ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 25/06/2026

รีวิว OPPO Reno16 Series 5G ดีไซน์ดวงดาว 3 มิติ อัปเกรดกล้อง 50MP รอบเครื่อง และ OPPO Bubble ตัวช่วยเซลฟี่กล้องหลังสุดเทรนดี้
 

หลังจากที่ OPPO เดินหน้าพัฒนาสมาร์ตโฟนซีรีส์ Reno มาอย่างต่อเนื่อง จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ซีรีส์นี้ได้รับความนิยมมาตลอดก็คือ การเป็นสมาร์ตโฟนที่ให้ความสำคัญกับ "ประสบการณ์การถ่ายภาพ" ควบคู่ไปกับดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และในปีนี้ OPPO Reno16 Series 5G ก็กลับมาพร้อมการอัปเกรดครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในด้านกล้องที่ถือเป็นหัวใจหลักของซีรีส์นี้ พร้อมยกระดับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้สนุกยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์เสริมใหม่อย่าง OPPO Bubble ผู้ช่วยเซลฟี่กล้องหลังสุดเทรนดี้ ที่ช่วยให้การถ่ายภาพคนเดียว การถ่ายคอนเทนต์ หรือการถ่ายภาพหมู่ทำได้สะดวกมากขึ้น

 

สำหรับ OPPO Reno16 5G ได้รับการยกระดับระบบกล้องครั้งสำคัญด้วยกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 50MP ทั้งชุด พร้อมการอัปเกรดกล้อง Ultra-Wide จากเดิม 8MP เป็น 50MP ช่วยให้การถ่ายภาพมุมกว้างมีรายละเอียดและคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่กล้อง Telephoto ความละเอียด 50MP รองรับการซูมระยะ 3.5x สำหรับการถ่ายภาพบุคคลที่ให้มิติและสัดส่วนภาพสวยงามเป็นธรรมชาติ

ด้าน OPPO Reno16 F 5G ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยการเพิ่มกล้อง Telephoto 50MP ซูม 3.5x เข้ามาเป็นครั้งแรกในซีรีส์ F พร้อมกล้องเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ 50MP ที่ตอบโจทย์สายคอนเทนต์และสายโซเชียลได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมฟีเจอร์สร้างสรรค์ใหม่อย่าง Pop Cam กล้องสไตล์ฟิล์มสุดเทรนดี้, AI Remix Collage สำหรับรวมหลายโมเมนต์ไว้ในเฟรมเดียว, รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง รวมถึงดีไซน์ดวงดาว 3 มิติครั้งแรกของอุตสาหกรรมกับตัวเครื่องสีขาว Pop White ที่สร้างความโดดเด่นและไม่เหมือนใคร

วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกันว่า ทั้ง OPPO Reno16 5G และ OPPO Reno16 F 5G จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง และการอัปเกรดครั้งนี้จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากแค่ไหน กับ รีวิว OPPO Reno16 Series 5G โดยทีมงาน Thaimobilecenter.com ครับ

 

แกะกล่อง OPPO Reno16 Series 5G

กล่องผลิตภัณฑ์ของ OPPO Reno16 Series 5G มีดีไซน์ที่เรียบง่าย ระบุชื่อรุ่นอย่างชัดเจนบนหน้ากล่อง ซึ่งในปีนี้ ลวดลายหน้ากล่องเป็นดีไซน์ดวงดาว 3 มิติ ซึ่งเป็นลวดลายใหม่ของรุ่นนี้ โดยอุปกรณ์ภายในกล่องของทั้ง OPPO Reno16 F 5G และ OPPO Reno16 5G จะเหมือนกัน ดังนี้

- อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ 80W SUPERVOOC
- สาย USB-C
- เข็มถอดถาดใส่ซิมการ์ด
- เคสซิลิโคนใส
- คู่มือการใช้งาน

 

ดีไซน์ใหม่ ดวงดาว 3 มิติ สวยสะดุดตาไม่เหมือนใคร

OPPO Reno16 Series 5G มาพร้อมงานออกแบบใหม่ กับดีไซน์ดวงดาว 3 มิติ ที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวเครื่องตั้งแต่แรกเห็น โดยเฉพาะสีขาว Pop White ที่ถือเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนกับการสร้างเอฟเฟกต์ดวงดาวลอยตัวแบบสามมิติบนฝาหลังเครื่อง ซึ่งจากภาพด้านบนจะเห็นว่า นอกจากลวดลายดวงดาวจะลอยออกมาแล้ว ยังมีกลิตเตอร์ระยิบระยับอีกด้วย

