หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 22/10/2561

เจาะลึกระบบกล้อง Leica 3 ตัวบน Huawei Mate 20 Series แต่ละรุ่นต่างกันหรือไม่ มีฟีเจอร์เด่นอย่างไร และมีโหมดไหนให้ใช้งานบ้าง เราสรุปมาให้แล้ว

 

หนึ่งในฟีเจอร์ชูโรงของ Huawei Mate 20 Series สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ภายใต้คอนเซ็ปท์ A Higher Intelligence นอกเหนือจากเรื่องดีไซน์หน้าจอที่มีความสวยงาม และชิปเซ็ตทรงพลังระดับ 7 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลกอย่าง Kirin 980 แล้ว Huawei Mate 20 Series ยังมาพร้อมกับระบบกล้องหลังที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์กล้องชั้นนำระดับโลกอย่าง Leica เป็นจำนวนถึง 3 ตัว (Triple Camera) เพื่อตอบโจทย์การถ่ายภาพในสถานการณ์ต่างๆ

เชื่อว่าหลายท่านคงอาจจะอยากทราบว่า กล้องหลัง Leica ทั้ง 3 ตัวของ Huawei Mate 20 Series มีจุดเด่นอย่างไร หรือมีโหมดถ่ายภาพแบบไหนให้เลือกใช้งานบ้าง? รวมทั้งกล้อง Leica 3 ตัวของ Huawei Mate 20 Series แต่ละรุ่นมีความเหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร? และมีความแตกต่างจากมือถือกล้องหลัง 3 ตัวรุ่นแรกของ Huawei อย่าง Huawei P20 Pro ด้วยหรือไม่ ? บทความนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter มีคำตอบครับ

 

ความแตกต่างระหว่างกล้อง 3 ตัวของ Huawei Mate 20 Series vs Huawei P20 Pro


Huawei Mate 20 Pro

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงรูปแบบการจัดวางกล้องของ Huawei Mate 20 Series กันก่อน โดยในครั้งนี้แม้ว่า Mate 20 Series จะมีกล้องหลัง 3 ตัวเหมือนกับรุ่น P20 Pro แต่จริงๆ แล้วเซ็ตอัพกล้องแต่ละตัวค่อนข้างมีความแตกต่างพอสมควร เนื่องจาก Mate 20 Series เลือกใช้เซ็ตอัพกล้องแบบ กล้องตัวหลักเลนส์มุมกว้าง (Wide Angle) + กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle) + กล้องตัวที่สามเลนส์ซูม (Telephoto)

 


Huawei P20 Pro

ขณะที่เซ็ตอัพกล้องหลังทั้ง 3 ตัวของ Huawei P20 Pro จะประกอบไปด้วย กล้องตัวหลักเซ็นเซอร์รับภาพสี (RGB) + กล้องตัวที่สองเซ็นเซอร์รับภาพขาวดำ (Monochrome) + กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าทาง Huawei ได้ตัดเซ็นเซอร์รับภาพขาวดำออกไป และใส่กล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle) เข้ามาทดแทน เพื่อช่วยเก็บภาพในมุมมองที่กว้างขึ้น

 

หลายท่านที่เคยใช้ Huawei P20 Series อาจจะเกิดข้อสงสัยว่า การที่ Huawei Mate 20 Series ไม่มีเซ็นเซอร์ Monochrome แล้ว ยังสามารถถ่ายภาพโทนสีขาว-ดำ สวยๆ ได้อีกหรือไม่ ? คำตอบคือ เรายังสามารถถ่ายภาพขาว-ดำแบบ Monochrome ได้ และยังมีโหมดถ่ายภาพขาว-ดำแบบอื่นๆ ให้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพบุคคลแบบขาว-ดำ หรือถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Aperture แบบขาว-ดำ โดยทาง Huawei จะนำพลัง AI อัจฉริยะบนชิปเซ็ต Kirin 980 เข้ามาช่วยประมวลผลตรงนี้แทนครับ

 

