังก์ชัน HDR ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Beauty ขณะถ่ายวิดีโอได้ด้วย แต่จะจำกัดความละเอียดของภาพถ่ายสูงสุดที่ระดับ HD 720p เท่านั้น และสามารถเลือกฟอร์แมต์ของไฟล์วิดีโอได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ H.264 และ H.265

 

ทางด้านอินเทอร์เฟสของกล้องหลัง ก็มาพร้อมโหมดถ่ายภาพ และลูกเล่นต่างๆ ที่จัดเต็มไม่แพ้กับกล้องหน้า ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, เปิด-ปิด ฟังก์ชัน Moving Pictures รวมถึงการเลือกโทนสีของภาพได้ทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ โทนสีมาตรฐาน, โทนสีจัดจ้าน (Vivid Color) และโทนสีแบบ Smooth Color

 

ในโหมดถ่ายภาพปกตินั้น ผู้ใช้สามารถแตะที่ไอคอนด้านขวาเพื่อทำการซูมภาพได้ทั้งหมด 5 ระดับ ประกอบไปด้วย 0.6x ที่จะสลับไปใช้งานกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle), 1x สำหรับถ่ายภาพในมุมมองปกติด้วยกล้องตัวหลักเลนส์ Wide Angle, 3x สำหรับถ่ายภาพซูมแบบ 3 เท่า (Optica Zoom 3x) ด้วยกล้องเลนส์ Telephoto, 5x สำหรับถ่ายภาพซูมแบบ 5 เท่า ด้วยเทคโนโลยี Hybrid Zoom และ 10x สำหรับถ่ายภาพซูมแบบ 10 เท่า ด้วยเทคโนโลยี Digital Zoom ซึ่งทาง Huawei ระบุว่า การถ่ายภาพในระยะต่างๆ บน Huawei Mate 20 Pro นนั้น จะเทียบเท่ากับเลนส์กล้องระยะ 16-270 มม. คล้ายกับที่ใช้งานบนกล้องใหญ่นั่นเอง

 

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Master AI สำหรับใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยวิเคราะห์ฉาก และวัตถุต่างๆ ที่อยู่ภายในเฟรม เพื่อทำการปรับแต่งสีสัน คอนทราสต์ และความสว่างให้มีความเหมาะสมสวยงามแบบอัตโนมัติ โดย Master AI บน Huawei Mate 20 Pro รองรับการแยกแยะซีนต่างๆ ได้มากกว่า 1,500 ซีน จากทั้งหมด 25 หมวดหมู่ ซึ่งถือว่าพัฒนาขึ้นจาก Master AI ของรุ่น Mate 20 Series ที่สามารถตรวจจับได้ทั้งหมด 19 หมวดหมู่ และเมื่อมาใช้งานร่วมกับหน่วยประมวลผล AI แบบคู่ หรือ Dual-NPU แล้ว ยิ่งทำให้การตรวจจับซีน และการปรับแต่งภาพถ่ายสามารถทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งความสามารถใหม่ของ Master AI ของ Huawei Mate 20 Series รวมถึง Mate 20 Pro คือฟังก์ชัน Super Macro ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพมาโครได้ใกล้สุดถึง 2.5 เซ็นติเมตร ทำให้การถ่ายวัตถุชิ้นเล็กๆ ทำได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบของเอฟเฟ็กต์โบเก้ (Bokeh) ได้เองเหมือนกับกล้องหน้า ประกอบด้วย วงกลม Circle, หัวใจ Hearts, โบเก้หมุน Swirl และโบเก้รูปข้ามหลามตัด Discs และเลือกรูปแบบการจัดแสงได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ Photo Booth ซึ่งเป็นการเติมแสงเข้าสู่ใบหน้าตัวแบบเพื่อให้มีความสว่างมากยิ่งขึ้น, Stained Glass จัดแสงคล้ายกับแสงที่ส่องผ่านมาจากกระจกสี, Folding Blinds จัดแสงคล้ายกับแสงที่ส่องผ่านมาจากม่านพับ, Pop จัดแสงให้อยู่ในโทนสีแดงผสมน้ำเงิน และ Stage Lighting จัดแสงคล้ายกับไฟบนเวที ส่วนการซูมภาพ จะรองรับการซูมสูงสุดที่ 3x เท่านั้น

 

ในโหมด Portrait ผู้ใช้สามารถปรับหน้าสวยผ่านฟังก์ชัน Beuaty ได้ 10 ระดับ แต่จะไม่สามารถปรับเค้าโครง และสกินโทนของใบหน้าได้เหมือนกับกล้องหน้า