ความพิเศษของลวดลายนี้ เกิดจากเทคโนโลยีการสร้างภาพสามมิติที่ประกอบด้วยโครงสร้างพิเศษ 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นลวดลายกราฟิก, ชั้นฐานรองรับ และชั้นไมโครเลนส์ ซึ่งภายในประกอบด้วยไมโครเลนส์ขนาดจิ๋วนับล้านชิ้นทำงานร่วมกันเสมือนโปรเจกเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมหาศาล เมื่อแสงตกกระทบพื้นผิวในมุมต่าง ๆ จะเกิดการสะท้อนและหักเหของแสงจนเกิดเป็นภาพดวงดาวที่ดูเหมือนลอยอยู่เหนือฝาหลังจริง ๆ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เอฟเฟกต์ดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองและทิศทางของแสง ทำให้ทุกครั้งที่หยิบเครื่องขึ้นมาใช้งานจะให้ความรู้สึกแตกต่างกันเล็กน้อย เสมือนกำลังมองดาวเคราะห์ที่เคลื่อนตัวอยู่ภายในตัวเครื่อง โดยภาพสามมิติสามารถมองเห็นความลึกได้ด้วยตาเปล่า และให้มิติที่ดูโดดเด่นกว่าลวดลายบนสมาร์ตโฟนทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยเพิ่มความพรีเมียมและสร้างความแตกต่างให้กับ OPPO Reno16 Series 5G ได้เป็นอย่างดี

 

ในส่วนของสีสัน ทั้ง OPPO Reno16 5G และ OPPO Reno16 F 5G มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว Pop White, สีม่วง Dream Purple และ สีม่วงเข้ม Twilight Violet ซึ่ง OPPO Reno16 5G ที่นำมารีวิวในวันนี้ จะเป็นตัวเครื่องสีขาว Pop White ส่วน OPPO Reno16 F 5G จะเป็นตัวเครื่องสีม่วง Dream Purple โดยจะเห็นว่า ฝาหลังของทั้ง 2 สีมีผิวสัมผัสที่ต่างกัน ซึ่งตัวเครื่องสี Pop White จะเป็นกระจก ส่วนตัวเครื่องสี Dream Purple ผิวสัมผัสจะเป็นเนื้อ Matte

ด้านงานประกอบยังคงเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของ OPPO Reno Series ด้วยตัวเครื่องที่บาง เบา และจับถือได้กระชับมือ พร้อมการออกแบบกรอบตัวเครื่องที่ดูเรียบหรูทันสมัย ช่วยเสริมให้สมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นมีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม แม้จะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือถือถ่ายภาพคอนเทนต์ตลอดทั้งวันก็ยังให้ความรู้สึกสบายมือ

นอกจากนี้ OPPO Reno16 Series 5G ยังได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้มีความทนทานสูงเป็นพิเศษในระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรม โดยกรอบตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ในอากาศยาน อีกทั้งยังป้องกันน้ำและฝุ่นในระดับ IP66, IP68, IP69 และ IP69K ซึ่งครอบคลุมทั้งการป้องกันฝุ่น การทนน้ำฉีดแรงดันสูง การแช่น้ำ และการทนต่อน้ำอุณหภูมิสูง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานกลางแจ้ง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน หรือการพกพาไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง

 

อัปเกรดครั้งใหญ่กับกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 50MP ทั้งชุด

หากพูดถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ OPPO Reno16 5G คงหนีไม่พ้นเรื่องของระบบกล้องที่ได้รับการอัปเกรดแบบก้าวกระโดด โดยในปีนี้ OPPO วางตำแหน่ง Reno16 5G ให้เป็นสมาร์ตโฟนสาย Portrait และ Creator อย่างเต็มตัว ผ่านการติดตั้งกล้องความละเอียด 50 ล้านพิกเซลครบทุกระยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลัก กล้อง Ultra-Wide และกล้อง Telephoto ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกมุมมองการถ่ายภาพได้อย่างยืดหยุ่นโดยยังคงคุณภาพของภาพเอาไว้ในระดับสูง

ชุดกล้องหลังของ Reno16 5G ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมระบบกันสั่น OIS สำหรับการถ่ายภาพในชีวิตประจำวัน, กล้อง Ultra-Wide 50 ล้านพิกเซล มุมมองกว้าง 116 องศา และกล้อง Telephoto 50 ล้านพิกเซล ซูมแบบ Optical 3.5 เท่า ขณะที่กล้องหน้าก็ได้รับการอัปเกรดเป็นกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 50MP เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ Reno16 5G กลายเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนไม่กี่รุ่นในตลาดที่รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ด้วยความละเอียดระดับ 50 ล้านพิกเซล

 

 

กล้องมุมกว้างพิเศษ 50MP เก็บครบทั้งคนและวิวในเฟรมเดียว

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลชัดเจนที่สุดของ Reno16 5G คือการอัปเกรดกล้อง Ultra-Wide จากเดิม 8 ล้านพิกเซล ในรุ่นก่อน มาเป็น Ultra-Wide ความละเอียดสูงถึง 50 ล้านพิกเซล พร้อมมุมรับภาพกว้าง 116 องศา