เจาะลึกความแตกต่างกล้อง Leica 3 ตัวบน Huawei Mate 20 Series แต่ละรุ่น

เซ็ตอัพกล้องหลังของ Huawei Mate 20 Pro

แม้ว่า Huawei Mate 20 Series ทั้ง 4 รุ่น จะมาพร้อมกับกล้องหลัง Leica 3 ตัวเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว มีความแตกต่างในเรื่องของความละเอียด และระยะของการถ่ายภาพ โดยในรุ่น Mate 20 Pro, Mate 20 X และ Porsche Design Huawei Mate 20 RS มาพร้อมกับกล้อง Leica จำนวน 3 ตัวที่ประกอบไปด้วย กล้องตัวหลักเลนส์มุมกว้าง (Wide Angle) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8, กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 และกล้องตัวที่สามเลนส์ซูม (Telephoto) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 ซึ่งที่ด้านบนจะมีการประทับคำว่า VARIO-SUMMILUX 1:1.8 - 2.4/16-80 ASPH เอาไว้ด้วย โดยแต่ละคำมีความหมายดังนี้

 

  • VARIO - สื่อถึงขนาดของรูรับแสง (Aperture) ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของการถ่ายภาพ
  • SUMMILUX-H - สื่อถึงการเลือกใช้งานเลนส์ SUMMILUX ของ Leica ที่ได้ร่วมพัฒนาให้กับสมาร์ทโฟน Huawei
  • ตัวเลข 1.8-2.4 - สื่อถึงขนาดของรูรับแสง (Aperture) หรือค่า F ของเลนส์แต่ละตัว โดยมีค่า F กว้างสุดอยู่ที่ F/1.8 (เลนส์ Wide-Angle) และแคบสุดที่ F/2.4 (เลนส์ Telephoto)
  • ตัวเลข 16-80 - สื่อถึงระยะของเลนส์ที่สามารถถ่ายได้ตั้งแต่ 16mm ไปจนถึง 80mm (ยิ่งตัวเลขน้อย มุมมองของภาพยิ่งกว้าง ในขณะที่ตัวเลขยิ่งเยอะ มุมมองของภาพยิ่งแคบ เพราะจะเป็นการดึงภาพเข้ามาหาตัวผู้ถ่ายให้ใกล้ยิ่งขึ้น)
  • ASPH - สื่อถึงชิ้นเลนส์แบบ Aspherical Lens ทำให้ช่วยถ่ายภาพได้คมชัดทั้งภาพ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยระยะ 16mm ไปจนถึง 270mm บน Huawei Mate 20 Pro

แต่ Huawei Mate 20 Pro, Mate 20 X และ Porsche Design Huawei Mate 20 RS ไม่ได้ซูมภาพได้ไกลสุดแค่ที่ระยะ 80mm เท่านั้น เพราะทาง Huawei ระบุว่า เมื่อทำงานร่วมกับระบบซูมภาพแบบ Optical Zoom 3 เท่า พร้อมระบบซูมภาพแบบ Hybrid Zoom 5 เท่า และระบบ Digital Zoom อีก 10 เท่า จะช่วยให้ Mate 20 ทั้ง 3 รุ่นที่กล่าวไปด้านต้น สามารถซูมภาพได้เทียบเท่าระยะ 270mm ทำให้เราสามารถซูมถ่ายภาพที่อยู่ไกลๆ ได้อย่างสะดวกโดยที่ไม่จำเป็นต้องขยับตัวเข้าไปใกล้วัตถุที่ต้องการถ่ายแต่อย่างใด

 

เซ็ตอัพกล้องของ Huawei Mate 20

ส่วนทางด้านรุ่นเล็ก Huawei Mate 20 มาพร้อมกับกล้อง Leica ที่ประทับข้อความ VARIO-SUMMILUX-H 1:1.8-2.4/17-52 ASPH ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่า ระยะเลนส์ของ Mate 20 จะแคบกว่าเล็กน้อย รวมทั้งซูมภาพได้น้อยกว่า Mate 20 Pro, Mate 20 X และ Porsche Design Huawei Mate 20 RS พอสมควร เนื่องจากเลนส์ Telephoto ของ Mate 20 สามารถซูมภาพแบบ Optical Zoom ได้ที่ระดับ 2x ในขณะที่ Mate 20 Series รุ่นอื่น สามารถซูมภาพแบบ Optical Zoom ได้ที่ระดับ 3x นั่นเอง แต่สำหรับฟีเจอร์การถ่ายภาพทั่วไปแล้ว ถือว่าจัดเต็มไม่แตกต่างกับรุ่นพี่เลยทีเดียว