 

มาพร้อมกับฟังก์ชัน Night Mode สำหรับช่วยถ่ายภาพในตอนกลางคืนให้มีความคมชัด ผ่านการเปิดหน้าชัตเตอร์เป็นเวลาค้างไว้หลายวินาที และใช้ระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI (AIS) เข้ามาช่วยบันทึกภาพให้มีความคมชัด โดยผู้ใช้สามารถเลือกตั้งค่า Shutter Speed ได้ตั้งแต่ 1 / 4 วินาที ไปจนถึง 32 วินาที และสามารถตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 100 - 1600

 

ส่วนทางด้านโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอผ่านการจำลองค่ารูรับแสง (Aperture) ก็ยังมีให้ใช้งานเช่นเดิม โดยผู้ใช้สามารถเลือกระดับความเบลอได้ตั้งแต่ f/0.95 ไปจนถึง f/16 (ยิ่งตัวเลขน้อย ฉากหลังยิ่งละลาย)

 

และที่สำคัญยังมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพมืออาชีพ (Pro Mode) ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องได้เอง ประกอบไปด้วย รูปแบบการวัดแสง, ตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 50 ไปจนถึง 102400, ตั้งค่า Speed Shutter ได้ตั้งแต่ 1/4000 ไปจนถึง 30 วินาที, ตั้งค่าชดเชยแสง (EV) ได้ตั้งแต่ -4.0 EV ไปจนถึง +4.0 EV, ตั้งค่าระบบโฟกัสได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ AF-S สำหรับถ่ายภาพวัตถุที่ไม่มีการเคลื่อนไหว, AF-C สำหรับถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา, MF สำหรับเลือกระยะโฟกัสด้วยตนเอง และสามารถตั้งค่าความสมดุลแสงสีขาว (White Balance) ได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ

 

นอกเหนือจากฟังก์ชันที่กล่าวมาด้านต้นแล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพที่น่าสนใจอีกหลายโหมด ซึ่งผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานได้ผ่านการแตะที่เมนู More ประกอบไปด้วย Panorama สำหรับเก็บภาพถ่ายในมุมกว้าง, HDR สำหรับเก็บภาพถ่ายด้วยฟังก์ชัน High Dynamic Range, Good Food สำหรับถ่ายภาพอาหาร, Watermark สำหรับถ่ายภาพพร้อมกับใส่ลายน้ำรูปแบบต่างๆ, Documents สำหรับถ่ายภาพเอกสาร หรือ3D Panorama สำหรับเก็บภาพถ่ายพาโนรามาแบบ 3 มิติ

 

มาพร้อมกับฟังก์ชัน Light Painting ซึ่งเป็นการถ่ายภาพโดยใช้เทคนิค Long Exposure สำหรับเปิดหน้ากล้องทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน โดยผู้ใช้สามารถเลือกถ่ายภาพได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ Traffic Trails สำหรับเก็บแสงไฟรถยนต์ในเวลาค่ำคืน, Light Graffiti สำหรับเก็บภาพถ่ายแบบแบบวาดไฟ, Sillky Water สำหรับเก็บภาพสายน้ำไหลของน้ำตก และ Star Trails สำหรับเก็บภาพดวงดาวในตอนกลางคืน

 

ที่สำคัญ Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพแบบใหม่ในชื่อ Underwater ซึ่งเป็นโหมดที่ช่วยทำให้การถ่ายภาพใต้น้ำเป็นไปอย่างคมชัด และสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยทาง Huawei แนะนำให้ใช้งานโหมดดังกล่าวร่วมกับเคสกันน้ำเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเครื่อง ซึ่งหากใครที่ยังไม่มีเคสกันน้ำ หรือไม่มั่นใจว่าเคสกันน้ำที่ตัวเองมีอยู่จะสามารถใช้งานร่วมกับ Mate 20 Pro ได้เต็มประสิทธิภาพ ทาง Huawei ก็มีการวางจำหน่ายเคสกันน้ำ Snorkeling Case ที่ออกแบบมาเพื่อ Huawei Mate 20 Pro โดยเฉพาะในราคา 2,690 บาทครับ

 