แม้ในอดีตกล้อง Ultra-Wide มักถูกมองว่าเป็นเพียงกล้องเสริมสำหรับถ่ายวิวหรือสถาปัตยกรรม แต่ใน Reno16 5G กล้องตัวนี้ถูกยกระดับให้สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งในเรื่องความคมชัด รายละเอียดของภาพ รวมถึงคุณภาพบริเวณขอบเฟรมที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อซูมดูรายละเอียดของอาคาร สถานที่ท่องเที่ยว หรือวัตถุในฉาก จะยังคงเห็นรายละเอียดได้ครบถ้วนกว่ากล้อง Ultra-Wide ความละเอียดต่ำที่มักพบในสมาร์ตโฟนระดับกลางทั่วไป

นอกจากนี้ Reno16 5G ยังรองรับการถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษ 0.6x ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญของรุ่นนี้ โดยผู้ใช้งานสามารถเก็บภาพกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือวิวทิวทัศน์ขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องถอยหลังมากนัก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยว การถ่ายภาพคอนเสิร์ต งานอีเวนต์ หรือการถ่ายภาพในพื้นที่จำกัดที่ต้องการเก็บบรรยากาศโดยรอบให้ได้มากที่สุด

สำหรับสายคอนเทนต์และ Vlogger ความสามารถดังกล่าวยังช่วยให้การถ่ายวิดีโอมีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะสามารถบันทึกวิดีโอ 4K ด้วยระยะ Ultra-Wide 0.6x ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ทำให้เก็บทั้งตัวผู้พูดและฉากหลังได้ครบถ้วนในเฟรมเดียว เพิ่มมิติให้กับงานวิดีโอได้อย่างชัดเจน

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ OPPO เพิ่มเข้ามาคือระบบ 4K Auto Frame Alignment ที่ช่วยปรับแนวเฟรมของวิดีโอให้ตรงโดยอัตโนมัติ ลดปัญหาภาพเอียงหรือเส้นขอบฟ้าที่ไม่สมดุลระหว่างการถือถ่ายด้วยมือ ช่วยให้วิดีโอที่ได้ดูเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้นแม้จะไม่ได้ใช้อุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม

 

Telephoto 50MP ซูม 3.5x ระยะโปรดของช่างภาพ Portrait

นอกเหนือจากกล้อง Ultra-Wide แล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นที่ OPPO ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือกล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ที่รองรับการซูม Optical 3.5 เท่า ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้เคียงกับเลนส์ Portrait ระดับมืออาชีพประมาณ 85 มม. ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นระยะที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลมากที่สุด เนื่องจากสามารถรักษาสัดส่วนของใบหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ ลดอาการบิดเบี้ยวที่มักเกิดจากเลนส์มุมกว้าง และช่วยแยกตัวแบบออกจากฉากหลังได้อย่างสวยงาม

 

เมื่อเปรียบเทียบการถ่ายภาพบุคคลที่ระยะ 1x และ 3.5x จะเห็นได้ว่าระยะ 3.5x สามารถสร้างมิติของภาพได้โดดเด่นที่สุด ฉากหลังจะถูกดึงเข้ามาใกล้ตัวแบบมากขึ้น เกิดเอฟเฟกต์ Background Compression ที่ช่วยให้ภาพดูมีความลึกและดูเป็นงานถ่ายภาพระดับมืออาชีพมากขึ้น

จุดเด่นอีกอย่างคือเซนเซอร์ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ช่วยให้สามารถเก็บรายละเอียดของเส้นผม เสื้อผ้า และพื้นผิวต่าง ๆ ได้อย่างคมชัด ขณะเดียวกันระบบประมวลผลภาพของ OPPO ยังช่วยรักษาโทนสีผิวให้ดูเป็นธรรมชาติ ลดปัญหาผิวซีดหรือสีผิวเพี้ยนที่มักพบในภาพถ่าย Portrait บางสถานการณ์

 

เมื่อทำงานร่วมกับระบบ AI Flash Photography 3.0 ที่สามารถปรับระดับแสงแฟลชให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ Reno16 5G จึงสามารถถ่ายภาพบุคคลในช่วงเวลากลางคืน ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือสถานที่แสงน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงเก็บรายละเอียดของทั้งตัวแบบและฉากหลังเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

 

วิดีโอ 4K มุมกว้างพิเศษ พร้อมฟีเจอร์ วิดีโอ 4K ปรับเฟรมตรงอัตโนมัติ ถ่าย Vlog ได้ง่ายกว่าเดิม

นอกเหนือจากการถ่ายภาพนิ่งแล้ว OPPO Reno16 5G ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์วิดีโออย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการทำ Vlog การท่องเที่ยว หรือการบันทึกไลฟ์สไตล์ประจำวันลงบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญคือการรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K ด้วยกล้อง Ultra-Wide ระยะ 0.6x ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างคอนเทนต์ได้อย่างมาก เพราะสามารถเก็บทั้งตัวผู้ถ่ายและบรรยากาศโดยรอบเข้าไว้ในเฟรมเดียวได้อย่างครบถ้วน

