ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม mobile review >> รีวิว (Review) Samsung Galaxy S9 และ S9+ ยอดเรือธงเพื่อการถ่ายภาพใหม่ล่าสุด พร้อมฟีเจอร์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเก่า!



 
TMC Point

  8.67

การออกแบบดีไซน์

  9.0

ใช้งานง่ายและสะดวก

  8.5

คุณสมบัติเครื่อง

  9.5

ฟังก์ชันการใช้งาน

9.0

เสถียรภาพและประสิทธิภาพ

  9.5

ความคุ้มค่าต่อราคา

  6.5

 
   

รีวิว (Review) Samsung Galaxy S9 และ S9+

ยอดเรือธงเพื่อการถ่ายภาพใหม่ล่าสุด พร้อมฟีเจอร์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเก่า! ด้วยกล้องคู่ Super Speed Dual Pixel พร้อมรูรับแสงคู่ f1.5/f2.4, ระบบ Optical Zoom 2 เท่า, ระบบกันสั่น Dual OIS, วิดีโอ Super Slow Motion 960fps และฟังก์ชัน AR Emoji ผสานลำโพงคู่ AKG, จอขอบโค้ง Super AMOLED Infinity Display, ชิปเซ็ต Exynos 9810, RAM สูงสุด 6GB, ROM สูงสุด 256GB, Gigabit LTE และ Iris Scanner บนบอดี้กันน้ำดีไซน์ใหม่ที่แกร่งกว่าเดิม!

 

 Review Date (3 เมษายน 2561)
 

 

วิดีโอรีวิว (Video Review) Samsung Galaxy S9 และ S9+

วิดีโอรีวิวฉบับเต็ม Samsung Galaxy S9 และ S9+ เจาะลึกทุกฟีเจอร์เด่น พร้อมเปรียบเทียบ Galaxy S8 และ Note 8
 
 

 

 

 

สวัสดีครับ วันนี้ทีมงานเว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์ ก็ขอพาทุกท่านมาพบกับ Samsung Galaxy S9 และ Galaxy S9+ สองสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นพี่อย่าง Samsung Galaxy S8 ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอยู่แล้ว ให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นไปอีกขั้น โดยในคราวนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ประจำตัวคือ The Camera. Reimagined. ดังนั้นเรื่องของกล้องถ่ายภาพจึงมีสิ่งใหม่หลายๆ อย่างที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง พร้อมการปรับดีไซน์ใหม่, การประมวลผลที่เร็วแรงขึ้น, หน่วยความจำที่มากขึ้น, เทคโนโลยีเครือข่ายที่เร็วขึ้น และยังเป็นรุ่นแรกที่มาพร้อมกับลำโพงคู่อีกด้วย ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร และน่าสนใจขนาดไหน เชิญมาติดตามกันต่อในรีวิวได้เลยครับ

 

 

สรุปคุณสมบัติของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

 

รูปลักษณ์ภายนอก และการออกแบบดีไซน์ของ Samsung Galaxy S9 และ S9+ พร้อมเปรียบเทียบกับ Samsung Galaxy S8 และ S8+

หากจะพูดกันถึงเรื่องการออกแบบดีไซน์ของ Galaxy S9 กับ S9+ ก็คงต้องเอามาเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Galaxy S8 กับ S8+ นั่นเองครับ และสมาร์ทโฟนทั้ง 4 เครื่องที่พูดถึง ก็มาอยู่พร้อมกันตรงนี้แล้วครับ ทั้ง Samsung Galaxy S8, Galaxy S8+, Galaxy S9 และ Galaxy S9+

 

หากดูที่ด้านหน้า ดีไซน์โดยรวมของ Galaxy S9 นั้นก็ยังคงมาในแนวเดียวกันกับ Galaxy S8 ครับ นั่นคือเป็นแบบไร้กรอบไร้ปุ่มโฮม ด้วยจอ Infinity Display ขอบโค้ง ในอัตราส่วน 18.5:9 ที่แทบจะไร้ขอบจอ และไม่มีปุ่ม Home แบบ Hard Key อีกต่อไป โดยนำไปฝังอยู่ใต้หน้าจอแทน

 

และก็มีสิ่งหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ครับ นั่นคือชั้นฟิล์มสีดำในกระจกหน้าจอ ซึ่งช่วยให้บรรดาเซ็นเซอร์, ลำโพง หรือเลนส์กล้องที่อยู่ด้านบน ดูกลมกลืนกับตัวเครื่องมากยิ่งขึ้น มีความพรีเมียมมากกว่าเดิม และยังคงแสดงผลได้สวยคมชัดสีสันสดใส

 

ส่วนขนาดหน้าจอของ Galaxy S9 นั้นจะอยู่ที่ 5.8 นิ้ว เท่ากับรุ่นเดิมอย่าง Galaxy S8 รวมทั้ง Galaxy S9+ ก็จะมีหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว เท่ากับ Galaxy S8+ รุ่นเดิมเช่นกัน

 

ที่ด้านหลังตัวเครื่องก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่ให้ใช้งานได้ดีขึ้นครับ โดยจากเดิมใน Galaxy S8 เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะอยู่ในตำแหน่งที่นิ้วอาจจะเผลอไปโดนเลนส์กล้องได้ ดังนั้นใน Galaxy S9 จึงถูกย้ายมาไว้ที่ด้านล่างของเลนส์กล้องแทน ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้สะดวกแม่นยำมากขึ้น หรือโดยรวมๆ แล้วคือจากเดิมที่มีการจัดวางตำแหน่งในแนวนอน ก็เปลี่ยนมาจัดวางในแนวตั้งนั่นเอง

 

ส่วนไฟแฟลช LED กับเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ จากด้านซ้าย ก็ถูกย้ายมาอยู่ที่ด้านขวาของเลนส์กล้องแทน

 

กระจกขอบโค้งที่ด้านหน้า และด้านหลังนั้นใช้ดีไซน์แบบ Symmetrical คือมีความโค้งที่สมมาตรกัน ทั้งกระจกหน้าจอ และกระจกที่ด้านหลัง

 

ในด้านของวัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นตัวเครื่อง เป็นการผสมผสานกันระหว่างโลหะ กับกระจก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Metal-Glass นั่นเอง

 

โดยกระจกที่นำมาใช้ปกป้องหน้าจอ กับด้านหลังตัวเครื่อง คือกระจกขอบโค้งที่แข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษอย่าง Gorilla Glass 5 ซึ่งมีความโค้งในระดับ 6R

 

ส่วนกรอบตัวเครื่องเปลี่ยนมาใช้อะลูมิเนียมซีรีส์ 7000 ซึ่งแข็งแรงทนทานกว่าอะลูมิเนียมซีรีส์ 6000 ใน Galaxy S8 รุ่นเดิม

 

แม้ว่า Samsung Galaxy S9 กับ S9+ จะมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ถึง 5.8 นิ้ว และ 6.2 นิ้ว ตามลำดับ แต่ด้วยอัตราส่วนหน้าจอแบบ 18.5:9 กับขอบหน้าจอที่บางเฉียบ จึงช่วยให้ตัวเครื่องมีความผอมเพรียว, สามารถจับถือได้ถนัดมือ, พกพาสะดวก และมีความกะทัดรัดไม่แพ้สมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วทั่วไปเลยทีเดียว

 

และแน่นอนว่ายังคงมาพร้อมกับคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP68 หรือสามารถอยู่ใต้น้ำได้ลึกสูงสุด 1.5 เมตร เป็นเวลาต่อเนื่องสูงสุด 30 นาที แต่ก็ไม่แนะนำให้นำเครื่องไปใช้งานใต้น้ำโดยไม่จำเป็นนะครับ

 

จุดขายสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Samsung Galaxy S9 กับ S9+ ก็คือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ Samsung ที่มีลำโพงแบบคู่นั่นเอง หลังจากที่หลายๆ คนรอมานาน โดยอยู่ที่ด้านบน และด้านล่างของตัวเครื่อง นอกจากนี้ลำโพงยังถูกปรับจูนโดย AKG แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำของโลก พร้อมรองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 360 องศาแบบ Dolby Atmos และด้วย Dual High-Powered Amplifier จึงช่วยให้ระดับความดังของเสียงเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 40% เลยทีเดียว

 

ที่ด้านบนของหน้าจอประกอบไปด้วยไฟ LED สำหรับแสดงสถานะการทำงาน, ตัวฉายแสงม่านตา, Proximity Sensor กับ Ambient Light Sensor, ตัวฉายแสง Proximity, ลำโพงหูฟังสำหรับการสนทนา ซึ่งเป็นลำโพงเสียงในตัว, กล้องดิจิทัลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/1.7 ซึ่งเป็นโมดูลเดียวกันกับ Galaxy S8 และเซ็นเซอร์สแกนม่านตา

 

สำหรับหน้าจอแสดงผลนั้นเป็นแบบ Curved Super AMOLED ความละเอียดระดับ Quad HD+ ในอัตราส่วนแบบ 18.5:9 ในขนาด 5.8 นิ้ว สำหรับ Galaxy S9 และ 6.2 นิ้ว สำหรับ Galaxy S9+ ซึ่งถูกพัฒนาให้สามารถแสดงผลในที่กลางแจ้งได้ดีขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Adaptive Contrast Enhancement และรองรับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ Mobile HDR Premium อีกด้วย

 

อีกทั้งยังมาพร้อมกับฟังก์ชันกรองแสงสีฟ้า หรือ Blue Light Filter ซึ่งเราสามารถปรับระดับการกรองแสง และช่วงเวลาที่ต้องการใช้งานได้เองอย่างอิสระ

 

ที่ด้านล่างของหน้าจอจะมีแถบ Navigation Bar แบบฝังใต้หน้าจอ ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่มโฮม, ปุ่ม Recent Apps และปุ่มย้อนกลับ

 

โดยเราสามารถปรับแต่งแถบ Navigation Bar ตรงนี้ได้ด้วยนะครับ ทั้งสีพื้นหลัง, น้ำหนักของการกดปุ่มโฮม และรูปแบบการจัดเรียงของปุ่มทั้งสาม

 

ที่ด้านหลังของตัวเครื่องประกอบไปด้วย เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, กล้องเดี่ยวสำหรับ Galaxy S9, กล้องคู่สำหรับ Galaxy S9+, โดยกล้องของ Galaxy S9 เป็นกล้องเดี่ยวแบบ Super Speed Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสงขนาด f/1.5 กับ f/2.4 พร้อมไฟแฟลช LED กับเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ส่วนกล้องของ Galaxy S9+ เป็นกล้องคู่ ซึ่งแบ่งออกเป็นกล้อง Wide Angle Super Speed Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสงขนาด f/1.5 กับ f/2.4 และกล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสงขนาด f/2.4

 

ส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ จากเดิมใน Galaxy S8 นั้นอยู่ในตำแหน่งด้านขวาของกล้อง ซึ่งนิ้วอาจเผลอไปโดนเลนส์กล้องได้ง่าย ก็ถูกเปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่ที่ด้านล่างของกล้องแทน ซึ่งใช้งานได้ง่ายกว่า, แม่นยำกว่า และลดโอกาสที่นิ้วจะเผลอไปโดนเลนส์กล้อง ทั้งใน Galaxy S9 และ Galaxy S9+

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องประกอบไปด้วยไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน, ถาดซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot และแถบเสารับสัญญาณที่ด้านซ้าย กับด้านขวา

 

ซึ่งก็น่าเสียดายเล็กน้อยที่ Galaxy S9 ยังคงเลือกใช้ถาดซิมการ์ด Hybrid Slot เพราะแม้จะสามารถใส่ได้ 2 ซิมการ์ด แต่ช่องใส่ซิมการ์ดที่สองก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างซิมการ์ด กับการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วยช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับการสนทนา หรือบันทึกเสียง, ลำโพงเสียงตัวที่สอง ซึ่งถูกปรับดีไซน์ใหม่ และแถบเสารับสัญญาณที่ด้านซ้าย กับด้านขวา

 

ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องประกอบไปด้วยปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียง กับปุ่ม Bixby ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิม ส่วนกรอบโลหะด้านข้างจากเดิมที่มีพื้นผิวแบบมันวาว ก็เปลี่ยนมาเป็นพื้นผิวแบบด้านแทน

 

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีเพียงปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย

 

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S9+ กับ Galaxy Note 8

และเมื่อนำ Galaxy S9+ มาเทียบกับ Galaxy Note 8 ก็จะเห็นว่ามาพร้อมกับจอแบบ Infinity Display อัตราส่วนแบบ 18.5:9 เช่นเดียวกัน แต่ที่มุมตัวเครื่อง กับมุมหน้าจอของ Galaxy S9 จะมีความโค้งมนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะ Galaxy Note 8 เน้นเรื่องพื้นที่การใช้งานมากกว่านั่นเอง

 

สำหรับขนาดของหน้าจอจะต่างกันเล็กน้อย โดย Galaxy S9+ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.2 นิ้ว ส่วน Galaxy Note 8 จะมีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.3 นิ้ว และบรรดาเซ็นเซอร์, ลำโพง กับกล้องที่ด้านบน นั้นก็จะมีการจัดวางตำแหน่งที่คล้ายคลึงกัน

 

และด้วยชั้นฟิล์มสีดำที่ถูกเพิ่มเข้ามาในกระจกหน้าจอของ Galaxy S9+ จึงช่วยให้บรรดาเซ็นเซอร์ต่างๆ กับกล้องดิจิทัลที่ด้านบนนี้ดูมีความกลมกลืนเข้ากับแถบสีดำของกรอบหน้าจอมากกว่า Galaxy Note 8

 

ด้านดีไซน์โดยรวมนั้นเป็นแบบ Symmetrical เช่นเดียวกัน คือมีกระจกโค้งที่สมมาตรกัน ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ส่วนการจับถือแน่นอนว่าในฝั่งของ Galaxy S9+ นั้นจับได้ถนัดมือมากกว่า ด้วยขนาดตัวเครื่องที่เล็กกว่านั่นเอง

 

ส่วนวัสดุที่ใช้ก็เป็นแบบ Metal-Glass เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างกรอบโลหะอะลูมิเนียมซีรีส์ 7000 กับกระจก Gorilla Glass 5 ขอบโค้ง ทั้งหน้าจอ และด้านหลังตัวเครื่อง เรียกได้ว่ามีความแข็งแกร่ง และสวยงามพรีเมียมไม่แพ้กันทั้งคู่ แต่จุดที่ Galaxy S9+ ได้เปรียบกว่าก็คือมีลำโพงแบบคู่ติดตั้งมาให้ด้วยนั่นเอง

 

และเดิมทีกล้องคู่บน Galaxy Note 8 นั้นก็เรียกว่ายอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่พอมาเป็นกล้องคู่ใน Galaxy S9+ ก็ถูกพัฒนาให้ยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกขั้นครับ เริ่มที่ดีไซน์ที่ถูกปรับมาเป็นแนวตั้ง ซึ่งช่วยให้เซ็นเซอร์สแกนนิ้วอยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น นิ้วไม่เผลอไปโดนเลนส์กล้องอีกต่อไป โดยในส่วนของกล้อง Wide Angle ก็ถูกพัฒนามาเป็นแบบ Super Speed Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซึ่งสามารถปรับค่ารูรับแสงได้ทั้ง f/1.5 และ f/2.4

