หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 9/11/2561

เปรียบเทียบ Huawei Mate 20 Pro และ iPhone XS Max แบบเจาะลึก ศึกสองเรือธงตัวท็อปแห่งปี มีฟีเจอร์เด่นอย่างไร รุ่นไหนจัดเต็มกว่ากัน เรามีคำตอบ!

 

เรียกได้ว่าการเปิดตัวของ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 4 รุ่นอย่าง Huawei Mate 20 / Mate 20 Pro / Mate 20 RS Porsche Design / Mate 20X ได้รับความสนใจทั้งจากสื่อ และผู้ใช้ทั่วโลก กับการปรับโฉมดีไซน์ใหม่หมดจดด้วยจอไร้ขอบที่มีขอบบางเฉียบกว่าเดิม และกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) จากความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Leica รูปแบบใหม่ในลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส รวมถึงการอัปเกรดฟีเจอร์ภายในอีกหลายด้าน 

และหากกล่าวถึงเรือธงประจำปี 2018 ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คงหนีไม่พ้นคู่แข่งอันดับหนึ่งอย่าง iPhone XS Max ที่มาพร้อมกับการดีไซน์ระดับพรีเมียม และฟีเจอร์ที่จัดเต็ม ครบครันขึ้นกว่าเดิม 

ในวันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter จะขอพาทุกท่านไปรับชมการเปรียบเทียบแบบเจาะลึกระหว่าง Huawei Mate 20 Pro และ iPhone XS Max ศึกสองเรือธงแห่งปี ว่าแต่ละรุ่นจัดเต็มเพียงไหน และมีฟีเจอร์เด่นในด้านใดบ้าง หากพร้อมแล้วไปชมกันเลยค่ะ

 

เปรียบเทียบดีไซน์ และรูปลักษณ์ภายนอก

เริ่มกันที่ด้านหน้าตัวเครื่องของทั้งสองรุ่นกันก่อน สำหรับ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล OLED แบบ FullView Display ขอบโค้งทั้ง 2 ด้าน (Dual-Curved) ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียดระดับ Quad HD+ (1440x3120 พิกเซล) พร้อมครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass บนตัวเครื่องขนาด 157.8x72.3x8.6 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 189 กรัม ซึ่งรองรับฟีเจอร์ Always-On Display และมีการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือภายใต้หน้าจอแบบ In-Screen Fingerprint ด้วย

ทางด้าน iPhone XS Max มาพร้อมหน้าจอ OLED Super Retina HD แบบ All-Screen ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 1242x2688 พิกเซล บนตัวเครื่องขนาด 157.5x77.4x7.7 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 208 กรัม

 

ส่วนบนหน้าจอของทั้งสองรุ่นมีรอยบาก (Notch) ขนาดใกล้เคียงกัน โดย Mate 20 Pro มีการติดตั้งระบบ 3D Depth Sensing ที่ประกอบไปด้วยกล้อง และเซ็นเซอร์ต่างๆ ได้แก่ กล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/2.0, Dot Projector, Flood Illuminator, Proximity Sensor, Ambient Light Sensor และ IR Camera โดยเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่กล่าวมานั้น จะถูกนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบสแกนใบหน้าแบบ 3 มิติ (3D Face Unlock) ที่สามารถตรวจสอบใบหน้าผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ ผ่านการยิงลำแสงลงบนใบหน้าผู้ใช้งานกว่า 30,000 จุด และสามารถปลดล็อกด้วยใบหน้าได้ในสภาวะแสงน้อย หรือตอนกลางคืนได้อย่างรวดเร็ว ส่วนตรงกลางคือลำโพงสนทนา ซึ่งจะถูกใช้เป็นลำโพงเสียงภายนอกภายในตัว นอกจากนี้ Mate 20 Pro ยังมีฟังก์ชันในการเลือก เปิด หรือ ปิด การแสดงผลของรอยบาก (Notch) ได้อีกด้วย