สำหรับสายท่องเที่ยวหรือสาย Vlog การถ่ายวิดีโอด้วยระยะ 0.6x ช่วยให้สามารถบันทึกภาพสถานที่สำคัญ วิวทิวทัศน์ หรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้กว้างขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไม้เซลฟี่หรืออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม ขณะที่กล้องหน้า Ultra-Wide 50MP ก็ช่วยให้การถ่ายวิดีโอแบบพูดหน้ากล้องหรือเดินเล่าเรื่องสามารถเก็บภาพเพื่อนร่วมทริปและบรรยากาศโดยรอบได้ครบถ้วนมากขึ้น

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ OPPO เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยให้การถ่ายวิดีโอมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นคือ วิดีโอ 4K ปรับเฟรมตรงอัตโนมัติ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาที่พบได้บ่อยในวิดีโอจากสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็นเส้นขอบฟ้าเอียง อาคารดูไม่สมดุล หรือมุมกล้องที่ไม่ตรงระหว่างการเดินถ่าย

ระบบจะช่วยตรวจจับแนวเส้นสำคัญภายในภาพและปรับเฟรมให้สมดุลอยู่ตลอดเวลา ทำให้วิดีโอที่ได้ดูนิ่ง สบายตา และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น แม้จะถ่ายด้วยมือเปล่าระหว่างเดินหรือเคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม ส่งผลให้คอนเทนต์ที่ได้พร้อมนำไปใช้งานหรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดียได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาปรับแก้ภายหลัง

 

Pop Cam กล้องสไตล์ฟิล์มสุดเทรนดี้ เปลี่ยนทุกช็อตให้มีเอกลักษณ์ในคลิกเดียว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์ภาพถ่ายสไตล์กล้องฟิล์ม กล้องดิจิทัลยุค 2000 หรือที่หลายคนเรียกว่า Digicam กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่ต้องการสร้างคอนเทนต์ให้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากภาพถ่ายสมาร์ตโฟนทั่วไป

OPPO จึงเพิ่มโหมด Pop Cam เข้ามาใน Reno16 Series เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างภาพถ่ายและวิดีโอสไตล์วินเทจได้โดยตรงจากแอปกล้อง โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปแต่งภาพเพิ่มเติม

 

ภายในโหมด Pop Cam มีสไตล์ภาพให้เลือกมากกว่า 9 รูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่โทน Digicam ที่ให้ความรู้สึกย้อนยุคแบบกล้องคอมแพกต์ยุค Y2K, โทน Instant Film ที่จำลองอารมณ์ของกล้องฟิล์มสำเร็จรูป ไปจนถึงเอฟเฟกต์ Light Leak (แสงรั่ว) และโทนภาพสไตล์ฟิล์มหลากหลายรูปแบบที่ช่วยสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวให้กับภาพถ่ายแต่ละช็อต

จุดที่น่าสนใจคือ Pop Cam ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนฟิลเตอร์สีเท่านั้น แต่ยังมีการปรับองค์ประกอบของภาพ แสง เงา เกรน และลักษณะการเรนเดอร์ภาพให้สอดคล้องกับสไตล์ที่เลือก ทำให้ภาพที่ได้มีอารมณ์และคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

สำหรับวิธีถ่ายภาพด้วยโหมด Pop Cam ก็ง่ายมาก แค่เข้าไปที่แอปกล้อง และเลือกโหมด Pop Cam ได้เลย โดยการใช้งานโหมดนี้ แนะนำว่าให้เปิดใช้งานแฟลชแบบ Auto Flash เนื่องจากบางสไตล์ได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกับแฟลชอัตโนมัติ เพื่อจำลองบรรยากาศการถ่ายภาพแบบกล้องฟิล์มหรือกล้องคอมแพกต์ในยุคก่อนนั่นเอง

 

AI Remix Collage รวมภาพนิ่ง วิดีโอ และ Motion Photo ไว้ในเฟรมเดียว สร้างคอนเทนต์ได้อย่างอิสระ

AI Remix Collage คือ ฟีเจอร์ใหม่ที่ OPPO พัฒนาขึ้นมาเพื่อสายครีเอเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งช่วยให้การเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมีความสนุกและสร้างสรรค์มากกว่าการรวมรูปแบบคอลลาจทั่วไป โดยรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างภาพนิ่ง วิดีโอ และ Motion Photo ภายในเฟรมเดียว ผู้ใช้งานสามารถเลือกภาพหรือคลิปวิดีโอมาใช้เป็นพื้นหลัง จากนั้นใช้ฟีเจอร์ AI Cutout ตัดบุคคลหรือวัตถุออกจากภาพนิ่ง Motion Photo หรือวิดีโออื่น ๆ เพื่อนำมาวางซ้อนบนผลงานได้อย่างอิสระ

จุดเด่นที่น่าสนใจคือสติกเกอร์ที่สร้างจาก AI Cutout สามารถบันทึกเก็บไว้ในคลังส่วนตัวและนำกลับมาใช้งานซ้ำได้ในภายหลัง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสไตล์คอนเทนต์เฉพาะตัวของตัวเองได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรวมหลายโมเมนต์จากทริปเดียวกัน การสร้างไดอารีภาพเคลื่อนไหว หรือการทำคอนเทนต์แนว Storytelling สำหรับโซเชียลมีเดีย

หลังจากจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถปรับขนาด เปลี่ยนตำแหน่ง เพิ่มเส้นขอบ จัดลำดับเลเยอร์ หรือใส่ข้อความเพิ่มเติมได้ตามต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแอปพลิเคชันตัดต่อภายนอกเลย

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือเมื่อสร้างผลงานเสร็จแล้ว ผู้ใช้งานสามารถ Export ออกมาเป็น Motion Photo และกลับมาแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังได้อีก ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างสรรค์ผลงาน และตอบโจทย์พฤติกรรมการสร้างคอนเทนต์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว สะดวก และพร้อมแชร์ได้ทันทีจากสมาร์ตโฟน

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ AI Remix Collage รองรับทั้งบน OPPO Reno16 5G และ OPPO Reno16 F 5G โดยบน OPPO Reno16 F 5G จะรองรับการทำ Collage เฉพาะภาพนิ่งเท่านั้น

 

OPPO Bubble ตัวช่วยเซลฟี่กล้องหลัง เปลี่ยนการถ่ายภาพให้สนุกและง่ายกว่าเดิม

นอกจากการอัปเกรดระบบกล้องครั้งใหญ่ใน OPPO Reno16 Series 5G แล้ว OPPO ยังเปิดตัวอุปกรณ์เสริมใหม่อย่าง OPPO Bubble ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและสร้างคอนเทนต์ นั่นคือการไม่สามารถมองเห็นตัวเองขณะใช้งานกล้องหลังได้

 

ภายในชุดจำหน่าย นอกจากตัว OPPO Bubble แล้ว ยังมีเคสซิลิโคนพร้อมพวงกุญแจสำหรับคล้องกระเป๋าหรือพกพาติดตัวมาให้ด้วย ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและพกพาในชีวิตประจำวัน

ตัวอุปกรณ์มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.73 นิ้ว ความละเอียด 466 x 466 พิกเซล ความสว่างสูงสุด 600 nits และมีน้ำหนักเพียง 27.5 กรัมเท่านั้น ทำให้สามารถพกพาไปใช้งานได้อย่างสะดวก

 

OPPO Bubble ทำหน้าที่เสมือนหน้าจอเสริมขนาดพกพาที่สามารถติดตั้งเข้ากับเคสแม่เหล็กของ OPPO Reno16 Series ได้อย่างสะดวก เมื่อเชื่อมต่อแล้ว หน้าจอของ OPPO Bubble จะแสดงภาพ Preview จากกล้องหลังแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสีหน้า ท่าทาง และองค์ประกอบของภาพได้ตลอดเวลา แม้จะกำลังใช้กล้องหลังถ่ายตัวเองอยู่ก็ตาม ทำให้ผู้ใช้งานสามารถดึงศักยภาพของกล้องหลังใน OPPO Reno16 Series 5G ออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล สำหรับการเก็บภาพมุมกว้าง หรือกล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ซูม Optical 3.5 เท่า สำหรับการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งให้คุณภาพของภาพที่เหนือกว่าการใช้กล้องหน้าในหลายสถานการณ์

 

เวลาท่องเที่ยวหรือออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หลายครั้งเรามักต้องยื่นสมาร์ตโฟนให้เพื่อนหรือคนรอบข้างช่วยถ่ายภาพให้ แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่ สีหน้าพร้อมแล้วหรือยัง หรือองค์ประกอบภาพเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ แต่เมื่อใช้งานร่วมกับ OPPO Bubble ผู้ถูกถ่ายสามารถมองเห็นภาพจากกล้องหลังได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การจัดท่าทาง เช็กมุมกล้อง และจัดองค์ประกอบภาพทำได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสที่ต้องถ่ายซ้ำหลายครั้ง และช่วยให้ได้ภาพที่ตรงกับความต้องการมากกว่าเดิม

 

นอกจากการทำหน้าที่เป็นหน้าจอ Preview แล้ว OPPO Bubble ยังสามารถทำงานเสมือนรีโมตคอนโทรลสำหรับการถ่ายภาพได้อีกด้วย ผู้ใช้งานสามารถกดชัตเตอร์จากตัวอุปกรณ์โดยตรง พร้อมเลือกตั้งเวลาถ่ายภาพได้ 3 ระดับ ได้แก่ 0, 3 และ 10 วินาที รวมถึงสามารถสลับระยะการซูมระหว่าง 0.6x, 1x, 2x และ 3.5x ได้ทันทีจากหน้าจอ ช่วยให้การจัดองค์ประกอบภาพทำได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเดินกลับไปแตะที่ตัวสมาร์ตโฟน

 

นอกจากนี้ ยังสามารถสลับโหมดการทำงานระหว่าง Photo และ Video ได้ รวมถึงเลือกใช้งานระบบจัดกึ่งกลางเฟรมอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้ตัวแบบอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมมากขึ้น โดย OPPO Bubble รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth และสามารถควบคุมการถ่ายภาพได้ในระยะไกลสูงสุดถึง 10 เมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพคนเดียว การถ่ายคอนเทนต์ หรือการถ่ายภาพกลุ่ม