 

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

ภายในกล่องของ Samsung Galaxy S9 หรือ S9+ ก็มีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ครบครันพร้อมใช้งาน แทบไม่ต้องไปหาซื้อเพิ่มเติมเลยครับ

 

เริ่มตั้งแต่หูฟังคุณภาพสูงจากแบรนด์ AKG

 

พร้อมจุกยางสำรอง 2 คู่ 2 ขนาด

 

เคสใสแบบ Soft Case

 

อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่แบบ Adaptive Fast Charging

 

สาย USB Type-C

 

อะแดปเตอร์แปลง USB เป็น USB Type-C

 

อะแดปเตอร์แปลง microUSB เป็น USB Type-C

 

เข็ม SIM Door Key

 

และคู่มือการใช้งาน

 

กระจกกันรอยสำหรับ Samsung Galaxy S9 และ S9+

แต่จะเห็นว่าภายในกล่องไม่ได้แถมฟิล์มกันรอย หรือกระจกกันรอยมาให้ด้วย ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าจอ Infinity Display ขอบโค้งสวยๆ งามๆ ของ Galaxy S9 หรือ S9+ นั้นปลอดภัยจากการขีดข่วน หรือการกระแทกที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด วันนี้เราจึงมีกระจกกันรอยดีๆ มาแนะนำกันด้วยครับ

 

นั่นคือ Focus 3D Full Stick กระจกกันรอยกาวเต็ม ซึ่งมีชั้นกาวเต็มแผ่น จึงสามารถติดได้แนบสนิททั้งหน้าจอลงขอบโค้ง

 

ขอบไม่เด้ง, ฝุ่นไม่เข้า, ไม่มีฟองอากาศ, ไม่มีคราบรุ้ง, ปกป้องได้ถึงขอบโค้ง, ไม่มีจุด Dot Matrix มารบกวนสายตา

 

สัมผัสได้ลื่นไหล, กดง่ายไม่สะดุด

 

แข็งแกร่งระดับ 9H, ป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี, ป้องกันรอยนิ้วมือ และสามารถใส่เคสได้ทุกรูปแบบ

 

เรียกได้ว่าเป็นกระจกกันรอยที่ติดได้สวยลงตัว, ใช้งานได้มั่นใจ และเหมาะกับจอขอบโค้งของ Samsung Galaxy S9 กับ S9+ เป็นอย่างยิ่งครับ

 

หากท่านใดสนใจกระจกกันรอย Focus 3D Full Stick มาช่วยปกป้องหน้าจอของ Galaxy S9 หรือ S9+ ตอนนี้ก็มีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือจะสั่งซื้อออนไลน์ก็ได้เช่นกัน โดยมีราคาอยู่ที่ 1,290 บาทครับ

 

คุณสมบัติพื้นฐานของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

เครื่อง Samsung Galaxy S9 กับ S9+ ที่วางจำหน่ายในไทย คือโมเดล G960F และ G965F ตามลำดับ

 

โดยเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ได้ใช้งานชิปเซ็ตตัวท็อปใหม่ล่าสุดของ Samsung เองอย่าง Exynos 9810

 

และเป็นชิปเซ็ตที่มาพร้อมกับจีพียู หรือหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72

 

ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo ซึ่งถูกครอบทับด้วย Samsung Experience เวอร์ชัน 9.0

 

และรองรับการแสดงผลหน้า Home Screen แบบแนวนอน หรือแบบ Landscape ดังที่เห็นนี้ ซึ่งก็ดูเหมาะกับหน้าจอขนาดใหญ่ในอัตราส่วนแบบ 18.5:9 ส่วนการสลับระหว่างโหมด Portrait หรือ Landscape ก็เพียงแค่พลิกเครื่องเป็นแนวตั้ง หรือแนวนอนเท่านั้นเองครับ

 

มีหน่วยความจำ RAM ขนาด 4GB สำหรับ Galaxy S9 และ 6GB สำหรับ Galaxy S9+

 

มีหน่วยความจำ ROM ขนาด 64GB สำหรับ Galaxy S9 ส่วน Galaxy S9+ จะมีให้เลือก 3 ความจุ คือ 64GB, 128GB กับ 256GB และหากไม่พอก็สามารถใส่การ์ด microSD เพิ่มได้อีกสูงสุด 400GB ครับ

 

แบตเตอรี่ของ Galaxy S9 มีความจุอยู่ที่ 3000 mAh ส่วน Galaxy S9+ มีความจุอยู่ที่ 3500 mAh ซึ่งรองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง หรือ Fast Charging และรองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย

 

ภายในเครื่องมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแบบต่างๆ ติดตั้งมาให้อย่างครบถ้วน จะขาดไปก็เพียงแค่เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิเท่านั้น

 

รองรับเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูงแบบ Gigabit LTE Cat.18 ซึ่งมีความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.2 Gbps เลยทีเดียว

 

และแน่นอนว่าสามารถรองรับการจ่ายเงินผ่านบริการ Samsung Pay ได้ทั้งเครื่องอ่านแบบ NFC และ MST ซึ่งในบ้านเรามีการใช้งานกันแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการมาราว 1 ปีครึ่ง

 

กล้องถ่ายภาพของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

กล้องของ Samsung Galaxy S9 กับ S9+ นั้นใช้เซ็นเซอร์รับภาพแบบ Super Speed Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีชั้นของ DRAM และ Dual Pixel ในตัว จึงประมวลผลได้เร็วกว่าเซ็นเซอร์ทั่วไปถึง 4 เท่า และมาพร้อมเทคโนโลยี Multi-Frame Noise Reduction Processing ซึ่งลด Noise ในภาพด้วยการถ่ายภาพ 12 ภาพ แล้วประมวลผลรวมเป็นภาพที่ดีที่สุดเพียงภาพเดียว

 

และด้วยการประมวลผลอันรวดเร็วของเซ็นเซอร์รับภาพ Super Speed Dual Pixel นี้ ก็ช่วยให้สามารถถ่ายวิดีโอแบบ Super Slow Motion ได้ที่ความเร็วสูงถึง 960 เฟรมต่อวินาที พร้อมระบบ Motion Detection ซึ่งช่วยตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนไหว และถ่ายออกมาเป็นวิดีโอ Super Slow Motion ให้โดยอัตโนมัติ

 

หรือในบางครั้งที่ระบบ Motion Detection ไม่สามารถถ่ายในจังหวะที่เราต้องการได้ เราก็สามารถเลือกใช้การถ่ายแบบ Manual ซึ่งเราสามารถกำหนดจังหวะเองได้

 

เรียกได้ว่าการถ่ายวิดีโอแบบ Super Slow Motion ที่ความเร็ว 960 เฟรมต่อวินาทีนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญของกล้องถ่ายภาพบน Galaxy S9 และ S9+ เลยทีเดียวครับ

 

นอกจากนี้ตัวซอฟต์แวร์ยังมีการใส่เพลงเป็นพื้นหลังให้กับคลิปวิดีโอ Super Slow Motion ของเราโดยอัตโนมัติ แต่เราก็ยังสามารถเลือกเพลงเองในภายหลังได้ด้วยเช่นกัน เพื่อให้เพลงประกอบเข้ากับอารมณ์ของคลิปวิดีโอที่ถ่ายมามากที่สุด

 

ไม่เพียงเท่านี้ เรายังสามารถนำเอาคลิปวิดีโอ Super Slow Motion ที่ถ่ายไว้ มาตั้งเป็นวิดีโอพื้นหลังของหน้าจอ Lock Screen ได้ด้วยครับ เพียงแค่เลือกคลิปวิดีโอที่ต้องการ แล้วกดไปที่ Set as Wallpaper หรืออยากจะตัดคลิปเฉพาะช่วงเวลาที่ชอบก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