นอกจากนี้ กล้องหลังของ Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันพิเศษในชื่อ Hi Vision ซึ่งเป็นบริการค้นหาข้อมูลสิ่งของ, สถานที่ และแปลภาษาได้แบบทันท่วงทีเพียงแค่ยกกล้องขึ้นมาส่องเท่านั้น แต่ที่น่าสนใจคือ Hi Vision มาพร้อมกับฟังก์ชันในการคำนวนปริมาณแคลอรีของอาหาร ผ่านการตรวจจับขนาดของวัตถุ ทำให้ผลลัพธ์จะมีความแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง

 

ด้านโหมดถ่ายภาพวิดีโอ ก็มีลูกเล่นใหม่เช่นเดียวกันในชื่อ AI Cinema ซึ่งเป็นการนำเอาความฉลาดของ AI บน Kirin 980 ที่สามารถแยกแยะตัวแบบได้ถึงระดับข้อต่อ เข้ามาช่วยแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง ทำให้เราสามารถถ่ายภาพในรูปแบบใหม่ๆ ได้แก่ AI Colour สำหรับปรับฉากหลังเป็นโทนสีขาว-ดำ ในขณะที่เก็บสีของตัวแบบไว้, Background Blur สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ, Vintage สำหรับถ่ายวิดีโอในโทนสีแบบวินเทจ, Suspense สำหรับถ่ายวิดีโอในแบบคุมโทนสีน้ำเงิน และ Fresh สำหรับถ่ายวิดีโอโดยเน้นปรับสีสันให้มีความสว่างสดใส

 

และที่สำคัญยังมาพร้อมกับโหมดถ่ายวิดีโอแบบ Slow-Mo ที่ระดับ 960FPS โดยในโหมดนี้ผู้ใช้สามารถเลือกวิธีการถ่ายได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Auto ที่ระบบจะทำการบันทึกภาพอัตโนมัติเมื่อมีวัตถุเคลื่อนไหวผ่านกล่องสี่เหลี่ยมที่ปรากฏบนหน้าจอ และ Manual ที่ผู้ใช้จะต้องกดบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง

 

มาพร้อมกับโหมดถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse สำหรับเก็บภาพวิดีโอแบบเร่งความเร็ว

 

รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD และสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 60FPS ได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p รวมทั้งยังสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันหน้าสวยแบบ Beauty ขณะที่ถ่ายวิดีโอได้ด้วย แต่จะจำกัดความละเอียดที่ระดับ HD 720p เท่านั้น

 

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Leica Triple Camera ที่ด้านหลังตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 40+20+8 ล้านพิกเซล ของ Huawei Mate 20 Pro

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดใช้งาน Master AI

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดใช้งาน Master AI



ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพ Super Macro


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพขาวดำ (Monochrome)


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) พร้อมเลือกเอฟเฟ็กต์โบเก้แบบ Swirl


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) พร้อมเลือกเอฟเฟ็กต์โบเก้แบบ Circle



ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) พร้อมเลือกรูปแบบการจัดแสงแบบ Staained Glass



ตัวอย่างภาพถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ในโหมด Monochrome


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพ Night Mode


ตัวอย่างภาพถ่ายในสภาวะแสงน้อย


ตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยโหมด Aperture



ตัวอย่างภาพถ่าย พร้อมเลือกซูมภาพในระยะต่างๆ ตั้งแต่ 0.6x - 10x

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียด 24 ล้านพิกเซลของ Huawei Mate 20 Pro


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดฟังก์ชัน AI HDR

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) พร้อมปรับเอฟเฟ็กต์โบเก้รูป Circle และ Hearts

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) พร้อมเลือกรูปแบบการจัดแสงแบบ Stained Glass และ Pop

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวยพร้อมปรับความเรียบเนียนที่ระดับกลาง


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวยพร้อมปรับความเรียบเนียนที่ระดับสูงสุด

 

สรุปผลการทดสอบของ Huawei Mate 20 Pro

เรียกได้ว่าสมการรอคอยเลยก็ว่าได้สำหรับ Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใหม่ในตระกูล Mate Series เนื่องจากทาง Huawei ได้มีการนำเอาคุณสมบัติต่างๆ ของรุ่น Mate 10 Series รวมไปถึง P20 Series มาพัฒนาต่อยอดให้มีความสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่ดีไซน์ที่เลือกใช้หน้าจอแสดงผล OLED แบบขอบโค้งขนาด 6.39 นิ้ว ที่สามารถแสดงสีสันได้อย่างสดใสคมชัด และแสดงคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างเต็มตาเต็มอารมณ์ด้วยอัตราส่วนในการแสดงผลจอกว้างแบบ 19.5:9, บอดี้โลหะผสานกระจกที่มีความเงางาม พร้อมคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ที่กันน้ำได้ลึก 1.5 เมตร เป็นเวลานาน 30 นาที รวมถึงการซ่อนลำโพงเสียงภายนอกเอาไว้ในพอร์ต USB Type-C เป็นรุ่นแรกของโลกทำให้ดีไซน์ด้านล่างดูสวยงามไร้รอยต่อ