 

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งหน้าจอของ OPPO Bubble ได้ผ่านแอปพลิเคชัน OPPO Bubble บนสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนภาพพื้นหลัง อัปโหลดรูปภาพส่วนตัว หรือปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลตามสไตล์ของตัวเอง พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ได้ภายในแอปเดียว

 

ColorOS 16 ฉลาดขึ้นด้วย AI ที่ช่วยจัดการชีวิตประจำวันได้จริง

นอกเหนือจากฮาร์ดแวร์ด้านกล้องที่ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่แล้ว OPPO Reno16 Series 5G ยังมาพร้อม ColorOS 16 เวอร์ชันล่าสุด ที่ OPPO พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการนำ AI เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลและงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

จุดเด่นของ ColorOS 16 ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มความสามารถของ AI เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำ AI เข้ามาผสานกับรูปแบบการใช้งานจริงของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจดจำข้อมูลสำคัญ การจัดเก็บรายละเอียดต่าง ๆ การสรุปข้อมูลค่าใช้จ่าย หรือการค้นหาข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเครื่องมือ AI บน OPPO Reno16 Series ก็ได้แก่

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพบุคคลอยู่แล้ว AI Portrait Glow เป็นเครื่องมือสำหรับที่ช่วยให้ Reno16 Series 5G สามารถสร้างภาพ Portrait ที่มีเอกลักษณ์ สวยงาม และพร้อมแชร์ลงโซเชียลมีเดียได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม ซึ่งหลักการทำงานของ AI Portrait Glow ก็คือ จะทำการวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ภายในภาพแบบเรียลไทม์ ทั้งใบหน้า สีผิว ทิศทางของแสง และฉากหลัง ก่อนจะปรับสมดุลของแสง เงา และรายละเอียดให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์โดยอัตโนมัติ

 

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ภาพบุคคลที่มีความสว่างกำลังดี รายละเอียดบนใบหน้ายังคงครบถ้วน พร้อมโทนสีผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่สว่างหรือเนียนจนเกินจริง ขณะเดียวกันยังสามารถรักษารายละเอียดของฉากหลังเอาไว้ได้อย่างสมดุล ช่วยให้ภาพมีมิติและดูสมจริงมากขึ้น

 

AI Scan ซึ่งช่วยให้การสแกนเอกสารทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทั่วไป นามบัตร ใบเสร็จ หรือเอกสารทางธุรกิจต่าง ๆ วิธีการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก ให้ไปที่แอปเอกสาร และทำการสแกนเอกสารที่ต้องการ เมื่อสแกนเสร็จแล้ว ระบบจะช่วยตรวจจับขอบกระดาษ ปรับมุมมอง และปรับคุณภาพของภาพให้อ่านข้อมูลได้ชัดเจนมากขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งาน AI Extract เพื่อดึงข้อความ ตาราง หรือข้อมูลสำคัญออกจากภาพได้ทันที ช่วยลดเวลาในการพิมพ์ข้อมูลซ้ำ และสามารถนำข้อความที่ดึงออกมาไปแก้ไข คัดลอก หรือแชร์ต่อได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับทั้งการเรียน การทำงาน และการจัดการเอกสารในชีวิตประจำวัน

นอกเหนือจาก 2 ฟีเจอร์ข้างต้นแล้ว บน OPPO Reno16 Series 5G ยังมีฟีเจอร์ AI Eraser 2.0 ซึ่งเป็นฟีเจอร์ลบวัตถุอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถลบคน วัตถุ หรือสิ่งรบกวนสายตาที่ไม่ต้องการออกจากภาพได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านเข้ามาในเฟรม สายไฟ ป้ายต่าง ๆ หรือวัตถุที่ทำให้ภาพดูรกเกินไป รวมถึง O+ Connect ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่งไฟล์ระหว่างสมาร์ตโฟน OPPO, iPhone และ iPad ได้ง่ายขึ้นผ่านการเชื่อมต่อไร้สาย

 

AI Snap Key ปุ่มลัด AI ครั้งแรกใน Reno Series 5G

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Reno16 Series 5G คือ AI Snap Key ปุ่มลัดอัจฉริยะที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านข้างตัวเครื่อง ผู้ใช้งานสามารถกดหนึ่งครั้งเพื่อบันทึกข้อมูลเข้าสู่ AI Mind Space กดค้างเพื่อบันทึกเสียงอย่างรวดเร็ว หรือกดสองครั้งเพื่อเปิดใช้งาน Mind Space ได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญระหว่างวันได้อย่างมาก

 

นอกจากนี้ AI Snap Key ยังสามารถปรับแต่งการทำงานได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดกล้อง เปิดไฟฉาย หรือเรียกใช้เครื่องมือแปลภาษา ทำให้กลายเป็นปุ่มลัดอเนกประสงค์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวันได้อีกระดับหนึ่ง

 