สำหรับบริเวณรอยบากของ iPhone XS Max มีการติดตั้งกล้องอินฟาเรด, Flood Illuminator, Proximity Sensor, Ambient Light Sensor, ลำโพงสำหรับสนทนา, ไมโครโฟน, กล้องหน้าแบบ TrueDepth ความละเอียด 7 ล้านพิกเซลที่มีรูรับแสง F/2.2 และ Dot Projector โดยจะทำงานร่วมกับฟังก์ชัน Face ID เวอร์ชันใหม่ที่สามารถปลดล็อกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการฉายจุดแสงจับโครงสร้างใบหน้า 30,000 จุด และสามารถปลดล็อกตัวเครื่องได้แม้ในที่แสงน้อย 

 

ที่ส่วนล่างของหน้าจอของทั้งสองรุ่นไม่มีปุ่มสั่งการใดๆ โดย Huawei Mate 20 Pro ใช้งานปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบนหน้าจอ (On-Screen Navigation) ประกอบไปด้วย Back, Home และ Recent Apps ซึ่งผู้ใช้ยังสามารถเปลี่ยนไปใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วยเช่นกัน สำหรับ iPhone XS Max จะมีพื้นที่ขอบด้านล่างบางกว่าเล็กน้อย และไม่มีปุ่มใดๆ เช่นกัน โดยใช้งานควบคุมแบบ Gestures เป็นหลัก 

 

ที่ด้านบนของ Huawei Mate 20 Pro มีการติดตั้งแถบเสารับสัญญาณ, ไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน และเซ็นเซอร์อินฟราเรด สำหรับใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันประเภท Remote Control ต่างๆ ส่วน iPhone XS Max มีเพียงแถบเสารับสัญญาณ 1 เส้น

 

ที่ด้านล่างตัวเครื่องของ Huawei Mate 20 Pro ประกอบไปด้วยแถบเสารับสัญญาณ, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับโอนถ่ายข้อมูล หรือชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งพอร์ต USB Type-C ของ Mate 20 Pro นั้น มีการซ่อนลำโพงเสียงภายนอกเอาไว้ในตัวด้วย ทำให้สามารถขับเสียงแบบ Streo ได้ ถัดมาเป็นช่องใส่ซิมการ์ดที่รองรับซิมการ์ดแบบ nanoSIM ทั้งสองช่อง โดยในช่วงที่สองสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งซิมการ์ดที่สอง หรือหน่วยความจำภายนอกรูปแบบใหม่ในชื่อ Nano Memory Card (NM Card) ที่ความจุสูงสุด 256GB ส่วนทาง iPhone XS Max มีแถบเสารับสัญญาณ, ลำโพงเสียงตัวหลักแบบคู่ และพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ Lightning

ถาดใส่ซิมการ์ดของ Huawei Mate 20 Pro

 

Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ หรือเปิด-ปิด เครื่อง และปุ่มปรับระดับเสียง โดยจะสังเกตเห็นได้ว่า ปุ่ม Power มีการใช้โทนสีที่แตกต่างออกไปจากสีของตัวเครื่อง จึงสังเกตเห็นได้ง่าย สำหรับ iPhone XS Max จะมีแถบเสารับสัญญาณ, ช่องสำหรับซิมการ์ดแบบ NanoSIM และปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ หรือเปิด-ปิด เครื่อง

ถาดใส่ซิมการ์ดของ iPhone XS Max

 

Huawei Mate 20 Pro ไม่มีปุ่มสั่งการใดๆ ที่ด้านซ้าย ส่วน iPhone XS Max มีแถบเสารับสัญญาณ,  ปุ่ม เปิด-ปิด เสียง และปุ่มปรับระดับเสียง

 

Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับฝาหลังที่ครอบทับด้วยกระจกของโค้งแบบ 3D Glass ผสานกรอบด้านข้างโลหะ โดยจะมีการเคลือบผิวสัมผัสแบบ Micro 3D Texture อีกหนึ่งชั้น (หรือที่เรียกว่า Hyper Optical Patterns) ในตัวเลือกสีเขียว Emerald Green และสีน้ำเงิน Midnight Blue ที่ช่วยขับตัวเครื่องให้มีความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งกล้องตัวหลักทั้งหมด 3 ตัว (Leica Triple Camera) ความละเอียด 40 + 20 + 8 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/1.8+F/2.2+F/2.4 พร้อมไฟแฟลช Dual-Tone LED ที่เรียงกันในลักษณะของสี่เหลี่ยมจตุรัส ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากไฟหน้ารถสปอร์ตจากค่ายหรูอย่าง Porsche 919 