ส่วนการเปิดเล่นคลิปวิดีโอ Super Slow Motion ก็มีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน คือแบบ Loop ที่จะเล่นวนไปเรื่อยๆ, แบบ Reverse ที่จะเล่นย้อนกลับ และแบบ Swing ที่จะสลับการเล่นระหว่างไปข้างหน้า และย้อนกลับ ซึ่งช่วยให้คลิปวิดีโอ Super Slow Motion ดูมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

 

User Interface ของกล้องก็ถูกปรับใหม่ทั้งหมดครับ ซึ่งเราสามารถเลือกโหมดถ่ายภาพได้ด้วยการสไลด์หน้าจอไปด้านซ้าย หรือด้านขวา โดยประกอบไปด้วยโหมดอัตโนมัติ, โหมด Live Focus, โหมด Pro, โหมด Panorama, โหมดถ่ายภาพอาหาร, โหมด Super Slow Motion, โหมด AR Emoji และโหมด Hyperlapse

 

จุดขายสำคัญอีกอย่างก็คือกล้องของ Galaxy S9 กับ S9+ นั้นสามารถปรับรูรับแสงได้  2 ค่าด้วยกัน คือ f/1.5 กับ f/2.4 ซึ่งหากดูกันใกล้ๆ ก็จะเห็นว่าม่านรับแสงของกล้องสามารถย่อขยายได้จริงๆ คล้ายกับรูม่านตาของมนุษย์เรา

 

ซึ่งหากอยู่ในที่มืด ระบบก็จะเลือกใช้รูรับแสงที่ f/1.5 เพื่อให้สามารถเก็บแสงได้มากขึ้น (ภาพประกอบจาก Samsung ประเทศไทย)

 

หรือหากอยู่ในที่สว่าง ระบบก็จะเลือกใช้รูรับแสงที่ f/2.4 เพื่อเน้นความคมชัดของภาพนั่นเองครับ (ภาพประกอบจาก Samsung ประเทศไทย)

 

แต่หากเราต้องการเลือกขนาดของรูรับแสงด้วยตนเอง ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงเข้ามาที่โหมด Pro แล้วเลือกขนาดรูรับแสงที่ f/1.5 กับ f/2.4 ได้ตามต้องการ อย่างไรก็ดี เราไม่สามารถเลือกค่ารูรับแสงอื่นๆ นอกเหนือไปจากสองค่านี้ได้

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ AR Emoji ซึ่งจะช่วยสร้างใบหน้าของเราให้เป็นโมเดล 3 มิติได้ วิธีการสร้างก็เพียงแค่กด Creats My Emoji, กดถ่ายภาพ, เลือกเพศ, เลือกโทนของผิวหน้า, เลือกทรงผม, เลือกแว่นตา และเลือกเสื้อผ้า

 

เพียงเท่านี้ซอฟต์แวร์ก็จะช่วยสร้างใบหน้า 3 มิติของเราให้โดยอัตโนมัติ โดยเมื่อเราขยับใบหน้า โมเดล 3 มิติก็จะขยับตามไปด้วยดังที่เห็นนี้

 

และยังสามารถเลือกใช้โมเดล 3 มิติของคนอื่นที่เคยสร้างไว้แล้วได้ด้วยเช่นกัน หรือจะเลือกใช้โมเดลการ์ตูน 3 มิติสวยๆ ที่มีอยู่แล้วก็ยังได้

 

มีแว่นตา กับหมวก แบบ 3 มิติให้เลือกใช้ ซึ่งสามารถขยับมุมไปตามใบหน้าที่หันไปของเราได้

 

หากเปิดดูใน Gallery แอปพลิเคชัน AR Emoji จะสร้างโมเดล 3 มิติในรูปแบบต่างๆ ให้เราโดยอัตโนมัติไว้รวม 18 รูปแบบ 18 อารมณ์ด้วยกัน สามารถเลือกใช้งานได้ตามใจชอบ

 

โดยเป็นไฟล์แบบ GIF ที่เราสามารถนำไปใช้งานกับแอปพลิเคชันที่รองรับไฟล์ GIF ได้ทันที ทั้งแอปพลิเคชันของ Samsung เอง หรือแอปพลิเคชัน 3rd Party อื่นๆ

 

และแน่นอนครับว่าด้วยการที่เป็นกล้องคู่ จึงสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอด้วยโหมด Live Focus ได้เช่นเดียวกับ Galaxy Note 8 ซึ่งเราสามารถปรับระดับของการเบลอได้ 7 ระดับด้วยกัน, สามารถปรับโทนสีผิวได้

 

และยังมาพร้อมฟังก์ชัน Dual Capture ที่จะเก็บภาพ 2 ภาพพร้อมกัน ทั้งภาพแบบ Close-Up และภาพมุมกว้าง โดยเราสามารถเอามาเปิดดูในภายหลังได้

 

รวมทั้งสามารถปรับระดับของการเบลอในภายหลังได้ แม้จะกดถ่ายไปแล้วก็ตาม

 

นอกจากนี้จากปกติที่โบเก้บริเวณฉากหลังอาจเป็นได้แค่ดวงกลมๆ เล็กๆ แต่ใน Galaxy S9 เราสามารถใส่ฟิลเตอร์โบเก้ให้สวยงามขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปหัวใจ, รูปดาว, รูปผีเสื้อ, รูปเกล็ดหิมะ หรืออื่นๆ (ภาพประกอบจาก Samsung ประเทศไทย)

 

รองรับการซูมด้วยเลนส์ หรือ Optical Zoom ได้สูงสุด 2 เท่า และซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุด 10 เท่า เช่นเดียวกับ Galaxy Note 8

 

ระบบป้องกันการสั่นของ Galaxy S9 นั้นเป็นแบบเดี่ยว หรือ Single OIS ส่วนของ Galaxy S9+ จะมีใส่มาให้ทั้ง 2 กล้อง หรือที่เรียกว่า Dual OIS ซึ่งช่วยป้องกันการสั่นได้เป็นอย่างดี

 

ที่แถบด้านล่างของหน้าหลัก จะประกอบไปด้วยการตั้งค่า, การแสดงผลแบบ Full View หรือเต็มหน้าจอ, ไฟแฟลช, ฟิลเตอร์สีแบบต่างๆ ซึ่งมีทั้งฟิลเตอร์สำหรับภาพทั่วไป และฟิลเตอร์สำหรับภาพบุคคล

 

ไอคอนที่มุมซ้ายล่างคือฟังก์ชัน Bixby Vision เวอร์ชัน 2 ซึ่งแบ่งออกเป็นส่วนของการวิเคราะห์ตัวอักษร, รูปภาพ, สถานที่, ไวน์ และ QR Code

 

อย่างถ้าหากเราต้องการทราบว่าม้าสีทองตัวนี้คืออะไร เราก็สามารถให้ Bixby Vision ช่วยวิเคราะห์ภาพ และหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ได้ ซึ่งดูจากผลลัพธ์แล้วก็ถือว่าใกล้เคียงเลยทีเดียวครับ

 

และด้วยฟังก์ชันที่เพิ่มเข้ามาใหม่อย่าง Bixby Live Translation จึงช่วยแปลภาษาต้นทางให้เราได้กว่า 54 ภาษา ไปสู่ภาษาปลายทางได้ถึง 104 ภาษา อีกทั้งยังรองรับภาษาไทยได้อีกด้วย

 

ด้วยฟังก์ชัน Bixby Vision Place ไม่ว่าเราจะเดินอยู่ที่ใดของโลก ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าบริเวณนั้น มีสถานที่ใดที่น่าสนใจ หรือสถานที่ ที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นคืออะไร

 