 

ซ้าย : Huawei Mate 20 ขวา : Huawei Mate 20 X

นอกเหนือจากความละเอียด และระยะของเลนส์แล้ว เซ็ตอัพกล้องของ Mate 20 และ Mate 20 Series รุ่นที่เหลือยังมีความแตกต่างในเรื่องของรูปแบบการจัดวาง โดย Mate 20 จะวางตำแหน่งไฟแฟลช LED เอาไว้ที่บริเวณมุมขวาบน ส่วนทาง Mate 20 รุ่นอื่นๆ จะวางไฟแฟลชเอาไว้ที่ด้านซ้ายบน

 

รูปแบบกล้อง และไฟแฟลชที่จัดเรียงอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมนั้น ทาง Huawei ระบุว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไฟหน้าสปอร์ตคาร์ค่ายหรูอย่าง Porsche 919 นั่นเองครับ

 

เจาะลึกฟังก์ชันกล้องถ่ายภาพของ Huawei Mate 20 Series

อย่างที่กล่าวไปด้านต้นว่า Huawei Mate 20 Series มาพร้อมกับเลนส์ 3 รูปแบบ 3 ระยะ เพื่อตอบโจทย์การถ่ายภาพในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งวิธีการสลับเลนส์ก็ไม่ยุ่งยาก โดยค่า Default ของกล้อง Huawei Mate 20 Series จะถ่ายด้วยกล้องตัวหลัก ซึ่งหากผู้ใช้ลากนิ้วจากบนลงล่าง หรือขวาไปซ้าย ก็จะสลับไปใช้กล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide Angle และหากลากนิ้วจากล่างขึ้นบน หรือขวาไปซ้าย ตัวกล้องก็จะทำการซูมภาพไต่ระดับไปเรื่อยๆ จนสุดที่ระดับ 10x ซึ่งเทียบเท่ากับระยะเลนส์ 270mm (รุ่น Mate 20 Pro, Mate 20 X และ Mate 20 RS) ที่ทาง Huawei ระบุว่าเป็นการทำงานร่วมกับระหว่างเทคโนโลยีซูมภาพรูปแบบต่างๆ นั่นเองครับ

 

ส่วนความฉลาดของกล้อง Huawei Mate 20 Series ยังคงถอดแบบมาจากรุ่น P20 Series เช่นเคย ด้วยการมาพร้อมกับเทคโนโลยี Master (AI) ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นหัวใจของมือถือในยุคปัจจุบัน เข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก และวัตถุต่างๆ ที่อยู่ภายในภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งแก้ไขด้านสีสัน, คอนทราสต์ และความสว่างแบบอัตโนมัติเพื่อให้ภาพถ่ายมีความสวยงามในชัตเตอร์เดียว

โดย AI ของ Huawei Mate 20 Series อัปเกรดความสามารถตรวจจับซีนต่างๆ ได้ถึง 1,500 ซีนจากทั้งหมด 25 หมวดหมู่ จากเดิมในรุ่น P20 Series ที่สามารถตรวจจับได้ 19 หมวดหมู่ นอกจากนี้ ด้วยการที่ชิป Kirin 980 บน Huawei Mate 20 Series มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล AI แบบคู่ (Dual-NPU) ภายในตัว ทำให้การตรวจจับซีน, การวิเคราะห์วัตถุ รวมไปถึงการปรับแต่งภาพถ่ายทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ ส่วนโหมดถ่ายภาพต่างๆ ที่มีให้เลือกใช้งานบน Huawei Mate 20 Series ถือว่าตอบโจทย์การถ่ายภาพแบบรอบด้านเลยทีเดียว รายละเอียดดังนี้ครับ

 

  • โหมด Proสามารถปรับค่าต่างๆ ของกล้อง รวมถึงเลือกรูปแบบการวัดแสงได้เอง, โหมดถ่ายภาพ Panorama สำหรับถ่ายภาพในมุมกว้าง
  • โหมด Monochrome - สำหรับถ่ายภาพในโทนสีขาว-ดำ
  • โหมด Light Painting - สำหรับถ่ายภาพแบบ Long Exposure ที่เป็นการเปิดหน้าชัตเตอร์ค้างไว้นานๆ เพื่อเก็บแสงไฟของรถ Traffic Trails, ทำเอฟเฟ็กต์วาดไฟตัวอักษร Light Graffiti, เก็บภาพสายน้ำของน้ำตก Silky Water  และการเก็บภาพดวงดาว Star Trails
  • โหมด Good Food -  สำหรับถ่ายภาพอาหาร พร้อมปรับสีสันให้ดูน่ารับประทาน
  • โหมด Aperture - สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอผ่านการจำลองค่ารูรับแสง ระหว่าง f/0.95 - f/16 (ยิ่งค่ารูรับแสงน้อย ฉากหลังยิ่งละลาย)
  • โหมด Filter - สำหรับใส่ฟิลเตอร์สีต่างๆ ให้แก่ภาพถ่าย

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Night Mode เปิดหน้าชัตเตอร์ค้าง 4 วินาที

ส่วนทางด้านระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI (AI Image Stabilisation : AIS) ที่เป็นการนำเอาปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยล็อกเฟรมในภาพถ่าย ทำให้เราเปิดหน้าชัตเตอร์ค้างเพื่อถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยผ่านโหมด Night Mode ได้ด้วยมือโดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง ที่เป็นจุดเด่นของรุ่น Huawei P20 Series ก็ยังคงมีให้เลือกใช้งานอยู่เช่นเคย

 

แต่สิ่งใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาบน Huawei Mate 20 Series คือฟังก์ชัน Super Macro ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถโฟกัสได้ใกล้สุดถึง 2.5 เซ็นติเมตร ทำให้การถ่ายภาพตัวอักษร, การถ่ายภาพดอกไม้ หรือการถ่ายวัตถุที่อยู่ใกล้ๆ สามารถทำได้อย่างคมชัด ซึ่งฟังก์ชันนี้จะคอยทำงานร่วมกับโหมด Master AI ครับ

 

รวมทั้ง Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมกับของเล่นใหม่อย่าง Underwater โหมดที่ถูกออกแบบให้ช่วยถ่ายภาพใต้น้ำได้อย่างคมชัด และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่โหมดนี้ทาง Huawei แนะนำให้ใช้งานร่วมกับเคสกันน้ำ (Waterproof Case) ของ Huawei เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเครื่อง ซึ่งแม้ว่า Huawei Mate 20 และ Mate 20 Pro จะมาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำ แต่อย่างไรก็ดี ทีมงานไม่แนะนำให้นำเครื่องเปล่าๆ ไปถ่ายใต้น้ำโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันครับ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยโหมด Portrait พร้อมปรับเอฟเฟ็กต์ Bokeh แบบ Swirl

นอกจากนี้ กล้องของ Huawei Mate 20 Series ยังมาพร้อมกับลูกเล่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพในโหมดบุคคล (Portrait) โดยเฉพาะนั่นก็คือ ฟังก์ชันการปรับแสงแบบ 3 มิติ และฟังก์ชันการปรับเอฟเฟ็กต์ของโบเก้ (Bokeh) เป็นรูปร่างต่างๆ โดยเราสามารถปรับเอฟเฟ็กต์แสงได้ทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่ Photo Booth ซึ่งเป็นการเติมแสงเข้าสู่ใบหน้าตัวแบบเพื่อให้มีความสว่างมากยิ่งขึ้น, Stained Glass จัดแสงคล้ายกับแสงที่ส่องผ่านมาจากกระจกสี, Folding Blinds จัดแสงคล้ายกับแสงที่ส่องผ่านมาจากม่านพับ, Pop จัดแสงให้อยู่ในโทนสีแดงผสมน้ำเงิน และ Stage Lighting จัดแสงคล้ายกับไฟบนเวที  ส่วนทางด้านเอฟเฟ็กต์ของดวงโบเก้ (Bokeh) สามารถปรับได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ วงกลม, หัวใจ, Swirl และโบเก้ทรงข้าวหลามตัด ซึ่งไฮไลท์เด่นคงหนีไม่พ้นเอฟเฟ็กต์โบเก้ Swirl ที่เป็นการทำเอฟเฟ็กต์โบเก้หมุนเป็นวงๆ อยู่รอบฉากหลังตัวแบบคล้ายกับอุโมงค์นั่นเอง

 

สำรับโหมดถ่ายภาพวิดีโอก็ได้รับการอัปเกรดใหม่ ด้วยฟังก์ชัน AI Cinema ซึ่งเป็นการดึงเอาพลัง AI ของ Kriin 980 มาช่วยประมวลผลสำหรับปรับโทนสี หรือการเพิ่มเอฟเฟ็กต์ให้แก่การถ่ายวิดีโอแบบ Real-Time โดย AI Cinema ประกอบไปด้วยลูกเล่นที่น่าสนใจดังนี้

 

  • AI Colour - ปรับฉากหลังเป็นโทนสีขาว-ดำ ในขณะที่เก็บสีของตัวแบบไว้
  • Background Blur - ถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ
  • Vintage - ถ่ายวิดีโอในโทนสีแบบวินเทจ
  • Suspense - ถ่ายวิดีโอในแบบคุมโทนสีน้ำเงิน
  • Fresh - ถ่ายวิดีโอโดยเน้นปรับสีสันให้มีความสว่างสดใส

 

โดยในระหว่างการถ่ายวิดีโอนั้น ผู้ใช้จะไม่สามารถสลับเอฟเฟ็กต์ AI Cinema ได้ แต่สามารถใช้งานฟังก์ชันซูม 10 เท่าของ Huawei Mate 20 Pro รวมถึงสลับไปใช้งานกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide Angle เพื่อเพิ่มลูกเล่นให้แก่วิดีโอได้ตลอดเวลาครับ


ส่วนทางด้านกล้องหน้ามาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพเด่นๆ ให้ใช้งานไม่แพ้กับกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น โหมดถ่ายภาพ Portrait ที่เลือกเอฟเฟ็กต์การจัดแสง รวมถึงการปรับเอฟเฟ็กต์โบเก้ (Bokeh) ได้ด้วยตนเอง

 

แต่ในโหมด Portrait ของกล้องหน้านั้น จะมาพร้อมกับ Beauty แบบใหม่ที่ผู้ใช้สามารถปรับความเรียบเนียนของผิว, โครงหน้า และสกินโทนได้ด้วยตนเอง

 

จะเห็นได้ว่ากล้องของ Huawei Mate 20 Series มีการอัปเกรดขึ้นจากทั้งรุ่น Huawei Mate 10 Series รวมไปถึงต้นตำหรับกล้องหลัง 3 ตัวของค่ายอย่าง Huawei P20 Pro แบบรอบด้านเลยทีเดียว ทั้งในเรื่องของเลนส์ระยะใหม่ ทำให้ช่วยเปิดมุมมองการถ่ายภาพใหม่ๆ ได้มากขึ้น รวมไปถึงความฉลาดของ AI ที่สามารถตรวจจับซีนต่างๆ ได้อย่างฉับไว และครอบคลุมมากกว่าเดิม นอกจากนี้ Huawei Mate 20 Series ยังให้ความสำคัญไปที่การถ่ายวิดีโอซึ่งเราจะเห็นได้จากการเพิ่มฟีเจอร์ AI Cinema ที่ช่วยปรับโทนสีของการถ่ายวิดีโอได้แบบ Real-Time และยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอได้อีกด้วย

หวังว่าบทความนี้พอจะช่วยคลายข้อสงสัย และเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่กำลังสนใจกล้องถ่ายภาพทั้ง 3 ตัว ของ Huawei Mate 20 Series ไม่มากก็น้อย ซึ่งทีมงานจะมีการปล่อยรีวิว Huawei Mate 20 Series แบบจัดเต็มพร้อมเจาะลึกทุกฟังก์ชันเด่น รวมถึงตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดต่างๆ ให้ทุกท่านได้รับชมกันในเร็วๆ นี้ด้วย สามารถรอติดตามกันได้นะครับ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 22/10/2561