iPhone XS Max ถอดแบบการดีไซน์มาจาก iPhone X ทุกประการ ในการครอบทับตัวเครื่องด้วยกระจกทั้งด้านหน้า และหลัง ส่วนกรอบผลิตจากวัสดุประเภทสแตนเลสสตีลที่มีความแข็งแรงทนทาน รวมถึงตัวเครื่องสีทองเฉดใหม่ที่สวยพรีเมียมกว่าเดิม และรองรับระบบกล้องคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/1.8+F/2.4 พร้อมไฟแฟลชที่เรียงกันในแนวตั้งอยู่ที่มุมบนซ้ายของตัวเครื่อง 

 

เปรียบเทียบสเปก และคุณสมบัติเด่นภายใน


 

ด้านการประมวลผล และแบตเตอรี่

จากตารางเปรียบเทียบในข้างต้นจะเห็นได้ว่า เรือธงทั้งสองรุ่นนี้มีจุดขายในด้านที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มจาก Huawei Mate 20 Pro ที่มาพร้อมจอ 6.39 นิ้ว แบบขอบโค้งทั้งสองด้าน กับความคมชัดถึงระดับ QHD+ (1440x3120 พิกเซล) ที่มีการฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ In-Screen Fingerprint ไว้ใต้หน้าจอด้วย ซึ่งขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง Kirin 980 พร้อม Dual-NPU หน่วยประมวลผลด้าน AI ที่ชาญฉลาดขึ้น และ GPU Mali-G76 MP10 รุ่นแรกของโลก กับเทคโนโลยี GPU Turbo ที่เหมาะสำหรับเกมเมอร์ตัวจริง โดยมี RAM 6GB และหน่วยความจำภายใน 128GB ที่สามารถเพิ่ม NM Card ได้อีก 256GB ในขณะที่ iPhone XS Max ไม่รองรับฟังก์ชันนี้ 

 

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแบตความจุมากถึง 4200 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Huawei SuperCharge 40W ที่สามารถชาร์จถึงระดับ 70% ได้ใน 30 นาที และการชาร์จไร้สาย Huawei Wireless Quick Charge 15W) ที่สำคัญ Huawei Mate 20 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมกับระบบ Wireless Reverse Charging สำหรับเปลี่ยนร่างเป็นแท่นชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย และยังมีฟังก์ชันการใช้งานแบบ PC Mode ในการเปลี่ยนให้ Huawei Mate 20 Pro ทำงานอยู่ในโหมด Desktop PC เพื่อรับชมภาพยนต์แบบจอใหญ่, เปิดแอปพลิเคชันแบบหลายหน้าต่าง หรือพรีเซนท์งานโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์อีกด้วย

 

ทางด้าน iPhone XS Max มีหน้าจอขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยที่ 6.5 นิ้ว แบบ OLED Super Retina HD ส่วนความคมชัดอยู่ที่ 1242x2688 พิกเซล พร้อมประมวลผลด้วยชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Apple A12 Bionic กับ Neural Engine เวอร์ชันใหม่ ผสาน GPU แบบ Quad-Core  ซึ่งมีความจุภายในให้เลือกมากถึง 512GB เลยทีเดียว และมีแบตเตอรี่ความจุ 3179 mAh ที่รองรับทั้งการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง (Fast Charging) และการชาร์จแบบไร้สาย (Qi Wireless Charging)

 

สำหรับผลทดสอบจากแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง AnTuTu Benchmark ของ Huawei Mate 20 Pro อยู่ที่ 304,426 คะแนน ส่วน iPhone XS Max ทำคะแนนได้ 366,470 คะแนน

 

และผลการทดสอบจากแอปพลิเคชัน Geekbench 4 ทางด้าน Huawei Mate 20 Pro มีผลด้านการประมวลผลแบบหลายแกน (Multi-Core) ที่ 10,066 คะแนน ส่วนในด้านการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 3,367 คะแนน สำหรับ iPhone XS Max ทำคะแนนได้ที่ 11,486 คะแนน และ 4,823 คะแนนตามลำดับ

