ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 13/11/2018

รีวิว (Review) Samsung Galaxy A6 และ A6+

สมาร์ทโฟน A-Series ที่เป็นดั่ง S9 ย่อส่วน ในราคาที่ย่อมเยากว่า ด้วยกล้องหลังคู่ พร้อมจอ Super AMOLED Infinity Display, กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล, ระบบสแกนใบหน้า, ระบบเสียง Dolby Atmos, Android 8.0 Oreo และหลากฟีเจอร์ที่สืบทอดมาจากรุ่นใหญ่ บนบอดี้โลหะ Full Metal สวยแกร่ง จ่อขายในไทยปลายเดือนนี้!

 

Review Date (22-พฤษภาคม-2561)

สวัสดีครับ หลังจากที่ทีมงานได้นำเสนอบทความ พรีวิว (Preview) Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+ ไปแล้วก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ก็น่าจะช่วยให้ท่านผู้อ่านได้รับข้อมูลไปกันพอสมควรว่าสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนี้มีจุดเด่น กับประสิทธิ าพที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ในระดับใด ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์หน้าจอไร้ขอบแบบ Super AMOLED Infinity Display ในอัตราส่วน 18.5:9 พร้อมตัวเครื่องแบบ Full-Metal Unibody, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos, มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, ระบบสแกนใบหน้า, ไฟแฟลชแบบ 3-Step Lighting ที่กล้องดิจิทัลด้านหน้า ซึ่งสามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ สำหรับถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อย และผู้ช่วยอัจฉริยะนามว่า Bixby ซึ่งจะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่น่าสนใจไม่แพ้เรือธงรุ่นใหญ่จากค่ายเดียวกันเลยทีเดียว อาจเรียกได้ว่า เป็นสมาร์ทโฟนที่มีความสามารถดั่ง Samsung Galaxy S9 หรือ S9+ รุ่นย่อส่วนเลยก็ว่าได้ และในวันนี้ก็ถึงเวลาที่ได้สัญญากันเอาไว้กับการนำเสนอรีวิวฉบับเต็มของ Samsung Galaxy A6 และ A6+ ครับ

แน่นอนว่า Samsung Galaxy A6+ นั้นมีความพิเศษกว่า Galaxy A6 รุ่นมาตรฐาน ในหลายๆ ด้านด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ ขนาดหน้าจอ กับความละเอียดหน้าจอ, ชิปเซ็ต, ขนาดหน่วยความจำแรม และแบตเตอรี่ ที่จะมีประสิทธิภาพเหนือกว่า ไม่เพียงเท่านั้น ทางด้านกล้องถ่ายภาพด้านหลังก็เป็นแบบคู่ (Dual Camera) พร้อมรองรับฟังก์ชัน Live Focus สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ อีกทั้งยังรองรับการปรับรูปแบบของจุดโบเก้ให้มีความหลากหลายเพิ่มขั้นได้ผ่านฟังก์ชัน Art Bokeh อีกด้วย ดังนั้นรีวิวในวันนี้เราจึงขอยกเอารุ่นใหญ่อย่าง Galaxy A6+ มาพูดถึงเป็นหลักนะครับ

โดยจุดขายอันโดดเด่นที่สุดของ Samsung Galaxy A6+ จะเป็นในเรื่องของกล้องถ่ายภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยกล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 16+5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED พร้อมรองรับฟังก์ชัน Art Bokeh กับฟังก์ชัน Live Focus ส่วนกล้องดิจิทัลด้านหน้านั้นมีความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.9, ไฟแฟลชในตัว (LED Flash) พร้อมฟังก์ชัน 3-Step Lighting กับ Selfie Focus

นอกจากเรื่องของกล้องถ่ายภาพแล้ว Samsung Galaxy A6+ ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่อีกหลายส่วนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ ตัวเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Full Metal Unibody, หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ความละเอียดระดับ FHD+ (2220x1080 พิกเซล) ขนาด 6 นิ้ว ในแบบ Infinity Display อัตราส่วน 18.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass, รองรับฟังก์ชันการถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้า, รองรับฟังก์ชัน Always On Display, มีฟังก์ชัน Secure Folder บวกกับฟังก์ชัน Dual Messenger รวมแล้วจึงสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน Line หรือแอปพลิเคชันอีกหลายตัวที่รองรับ ได้พร้อมกันถึง 3 แอคเคานท์ในเครื่องเดียวกัน, รองรับฟังก์ชัน Multi Window สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน กับ Popup Window, รองรับการสั่งงานด้วยท่าทาง, มีระบบสแกนใบหน้า กับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, รองรับฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby, สำรองข้อมูลผ่านบริการ Samsung Cloud ได้สูงสุด 15 GB, รองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมช่องแยกสำหรับเพิ่มการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD, รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบ 4G LTE กับ 3G, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos, รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่าย 4G (Voice over LTE) และแบตเตอรี่ขนาด 3500 mAh

ทางด้านคุณสมบัติด้านการประมวลผลนั้นจัดอยู่ในระดับกลาง ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซ็ต Octa-Core Qualcomm Snapdragon 450 (SDM450) ที่มีความเร็วในการประมวลผล 2.2 GHz, หน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ Adreno 506, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4 GB, หน่วยความภายในขนาด 32 GB และขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.0 Oreo