จอ AMOLED 120Hz สีสันสวยงาม ลื่นไหลเนียนตา

OPPO Reno16 Series 5G มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED คุณภาพสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างครบถ้วน โดยทั้ง OPPO Reno16 5G และ OPPO Reno16 F 5G รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz ช่วยให้การแสดงผลมีความลื่นไหลมากกว่าหน้าจอทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนดูหน้าเว็บไซต์ การใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ หรือการรับชมคอนเทนต์ที่รองรับเฟรมเรตสูง โดยจอ AMOLED ยังให้สีสันที่สดใส คอนทราสต์สูง และแสดงรายละเอียดของภาพได้อย่างคมชัด

 

OPPO Reno16 5G มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.32 นิ้ว ขอบจอบางระดับเรือธง ช่วยเพิ่มพื้นที่การแสดงผลให้เต็มตายิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงขนาดตัวเครื่องที่กะทัดรัดและจับถือได้สะดวกกว่าสมาร์ตโฟนจอใหญ่ทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการสมาร์ตโฟนที่ใช้งานมือเดียวได้ง่าย พกพาสะดวก

 

ด้าน OPPO Reno16 F 5G มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.57 นิ้ว ที่ให้พื้นที่การแสดงผลมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคอนเทนต์วิดีโอผ่านสมาร์ตโฟน รวมถึงผู้ที่ต้องการพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่สำหรับการเล่นเกมและการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน

 

แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ พร้อมระบบชาร์จไว 80W SUPERVOOC ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน

ทั้ง OPPO Reno16 F 5G และ OPPO Reno16 5G รองรับระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบ 80W SUPERVOOC (อะแดปเตอร์และสายชาร์จมีในชุดจำหน่าย) จึงชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% เร็วกว่าเดิม โดย OPPO Reno16 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดความจุ 6,700 mAh ส่วน OPPO Reno16 F 5G แบตเตอรี่ขนาดความจุมากกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ 7,000 mAh

 

สรุปประสบการณ์หลังใช้งาน OPPO Reno16 Series 5G

OPPO Reno16 Series 5G ถือเป็นการอัปเกรดครั้งสำคัญของ Reno Series ที่มุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์การถ่ายภาพบุคคล และการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างชัดเจน โดยนำเอาฮาร์ดแวร์กล้องประสิทธิภาพสูงมาผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ของ OPPO ได้อย่างลงตัว

จุดเด่นสำคัญของทั้ง OPPO Reno16 5G และ OPPO Reno16 F 5G คือการมาพร้อมกล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รองรับการซูม Optical 3.5 เท่า ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่หาได้ไม่บ่อยนักในสมาร์ตโฟนระดับนี้ ช่วยยกระดับการถ่ายภาพ Portrait ให้มีมิติ สวยงาม และดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเสริมประสิทธิภาพด้วย AI Portrait Glow และ AI Flash Photography 3.0 ที่ช่วยให้การถ่ายภาพบุคคลในทุกสภาพแสงเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม

 

สำหรับ OPPO Reno16 5G มีการอัปเกรดกล้อง Ultra-Wide ทั้งด้านหน้า และด้านหลังเป็นความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอกล้องหน้าพอร์ตเทรต 4K มุมกว้างพิเศษ รวมถึงฟีเจอร์วิดีโอ 4K ปรับเฟรมตรงอัตโนมัติ ที่ช่วยให้การถ่าย Vlog และการสร้างคอนเทนต์วิดีโอมีความสะดวกและเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพ การถ่ายวิดีโอ และการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียเป็นหลัก

ในขณะที่ OPPO Reno16 F 5G ยังคงถ่ายทอดจุดเด่นสำคัญของ Reno16 Series มาได้อย่างครบถ้วน ทั้งกล้อง Telephoto 50 ล้านพิกเซล ฟีเจอร์ AI ด้านการถ่ายภาพ ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 รวมถึงดีไซน์ตัวเครื่องที่บางเบาและทันสมัย พร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ รองรับระบบชาร์จเร็วแบบ 80W SUPERVOOC ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ตโฟนสายถ่ายภาพและใช้งาน AI ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ OPPO ยังเพิ่มความน่าสนใจให้กับ Reno16 Series ผ่านอุปกรณ์เสริมอย่าง OPPO Bubble ที่ช่วยให้การใช้งานกล้องหลังสำหรับการเซลฟี่ การถ่ายภาพบุคคล และการสร้างคอนเทนต์ทำได้สะดวกขึ้นกว่าที่เคย ขณะที่ ColorOS 16 ก็ได้เพิ่มความสามารถด้าน AI เข้ามาช่วยจัดการข้อมูล การทำงาน และการสร้างคอนเทนต์ได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น AI Mind Space, AI Bill Manager, AI Scan, AI Extract หรือ AI Eraser 2.0