 

ด้านการถ่ายภาพ

Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกล้องหน้าคมชัด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/2.0 ที่รองรับการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ, ฟีเจอร์ AI HDR และฟังก์ชันการปรับหน้าสวย (Beauty) แบบใหม่ที่ปรับได้ทั้งระดับความเนียนของผิว รวมถึงโครงสร้างแต่ละส่วนของใบหน้า ส่วนกล้องตัวหลักที่ด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) จาก Leica โดยกล้องตัวแรกเป็นกล้องมุมกว้างปกติ (Wide : 27 mm) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล, กล้องดิจิทัลตัวที่สองเป็นกล้องมุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide : 16 mm) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และกล้องดิจิทัลตัวที่สามเป็นแบบ Telephoto (80 mm) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมฟังก์ชัน Mater AI การนำเอาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก และวัตถุต่างๆ ภายในเฟรม โดยมีการเพิ่ม Super Marco ในการถ่ายภาพได้ใกล้มากสุดที่ระยะ 2.5 เซนติเมตร ซึ่งในระยะนี้ iPhone XS Max ไม่สามารถทำการโฟกัสวัตถุได้ และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ AIS (Huawei AI Image Stabilization) โดยมีขนาดรูรับแสงอยู่ที่ F/1.8+F/2.2+F/2.4 ตามลำดับ และรองรับการซูมภาพที่ 2X Optical, 5X Hybrid และ 10X Digital รวมถึงการซูมภาพในระดับ 0.6X เพื่อเก็บภาพในมุมที่กว้างขึ้น

 

iPhone XS Max รองรับกล้องหน้าแบบ TrueDepth ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.2 พร้อมการถ่ายภาพในโหมด Portrait ส่วนกล้องหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กับการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ ที่สามารถปรับความเบลอได้ในภายหลัง และรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual-OIS ซึ่งรองรับการซูมภาพแบบ 2X Optical และ 10X Digital

สำหรับโหมดถ่ายภาพที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอดคงไม่พ้น Portrait ที่เป็นการเบลอฉากหลังเพื่อส่งให้ตัวแบบมีความโดดเด่นมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งทาง iPhone XS Max ก็มาพร้อมกับฟังก์ชันที่สามารถปรับระดับความเบลอ และการจัดแสงแบบ 3 มิติภายหลังได้ ส่วนในโหมด Portrait ของ Huawei Mate 20 Pro ไม่สามารถปรับค่าความเบลอได้ แต่สามารถปรับรูปแบบของโบเก้ และการจัดแสง 3 มิติได้มากถึง 5 สไตล์ รวมถึงมีโหมดรูรับแสง หรือ Aperture ที่เข้ามาช่วยในการปรับระดับความเบลอได้ทั้งก่อน และภายหลังการถ่ายภาพ 

การปรับความเบลอ และการจัดแสงในภายหลังจากโหมด Portrait ของ iPhone XS Max

 

 

การปรับรูรับแสงในโหมด Aperture บน Huawei Mate 20 Pro

 

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 Pro ยังรองรับฟีเจอร์ Hi Vision ที่เป็นบริการค้นหาข้อมูลสิ่งของ, สถานที่ และแปลภาษาได้แบบทันท่วงทีเพียงแค่ยกกล้องขึ้นมาส่องเท่านั้น แต่ที่น่าสนใจคือ Hi Vision มาพร้อมกับฟังก์ชันในการคำนวนปริมาณแคลอรีของอาหาร ผ่านการตรวจจับขนาดของวัตถุ ทำให้ผลลัพธ์จะมีความแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง

 

การถ่ายวิดีโอเอง Huawei Mate 20 Pro ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ AI Cinema ซึ่งเป็นการนำเอาความฉลาดของ AI บน Kirin 980 ที่สามารถแยกแยะตัวแบบได้ถึงระดับข้อต่อ เข้ามาช่วยแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง ทำให้เราสามารถถ่ายภาพในรูปแบบใหม่ๆ ได้แก่ AI Colour สำหรับปรับฉากหลังเป็นโทนสีขาว-ดำ ในขณะที่เก็บสีของตัวแบบไว้, Background Blur สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ, Vintage สำหรับถ่ายวิดีโอในโทนสีแบบวินเทจ, Suspense สำหรับถ่ายวิดีโอในแบบคุมโทนสีน้ำเงิน และ Fresh สำหรับถ่ายวิดีโอโดยเน้นปรับสีสันให้มีความสว่างสดใส

 

และในกล้องหน้าของทั้งสองรุ่นก็ยังมีลูกเล่นที่น่าสนใจอยู่ด้วย ได้แก่ 3D Live Emoji ของ Huawei Mate 20 Pro กับการสร้างอีโมจิตัวการ์ตูนสุดน่ารักที่สามารถเคลื่อนไหวตามใบหน้า และลิ้นของผู้ใช้งานได้ผ่านการตรวจจับด้วยเซ็นเซอร์ต่างๆ ของกล้อง 3D Depth Sensing โดยเราสามารถเซฟออกมาเป็นไฟล์ GIF เพื่อแชร์ต่อให้แก่เพื่อนๆ ได้อย่างง่ายดาย

และ Animoji กับ Memoji บน iPhone XS Max สำหรับสร้างอิโมจิตัวการ์ตูนแบบ 3 มิติ ทั้งสัตว์ต่างๆ และการสร้าง Avatar ของคุณได้ตามที่ต้องการ โดยสามารถจับการเคลื่อนไหวตามใบหน้า ไปจนถึงลิ้นของผู้ใช้ได้ และแชร์ให้เพื่อนได้ง่ายๆ ผ่านทาง Messages

3D Live Emoji บน Huawei Mate 20 Pro

 

Animoji และ Memoji บน iPhone XS Max


เปรียบเทียบภาพถ่ายจากกล้องหลัง

ภาพถ่ายในโหมด Portrait

 

ภาพถ่ายในโหมด Portrait

 

ภาพถ่ายในโหมด Portrait

 

ภาพถ่ายในที่แสงน้อย (โหมด Night บน Mate 20 Pro)

 

เปรียบเทียบภาพถ่ายจากกล้องหน้า

ภาพถ่ายในโหมดปกติ

 

ภาพถ่ายในโหมด Portrait

 

ภาพโหมดปกติ (ซ้าย) และการเปิดฟังก์ชัน AI HDR สำหรับถ่ายภาพย้อนแสง (ขวา) บน Huawei Mate 20 Pro

 

การถ่ายภาพย้อนแสงบน iPhone XS Max

 

จากการเปรียบเทียบทั้งหมดในข้างต้นก็พอจะสรุปได้ว่า Huawei Mate 20 Pro เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนระดับท็อป พร้อมหน้าจอใหญ่บนดีไซน์พรีเมียม และสเปกในระดับไฮเอน์แบบจัดเต็มในทุกด้าน โดยเฉพาะการถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี AI และโหมดการถ่ายภาพที่หลากหลาย ส่วนทางด้าน iPhone XS Max เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้งานทั่วๆ ไป ด้วยฟังก์ชันที่ครบครันทุกด้าน บนดีไซน์จอใหญ่ และบอดี้ดีไซน์ระดับพรีเมียม 

อย่างไรก็ดี การเปรียบเทียบทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการวัดว่าสมาร์ทโฟนเครื่องใดดีกว่ากัน แต่เป็นการแนะนำจุดเด่นของทั้งสองรุ่นให้ได้ชมกันแบบชัดๆ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อ ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เองค่ะ ว่ามีความชื่นชอบ และต้องการสมาร์ทโฟนแบบใด ทั้งในด้านสเปก, ดีไซน์ และราคาวางจำหน่าย โดย Huawei Mate 20 Pro เปิดราคาวางจำหน่ายที่ 31,990 บาท ส่วน iPhone XS Max กับความจุเริ่มต้น 64GB มีราคาอยู่ที่ 43,900 บาท ซึ่งทางทีมงานขอแนะนำให้ไปทดลองจับถือตัวเครื่องจริงก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นคุ้มค่าแก่เงินที่เสียไปนั่นเองค่ะ สำหรับวันนี้คงต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีค่ะ

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 9/11/2561