 

จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า Samsung Galaxy A6 และ A6+ นั้นมีความน่าสนใจอยู่หลายส่วนด้วยกัน ทั้งในเรื่องของการออกแบบไซน์ที่ดูเรียบหรู แข็งแรงทนทาน พร้อมหน้าจอไร้ขอบขนาดใหญ่เต็มตา กับความละเอียดคมชัดสีสันสดใส, กล้องถ่ายภาพแบบ Dual Camera พร้อมฟังก์ชันถ่ายภาพที่หลากหลาย และสเปกเครื่องที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครบครัน ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาค่าตัวในไทยที่ 8,900 บาท กับ 10,900 บาท ก็ถือว่ามีความคุ้มค่าน่าใช้ไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน กล้องดิจิทัลจะถ่ายภาพได้คมชัดสมคำร่ำลือหรือไม่ และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมรีวิว Samsung Galaxy A6 และ A6+ พร้อมกันต่อได้เลยครับ

 

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์ของ Samsung Galaxy A6+ และ Galaxy A6

เครื่องทางซ้าย คือ Samsung Galaxy A6+ ส่วนเครื่องทางขวา คือ Samsung Galaxy A6 ซึ่งจะเห็นได้ว่า Galaxy A6+ มีขนาดของตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน

Samsung Galaxy A6+ มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Super AMOLED Infinity Display ความละเอียดระดับ FHD+ (2220x1080 พิกเซล) ขนาด 6.0 นิ้ว ในอัตราส่วน 18.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass โดยมีขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 160.2x75.7x7.9 มิลลิเมตร

Samsung Galaxy A6 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ความละเอียดระดับ HD+ (1480x720 พิกเซล) ขนาด 5.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 18.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass โดยมีขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 149.9x70.8x7.7 มิลลิเมตร

 

เครื่องทางซ้าย คือ Samsung Galaxy A6+ ส่วนเครื่องทางขวา คือ Samsung Galaxy A6

ด้านหน้าส่วนบนของ Samsung Galaxy A6+ มีกล้องดิจิทัลความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.9, ไฟแฟลชในตัว (LED Flash) พร้อมฟังก์ชัน 3-Step Lighting สำหรับช่วยปรับแสงของไฟแฟลชได้ทั้งหมด 3 ระดับ, รองรับโหมดถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Selfie Focus), ลำโพงสำหรับฟังขณะทำการสนทนา, เซ็นเซอร์ Accelerometer ที่ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้ และเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน

ด้านหน้าส่วนบนของ Samsung Galaxy A6 มีกล้องดิจิทัลความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.9, ไฟแฟลชในตัว (LED Flash) พร้อมฟังก์ชัน 3-Step Lighting สำหรับช่วยปรับแสงของไฟแฟลชได้ทั้งหมด 3 ระดับ, รองรับโหมดถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Selfie Focus), ลำโพงสำหรับฟังขณะทำการสนทนา, เซ็นเซอร์ Accelerometer ที่ช่วยหมุนหรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลของหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้ และเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน

 

เครื่องทางซ้าย คือ Samsung Galaxy A6+ ส่วนเครื่องทางขวา คือ Samsung Galaxy A6 และจะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนั้นมีดีไซน์แบบไร้ปุ่มโฮมเช่นเดียวกับ Galaxy A8-Series

ด้านหน้าส่วนล่างของ Samsung Galaxy A6+ มีปุ่มการสั่งงานแบบ On Screen ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ

ด้านหน้าส่วนล่างของ Samsung Galaxy A6 มีปุ่มการสั่งงานแบบ On Screen ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ

 

สำหรับด้านบนของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่น จะไม่มีปุ่มกด หรือพอร์ตเชื่อมต่อใดๆ ให้ใช้งาน

 

ด้านล่างของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่น มีช่องเชื่อมต่อกับสาย microUSB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ หรือโอนถ่ายข้อมูล, ไมโครโฟน และช่องเชื่อมต่อกับหูฟังแบบมาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร

 

ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มเปิด-ปิด เครื่อง หรือล็อกหน้าจอ และลำโพงเสียงภายนอก

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียง, ถาดสำหรับใส่ซิมการ์ดที่ 1 และถาดสำหรับใส่ซิมการ์ดที่ 2 กับเพิ่มการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD (ตรงจุดนี้ไม่มีปุ่มสำหรับเรียกงาน Bixby)

 

ด้านหลังของ Samsung Galaxy A6+ มาพร้อมกับกล้องดิจิทัลแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 16+5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED อีกทั้งยังรองรับรองรับฟังก์ชัน Art Bokeh สำหรับแก้ไขรูปแบบของโบเก้ พร้อมเอฟเฟกต์การละลายฉากหลัง และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ด้านหลังของ Samsung Galaxy A6 มาพร้อมกับกล้องดิจิทัลความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.7, ไฟแฟลชในตัว (LED Flash) และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

 

Samsung Galaxy A6+

โดยกล้องตัวที่หนึ่งมีความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล พร้อมขนาดของรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/1.7 ส่วนกล้องตัวที่สองมีความละเอียดระดับ 5 ล้านพิกเซล พร้อมขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/1.9