กล้องด้านหลังสามารถกำหนดความละเอียดของภาพได้สูงสุดที่ระดับ 12 ล้านพิกเซล ในอัตราส่วนแบบ 4:3 พร้อมรองรับการบันทึกภาพเป็นไฟล์ RAW, ถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ที่ความเร็ว 60 เฟรมต่อวินาที พร้อมรองรับการบีบอัดไฟล์แบบใหม่ล่าสุดอย่าง HEVC H.265

 

รองรับการถ่ายภาพแบบ HDR, มีระบบโฟกัสแบบติดตามวัตถุ, เลือกได้ว่าในโหมด Super Slow Motion จะถ่ายแบบหลายช็อต หรือถ่ายช็อตเดียว

 

ส่วนกล้องด้านหน้ากำหนดความละเอียดได้สูงสุดที่ระดับ 8 ล้านพิกเซล ในอัตราส่วนแบบ 4:3, ถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 2K QHD พร้อมรองรับการบีบอัดไฟล์แบบ HEVC H.265 ด้วยเช่นกัน, รองรับการถ่ายภาพแบบ HDR

 

สามารถยกฝ่ามือ หรือแตะ Heart Rate Sensor เพื่อสั่งถ่ายภาพได้, มีฟังก์ชันปรับรูปทรงของใบหน้า, มีฟังก์ชัน Motion Photo, รองรับการสั่งถ่ายภาพด้วยเสียง และมีปุ่มชัตเตอร์แบบปรับตำแหน่งได้

 

ฟีเจอร์เด่น และแอปพลิเคชันที่น่าสนใจของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

Samsung Galaxy S9 กับ S9+ นั้นมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ชาญฉลาดแบบ Intelligent Scan ซึ่งผสานการทำงานของเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า กับเทคโนโลยีสแกนม่านตา เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแม่นยำในทุกสถานการณ์

 

เช่นหากอยู่ในที่มืด ใบหน้าของเราก็จะไม่ชัดเจน ระบบก็จะเลือกใช้การสแกนม่านตาแทน หรือหากอยู่ในที่กลางแจ้ง ซึ่งมีแดดจ้า ระบบก็จะเลือกใช้การสแกนใบหน้าแทน และในบางสถานการณ์ก็จะเลือกใช้ทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น

 

โดยระบบ Intelligent Scan สามารถใช้งานได้กับ Samsung Pass และการปลดล็อกหน้าจอ ซึ่งการปลดล็อกหน้าจอเราสามารถกำหนดได้ว่า จะให้เปิดหน้าจอพร้อมใช้งานทันที หรือว่าจะต้องปัดหน้าจอก่อนเข้าใช้งาน

 

มีแอปพลิเคชัน Secure Folder สำหรับปกป้องข้อมูลสำคัญ หรือข้อมูลส่วนตัวเอาไว้ ทั้งรูปภาพ, สมุดบันทึก, แอปพลิเคชัน และอื่นๆ โดยเราสามารถกำหนดลายนิ้วมือสำหรับใช้เข้า Secure Folder โดยเฉพาะแยกออกมาจากลายนิ้วมือสำหรับปลดล็อกหน้าจอได้

 

เมื่อกดที่ปุ่ม Recent Apps ก็จะเห็นรายการของแอปพลิเคชันที่เปิดใช้งานล่าสุด และสามารถแบ่งหน้าจอด้วยฟังก์ชัน Multi Window ได้ทันที โดยรองรับการเปิดเล่นวิดีโอบน YouTube ไปพร้อมกับการใช้งานแอปพลิเคชันอื่น รวมทั้งรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน ซึ่งเหมาะกับหน้าจอขนาดใหญ่ในอัตราส่วนแบบ 18.5:9 นี้

 

สามารถจับคู่สองแอปพลิเคชันที่เปิดอยู่นี้ หรือที่เรียกว่า App Pair ไว้บนหน้าจอ Home Screen ได้ภายในคลิกเดียว โดยการเรียกใช้ก็เพียงแค่กดทางลัดที่อยู่บนหน้า Home Screen ทั้ง 2 แอปพลิเคชันก็จะเปิดขึ้นมาคู่กันในแบบ Multi Window อย่างรวดเร็ว

 

มีฟังก์ชัน Snap Window ที่จะช่วยล็อกกรอบหน้าต่างตามขนาดที่เรากำหนดไว้ที่ด้านบนสุดของหน้าจอ ซึ่งช่วยให้ใช้งานพื้นที่ในหน้าต่างด้านล่างได้สะดวกมากขึ้น

 

มีฟังก์ชัน Popup Window สำหรับการย่อแอปพลิเคชันให้เป็นหน้าต่างขนาดเล็กที่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้อย่างอิสระ, ปรับขนาดได้ และกดซ่อนไว้ได้

 

ด้วยการที่เป็นจอขอบโค้ง จึงมาพร้อมกับฟังก์ชัน Edge Panel ด้วยครับ ซึ่งมีทั้ง Apps Edge, People Edge และ Smart Select โดยใน Apps Edge เราสามารถเลือกใส่ หรือเลือกลบทางลัดของแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้

 

และที่สำคัญคือเราสามารถสร้างทางลัดสำหรับการจับคู่แอปพลิเคชัน หรือ App Pair ได้ เช่นเราอยากจับคู่แอปพลิเคชัน Gallery กับแอปพลิเคชัน Google Maps ก็ให้กดเลือก พร้อมจัดลำดับว่าจะให้แอปพลิเคชันใดอยู่หน้าต่างด้านบน หรืออยู่หน้าต่างด้านล่าง เพียงเท่านี้ App Pair ที่เราสร้างไว้ ก็จะเข้าไปอยู่ในส่วนของ Apps Edge และสามารถเรียกใช้งานได้ง่ายๆ แล้วครับ

 

รองรับการใช้งาน Infinity Wallpaper ซึ่งออกแบบมาเพื่อจอแสดงผลแบบ Infinity Display โดยเฉพาะ

 

รองรับฟังก์ชัน Edge Lighting ซึ่งจะแสดงการแจ้งเตือนด้วยการฉายแสงสวยๆ บริเวณขอบของหน้าจอ โดยเราสามารถเลือกสไตล์ของ Edge Lighting ได้ 4 รูปแบบ ทั้งแบบ Basic, Multicolor, Glow และ Glitter รวมทั้งยังสามารถกำหนดความหนาของเส้นไฟได้ด้วยเช่นกัน

 

ยังคงมาพร้อมกับฟังก์ชันที่หลายคนชื่นชอบอย่าง Always On Display ซึ่งเป็นการแสดงนาฬิกา, การแจ้งเตือน และปุ่มโฮมในขณะที่ปิดหน้าจออยู่ สามารถกำหนดความสว่างได้ และกำหนดช่วงเวลาที่จะเปิดใช้งานได้

 

มีนาฬิกาให้เลือกใช้หลายรูปแบบหลายสไตล์ และกำหนดสีสันของนาฬิกาได้ ซึ่งการแสดงผลก็จะเป็นดังที่เห็นนี้ครับ

 

วิธีการปลดล็อกเข้าหน้า Home Screen ก็เพียงแค่สัมผัสที่ปุ่มโฮมติดๆ กันสองครั้ง

 

หน้า Home Screen มีให้เลือกทั้งโหมดมาตรฐาน และโหมดใช้งานง่าย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตา

 

เมื่อกดปุ่มโฮมค้างไว้ ก็จะเป็นการเรียกใช้ผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant

 

สามารถปรับแต่งหน้า Home Screen ได้ยืดหยุ่นเเช่นเคย ทั้งภาพพื้นหลัง, ธีม, วิดเจ็ต และอื่นๆ

 

เพียงสไลด์แถบ Notification Bar ที่ด้านบนของหน้าจอลงมา ก็จะพบกับทางลัดสำหรับเปิด-ปิดฟังก์ชันใช้งานต่างๆ มากมาย

 

มีแอปพลิเคชันพื้นฐานติดตั้งมาให้อย่างครบครัน ทั้งแอปพลิเคชันของ Samsung เอง, แอปพลิเคชันของ Google และแอปพลิเคชันของ Microsoft

 

สามารถเลือกเปิด-ปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ตามต้องการ

 

แอปพลิเคชัน Samsung Themes ก็คือศูนย์รวมคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Samsung โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นภาพพื้นหลัง, ธีม, ไอคอน และ Always On Display

 

แอปพลิเคชัน Gallery นั้นสามารถจัดกลุ่มประเภทของรูปภาพ หรือวิดีโอ ได้ค่อนข้างแม่นยำเลยทีเดียว เช่นใบหน้าของคน ก็สามารถแยกแยะได้อย่างถูกต้อง

 

มีฟังก์ชัน Video Enhancer สำหรับเพิ่มคุณภาพของวิดีโอ ให้มีความสว่างมากขึ้น และมีสีสันที่สดใสขึ้น

 

มีฟังก์ชัน Game Launcher, โหมดใช้งานด้วยมือเดียว, การสั่งงานด้วยเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, การเปิดใช้งานกล้องแบบด่วน, ฟังก์ชัน Smart Capture สำหรับจับภาพหน้าจอ, การปาดสันมือผ่านหน้าจอเพื่อจับภาพหน้าจอ, ฟังก์ชัน Dual Messenger และอื่นๆ อีกมากมาย

 

มาพร้อมกับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Bixby แต่สำหรับ Bixby Voice ขณะนี้รองรับได้เฉพาะภาษาอังกฤษ, เกาหลี และจีนกลางเท่านั้น

 

สำหรับใครที่เคยใช้งาน Samsung Connect มาก่อน ขณะนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น SmartThings เรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับจัดการกับระบบบ้านอัจฉริยะนั่นเอง ด้วยการเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านเข้าไว้ด้วยกัน และควบคุมการทำงานได้จากสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว หากท่านใดไม่เคยใช้งานแต่มีความสนใจ ก็สามารถเปิดดูวิธีใช้งานในเบื้องต้นก่อนได้ครับ

 

โดยเราสามารถสร้างซีนรูปแบบต่างๆ เอาไว้เรียกใช้งานในแต่ละสถานที่ หรือในสถานการณ์ที่ต่างกัน ได้ทันที

 

ด้วยการที่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจติดตั้งมาให้ การดูแลสุขภาพจึงง่ายขึ้นมาก อย่างเช่นหากเราอยากทราบว่าอัตราการเต้นของหัวใจของเราขณะนี้อยู่ที่เท่าไหร่ เราก็เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชัน Samsung Health แล้วเอานิ้วไปแตะที่เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ด้านหลังตัวเครื่องเท่านั้น

 

การย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเก่า มายัง Samsung Galaxy S9 หรือ S9+ นั้นง่ายมากๆ ครับ ด้วยแอปพลิเคชัน Smart Switch ซึ่งย้ายข้อมูลได้ทั้งแบบผ่านสาย USB, แบบไร้สาย และแบบผ่านการ์ดหน่วยความจำ

 

หากรู้สึกว่าเครื่องทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ก็แนะนำให้เรียกใช้ฟังก์ชัน Device Maintenance เพราะสามารถจัดการได้ทั้งแบตเตอรี่, การเลือกโหมดใช้งานที่เหมาะสม, จัดการหน่วยความจำ ROM, จัดการหน่วยความจำ RAM และจัดการระบบความปลอดภัย

 

สามารถตั้งค่าใช้งานต่างๆ เกี่ยวกับ Google ได้ภายในที่เดียว

 

แม้จะไม่ใช่ Galaxy Note แต่ก็มีแอปพลิเคชันดีๆ สำหรับการจดบันทึกมาให้ใช้งานด้วยครับ นั่นคือ Samsung Notes ซึ่งสามารถจดบันทึกได้หลายวิธี ทั้งการพิมพ์ข้อความด้วยคีย์บอร์ด, การเขียนลายมือด้วยปากกา และการเขียนลายมือด้วยพู่กัน

 

อีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Samsung ประทับใจมานานแล้วก็คือ Galaxy Gift นั่นเอง เพราะเหมือนกับเป็นศูนย์รวมโปรโมชั่น, ส่วนลด หรือของฟรี ต่างๆ มากมาย เพื่อผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Samsung โดยเฉพาะ ทั้งอาหาร, ขนม, เครื่องดื่ม, ที่พัก, บัตรชมภาพยนตร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, สมาร์ทโฟน, อุปกรณ์เสริม และอีกมากมาย

 

ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานในด้านต่างๆ ของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

สำหรับประสิทธิภาพของการเล่นเกมที่มีกราฟิกระดับสูง หรือมีรายละเอียดเยอะๆ นั้นก็เรียกได้ว่ามีความลื่นไหลไร้การสะดุด และตอบสนองได้อย่างแม่นยำฉับไวเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยประมวลผลตัวท็อปใหม่ล่าสุดอย่างชิปเซ็ต Exynos 9810, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 และหน่วยความจำ RAM ขนาดใหญ่สูงสุด 6GB ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเกมที่มีกราฟิกหนักขนาดไหน ก็สามารถรับมือได้แบบสบายๆ ครับ

 

และฟีเจอร์อีกอย่างที่น่าจะถูกใจบรรดานักเล่นเกมก็คือ Game Tools นั่นเอง เพราะสามารถเลือกฟังก์ชัน หรือปรับตั้งค่าต่างๆ สำหรับการเล่นเกมได้หลายอย่าง ทั้งการปิดระบบแจ้งเตือน, การล็อกปุ่มโฮม, การล็อกการสัมผัสขอบหน้าจอ, การล็อกปุ่ม Navigation Key, การล็อกระบบสัมผัสหน้าจอ, การจับภาพหน้าจอ และการบันทึกวิดีโอ

 

เมื่อนำ Samsung Galaxy S9 และ S9+ มาทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ก็พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 242,325 คะแนน สำหรับ Galaxy S9 และ 245,012 คะแนน สำหรับ Galaxy S9+ ซึ่งเป็นระดับคะแนนที่สูงมากทั้งคู่ และหากนำคะแนนมาเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นอื่นๆ ก็พบว่าได้คะแนนสูงที่สุดเลยทีเดียว

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench ก็พบว่าในฝั่งของ Galaxy S9 ได้คะแนน Single-Core อยู่ที่ 3,653 คะแนน  และคะแนน Multi-Core อยู่ที่ 8,778 คะแนน ส่วนในฝั่งของ Galaxy S9+ ได้คะแนน Single-Core อยู่ที่ 3,780 คะแนน และคะแนน Multi-Core อยู่ที่ 8,967 คะแนน ซึ่งหากนำคะแนนมาเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆ ก็พบว่าอยู่ในระดับสูงสุดเช่นเดียวกัน

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้านกราฟิกด้วยแอปพลิเคชัน 3DMark ก็พบว่าในฝั่งของ Galaxy S9 ได้คะแนน OpenGL อยู่ที่ 3,228 คะแนน และคะแนน Vulkan อยู่ที่ 2,850 คะแนน ส่วนในฝั่งของ Galaxy S9+ ได้คะแนน OpenGL อยู่ที่ 3,276 คะแนน และคะแนน Vulkan อยู่ที่ 3,019 คะแนน

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2.1 ด้วยแอปพลิเคชัน AndroBench ก็พบว่าได้ความเร็วของการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 815.34 MB/s สำหรับ Galaxy S9 และ 808 MB/s สำหรับ Galaxy S9+ ส่วนความเร็วของการเขียนข้อมูลอยู่ที่ 206.03 MB/s สำหรับ Galaxy S9 และ 204.95 MB/s สำหรับ Galaxy S9+

 

เปรียบเทียบภาพถ่ายในเบื้องต้น ระหว่าง Samsung Galaxy S9+ กับ iPhone X และ Google Pixel 2 XL

 

อุปกรณ์ในชุดจำหน่ายมาตรฐานของ Samsung Galaxy S9 และ S9+


 

สรุปผลการทดสอบ พร้อมราคา และข้อมูลการวางจำหน่ายของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

สรุปแล้วสำหรับ Samsung Galaxy S9 และ Galaxy S9+ นั้นก็เป็นเหมือนการนำเอาสมาร์ทโฟนรุ่นพี่ที่นับว่าดีเยี่ยมแทบทุกด้านอยู่แล้วอย่าง Galaxy S8 กับ Galaxy S8+ มาพัฒนาต่อยอดในหลายๆ จุด เติมเต็มให้มีความสมบูรณ์แบบลงตัวขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะเรื่องของกล้องถ่ายภาพ ตามคอนเซ็ปต์ The Camera. Reimagined. ด้วยเซ็นเซอร์รับภาพตัวใหม่ที่ถ่ายภาพได้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น, รูรับแสง 2 ขนาดที่ตอบโจทย์ได้ครบทั้งกลางวัน และกลางคืน, กล้องคู่ที่เบลอฉากหลังได้สวยเป็นธรรมชาติ, ระบบกันสั่นแบบ OIS และ Dual OIS, วิดีโอแบบ Super Slow Motion ที่เร็วถึง 960 เฟรมต่อวินาที, ฟังก์ชัน AR Emoji ที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการใช้งาน และการซูมแบบ Optical

ซึ่งนอกจากเรื่องของกล้องแล้ว ก็ยังมีการปรับปรุงรายละเอียดของดีไซน์ภายนอกให้ดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น, ลำโพงคู่เสียงกระหึ่มที่สมกับเป็นเรือธงตัวท็อป, ชิปเซ็ตที่เร็วแรงกว่าเดิม, รุ่นความจุที่มีให้เลือกหลากหลายขึ้น และอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ และเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพมากเป็นพิเศษ

 

ส่วนราคาในบ้านเรานั้นเริ่มต้นที่ 27,900 บาท สำหรับ Galaxy S9 ความจุ 64GB, 31,900 บาท สำหรับ Galaxy S9+ ความจุ 64GB, 33,900 บาท สำหรับ Galaxy S9+ ความจุ 128GB และ 37,900 บาท สำหรับ Galaxy S9+ ความจุ 256GB โดยมี 3 สีให้เลือกได้แก่ Lilac Purple, Coral Blue และ Midnight Black ท่านใดสนใจ ตอนนี้ก็มีวางจำหน่ายเรียบร้อยแล้วครับ สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Samsung Galaxy S9 และ S9+

- สรุปข้อมูล และข่าวอัปเดตล่าสุดของ Samsung Galaxy S9 และ S9+
- วิดีโอพรีวิว (Video Preview) Samsung Galaxy S9 และ S9+
- สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคาล่าสุดของ Samsung Galaxy S9
- สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคาล่าสุดของ Samsung Galaxy S9+

 

 

 

 

วิดีโอรีวิว (Video Review) Samsung Galaxy S9 และ S9+

วิดีโอรีวิวฉบับเต็ม Samsung Galaxy S9 และ S9+ เจาะลึกทุกฟีเจอร์เด่น พร้อมเปรียบเทียบ Galaxy S8 และ Note 8
 
 

 

 

 

วิดีโอพรีวิว (Video Preview) Samsung Galaxy S9 และ S9+

Samsung Galaxy S9 และ S9+ สัมผัสแรกเรือธงรุ่นที่ 9
 
 

 

 

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

:: ไปหน้าแรกเว็บไซต์ Thaimobilecenter | ไปหน้าแรก Mobile Focus ::

 

 

 


 













 รีวิว (Review) Vivo X21
สมาร์ทโฟน AI ตัวท็อปพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอรุ่นแรกของโลก ผสานกล้องคู่ และจอ FullView ดีไซน์ไร้ขอบ

[รายละเอียด]
 รีวิว (Review) Honor 10
เรือธงกล้องคู่ตัวท็อปของค่าย พร้อมจอไร้ขอบ บนบอดี้กระจกสุดเงางาม และชิปเซ็ต AI ตัวแรง ในราคาที่เอื้อมถึง

[รายละเอียด]
 รีวิว (Review) Samsung Galaxy A6 และ A6+
สมาร์ทโฟน A-Series ที่เป็นดั่ง S9 ย่อส่วน พร้อมกล้องหลังคู่ Art Bokeh

[รายละเอียด]
 รีวิว (Review) Honor 7X
สมาร์ทโฟนกล้องคู่สุดคุ้ม พร้อมจอ FullView FHD+ และสเปกจัดเต็ม บนบอดี้โลหะ ในราคาเพียง 7,490 บาท

[รายละเอียด]
 รีวิว (Review) Honor 7C
สมาร์ทโฟนกล้องคู่ พร้อมจอ FullView และสเปกคุ้มโดนใจ ในราคาเริ่มไม่ถึง 5 พันบาท!

[รายละเอียด]
 รีวิว (Review) OPPO F7
สมาร์ทโฟนกล้องหน้า AI Selfie HDR 25MP พร้อมจอ Super Full Screen 6.23 นิ้ว และสเปกจัดเต็ม ในราคาแค่หมื่นต้นๆ

[รายละเอียด]
รายการรีวิวมือถือทั้งหมด








เทียบสเปก Samsung Galaxy J4 / J6 / A6 / A6+ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ป้ายแดง มีฟีเจอร์เด่นอย่างไร รุ่นใดคุ้มค่าน่าเป็น
เทียบสเปก Samsung Galaxy J4 / J6 / A6 / A6+ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ป้าย 
วันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter ได้นำ Samsung Galaxy J4 / J6 / A6 / A6+ สี่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดมาทำกา
หลุดภาพ Samsung Galaxy A9 Star และ A9 Lite โชว์ดีไซน์กล้องคู่ด้านหลังแบบชิดขอบเป็นรุ่นแรกของตระกูล Galaxy มีลุ
หลุดภาพ Samsung Galaxy A9 Star และ A9 Lite โชว์ดีไซน์กล้องคู่ด้าน 
ในงาน Thailand Mobile Expo 2018 สัปดาห์ที่แล้ว Samsung เพิ่งจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นใหม่ Galaxy A6
หลุดข้อมูล Xiaomi Mi 8 SE ว่าที่เรือธงรุ่นรอง มาพร้อมชิป Snapdragon 710 รุ่นใหม่ กล้องหลังคู่พลัง AI และกล้องห
หลุดข้อมูล Xiaomi Mi 8 SE ว่าที่เรือธงรุ่นรอง มาพร้อมชิป Snapdrag 
ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ Xiaomi มีกำหนดการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ฉลองครบรอบ 8 ปี ซึ่งก็คือ Xiaomi Mi
Xiaomi Mi 8 อาจขายในไทยเป็นกลุ่มประเทศแรกจากคำใบ้บนทีเซอร์ล่าสุด คาดมาพร้อมระบบสแกนหน้า 3D และ Snapdragon 845
Xiaomi Mi 8 อาจขายในไทยเป็นกลุ่มประเทศแรกจากคำใบ้บนทีเซอร์ล่าสุด  
ยังคงมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องสำหรับ Xiaomi Mi 8 สมาร์ทโฟนเรือธงฉลองครบรอบ 8 ปี ซึ่งข้อมูลต่างๆ ก็เริ่มชั
Lenovo Z5 ว่าที่เรือธงจอไร้ขอบตัวจริง ยืนยันเปิดตัว 5 มิ.ย. นี้ คาดจัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 845, กล้องหน้
Lenovo Z5 ว่าที่เรือธงจอไร้ขอบตัวจริง ยืนยันเปิดตัว 5 มิ.ย. นี้ ค 
เรียกได้ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับ Lenovo Z5 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นต่อไปจากค่าย Lenovo บนคอนเซ็ป
เปิดตัว Honor 7S น้องเล็กรุ่นใหม่ กับดีไซน์ FullView Display, แบต 3020 mAh และ Android Oreo แบบแกะกล่อง ในราคา
เปิดตัว Honor 7S น้องเล็กรุ่นใหม่ กับดีไซน์ FullView Display, แบต 
ล่าสุดนี้ทางค่าย Honor ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนน้องเล็กรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ Honor 7S ที่มาพร้อมกับการดีไซน์พรีเม
เปิดตัว Nokia 5.1, Nokia 3.1 และ Nokia 2.1 สมาร์ทโฟนรุ่นอัปเกรดในราคาใกล้เคียงรุ่นเดิม เตรียมวางจำหน่ายทั่วโลก
เปิดตัว Nokia 5.1, Nokia 3.1 และ Nokia 2.1 สมาร์ทโฟนรุ่นอัปเกรดใน 
เมื่อคืนวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา HMD ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน Nokia รุ่นใหม่พร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ Nokia 5.1,
เปิดตัว Huawei Enjoy 8e Youth Edition มือถือรุ่นเล็กใหม่ล่าสุด ความครบเครื่องด้วยจอ 5.45 นิ้ว กล้อง 13 ล้าน แล
เปิดตัว Huawei Enjoy 8e Youth Edition มือถือรุ่นเล็กใหม่ล่าสุด คว 
หลังจากที่เปิดตัวมือถือระดับเรือธงอย่าง Huawei P20 Series รวมไปถึงมือถือระดับกลางรุ่นล่าสุดอย่าง Huawei n
แนะนำมือถือดีไซน์ FullView Display รุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ในราคาไม่เกิน 8,000 บาท กับการแสดงผลคมชัดเต็มตาในทุกรายล
แนะนำมือถือดีไซน์ FullView Display รุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ในราคาไม่เก 
เรียกได้ว่าหนึ่งในกระแสนิยมของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการดีไซน์โฉมใหม่ที่เพิ่มความพรีเ
Xiaomi Mi 8 หลุดกล่องบรรจุภัณฑ์ ยืนยันมาพร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 845 และกล้องคู่ (Dual Camera) บนดีไซน์จอไร้ขอบ
Xiaomi Mi 8 หลุดกล่องบรรจุภัณฑ์ ยืนยันมาพร้อมชิปเซ็ต Snapdragon 8 
เรียกได้ว่าเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงกำหนดการเปิดตัวสำหรับ Xiaomi Mi 8 ว่าที่เรือธงรุ่นต่อไปจากทาง
รายการอัพเดททั้งหมด



ราคามือถือ อัพเดทล่าสุด !!


Honor 10 13,990 บาท ราคาคงที่
Vivo X21 19,990 บาท
OPPO R15 Pro 19,990 บาท
Wiko Tommy3 2,990 บาท
Samsung Galaxy A6 8,900 บาท
Samsung Galaxy A6+ 10,900 บาท
Huawei Y7 Pro (2018) 4,990 บาท
Huawei nova 3e 10,990 บาท
Vivo Y71 5,400 บาท ราคาลดลง 100 บาท จากราคาเดิม 5,500  บาท
Vivo V7 6,600 บาท ราคาลดลง 100 บาท จากราคาเดิม 6,700  บาท
Huawei P20 19,990 บาท ราคาคงที่
Huawei P20 Pro 27,990 บาท ราคาคงที่
OPPO F7 128GB 14,990 บาท ราคาคงที่
OPPO F7 10,990 บาท ราคาคงที่
Vivo V9 9,900 บาท ราคาลดลง 100 บาท จากราคาเดิม 10,000  บาท
Nokia 1 2,740 บาท ราคาคงที่
Huawei Y9 2018 6,990 บาท ราคาคงที่
Nokia 7 Plus 13,900 บาท ราคาคงที่
Xiaomi Redmi 5 Plus 64GB 6,990 บาท ราคาคงที่
รายการ ราคามือถือ ทั้งหมด



อัพเดท ข่าวสารล่าสุด (New update)

Asus ZenFone 5 กวาดคะแนนจากเว็บไซต์ DxOMark ชูจุดเด่นกล้องคุณภาพสูงในราคาสบายกระเป๋า
Asus ZenFone 5 กวาดคะแนนจากเว็บไซต์ DxOMark ชูจุดเด่นกล้องคุ 
เปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล ZenFone 5 อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยไปเมี่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชูจุดเ
OPPO จับมือ TG FONE เปิดตัว OPPO R15 Pro พร้อมพรีออเดอร์ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน TG FONE ทุกสาขาทั่วประเทศ
OPPO จับมือ TG FONE เปิดตัว OPPO R15 Pro พร้อมพรีออเดอร์ได้แ 
สมาร์ทโฟนเรือธง OPPO R15 Pro ชูจุดเด่นที่กล้องหลังคู่ AI อัจฉริยะ 20 + 16 ล้านพิกเซล พร้อม AI Portrait Mo
OPPO ร่วมมือกับ TrueMove H เปิดตัว OPPO R15 Pro ที่งาน Thailand Mobile Expo2018
OPPO ร่วมมือกับ TrueMove H เปิดตัว OPPO R15 Pro ที่งาน Thail 
ทรูมูฟ เอช 4G HD Network ครอบคลุมทั่วไทย คมชัดสุดทั้งภาพและเสียงระดับ HD นำโดย นายทวนทอง ศรีวิเชียร ผู้อำ
OPPO ร่วมมือกับ AIS เปิดตัว OPPO R15 Pro ที่งาน Thailand Mobile Expo2018
OPPO ร่วมมือกับ AIS เปิดตัว OPPO R15 Pro ที่งาน Thailand Mob 
เปิดตัว สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก OPPO คือรุ่น R15 Pro ที่แรกที่งาน Thailand Mobile Expo ณ ศูนย์การประชุมแห่งช
โปรโมชั่นสุดพิเศษของ Vivo X21 ในงาน Thailand Mobile Expo 2018 วันที่ 24 -27 พ.ค. 2561 นี้ เท่านั้น!!!
โปรโมชั่นสุดพิเศษของ Vivo X21 ในงาน Thailand Mobile Expo 201 
Vivo X21 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอได้เจ้าแรกของโลกจากแบรนด์ Vivo ส
รายการอัพเดททั้งหมด


    Catalog มือถือ     market     Review มือถือ       Price ราคามือถือ     forum
Catalog มือถือ
Catalog มือถือ Nokia
Catalog มือถือ Samsung
Catalog มือถือ SonyEricsson
Catalog มือถือ i-mobile
Catalog มือถือ LG
Catalog มือถือ BlackBerry
ลงประกาศสินค้ามือถือ
สมัครสมาชิก
หน้าแรกตลาดซื้อขายมือถือ
 
หน้าแรกรีวิว
รีวิว มือถือ Nokia
รีวิว มือถือ Samsung
รีวิว มือถือ Motorola
รีวิว มือถือ LG
 

ราคามือถือ
ราคามือถือ Nokia
ราคามือถือ Samsung
ราคามือถือ Sony Ericsson
ราคามือถือ i-mobile
ราคามือถือ LG
ราคามือถือ BlackBerry
หน้าแรก cafe
Nokia club
ตั้งหัวข้อใหม่
 

© Copyright all rights reserved : ThaiMobileCenter.com