ทางด้านประสิทธิภาพก็มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ด้วยการมาพร้อมกับชิปเซ็ต Kirin 980 ที่เป็นที่หนึ่งของโลกในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตรเป็นรุ่นแรกของโลก, รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4.5G LTE Cat.21 เป็นรุ่นแรกของโลก, มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Mali-G76 เป็นรุ่นแรกของโลก รวมทั้งยังมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล AI แบบคู่ในชื่อ Dual-NPU เป็นรุ่นแรกของโลก ทำให้การประมวลผล AI ที่ถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของสมาร์ทโฟนยุคปัจจุบัน และอนาคต ทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่จุใจถึง 4200mAh และยังรองรับระบบชาร์จเร็วแบบ Huawei SuperCharge 40W ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-70% ได้ภายระยะเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับระบบ Wireless Reverse Charging เพื่อแบ่งแบตเตอรี่ของ Huawei Mate 20 Pro ให้แก่สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์เสริมชิ้นอื่นๆ ผ่านการชาร์จแบบไร้สายอีกด้วย

ทางด้านกล้องถ่ายภาพที่พัฒนาร่วมกับ Leica ก็ได้รับการยกเครื่องใหม่เช่นเดียวกัน ด้วยเซ็ตอัพกล้องแบบใหม่ที่ประกอบไปด้วย กล้องตัวหลักเลนส์มุมกว้าง Wide Angle ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล, กล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultra Wide Angle ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และกล้องเลนส์ซูม Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เพื่อรองรับการถ่ายภาพในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างครอบคลุมทุกระยะ นอกจากนี้ Huawei ยังได้พัฒนาความฉลาดของระบบถ่ายภาพแบบ Master AI ให้ล้ำยิ่งกว่าเดิมด้วยความสามารถในการตรวจจับซีนต่างๆ ได้สูงถึง 1,500 ซีนจากทั้งหมด 25 หมวดหมู่ ทำให้ภาพถ่ายทุกภาพจะมีความสวยงามภายในชัตเตอร์เดียว

อีกทั้ง ทาง Huawei ยังเพิ่มโหมดการถ่ายภาพใหม่ๆ ให้กับ Mate 20 Pro ไม่ว่าจะเป็น โหมดการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ที่สามารถปรับเอฟเฟ็กต์โบเก้ และเอฟเฟ็กต์การจัดแสงให้แก่ตัวแบบ, ฟังก์ชันการถ่ายภาพแบบ Super Macro ที่สามารถโฟกัสวัตถุได้ใกล้ถึง 2.5 เซ็นติเมตร หรือโหมด Underwater สำหรับช่วยถ่ายภาพแบบใต้น้ำให้มีความคมชัด ส่วนโหมดถ่ายภาพอื่นๆ ก็ยังคงจัดเต็มเช่นเคย อย่างเช่น Night Mode สำหรับช่วยถ่ายภาพกลางคืนให้มีความคมชัดโดยไม่จำเป็นต้องมีขาตั้งกล้อง, โหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอผ่านการจำลองค่ารูรับแสงแบบ Aperture, โหมดถ่ายภาพขาวดำแบบ Monochrome, โหมดถ่ายภาพแบบมืออาชีพ (Pro Mode) รวมไปถึงโหมด Light Painting สำหรับเก็บสีสันของแสงไฟยามค่ำคืน หรือการเก็บสายน้ำไหลของน้ำตกแบบง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่ากล้องให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

 

นอกจากการถ่ายภาพนิ่งแล้ว Huawei Mate 20 Pro ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายวิดีโอ ด้วยการมาพร้อมกับ AI Cinema ฟังก์ชันสำหรับปรับเอฟเฟ็กต์ให้แก่วิดีโอแบบ Real-Time อย่างเช่น Background Blur สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ หรือ AI Colour สำหรับถ่ายวิดีโอฉากหลังขาวดำในขณะที่ตัวแบบยังคงสีสันเอาไว้ ทำให้เราสามารถบันทึกเหตุการณ์ความประทับใจได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 Pro ยังมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยด้วยระบบสแกนใบหน้าแบบ 3 มิติ (3D Face Unlock) ผ่านการทำงานร่วมกันของระบบกล้องหน้าแบบ 3D Depth Sensing ที่สามารถตรวจสอบใบหน้าผู้ใช้งานผ่านการฉายแสงลงบนใบหน้ากว่า 30,000 จุด รวมไปถึงระบบสแกนลายนิ้วมือที่ฝังเอาไว้ใต้หน้าจอสุดล้ำ ทำให้ผู้ใช้สามารถวางนิ้วเพื่อปลดล็อกได้อย่างสะดวกยิ่งกว่าเคย

ที่สำคัญ Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่มแรกๆ ของโลกที่ได้ใช้งานระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุดจาก Google อย่าง Android 9 Pie และยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ของ Huawei ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ EMUI 9 ที่มีลูกเล่นต่างๆ สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังมาพร้อมกับ PC Mode แบบใหม่ที่สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียบสายใดๆ เพียงแค่เชื่อมต่อกับโทรทัศน์ที่รองรับฟังก์ชัน Miracast เท่านั้น ซึ่งถือว่าตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ระดับ Business ไม่ใช่น้อย

สำหรับราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยของ Huawei Mate 20 Pro อยู่ที่ 31,990 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สีเขียว Emerald Green และสีดำเงา Black ซึ่งแม้ว่าราคาวางจำหน่ายของรุ่น Mate 20 Pro จะสูงกว่า Mate 20 รุ่นปกติที่เปิดราคาเริ่มต้น 24,990 บาท แต่หากพิจารณาจากคุณสมบัติต่างๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาทั้งหน้าจอแสดงผลขอบโค้งคมชัดระดับ 2K+, กล้องหลัง Leica 3 ตัว ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล, แบตเตอรี่ความจุ 4200mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็ว Huawei SuperCharge 40W และรองรับระบบ Wireless Reverse Charging แล้ว ก็ถือว่า Huawei Mate 20 Pro เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

สำหรับ Huawei Mate 20 Pro เริ่มเปิดให้ผู้ที่สนใจสั่งจองล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2018 โดยผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้รับของแถมมูลค่ารวมกว่า 4,980 บาท ประกอบไปด้วย หูฟัง Huawei Active Noise Cancelling Earphone 3 มูลค่า 1,990 บาท และนาฬิกาอัจฉริยะ Huawei Band 3 Pro มูลค่า 2,990 บาท ส่วนกำหนดการขายจริงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2018 เป็นต้นไป ซึ่งสำหรับใครที่สนใจก็สามารถแวะเวียนไปทดลองใช้งาน และหาซื้อ Huawei Mate 20 Pro ได้ที่ Huawei Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศนะครับ

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Huawei ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Huawei Mate 20 Pro มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

จุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro

- ตัวเครื่องผลิตด้วยวัสดุประเภทโลหะ ผสานกระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass พร้อมกระบวนการขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันแบบ Unibody
- ชั้นกระจกพิเศษแบบ Hyper Optical Patterns ที่ช่วยป้องกันการลื่น และป้องกันรอยนิ้วมือ (เฉพาะสีเขียว-Emerald Green และสีน้ำเงิน-Midnight Blue)
- คุณสมบัติป้องกันน้ำ และฝุ่นระดับ IP68 สามารถกันน้ำได้ลึก 1.5 เมตร เป็นเวลานานสูงสุด 30 นาที
- จอแสดงผลแบบ OLED ขอบโค้ง ความละเอียดระดับ 2K+ พิกเซล (3120x1440 พิกเซล) ขนาด 6.39 นิ้ว พร้อมรองรับการแสดงสีสันตามมาตรฐาน DCI-P3
- ขอบหน้าจอบาง 2.1 มิลลิเมตร
- หน่วยประมวลผลภาพกราฟิกโดยเฉพาะ (GPU : Graphics Processing Unit) แบบ Mali-G76 เป็นรุ่นแรกของโลก
- เทคโนโลยี GPU Turbo สำหรับช่วยเร่งประสิทธิภาพการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิก
- รองรับการใช้งานสองแอปพลิเคชันพร้อมกันผ่านฟังก์ชัน Split-Screen
- ฟังก์ชัน App Twin สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันได้แบบ 2 แอคเคานท์
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Octa-Core Kirin 980 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตรเป็นรุ่นแรกของโลก
- ประมวลผลการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยหน่วยชิปเซ็ต Dual-NPU
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.0เวอร์ชันล่าสุด
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 128GB พร้อมรองรับการเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ Nano Memory Card ความจุสูงสุด 256GB
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 6GB
- ระบบกล้อง 3D Depth Sensing ประกอบด้วย ล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสงกว้าง f/2.0, Dot Projector, Flood Iluminator, Proximity Sensor, Ambient Light Sensor และ IR Camera
- กล้องดิจิทัลด้านหลังที่พัฒนาร่วมกับ Leica จำนวน 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด 40+20+8 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.8, ไฟแฟลช LED พร้อมเทคโนโลย Master AI สำหรับวิเคราะห์ฉาก และวัตถุที่อยู่ภายในเฟรม เพื่อปรับแต่งให้มีความสวยงามอัตโนมัติ
- ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ AIS (AI Image Stabilization)
- ทางยาวโฟกัสของกล้องหลัง 16-270 มม.
- รองรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Portrait พร้อมฟีเจอร์ปรับเอฟเฟ็กต์โบเก้ และฟีเจอร์จัดแสงให้แก่ตัวแบบ
- โหมดถ่ายภาพใต้น้ำ (Under Water Mode)
- โหมดถ่ายภาพแบบ Super Marcro สามารถโฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดที่ 2.5 เซ็นติเมตร
- โหมดถ่ายวิดีโอแบบ Super Slow-Mo ที่ระดับ 960FPS
- โหมดถ่ายวิดีโอแบบ AI Cinema สำหรับปรับแต่งสีสันของการถ่ายวิดีโอแบบ Real-Time
- รองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual SIM)
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, WiFi, EDGE และ GPRS
- รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4.5G LTE Cat.21 เป็นรุ่นแรกของโลก
- รองรับการสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G LTE ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด
- ระบบ Dual-Frequncy GPS สำหรับตรวจจับตำแหน่งที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น
- ลำโพงเสียงแบบ Stereo Speaker
- เซ็นเซอร์อินฟราเรดสำหรับใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันประเภท Remote Control)
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ 3 มิติ (3D Face Unlock)
- ระบบสแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ (In-Screen Fingerprint) พร้อมเทคโนโลยี Dynamic Pressure Sensing
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ Android 9 Pie พร้อมครอบทับด้วย EMUI 9.0
- ชนิดแบตเตอรี่แบบ Li-Ion ขนาด 4200 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Huawei SuperCharge 40W
- รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายความเร็วสูงแบบ 15W Wireless Quick Charge
- เทคโนโลยี Wireless Reverse Charging สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายให้แก่อุปกรณ์อื่นที่รองรับ
- ราคา 31,990 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับความสามารถโดยรวม

 

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Huawei Mate 20 Pro

- การแสดงผลแบบเต็มหน้าจอ FullView ในอัตราส่วนแบบ 19.5:9 ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ 100% เช่นการเปิดดู YouTube, การเปิดดูคลิปวิดีโอ, การเล่นเกม หรืออื่นๆ
- วัสดุที่ใช้ผลิตตัวเครื่องด้านหลังมีความมันวาว จึงอาจทำให้เกิดคราบรอยนิ้วมือได้ง่าย (เฉพาะสีดำ)
- ไม่มีช่องเสียบหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มม. แต่ภายในกล่องบรรจุภัณฑ์มีการแถมอแดปเตอร์แปลงพอร์ต USB Type-C เป็น 3.5 mm. Audio Jack มาให้
- มีให้เลือกเพียง 2 เฉดสี คือ สีดำ Black และสีเขียว Emerald Green

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Huawei Mate 20 Series

- รีวิว (Review) Huawei Mate 20
- พรีวิว (Preview) Huawei Mate 20
- พรีวิว (Preview) Huawei Mate 20 Pro
- เปิดตัว Huawei Mate 20 Series พร้อมประกาศราคา และวันวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ
- เจาะลึก Kirin 980 ชิปเซ็ต 7nm รุ่นแรกของโลกบน Huawei Mate 20 Series
- เจาะลึกเทคโนโลยี AI บน Huawei Mate 20 Series
- เจาะลึกเทคโนโลยี Leica Triple Camera บน Huawei Mate 20 Series
- เปรียบเทียบ Huawei Mate 20, 20 Pro, 20 X และ 20 RS แตกต่างกันอย่างไร

 

 

วันที่ : 07/11/2018