 

นอกจากนี้ ตัวเครื่องของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่น นั้นใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Full Metal Unibody โดยใช้โลหะอะลูมิเนียมขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกัน จึงทำให้ตัวเครื่องมีความเรียบหรู และแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ ในส่วนของแบตเตอรี่ Samsung Samsung Galaxy A6+ จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3500 mAh ส่วน Samsung Samsung Galaxy A6 จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh (สมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่น ไม่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง)

 

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของ Samsung Galaxy A6 และ Samsung Galaxy A6+

จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+ มีความแตกต่างกันอยู่หลายจุด โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือขนาดของตัวเครื่อง, ขนาดหน้าจอ กับความละเอียดหน้าจอ, ชิปเซ็ต, ขนาดหน่วยความจำแรม, แบตเตอรี่, กล้องถ่ายภาพ ซึ่งจะเห็นได้จากตารางว่า Samsung Galaxy A6+ มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 6 นิ้ว กับความละเอียด Full HD+, ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 450 พร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาดใหญ่กว่าที่ 4 GB รวมไปถึงแบตเตอรี่ความจุมากกว่าที่ 3500 mAh อีกทั้งยังสามารถเพิ่มการ์ดหน่วยความจำ ายนอกได้เยอะกว่า ส่วนทางด้านกล้องถ่ายภาพ ทางด้าน Samsung Galaxy A6+ ก็มีภาษีที่ดีกว่า เนื่องด้วยกล้องถ่ายภาพด้านหลังเป็นแบบ Dual Camera ที่มีความละเอียด 16+5 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับฟังก์ชันการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Live Focus) อีกทั้งยังมาพร้อมกับกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล อีกด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ราคาของ Galaxy A6+ นั้นสูงกว่า Galaxy A6 อยู่ 2,000 บาท ซึ่งผู้ซื้อคงต้องตัดสินใจด้วยตนเองอีกครั้งว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมานี้คุ้มค่าที่จะจ่ายมากน้อยขนาดไหน หรือฟีเจอร์ที่ดีกว่าของ Galaxy A6+ มีความจำเป็นต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของท่านหรือไม่

 

เปิดเครื่อง พร้อมทดสอบการใช้งานด้านซอฟต์แวร์

“ในส่วนของซอฟต์แวร์ทั้ง Samsung Galaxy A6 กับ Galaxy A6+ จะเหมือนกันแทบทั้งสิ้น แต่ซึ่งทางทีมงานจะใช้ Samsung Galaxy A6+ เป็นหลักในการแนะนำตรงส่วนนี้ครับ”  โดย Samsung Galaxy A6+ นั้นขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.1.0 Oreo พร้อมรองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด และสามารถรองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบ 4G LTE กับ 3G ได้ รวมถึงรองรับการสนทนาผ่านระบบ VoLTE

 

มาพร้อมกับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4 GB และหน่วยความจำภายในขนาด 32 GB

 

มีฟังก์ชันการแจ้งเตือน พร้อมทั้งสามารถเปิด-ปิด ฟังก์ชันลัดได้หลากหลาย เช่น โหมดประหยัดพลังงาน หรือการเปิดใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos

 

ทางด้านบริการต่างๆ จากทาง Google ก็มีให้ใช้งานอย่างครบครัน

 

สำหรับฟังก์ชันโทรศัพท์ก็มีหน้าตาที่สามารถใช้งานได้ง่าย พร้อมด้วยปุ่มตัวเลขที่พอดีกับนิ้วมือ ช่วยให้กดหมายเลขที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถเข้าดูรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดได้ทันที

 

ผู้ใช้สามารถปรับแต่งหน้าจอโฮมสกรีนได้ ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์, การเปลี่ยนธีม, การเปลี่ยนรูปแบบไอคอนแอปพลิเคชัน หรือการนำวิดเจ็ตที่ต้องการใช้งานมาไว้ที่หน้าจอโฮมสกรีน

 

สามารถปรับโหมดหน้าจอให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภทได้ ไม่ว่าจะเป็น Adaptive Display, AMOLED Cinema, AMOLED Photo และ Basic นอกจากนี้ ยังสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Always On Display ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกรูปแบบ สำหรับแสดงรายละเอียดต่างๆ ได้อีกด้วย

 

นอกจากนี้ ยังรองรับฟังก์ชัน Multi Window สำหรับใช้งานพร้อมกันสองแอปพลิเคชันบนสองหน้าต่าง และรองรับฟังชัน Popup Window อีกด้วย

 

อีกทั้งยังสามารถเปิดใช้งานโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงได้

 

และยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby โดยในหน้า Bixby Home เป็นหน้า Dashboard ที่รวมเอากิจกรรมทุกอย่างที่เราทำเป็นประจำ รวมถึงกิจกรรมที่หน้าสนใจมารวมไว้ในหน้าเดียวกัน

 

ทางด้านฟังก์ชัน Smart Manager นั้นสามารถจัดการส่วนต่างๆ ภายในเครื่องได้อย่างดีเยี่ยมเหมือนเช่นเคย ได้แก่ การเคลียร์แรม และการตรวจสอบหน่วยความจำภายในว่ายังสามารถใช้งานได้อีกเท่าไหร่

 

อีกหนึ่งในความพิเศษของ Samsung Galaxy A6+ คือ ความสามารถในการโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน Line, Facebook และ Skype ได้ด้วยฟีเจอร์ Dual Messenger ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าใช้งานแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์

 

ในส่วนของแอปพลิเคชันอัลบั้มภาพถ่าย จะสามารถแสดงภาพถ่ายได้หลักๆ 2 แบบ คือ แสดงแบบรวมภาพถ่ายทั้งหมด กับแสดงแบบแยกอัลบั้ม อีกทั้งยังสามารถค้นหาภาพถ่ายที่ได้การได้ผ่านไอคอนแว่นขยาย ซึ่งเมื่อกดเลือกที่ไอคอนแว่นขยายตัวแอปพลิเคชันอัลบั้มภาพถ่ายจะทำการแยกหมวดหมู่ภาพถ่ายให้แบบอัตโนมัติ เช่น ประเภทของภาพถ่าย, บุคคลในภาพถ่าย, ภาพถ่ายเอกสาร หรือภาพถ่ายอาหาร นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถค้นหาภาพถ่ายที่ต้องการได้ เช่น พิมพ์คำว่า Food ตัวแอปพลิเคชันก็จะรวบรวมภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาหารมาให้ทันที เรียกได้ว่า สะดวกสบายในการหาภาพถ่ายที่ต้องการเป็นอย่างมาก

 

บน Samsung Galaxy A6+ ยังมีแอปพลิเคชันจากทาง Microsoft เอาไว้ให้ใช้งาน ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเปิดอ่านไฟล์เอกสารได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel หรือ PowerPoint

 

ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้ดี และสามารถแสดงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน

 

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ มีบริการสำรองข้อมูลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, วิดีโอ และรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมด ผ่านบริการ Samsung Cloud ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้พื้นที่สำหรับสำรองข้อมูลได้มากถึง 15 GB เลยทีเดียว

 

และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ Samsung Galaxy A6+ มีแอปพลิเคชัน Secure Folder ซึ่งแอปพลิเคชัน Secure Folder นั้นมีหน้าที่ในการล็อก หรือตั้งรหัสผ่านสำหรับเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Secure Folder นั่นหมายความว่าหากผู้อื่นจะเข้ามาใช้งานในส่วนนี้ก็จำเป็นต้องปลดล็อกด้วยรหัสผ่านเสียก่อน ซึ่งความสามารถของแอปพลิเคชัน Secure Folder คือ การมีพื้นที่หน่วยความจำแยกที่ถูกเข้ารหัสเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้โดยเฉพาะ พร้อมทั้งผู้ใช้ยังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอื่นๆ มาใช้งานได้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line หรือ Facebook ได้เพิ่มอีก 1 แอคเคานท์ เรียกได้ว่า ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line หรือ Facebook ได้พร้อมๆ กันถึง 2 แอคเคานท์นั่นเอง และถ้ารวมกับแอปพลิเคชัน Line ที่ถูกโคลนนิ่งออกมา ก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line หรือ Facebook ได้พร้อมๆ กันถึง 3 แอคเคานท์ เลยทีเดียว

 

สำหรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบน Samsung Galaxy A6+ สามารถตั้งค่าการใช้งานได้ ซึ่งการเปิดใช้งานระบบปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ ผู้ใช้งานจะต้องทำการลงทะเบียนลายนิ้วมือให้เรียบร้อยเสียก่อน และจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้รวดเร็วแม่นยำ

 

นอกเหนือไปจากระบบสแกนลายนิ้วมือแล้ว สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ยังรองรับระบบสแกนใบหน้าด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับความปลอดภัยในการเข้าใช้งานเครื่องขึ้นไปอีกขั้น

 

Samsung Galaxy A6+ ยังมาพร้อมแอปพลิเคชันสำหรับฟังเพลง และมีระบบเสียง Dolby Atmos ให้ใช้งาน (ระบบเสียงนี้ต้องใช้ร่วมงานกับหูฟังเท่านั้น)

 

ส่วนทางด้านแอปพลิเคชันสำหรับฟังวิทยุ FM ก็มีให้ใช้งานด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งสามารถบันทึกเสียงรายการวิทยุที่ชื่นชอบเอาไว้ฟังในภายหลังได้อีกด้วย

 

สามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD (1080p) ได้อย่างไหลลื่น และสามารถแสดงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างคมชัด สมจริง และที่พิเศษไปกว่านั้น คือ ด้วยความที่มีหน้าจอแบบ Infinity Display ในอัตราส่วน 18.5:9 จึงทำให้ผู้ใช้สามารถรับชมภาพยนตร์ที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มตามากยิ่งขึ้น

 

Samsung Galaxy A6+ มาพร้อมกับชิปเซ็ต Octa-Core Qualcomm Snapdragon 450 (SDM450) ที่มีความเร็วในการประมวลผล 2.2 GHz, หน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ Adreno 506, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4 GB, หน่วยความภายในขนาด 32 GB และขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.0 Oreo

 

ถึงแม้ว่าจะมีคุณสมบัติการประมวลผลในระดับกลาง แต่ก็สามารถตอบโจทย์ด้านการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสามมิติสวยๆ หรือที่มีรายละเอียดเยอะๆ ได้อย่างไหลลื่น  และยังไม่มีอาการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องขณะที่เล่นเกมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


และเมื่อนำ Samsung Galaxy A6+ มาทดสอบผ่านแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark พบว่าได้คะแนนอยู่ที่ 68112 คะแนน ส่วนการทดสอบผ่านแอปพลิเคชัน Geekbench 4 พบว่าได้คะแนนอยู่ที่ 718 คะแนน สำหรับการประมวลผลแบบ Single-Core และ 3519 คะแนน สำหรับการประมวลผลแบบ Multi-Core

 

สามารถรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด

 

และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอื่นๆ มาใช้งานเพิ่มเติมได้ผ่านแอปพลิเคชัน Galaxy Apps และ Google Play Store

 

กล้องดิจิทัล การถ่ายภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ

สำหรับ Interface กล้องถ่ายภาพนั้นมีหน้าตาที่ใช้งานได้ง่าย พร้อมแสดงไอคอนฟังก์ชันเอาไว้ให้เลือกใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น การเลือกสัดส่วนของภาพถ่าย, การใช้งานไฟแฟลช LED, โหมดถ่ายภาพ Live Focus และเอฟเฟกต์ Stickers และมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย เช่น โหมดถ่ายภาพกลางคืน หรือโหมดถ่ายภาพอาหาร

 

สำหรับโหมดถ่ายภาพ Live Focus นั้นสามารถปรับระดับการเบลอฉากหลังได้ และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ กล้องดิจิทัลด้านหลังของ Samsung Galaxy A6+ มีฟังก์ชัน Art Bokeh สำหรับแก้ไขรูปแบบของโบเก้ และเอฟเฟกต์การละลายฉากหลังให้ใช้งาน โดยผู้ใช้สามารถปรับค่าต่างๆ ได้หลังจากถ่ายภาพผ่านโหมดถ่ายภาพ Live Focus (ซึ่งก่อนหน้านี้ฟังก์ชัน Art Bokeh มีให้ใช้งานเฉพาะบน Galaxy S9 Plus เท่านั้น)

 

อีกทั้งยังมีเอฟเฟกต์สติกเกอร์ให้ใช้งานหลายรูปแบบ ส่วนทางด้านเอฟเฟกต์สำหรับถ่ายภาพก็มีให้ใช้งานด้วยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ Bixby Vision ระบบวิเคราะห์เนื้อหาด้วยภาพ เพื่อหาข้อมูลต่างๆ ที่เราอยากรู้ เช่นการใช้กล้องถ่ายภาพ แล้วค้นหาข้อมูลของสิ่งนั้นๆ โดยอาจเป็นสินค้า, สิ่งของ, สถานที่, บุคคล, อาหาร หรือ QR Code รวมทั้งสามารถช่วยแปลตัวหนังสือให้เราได้

 

สำหรับ Interface กล้องถ่ายภาพด้านหน้านั้นก็มีหน้าตาไม่ต่างกัน ซึ่งก็ใช้งานได้ง่าย พร้อมทั้งแสดงไอคอนฟังก์ชันต่างๆ ไว้ให้เลือกใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น การสลับใช้งานกล้องด้านหน้า-ด้านหลัง, การปรับสัดส่วนหน้าจอ, การเปิดใช้งานฟังก์ชัน 3-Step Lighting และยังมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานหลากหลาย เช่น โหมดถ่ายภาพหน้าสวย หรือโหมดถ่ายภาพเซลฟี่แบบกลุ่ม

 

สำหรับความพิเศษของกล้องดิจิทัลด้านหน้าคือ ตัวไฟแฟลช LED มาพร้อมฟังก์ชัน 3-Step Lighting สำหรับช่วยปรับแสงของไฟแฟลชได้ทั้งหมด 3 ระดับ ซึ่งช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น ส่วนฟังก์ชัน Selfie Focus นั้นทำการเบลอฉากหลังให้แบบอัตโนมัติ ทางด้านโหมดถ่ายภาพหน้าสวยก็สามารถปรับค่าผิวเนียนได้มากถึง 8 ระดับ

 

อีกทั้งยังมีเอฟเฟกต์สติกเกอร์ให้ใช้งานหลายรูปแบบ ส่วนทางด้านเอฟเฟกต์สำหรับถ่ายภาพก็มีให้ใช้งานด้วยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่าการใช้งานส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมได้ เริ่มตั้งแต่ การเลือกความละเอียดของกล้องถ่ายภาพด้านหลัง ที่สามารถเลือกความละเอียดได้สูงสุดที่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p), การเปิดใช้งานฟังก์ชัน HDR และการตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพ

 

การเลือกความละเอียดของกล้องถ่ายภาพด้านหน้า ที่สามารถเลือกความละเอียดได้สูงสุดที่ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล, สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p), การเปิดใช้งานฟังก์ชัน HDR, การตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพ และการเปิดใช้งานฟังก์ชันการสั่งงานถ่ายภาพด้วยท่าทางได้

 

สามารถเปิดใช้งานตารางเก้าช่อง, การแท็กสถานที่บนภาพถ่าย, ตรวจสอบภาพถ่าย, การเปิดใช้งานกล้องถ่ายภาพแบบด่วนด้วยการดับเบิลคลิกที่ปุ่มโฮม และการสั่งงานด้วยเสียง ได้, สามารถเพิ่มความสามารถให้กับปุ่มลดระดับเสียงได้ 3 แบบ ได้แก่ ถ่ายภาพ, ถ่ายวิดีโอ หรือลดระดับเสียง และสามารถคืนการตั้งค่าทั้งหมดได้

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลตัวหลักที่ด้านหลังแบบ Dual Camera ของตัวเครื่อง ความละเอียด 16+5 ล้านพิกเซล ของ Samsung Galaxy A6+


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพถ่ายผ่านโหมดถ่ายภาพหน้าสวยระดับ 4 พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน Live Focus ระดับกลาง


ตัวอย่างภาพถ่ายผ่านโหมดถ่ายภาพหน้าสวยระดับ 4 พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน Live Focus ระดับกลาง


ตัวอย่างภาพถ่ายผ่านโหมดถ่ายภาพหน้าสวยระดับ 4 พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน Live Focus และใช้งานฟังก์ชัน Art Bokeh เพื่อปรับโบเก้ให้เป็นรูปดาว


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชันสติกเกอร์


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพกลางคืน


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพกลางคืน


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพกลางคืน

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ผ่านโหมดถ่ายภาพหน้าสวย ของ Samsung Galaxy A6+


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 4


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 8


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับค่าระดับ 4 และเปิดใช้งานฟังก์ชัน Selfie Focus


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชันสติกเกอร์


เรียงจากซ้ายไปขวา > ภาพแรกเป็นการถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ, ภาพที่ 2 เป็นการถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน 3-Step Lighting กับความสว่างระดับ 1, ภาพที่ 3 เป็นการถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน 3-Step Lighting กับความสว่างระดับ 2 และภาพที่ 3 เป็นการถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมเปิดใช้งานฟังก์ชัน 3-Step Lighting กับความสว่างระดับ 3 ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพเมื่อเปิดใช้ฟังก์ชัน 3-Step Lighting นั้นจะช่วยให้ภาพที่ถ่ายออกมาดูคมชัด มีมิติ และเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การถ่ายภาพด้วยฟังก์ชัน 3-Step Lighting นั้นจะทำให้ความสว่างของฉากหลังดูมืดลง

 

สรุปผลการทดสอบของ Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+

จบลงไปแล้วนะครับ สำหรับการรีวิวสมาร์ทโฟน A-Series รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Samsung อย่าง Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+ ซึ่งจากการทดสอบทั้งหมดที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทาง Samsung ได้ยกคุณสมบัติเด่นบางส่วน ที่มีอยู่บนสมาร์ทโฟนเรือธงของค่ายอย่าง Samsung Galaxy S9 มาไว้ในสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนี้ เช่น ตัวเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Full Metal Unibody, หน้าจอไร้ขอบแบบ Infinity Display ในอัตราส่วน 18.5:9 รวมถึงฟังก์ชัน หรือลูกเล่นต่างๆ และที่พิเศษคือมีไฟแฟลช LED ที่สามารถปรับระดับความสว่าง สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์สำหรับตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ ได้อย่างครบครันอีกด้วย เรียกได้ว่าประหนึ่งเป็น Samsung Galaxy S9 หรือ S9+ รุ่นย่อส่วนเลยก็ว่าได้

ซึ่งนอกจากจะมีคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจแล้ว ทั้ง Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+ ก็ยังตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ ได้ดีอย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสามมิติได้อย่างลื่นไหล หรือการชมภาพยนตร์ความละเอียดสูงระดับ Full HD ได้อย่างคมชัดเต็มตา

และด้วยความที่ Samsung Galaxy A6+ นั้นเป็นรุ่นใหญ่ใน Series นี้ จึงทำให้มีความพิเศษกว่า Galaxy A6 ในหลายๆ ด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ กล้องถ่ายภาพ โดยเฉพาะกล้องดิจิทัลด้านหลังที่เป็นแบบ Dual Camera ความละเอียด 16+5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED ซึ่งจากการทดสอบก็พบว่ากล้องถ่ายภาพด้านหลังสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างคนชัดทั้งในสภาวะแสงปกติ หรือในสภาวะแสงน้อย นอกจากนี้ ยังมีโหมดถ่ายภาพ Live Focus สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอเพื่อให้ตัวแบบดูโดดเด่นมากขึ้นได้ อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบของจุดโบเก้ได้ผ่านฟังก์ชัน Art Bokeh จึงทำให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพได้หลากหลาย และเพลิดเพลินมากขึ้นอีกด้วย (ซึ่งต่างจาก Galaxy A6 ที่เป็นกล้องเดี่ยว ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และไม่มีโหมดถ่ายภาพ Live Focus กับ ฟังก์ชัน Art Bokeh ให้ใช้งาน)

ส่วนทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.9 พร้อมไฟแฟลชในตัว (LED Flash) ก็ตอบโจทย์ในเรื่องของการถ่ายภาพได้ดีไม่แพ้กัน โดยจะเห็นได้ว่าภาพถ่ายที่ได้นั้นมีความคมชัด อีกทั้งยังมีโหมดถ่ายภาพหน้าสวยให้ใช้งาน ซึ่งผู้สามารถปรับค่าผิวเนียนได้มากถึง 8 ระดับ ตามความต้องการ ไม่เพียงเท่านั้น ทางด้านกล้องหน้าก็ยังสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอผ่านฟีเจอร์ Selfie Focus ได้เช่นเดียวกัน

อีกหนึ่งความน่าสนใจของบนสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือในเรื่องของหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Super AMOLED ความละเอียดระดับ FHD+ (2220x1080 พิกเซล) ขนาด 6 นิ้ว ในแบบ Infinity Display อัตราส่วน 18.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass ซึ่งประโยชน์ของหน้าจอแบบ Infinity Display นั้นช่วยให้ Samsung Galaxy A6+ นั้นมีพื้นที่หน้าจอแสดงผลเพิ่มมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดของตัวเครื่อง จึงทำให้ผู้ใช้สามารถรับชมคอนเทนท์ต่างๆ ได้อย่างเต็มตา เช่น ภาพยนตร์ หรือเล่นเกม

 

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องของการถ่ายภาพแล้ว ทางด้านการออกแบบดีไซน์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Full Metal-Unibody จึงทำให้ตัวเครื่องดูเรียบหรู และแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีความบางเฉียบเพียง 7.9 มิลลิเมตร บวกกับฝาหลังที่เป็นพื้นผิวแบบด้าน ทำให้ผู้ใช้สามารถพกพา หรือถือใช้งานได้อย่างคล่องตัว และเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ยากอีกด้วยทางด้านคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อกับราคาค่าตัว เริ่มตั้งแต่ รองรับฟังก์ชันการถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้า, รองรับฟังก์ชัน Always On Display, มีฟังก์ชัน Secure Folder บวกกับฟังก์ชัน Dual Messenger รวมแล้วจึงสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน Line หรือแอปพลิเคชันอีกหลายตัวที่รองรับ ได้พร้อมกันถึง 3 แอคเคานท์ในเครื่องเดียวกัน, รองรับฟังก์ชัน Multi Window สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน กับ Popup Window, รองรับการสั่งงานด้วยท่าทาง, มีระบบสแกนใบหน้า กับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, รองรับฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby, สำรองข้อมูลผ่านบริการ Samsung Cloud ได้สูงสุด 15 GB, รองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมช่องแยกสำหรับเพิ่มการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD, รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านระบบ 4G LTE กับ 3G, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos, รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่าย 4G (Voice over LTE) และแบตเตอรี่ขนาด 3500 mAh

ในส่วนของคุณสมบัติด้านการประมวลผล ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซ็ต ชิปเซ็ต Octa-Core Qualcomm Snapdragon 450 (SDM450) ที่มีความเร็วในการประมวลผล 2.2 GHz, หน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ Adreno 506, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4 GB, หน่วยความภายในขนาด 32 GB และขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.0 Oreo ถึงแม้ว่าจะเป็นสเปกเครื่องที่จัดอยู่ในระดับกลาง แต่จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกสามมิติสวยๆ หรือที่มีรายละเอียดเยอะๆ Samsung Galaxy A6+ ก็ตอบโจทย์ด้านการเล่นเกมได้ดี และไหลลื่นไม่แพ้สมาร์ทโฟนเรือธงเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังไม่มีการสะสมความร้อนที่ตัวเครื่องให้พบเจอ

และจากการทดสอบทั้งหมดที่ผ่านมา ก็อาจสรุปสั้นๆ ได้ว่า Samsung Galaxy A6 และ A6+ น่าจะเหมาะกับผู้ที่ตั้งงบสำหรับซื้อสมาร์ทโฟนไว้ไม่เกินหมื่น หรือหมื่นต้นๆ ซึ่งกำลังมองหาสมาร์ทโฟนกล้องคู่ พร้อมฟีเจอร์ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ, ตัวเครื่องเรียบหรูแข็งแรง จับถนัดมือ และยังมีฟีเจอร์ให้ใช้งานอย่างครบครัน เรียกว่าได้รับประสบการณ์ในการใช้งานที่ใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนเรือธงของค่ายอย่าง Samsung Galaxy S9 หรือ Galaxy S9+ ในราคาที่ย่อมเยากว่า ซึ่ง Samsung Galaxy A6 และ A6+ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับท่านใดที่สนใจก็สามารถหาซื้อ Samsung Galaxy A6 หรือ A6+ ได้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ทั้งที่งาน Thailand Mobile Expo 2018, Samsung Brand Shop หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วไปประเทศได้ในราคาเริ่มเพียง 8,900 บาท และ 10,900 บาท ตามลำดับ ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความสามารถโดยรวม หรือการที่เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Samsung สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Samsung ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Samsung Galaxy A6+ กับ Samsung Galaxy A6 มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

จุดเด่นของ Samsung Galaxy A6

- ตัวเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Full Metal-Unibody จึงทำให้ตัวเครื่อง มีความเรียบหรู และแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ
- รองรับระบบ สแกนใบหน้า กับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor) สำหรับตรวจสอบสิทธิ์ของการเข้าใช้งานเครื่อง และการเข้าถึงข้อมูลภายใน
- จอแสดงผลไร้ขอบแบบ  Super AMOLED Capacitive Touchscreen 16,700,000 สี ความละเอียด 1480x720 Pixels ขนาด 5.6 นิ้ว ในแบบ Infinity Display อัตราส่วน 18.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ Corning Gorilla Glass
- ฟังก์ชันถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้า พร้อมรองรับฟังก์ชัน Always-On Display
- รองรับฟังก์ชัน Multi Window สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน กับ Popup Window
- รองรับฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Octa-Core Exynos 7 Octa 7870 ความเร็วในการประมวลผล 1.6 GHz
- หน่วยประมวลผลภาพกราฟิกโดยเฉพาะ (GPU : Graphics Processing Unit) แบบ Mali-T830 MP1
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.0 Oreo
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 3 GB
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 32 GB และรองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash)
- กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสง f/1.7 พร้อมไฟแฟลช LED, มีโหมดถ่ายภาพหน้าสวย และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p)
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.9 พร้อมไฟแฟลชในตัว (LED Flash) พร้อมฟังก์ชัน 3-Step Lighting, Selfie Focus กับโหมดถ่ายภาพหน้าสวย และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p)
- รองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual SIM)
- สามารถใส่ใช้งานได้พร้อมกันทั้งซิมการ์ดที่ 1, ซิมการ์ดที่ 2 และการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่าย 4G (Voice over LTE)
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว (Global Positioning System : ระบบดาวเทียมนำร่อง)
- แบตเตอรี่แบบ Li-Ion Polymer 3500 mAh
- สำรองข้อมูลผ่านบริการ Samsung Cloud ได้สูงสุด 15 GB
- แอปพลิเคชัน Secure Folder กับฟังก์ชัน Dual Messenger พร้อมรองรับการใช้งาน Line/Facebook ได้ 3 แอคเคานท์พร้อมกันภายในเครื่องเดียว
- Samsung Galaxy A6 ราคา 8,900 บาท (มีให้เลือก 2 สี คือ ทอง และดำ)

 

จุดเด่นของ Samsung Galaxy A6+

- ตัวเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Full Metal-Unibody จึงทำให้ตัวเครื่อง มีความเรียบหรู และแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ
- รองรับระบบ สแกนใบหน้า กับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor) สำหรับตรวจสอบสิทธิ์ของการเข้าใช้งานเครื่อง และการเข้าถึงข้อมูลภายใน
- จอแสดงผลไร้ขอบแบบ  Super AMOLED Capacitive Touchscreen 16,700,000 สี ความละเอียด 2220x1080 Pixels ขนาด 6 นิ้ว ในแบบ Infinity Display อัตราส่วน 18.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ Corning Gorilla Glass
- ฟังก์ชันถนอมสายตาด้วยการลดแสงสีฟ้า พร้อมรองรับฟังก์ชัน Always-On Display
- รองรับฟังก์ชัน Multi Window สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน กับ Popup Window
- รองรับฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Octa-Core Qualcomm Snapdragon 450 (SDM450) ความเร็วในการประมวลผล 2.2 GHz
- หน่วยประมวลผลภาพกราฟิกโดยเฉพาะ (GPU : Graphics Processing Unit) แบบ Adreno 506
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.0 Oreo
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 4 GB
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 32 GB และรองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash)
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ซึ่งมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.9, ไฟแฟลชในตัว (LED Flash) พร้อมฟังก์ชัน 3-Step Lighting, Selfie Focus กับโหมดถ่ายภาพหน้าสวย และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p)
- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบ Dual Camera ความละเอียด 16+5 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับฟังก์ชัน Art Bokeh กับฟังก์ชัน Live Focus, มีไฟแฟลช LED และรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD (1080p)
- รองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual SIM)
- สามารถใส่ใช้งานได้พร้อมกันทั้งซิมการ์ดที่ 1, ซิมการ์ดที่ 2 และการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่าย 4G (Voice over LTE)
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว (Global Positioning System : ระบบดาวเทียมนำร่อง)
- แบตเตอรี่แบบ Li-Ion Polymer 3500 mAh
- สำรองข้อมูลผ่านบริการ Samsung Cloud ได้สูงสุด 15 GB
- แอปพลิเคชัน Secure Folder กับฟังก์ชัน Dual Messenger พร้อมรองรับการใช้งาน Line/Facebook ได้ 3 แอคเคานท์พร้อมกันภายในเครื่องเดียว
- Samsung Galaxy A6+ ราคา 10,900 บาท (มีให้เลือก 2 สี คือ ดำ กับน้ำเงิน)

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+

- ไม่รองรับการใช้บริการ Samsung Pay ผ่าน NFC หรือ MST
- ตัวเครื่องไม่รองรับการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- ยังคงใช้พอร์ต microUSB ไม่ใช่ USB Type-C
- ไม่มีปุ่มเรียกใช้งาน Bixby เหมือนกับ Galaxy S8, S9 หรือ Note 8
- ไม่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

ข้อมูลเพิ่มเติมของ Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+

เปิดราคา Samsung Galaxy A6 และ A6+ ทางการในไทย สุดเซอร์ไพรส์เริ่มเพียง 8900 บาท
พรีวิว (Preview) Samsung Galaxy A6 และ Galaxy A6+

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy A6
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy A6+

 

วันที่ : 13/11/2018