โดยรวมแล้ว OPPO Reno16 Series 5G เป็นสมาร์ตโฟนที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพบุคคล การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน หากต้องการประสบการณ์ด้านกล้องและวิดีโอที่ดีที่สุดในซีรีส์ OPPO Reno16 5G ถือว่าตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี แต่หากมองหาความคุ้มค่า พร้อมฟีเจอร์สำคัญที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นพี่ได้อย่างครบครัน OPPO Reno16 F 5G ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อใช้งานร่วมกับ OPPO Bubble ที่ช่วยให้การถ่ายภาพด้วยกล้องหลังทำได้สะดวก สนุก และยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นครับ

 

ราคา และโปรโมชันของ OPPO Reno16 Series 5G

สำหรับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ OPPO Reno16 Series 5G เป็นดังนี้

- OPPO Reno16F 5G (8GB+128GB) ราคา 15,999 บาท
- OPPO Reno16F 5G (8GB+256GB) ราคา 16,999 บาท

 

- OPPO Reno16 5G (8GB+256GB) ราคา 19,999 บาท
- OPPO Reno16 5G (12GB+256GB) ราคา 22,999 บาท

 

- OPPO Reno16 Pro 5G (12GB+256GB) ราคา 29,999 บาท

 

นอกจากนี้ ทาง OPPO ยังคอลแลบกับ Sheep แบรนด์ไทยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ สำหรับลูกค้าที่สั่งจองรุ่น Reno16 Pro 5G ในช่วง Blind Booking และ Pre-order จะได้รับของพรีเมียมคาแรกเตอร์ MOMOREI ซึ่งได้แก่ Reno x Sheep MOMOREI Phone Case Set และ Reno x Sheep MOMOREI Phone Grip (Griptok) โดยสินค้ามีจำนวนจำกัด

 

สรุปคุณสมบัติเด่นของ OPPO Reno16 F 5G

- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP66/IP68/IP69/IP69K
- จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.57 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2372x1080 พิกเซล)
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุด 120Hz
- อัตราการตอบสนองของระบบสัมผัส (Touch Sampling Rate) สูงสุดที่ 240Hz
- แสดงผลช่วงสีแบบ DCI-P3 ได้ 100%
- ความสว่างสูงสุด 1,400 nits
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ 

------------------------------

- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 7300 (4nm)
- หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Mali-G615 MC2
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูล (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 16 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 16
- แบตเตอรี่ความจุ 7,000 mAh
- ระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบ 80W SUPERVOOC พร้อมอะแดปเตอร์และสายชาร์จในชุดจำหน่าย

------------------------------

กล้องหลักด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/1.8, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 79°), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.2, ทางยาวโฟกัส 15 มิลลิเมตร และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์<
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Samsung S5KKN1, รูรับแสงขนาด f/2.8 และโครงสร้างแบบ 4 ชิ้นเลนส์

พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (30fps)

กล้องด้านหน้าความละเอียด 50 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0, ทางยาวโฟกัส 18 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติ, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (30fps)

------------------------------

- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 5, 5G, 4G LTE, 3G WCDMA และ 2G GSM
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual Nano-SIM)
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.4
- ระบุตำแหน่ง และนำทางผ่านระบบดาวเทียม Beidou, GPS, GLONASS, Galileo และ QZSS
- พอร์ต USB Type-C
- ลำโพงเสียงแบบคู่ (สเตอริโอ)

 

สรุปคุณสมบัติเด่นของ OPPO Reno16 5G

- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP66/IP68/IP69/IP69K
- จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.32 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2640x1216 พิกเซล)
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุด 120Hz
- อัตราการตอบสนองของระบบสัมผัส (Touch Sampling Rate) สูงสุดที่ 240Hz
- แสดงผลช่วงสีแบบ DCI-P3 ได้ 100%<
- ความสว่างสูงสุด 3,600 nits
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ 

------------------------------

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 7 Gen 4 แบบ Octa-core Processor ความเร็ว 2.8 GHz (4nm)
- หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Adreno 722
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X สูงสุด 12GB
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูล (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 16 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 16
- แบตเตอรี่ความจุ 6,700 mAh
- ระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบ 80W SUPERVOOC พร้อมอะแดปเตอร์และสายชาร์จในชุดจำหน่าย 

------------------------------

กล้องหลักด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.95 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f/1.8, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0, ทางยาวโฟกัส 16 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติ และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.75 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f/2.8, ทางยาวโฟกัส 80 มิลลิเมตร, รองรับการซูม 3.5x, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 4 ชิ้นเลนส์

พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (60fps)

กล้องด้านหน้าความละเอียด 50 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0, ทางยาวโฟกัส 18 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติ, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (60fps) 

------------------------------

- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 6, 5G, 4G LTE, 3G WCDMA และ 2G GSM
- AI LinkBoost พร้อม OPPO RF chip
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual Nano-SIM)
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.4 LE (SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC, LHDC5.0)
- ระบุตำแหน่ง และนำทางผ่านระบบดาวเทียม Beidou, GPS, GLONASS, Galileo และ QZSS
- พอร์ต USB Type-C
- ลำโพงเสียงแบบคู่ (สเตอริโอ)

 

 

วันที่ : 25/06/2026

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy