ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม mobile review >> รีวิว (Review) Huawei Mate 10 Pro สมาร์ทโฟนชิปเซ็ต AI รุ่นแรกของโลก พร้อมกล้องคู่ Leica f/1.6 และจอ FullView OLED 6 นิ้ว บนบอดี้ 3D Curved Glass ที่ไม่กลัวน้ำ!


รีวิว (Review) Huawei Mate 10 Pro :: รีวิว ทดสอบ มือถือ :: Thaimobilecenter.com


 
TMC Point

  8.67

การออกแบบดีไซน์

  8.5

ใช้งานง่ายและสะดวก

  8.0

คุณสมบัติเครื่อง

  9.5

ฟังก์ชันการใช้งาน

9.0

เสถียรภาพและประสิทธิภาพ

  9.5

ความคุ้มค่าต่อราคา

  7.5

 
   

รีวิว (Review) Huawei Mate 10 Pro

สมาร์ทโฟน Intelligent Machine ยอดอัจฉริยะ ด้วยชิปเซ็ต AI Kirin 970 รุ่นแรกของโลก! พร้อมนวัตกรรมขั้นสุดที่อัดแน่น ทั้งจอ FullView OLED HDR 6 นิ้ว, กล้อง AI Leica Dual Camera f/1.6, 12-Core Mali-G72 GPU, RAM 6GB, ROM 128GB, Android 8.0 Oreo, 4.5G LTE 1.2Gbps, Dual 4G, Huawei GEO, แบตเตอรี่ SuperCharge 4000 mAh, ระบบเสียง Hi-Fi พร้อมลำโพงคู่, การแปลภาษาด้วย AI และ PC Mode บนบอดี้ Symmetric 3D Curved Glass สวยพรีเมียมที่ไม่กลัวน้ำ!

 

 Review Date (1-ธันวาคม-2560)

ดูเหมือนยุคของโทรศัพท์มือถือกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง จากยุคที่โทรศัพท์มือถือที่เราเรียกว่า “Smartphone” หรือ “โทรศัพท์มือถือฉลาด” ครองโลกมายาวนานนับสิบปี จนมาถึงชั่วโมงนี้กำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่เราเรียกโทรศัพท์มือถือว่า “Intelligent Phone” หรือ “โทรศัพท์มือถืออัจฉริยะ” อย่างเต็มรูปแบบ ดั่งคอนเซ็ปต์ประจำตัวของ Huawei Mate 10 Series ที่ว่า “This is not a smartphone, This is an intelligent machine” นั่นเอง

สำหรับสมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 10 Series นั้นเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการแบบ Global Launch ไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ด้วยจุดขายสำคัญคือเทคโนโลยี Mobile AI สุดอัจฉริยะ ซึ่งก็นับเป็นเกียรติของทางทีมงานเว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์อีกครั้ง ที่ได้รับเชิญจากทาง Huawei ให้ไปเข้าร่วมงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่เราก็ได้รับเกียรติจากทาง Huawei ให้ไปร่วมงานเปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Mate 9 Series ซึ่งเปิดตัวที่ประเทศเยอรมนีเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่าทันทีที่ Huawei Mate 10 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทีมงานของเราก็ได้ทำการ พรีวิว (Preview) แกะกล่อง Huawei Mate 10 Pro พร้อมสรุปฟีเจอร์เด่น ให้ทุกท่านได้ชมกันไปเรียบร้อยแล้ว ท่านใดที่สนใจคลิกติดตามชมย้อนหลังกันได้ครับ

Huawei Mate 10 Series ที่เปิดตัวออกมานั้น แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อยได้แก่ Huawei Mate 10, Mate 10 Pro และ Mate 10 Porsche Design กับราคาเริ่มต้นที่ 699 ยูโร โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ที่น่าสนใจมากมาย

 

และหลังจากที่เฝ้ารอข่าวคราวความเคลื่อนไหวของ Huawei Mate 10 Series ในบ้านเรามาหลายสัปดาห์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทาง Huawei (ประเทศไทย) ก็ได้เชิญสื่อมวลชนสายไอที มาร่วมสัมผัสกับตัวจริงเสียงจริงของ Huawei Mate 10 Series แบบ Exclusive เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมได้เปิดเผยข้อมูลเรื่องราคา และวันวางจำหน่ายของสมาร์ทโฟน Huawei Mate 10 Series ในบ้านเราออกมาแล้ว โดยมีราคาอยู่ที่ 27,900 บาท พร้อมกับเปิดให้สั่งจอง Huawei Mate 10 Pro ล่วงหน้ากันไปแล้วเมื่อวันที่ 18-26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พร้อมกับรอรับเครื่องไปใช้งานกันได้ในวันนี้ (1 ธันวาคม 2560) เป็นวันแรก รวมถึงจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยวันนี้เป็นวันแรกเช่นเดียวกัน

แนวคิดโดยรวมของสมาร์ทโฟนตระกูล Mate Series ก็คือ การเป็นสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพสูง, มีจอแสดงผลที่ใหญ่ และมีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน บนตัวเครื่องที่มีขนาดที่กะทัดรัด ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมาตั้งแต่รุ่น Mate 7, Mate 8, Mate 9 และ Mate 9 Porsche Design มาจนถึงรุ่น Mate 10 ใหม่ล่าสุดนี้ โดยหากเทียบ Mate Series กับ P Series ในด้านของ Mate Series จะมีความเด่นในเรื่องของ “เทคโนโลยี” ส่วน P Series จะมีความเด่นในเรื่องของ “ไลฟ์สไตล์” ซึ่งก็เรียกว่าเด่นและตอบโจทย์ผู้ใช้งานไปคนละแบบ

 

ในส่วนของผู้เขียนเอง มีโอกาสได้รับเครื่อง Huawei Mate 10 Pro ใหม่แกะกล่อง มาทดสอบใช้งานแล้วมากกว่า 1 เดือน จนเรียกได้ว่ามีความคุ้นเคยกับ Huawei Mate 10 Pro รุ่นนี้พอสมควร ดังนั้นในวันนี้จึงถือโอกาสนำประสบการณ์จากการใช้งาน Huawei Mate 10 Pro ที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ มาสรุปเป็นรีวิวให้ทุกท่านได้ชมกันแบบเจาะลึกเลยทีเดียวครับ

 

รูปลักษณ์ภายนอก และการออกแบบดีไซน์ของ Huawei Mate 10 Pro

Huawei Mate 10 Pro นั้นมีดีไซน์ที่เรียกว่า Symmetric Design ซึ่งมีจุดเด่นคือมีความสมมาตรกันในทุกองค์ประกอบ อีกทั้งชิ้นงานในส่วนต่างๆ ยังมีรายละเอียดที่สวยงามประณีตเป็นพิเศษ

 

โดยวัสดุที่นำมาใช้นั้นเป็นการผสมผสานกันระหว่างโลหะ กับกระจกโค้ง (3D Curved Glass) ซึ่งด้วยกระจกโค้งด้านหลังตัวเครื่องนี้เองที่ช่วยให้เมื่อจับถือแล้วมีความกระชับกับอุ้งมือของผู้ใช้งาน

 

ตัวกระจกโค้งที่เห็นนี้จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยชั้นย่อยถึง 5 ชั้นด้วยกัน ได้แก่ Gorilla Glass ที่สร้างความโค้งที่ชั้นนอกสุด, NCVM Coating ที่ใช้แสดงสีสัน, UV Carving ที่ใช้แสดงเงาสะท้อน กับลวดลาย, PET Film ที่เป็นพื้นผิวที่ซ้อนด้านใน และ Ink Flim ที่ใช้เป็นสีพื้นหลัง

 

ตัวเครื่องถูกออกแบบให้มีความกะทัดรัด สามารถจับถือได้อย่างถนัดมือ และมองเห็นรายละเอียดต่างๆ บนหน้าจอแสดงผลได้ง่าย ดังนั้นถึงแม้ว่า Mate 10 Pro จะมีหน้าจอที่ใหญ่ถึง 6 นิ้ว แต่ตัวเครื่องจริงๆ กลับมีความกะทัดรัดผอมเพรียวเทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่มีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว

 

หน้าจอของ Huawei Mate 10 Pro นั้นเป็นหน้าจอแบบ FullView Display บนอัตราส่วนแห่งอนาคตแบบ 18:9 ซึ่งสามารถแสดงผลได้กว้างเต็มตามากกว่าอัตราส่วน 16:9 แบบเติมๆ โดยเป็นจอ OLED HDR ที่มีขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้ว พร้อมความละเอียดระดับ Full HD+ (2160x1080 พิกเซล), มีค่าความเปรียบต่างสูงสุด (Contrast Ratio) ถึง 70,000:1 และมีค่าความอิ่มตัวของสี (Color Saturation) ในระบบ NTSC ที่สูงถึง 112%

 

ที่ด้านบนของหน้าจอประกอบไปด้วยไฟ LED สำหรับแสดงสถานะการทำงาน หรือการแจ้งเตือน, เซ็นเซอร์ Proximity, เซ็นเซอร์ Ambient Light, ลำโพงหูฟังสำหรับการสนทนา ซึ่งใช้งานเป็นลำโพงเสียงตัวที่สองด้วยในตัว (Second Speaker) และกล้องดิจิทัลด้านหน้า ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI Selfie และรูรับแสงขนาด f/2.0

 

ส่วนที่กรอบด้านล่างไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ เนื่องจากปุ่มควบคุมการทำงานต่างๆ ถูกนำไปไว้ที่ขอบล่างของหน้าจอแสดงผลแทน

 

หากเทียบกับไอโฟนตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iPhone X ในฝั่งของ Huawei Mate 10 Pro จะมีพื้นที่ใช้งานบนหน้าจอมากกว่าประมาณ 16%

 

และสำหรับอัตราส่วนของหน้าจอต่อตัวเครื่อง (Screen-to-Body Ratio) ของ Mate 10 Pro จะมีค่าอยู่ที่ 81.61% ในขณะที่ iPhone X จะมีค่าอยู่ที่ 81.36%

 

และเมื่อเทียบกับ iPhone 8 Plus ที่มีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ก็พบว่าขนาดตัวเครื่องของ Huawei Mate 10 Pro นั้นกลับเล็กกว่าแม้จะมีหน้าจอใหญ่กว่าที่ 6 นิ้วก็ตาม

 

ซึ่งสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งก็คงจะมาจากขนาดของขอบหน้าจอ (Bazel) นั่นเอง โดย Mate 10 Pro มีขอบจอด้านบน-ด้านล่าง-ด้านข้าง ที่บางเพียง 8.4 มิลลิเมตร-9.2 มิลลิเมตร-3.0 มิลลิเมตร ตามลำดับ ในขณะนี้ iPhone 8 Plus มีขอบจอด้านบน-ด้านล่าง-ด้านข้าง ค่อนข้างหนาที่ 18.4 มิลลิเมตร-18.4 มิลลิเมตร-4.8 มิลลิเมตร ตามลำดับ

 

รองรับคอนเทนต์แบบ HDR10 ซึ่งให้ภาพที่สว่างกว่า, สวยงามกว่า และมีความลึก หรือมีมิติของสีมากกว่า และหากเป็นคลิปวิดีโอในอัตราส่วนแบบ 18:9 ก็จะสามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่ของหน้าจอเลยทีเดียว

 

หรือหากคลิปวิดีโอไหนไม่ใช่อัตราส่วนแบบ 18:9 ก็มีฟังก์ชันปรับให้แสดงผลเต็มหน้าจอได้เช่นกัน เพียงแต่สัดส่วนของวัตถุในภาพอาจถูกขยายออก และจะดูผิดเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อย

 

และถ้าหากผู้ใช้อยากรับชมวิดีโอไปด้วย พร้อมใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ด้วย ก็สามารถย่อหน้าจอวิดีโอให้มีขนาดเล็กลงได้ทันที

 

และรองรับฟังก์ชัน Always-On Display ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ได้ตลอดเวลาบนหน้าจอ Lock Screen

 

ที่ด้านหลังของตัวเครื่องประกอบไปด้วยกล้องคู่ (Dual Camera) ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Leica เช่นเคย โดยมีความละเอียดที่ 12+20 ล้านพิกเซล (RGB+Monochrome) พร้อมเลนส์ SUMMILUX-H ที่มีรูรับแสงกว้างที่สุดถึง f/1.6, ไฟแฟลชแบบคู่, เซ็นเซอร์สำหรับระบบโฟกัสภาพ 4-in-1 Hybrid Autofocus และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

 

เส้นคาดแถบใหญ่ที่ด้านหลัง (Signature Stripe) ก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็น Mate 10 Pro ได้เป็นอย่างดี

 

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าประทับใจ Huawei Mate 10 Pro ก็คือระบบสแกนลายนิ้วมือแบบขั้นตอนเดียว (One-Tap Unlock) นั่นคือเพียงแค่แตะนิ้วที่เซ็นเซอร์ในขณะที่หน้าจอดับ หน้าจอก็จะเปิดพร้อมใช้งานทันที โดยไม่ต้องเสียเวลามาปัดหน้าจออีกครั้งเหมือนกับสมาร์ทโฟนทั่วไป และสามารถอ่านลายนิ้วได้รวดเร็วภายในเวลาเพียง 0.33 วินาทีเท่านั้น

 

รวมทั้งการวางตำแหน่งของตัวเซ็นเซอร์ยังถูกออกแบบให้เข้ากับธรรมชาติของการจับถือตัวเครื่องของผู้ใช้งานมากที่สุด, มีลักษณะเป็นหลุมกลมที่ลึกลงไป และแยกออกมาจากส่วนอื่นๆ อย่างชัดเจน จึงช่วยลดโอกาสที่นิ้วจะไปโดนเลนส์กล้อง หรือไฟแฟลชที่ด้านหลังโดยไม่ตั้งใจ

 

นอกจากเราจะสามารถใช้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยแล้ว เราก็ยังสามารถนำไปใช้งานในด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น การถ่ายภาพ, การรับโทรศัพท์ หรือการหยุดนาฬิกาปลุก เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยของข้อมูลภายในตัวเครื่องก็มีให้ใช้งานเช่นเดียวกัน เช่น Safe ที่จะเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูลในส่วนนี้ได้ หรือ Private Space ที่เป็นการสร้างพื้นที่จำลองขึ้นมา โดยใช้ลายนิ้วมือที่บันทึกไว้สำหรับการยืนยันตัวตน และเจ้าของลายนิ้วมือนี้เท่านั้นที่จะเข้าใช้งาน Private Space ได้

 

ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีเพียงช่องใส่ถาดซิมการ์ด โดยเป็นถาดซิมการ์ดที่รองรับการใช้งานได้สองซิมการ์ดพร้อมกัน (Dual SIM) พร้อมรองรับเทคโนโลยี Dual 4G และ Dual VoLTE หรือใช้งานกับเครือข่าย 4G ได้พร้อมๆ กันทั้งสองซิมนั่นเอง ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญเลยทีเดียว

 

เมื่อสังเกตที่ถาดซิมการ์ดก็จะพบว่ามีขอบยางกันน้ำเข้าอยู่ด้วย

 

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องประกอบไปด้วยปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียง และปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องประกอบไปด้วยแถบเสารับสัญญาณ 2 เส้น, ไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับการตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา และเซ็นเซอร์อินฟราเรดสำหรับใช้งานเป็นรีโมทควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วยแถบเสารับสัญญาณ 2 เส้น, ไมโครโฟนสำหรับการสนทนา หรือบันทึกเสียง, ช่องเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียง ซึ่งให้เสียงที่ดังฟังชัด, มีเสียงที่ไพเราะ และไม่แตกพร่าเมื่อเปิดในระดับสูงสุด

 

และตัวเครื่องของ Mate 10 Pro นั้นก็ยังมีคุณสมบัติของการป้องกัน-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 หรือเทียบได้กับการลงใต้น้ำได้ลึกสูงสุด 1 เมตร ต่อเนื่องได้สูงสุด 30 นาที นั่นเอง แต่อย่างไรก็ดี ก็ไม่แนะนำให้นำเครื่องไปใช้งานใต้น้ำอย่างจริงจัง เพราะในความเป็นจริงมีไว้เพื่อป้องกันความเสียหายจากอุบัติเหตุทางน้ำเท่านั้น เช่นเครื่องหล่นลงน้ำ, เครื่องโดนฝน หรือเครื่องโดนน้ำหกใส่

 

โดย Mate 10 Pro จะมีให้เลือกทั้งหมด 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีเทา-Titanium Grey, สีน้ำตาล-Mocha Brown, สีน้ำเงิน-Midnight Blue และสีชมพู-Pink Gold แต่อย่างไรก็ดี ที่เปิดให้จองในประเทศไทยขณะนี้มีให้เลือกเพียง 2 สีก่อนคือ สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน

 

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Huawei Mate 10 Pro

กล่องของ Huawei Mate 10 Pro เรียกว่ามีดีไซน์ที่ดูดีพรีเมียมเลยทีเดียว พร้อมแปะโลโก้ Leica ไว้อย่างชัดเจน และมีขนาดที่กะทัดรัด

 

เปิดกล่องออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง Huawei Mate 10 Pro สวยๆ งามๆ ประจำการอยู่ด้านใน ซึ่งมีฟิล์มกันรอยติดมาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาหาซื้อเพิ่มแต่อย่างใด

 

อุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาให้ภายในกล่องนับว่าครบครันพร้อมใช้งาน ทั้งเคส, เอกสาร-คู่มือการใช้งาน, เข็ม SIM Door Key, หูฟัง, สาย USB Type-C และอะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่แบบ SuperCharge

 

เคสที่แถมมาให้เป็นเคสแบบซิลิโคนที่ใช้วัสดุที่มีคุณภาพ และดูทนทานแข็งแรง

 

อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ SuperCharge ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแรก ที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากสถาบันทดสอบชื่อดังอย่าง TUV Rheinland

 

สาย USB Type-C อย่างดี ดูแล้วน่าจะมีความทนทาน ใช้งานได้นาน

 

เนื่องจาก Huawei Mate 10 Pro ไม่มีช่องต่อหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตรมาให้ มีเพียงช่อง USB Type-C ดังนั้นสำหรับใครที่ยังต้องการใช้หูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตรอยู่ ก็สามารถใช้ตัวแปลงจากพอร์ต 3.5 มิลลิเมตร เป็น USB Type-C ที่แถมมาให้นี้ได้

 

หูฟังแบบ Stereo ซึ่งคุณภาพเสียงจะเป็นอย่างไรนั้น หากมีโอกาสทางทีมงานจะทดสอบให้อีกครั้งหนึ่ง

 

ระบบประมวลผล, ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหน่วยความจำ ของ Huawei Mate 10 Pro

Huawei Mate 10 Pro นั้นมาพร้อมกับ Kirin 970 ชิปเซ็ตสมาร์ทโฟนตัวแรกของโลก ที่มี NPU (Neural-Network Processor Unit) ฝังอยู่ภายใน ซึ่งต่างจากชิปเซ็ตก่อนหน้านี้ ที่มีเพียงสองส่วนหลักคือ CPU (Central Processing Unit) + GPU (Graphics Processing Unit) โดย CPU จะทำหน้าที่ประมวลผลตัวเลข ส่วนในฝั่งของ GPU จะทำหน้าที่ประมวลผลกราฟิก ซึ่งเป็นการประมวลผลที่ตรงไปตรงมา แต่สำหรับ Kirin 970 นั้นมีด้วยกันถึง 3 ส่วน คือ CPU+GPU+NPU โดยส่วนของ NPU ที่เพิ่มเข้ามานั้นจะช่วยเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่นการทำให้ระบบเข้าใจได้ว่าวัตถุที่อยู่ตรงหน้านั้นคืออะไร ซึ่งรวมกันแล้วก็จะกลายเป็นสิ่งที่ Huawei เรียกว่า Mobile AI นั่นเอง

 

หากจะว่ากันง่ายๆ แล้ว AI Engine นี้ก็คือการทำงานร่วมกันของชิปเซ็ต Kirin 970 กับส่วนติดต่อผู้ใช้แบบ EMUI 8.0

 

หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ภายในชิปเซ็ต Kirin 970 นั้นประกอบไปด้วยซีพียู Quad-Core Cortex-A73 ความเร็ว 2.36 GHz กับซีพียู Quad-Core Cortex-A53 ความเร็ว 1.8 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลร่วม i7 co-processor ที่ช่วยเกี่ยวกับการทำงานของเซ็นเซอร์ต่างๆ ซึ่งโดยรวมแล้วมีการจัดการพลังงานได้ดีขึ้นราว 20% โดยเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังของชิปเซ็ต Kirin 970 นี้ก็คือสถาปัตยกรรมการผลิตในระดับ 10nm ที่ประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์กว่า 5.5 พันล้านชิ้นเลยทีเดียว

 

อีกทั้งยังเป็นชิปเซ็ตตัวแรกของโลกที่มาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) 12-Core Mali-G72 ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม 20% และจัดการกับการใช้พลังงานได้ดีขึ้น 50%

 

ด้วยการที่มี NPU กับระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพิ่มเข้ามา จึงช่วยให้ประสิทธิภาพด้านการประมวลผลนั้นดีขึ้น 25 เท่า และจัดการกับการใช้พลังงานได้ดีขึ้นอีก 50 เท่า เรียกว่าแรงกว่าเดิม แต่กลับใช้พลังงานน้อยลง

 

ซึ่งจากที่ Huawei ทดสอบด้วยการให้เครื่องวิเคราะห์ภาพถ่าย 100 ภาพ เปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ก็พบว่าสามารถวิเคราะห์ได้เร็วกว่าถึง 20 เท่า

 

และไม่ใช่ว่าพอใช้งานไปนานๆ แล้วประสิทธิภาพจะลดลง ดังที่เกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น เพราะจากที่นิตยสารเทคโนโลยีชื่อดังสัญชาติเยอรมนีนามว่า Connect ได้ทำการทดสอบมา พบว่าแม้ว่าจะใช้งานต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานถึง 18 เดือน ประสิทธิภาพโดยรวมนั้นจะลดลงเพียง 10.6% ซึ่งยังถือว่าทำงานได้รวดเร็วอยู่ ในขณะที่สมาร์ทโฟนคู่แข่งบางรุ่นนั้นอาจมีประสิทธิภาพลดลงได้ถึง 195%

 

แอปพลิเคชัน Phone Manager จะดูแลจัดการสมาร์ทโฟนให้พร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุดอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัย และการ Optimise แบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นด้วย

 

ซึ่งปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังก็คือสิ่งที่เรียกว่า AI Optimization หรือการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่มีระบบ Machine Learning ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของเราได้ โดยประกอบไปด้วย 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกันได้แก่ การทำนายพฤติกรรม (Behavior Prediction), การจัดสรรค์ทรัพยากร (Resource Allocation) และการล่วงรู้บริบท (Context Awareness) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วก็จะกลายเป็นความสามารถของการล่วงรู้พฤติกรรมของผู้ใช้งาน (User Behaviors) นั่นเอง

 

ผลลัพธ์ที่ได้จาก AI Optimization ข้างต้นก็คือ จะช่วยให้ระบบตอบสนองได้เร็วขึ้น 60% และมีความลื่นไหลของการใช้งานเพิ่มขึ้น 50%

 

ในด้านของหน่วยความจำแรม (RAM) ใน Mate 10 Pro นั้นมีขนาดใหญ่ถึง 6GB และเป็นแบบ LPDDR4X เรียกว่าเรื่องประสิทธิภาพ หรือความลื่นไหลนั้นหายห่วง ส่วนหน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูล (ROM) นั้นก็มีขนาดจุใจถึง 128GB แต่ก็น่าเสียดายเล็กน้อยที่ไม่สามารถใส่การ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD หรือแบบอื่นๆ เพิ่มเติมได้

 

และที่น่าสนใจก็คือ ทาง Huawei เปิดโอกาสให้นักพัฒนานำเอา Mobile AI นี้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อการต่อยอดได้แบบไม่รู้จบผ่านทาง Kirin AI API (Open AI Ecosystem)

 

กล้องถ่ายภาพ AI Leica Dual Camera และกล้อง AI Selfie ของ Huawei Mate 10 Pro

การถ่ายภาพด้วย Huawei Mate 10 Pro นั้น ทาง Huawei ได้ให้คำจำกัดความไว้อย่างชัดเจนว่า “Intelligent Photography” หรือการถ่ายภาพอันชาญฉลาด ซึ่งเกิดจาก 3 องค์ประกอบหลักได้แก่ กล้องแบบคู่ (Dual Camera), หน่วยประมวลผลภาพแบบคู่ (Dual ISP) และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Engine)

 

เลนส์ที่นำมาใช้กับกล้องคู่บน Mate 10 Pro นั้นเป็นเลนส์ SUMMILUX-H ที่มีขนาดรูรับแสงกว้างที่สุดในโลกถึง f/1.6 ทั้ง 2 เลนส์ ซึ่งพัฒนาร่วมกับแบรนด์กล้องชั้นนำของโลกอย่าง Leica โดยกล้องตัวที่หนึ่งนั้นใช้เซ็นเซอร์รับภาพสี (RGB) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องตัวที่สองใช้เซ็นเซอร์รับภาพขาว-ดำ (Monochrome) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล

 

ในด้านของระบบโฟกัสภาพนั้นเป็นแบบ 4-in-1 Hybrid Zoom ซึ่งเป็นการทำงานประสานกันของ 4 ส่วนย่อย ได้แก่ Laser, Depth, Contrast และ Phase Detection

 

ระบบการซูมภาพเป็นแบบ Hybrid Zoom หรือการซูมแบบไม่สูญเสียรายละเอียด (Lossless Zoom) โดยสามารถซูมแบบ Hybrid Zoom ได้สูงสุด 2 เท่า

 

ในส่วนของระบบป้องกันการสั่นไหวเป็นระบบกันสั่นด้วยเลนส์ หรือ OIS (Optical Image Stabilization) ซึ่งช่วยป้องกันการสั่นไหวได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังคงเป็นแบบ Single-OIS ไม่ใช่ Dual-OIS แต่อย่างใด

 

เบื้องหลังประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมในการทำงานของกล้อง Huawei Mate 10 Pro ก็คือหน่วยประมวลผลเพื่อการถ่ายภาพโดยเฉพาะใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า Dual ISP (Dual Image Signal Processor) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการจัดการงานมากขึ้น 25% และใช้เวลาในการตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น 15% รวมทั้งช่วยในการทำงานของระบบโฟกัสภาพแบบ 4-in-1 Hybrid Focus, การถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวด้วยการตรวจจับความเคลื่อนไหวของใบหน้า และวัตถุ รวมถึงการทำนายการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า อีกทั้งยังช่วยในการถ่ายภาพในที่แสงน้อย ทั้งการลดจุดรบกวน (Noise Reduction) และการปรับเปลี่ยนโหมดอัตโนมัติเมื่อตรวจพบว่ากำลังถ่ายภาพในที่แสงน้อย

 

ด้วยความชาญฉลาดของหน่วยประมวลผล Dual ISP จึงช่วยให้สามารถถ่ายภาพบุคคล หรือวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวได้อย่างคมชัดไม่พร่ามัว ด้วยการทำนายลักษณะของการเคลื่อนไหวไว้ล่วงหน้านั่นเอง

 

ไฮไลท์สำคัญที่สุดของกล้องถ่ายภาพบน Huawei Mate 10 Pro ก็คือการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยให้การถ่ายภาพมีความชาญฉลาดมากขึ้นนั่นเอง โดยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังก็คือหน่วยประมวลผล NPU ที่ฝังอยู่ในชิปเซ็ต Kirin 970 ที่ผ่านการเรียนรู้รูปภาพลักษณะต่างๆ มาแล้วมากกว่า 100 ล้านภาพ หรือหากให้เทียบกันง่ายๆ ก็คือเหมือนกับบัณฑิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้วนั่นเอง ดังนั้นด้วยฐานความรู้มหาศาลระดับนี้ เมื่อมองเห็นวัตถุ หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ก็จะทราบได้อย่างแม่นยำแบบทันทีทันใด (Real-Time) ว่าควรจะปรับเปลี่ยนโหมดการถ่ายภาพให้เป็นอย่างไร หรือตั้งค่ากล้องอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ราวกับช่างภาพที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วอย่างโชกโชน

 

สำหรับเทคโนโลยีการรับรู้วัตถุ และสภาพแวดล้อมข้างต้นนี้ (Objects and Scenes Recognized) สามารถรองรับกับสถานการณ์ของการถ่ายภาพที่แตกต่างกันได้ถึง 13 รูปแบบ ได้แก่ ตัวหนังสือ, อาหาร, เวที, ท้องฟ้า, หิมะ, ชายหาด, สุนัข, แมว, กลางคืน, พระอาทิตย์ตก, ต้นไม้, บุคคล และดอกไม้

 

วิธีการใช้งานระบบ AI ของกล้องถ่ายภาพ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องไปปรับตั้งค่าอะไรเพิ่มเติมแม้แต่น้อย เนื่องจาก AI จะช่วยคิดให้เองทั้งหมด โดยขณะอยู่ในโหมดถ่ายภาพปกติก็เพียงแค่ยกกล้องส่องไปยังบุคคล, วัตถุ หรือมุมที่ต้องการ กล้องก็จะรับรู้ได้เองว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นคืออะไร และจะปรับโหมด หรือปรับตั้งค่ากล้องให้เหมาะสมเองโดยอัตโนมัติ

 

ซึ่งหากเราสังเกตที่มุมล่างขวาของจอภาพ ก็จะเห็นว่ามีไอคอนหลากหลายรูปแบบปรากฏขึ้นมา เช่นหากเราส่องกล้องไปที่แมว ก็จะมีไอคอนรูปแมวปรากฏขึ้นมา ซึ่งลักษณะเฉพาะของแมวก็คือจะมีขนเส้นเล็กละเอียด ดังนั้นกล้องก็ต้องเน้นไปที่ความคมชัดมากเป็นพิเศษ

 

หากเราส่องกล้องไปที่คน ก็จะมีไอคอนรูปคนปรากฏขึ้นมา

 

หรือหากเราส่องกล้องไปที่อาหาร ก็จะมีไอคอนรูปส้อมกับมีดปรากฏขึ้นมา เป็นต้น ดังนั้นถึงแม้จะเป็นผู้ใช้ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ ก็สามารถถ่ายภาพให้สวยได้ไม่ยาก

 

ตัวอย่างการรับรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือดอกไม้

 

ตัวอย่างการรับรู้ว่าตอนนี้คือเวลากลางคืน หรือเป็นที่มืด

 

ตัวอย่างการรับรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือสุนัข

 

นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI Zoom สำหรับการซูมถ่ายเอกสารในระยะไกล ให้ตัวหนังสือ หรือข้อความมีความคมชัดมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่น เช่น iPhone 8 Plus หากซูมแบบดิจิทัล 8 เท่า (8x Digital Zoom) ก็จะพบว่าตัวหนังสือเมื่อถ่ายด้วยกล้องของ Huawei Mate 10 Pro นั้นจะมีความคมชัดมากกว่าที่ถ่ายด้วยกล้องของ iPhone 8 Plus อยู่พอสมควรเลยทีเดียว และยังมีเทคโนโลยี AI Bokeh ที่ช่วยให้การเบลอฉากหลังนั้นดูสวยเนียนเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

Huawei Mate 10 Pro มาพร้อมกับกล้องถ่ายภาพแบบคู่ (Dual-Camera) จาก Leica ความละเอียด 12+20 ล้านพิกเซล (RGB+Monochrome) พร้อมระบบการโฟกัสภาพแบบ 4 in 1 Hybrid Focus, ระบบ Huawei Hybrid Zoom และระบบการโฟกัสภาพแบบ OIS โดยที่มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.6 ทั้งสองเลนส์ โดยแอปพลิเคชันกล้องก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ Huawei อย่างครบครัน พร้อมเมนูใช้งานที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย

 

สำหรับแถบด้านบนจะเป็นฟังก์ชันต่างๆ สำหรับการถ่ายภาพ คือ ไฟแฟลช, โหมดรูรับแสง (Aperture) ซึ่งปรับค่ารูรับแสงได้ตั้งแต่ f/0.95-f/16, โหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait), โหมด Moving Picture, โทนสีของภาพ และปุ่มสลับเป็นกล้องด้านหน้า

 

สำหรับโหมดถ่ายภาพก็มีมาให้เลือกใช้งานอย่างครบครันในแทบทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น โหมดปกติ, ภาพขาวดำ, ถ่ายวิดีโอ, โหมด HDR, โหมด 3D Panorama, โหมด Panorama, โหมดถ่ายภาพกลางคืน, โหมด Light Painting, โหมด Time-lapse, โหมด Slow-Motion, ฟิลเตอร์ถ่ายภาพแบบต่างๆ, โหมดถ่ายภาพแบบใส่ลายน้ำ, โหมดสแกนเอกสาร, โหมดถ่ายภาพอาหาร และสามารถเลือกดาวน์โหลดโหมดถ่ายภาพอื่นๆ ได้อีก

 

หากปัดนิ้วขึ้นจากแถบด้านล่างก็จะเป็นการเข้าสู่โหมด Pro ที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าการถ่ายภาพต่างๆ ได้แบบเดียวกับกล้องโปร ตั้งแต่การวัดแสง, ความไวแสง, ความเร็วชัตเตอร์, ค่าชดเชยแสง, การโฟกัสภาพ และสมดุลสีขาว

 

ความละเอียดของภาพสูงสุดที่ 20 ล้านพิกเซล โดยผู้ใช้สามารถปรับความละเอียดของกล้องได้ในส่วนของการตั้งค่า

 

ผู้ใช้ท่านใดที่ชื่นชอบการถ่ายวิดีโอน่าจะชื่นชอบการใช้งานกล้องบน Huawei Mate 10 Pro มากยิ่งขึ้นเพราะการถ่ายวิดีโอสามารถใช้งานโหมดรูรับแสง (Aperture) ที่ปรับหน้าชัด-หลังเบลอได้ หรือถ่ายพร้อมโหมด Beauty ที่ปรับค่าผิวเนียนได้ด้วย นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถถ่ายวิดีโอด้วยโหมด Pro ได้ด้วยเช่นกัน โดยความละเอียดสูงสุดของการบันทึกวิดีโอ คือ ระดับ 4K Ultra HD

 

ไม่เพียงแค่กล้องด้านหลังเท่านั้น เพราะ AI ก็ยังเข้ามาช่วยในการถ่ายภาพของกล้องด้านหน้าด้วยเช่นกัน โดยเรียกว่า AI Selfie ซึ่งช่วยให้การถ่ายภาพภาพเซลฟี่นั้นมีความสวยงามเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งใบหน้าของคน และการเบลอฉากหลังที่แนบเนียนสมจริงมากขึ้น

 

สำหรับกล้องด้านหน้าก็ยังคงเมนูการใช้งานที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี โดยการถ่ายภาพแบบหน้าชัด-หลังเบลอ จะอยู่ในโหมด Portrait ซึ่งสามารถปรับค่าผิวเนียนได้ด้วย แต่ไม่สามารถปรับความเบลอในภายหลังได้เหมือนกับโหมด Aperture ของกล้องด้านหลัง

 

 สามารถถ่ายภาพนิ่งได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8 ล้านพิกเซล พร้อมทั้งมีโหมดให้เลือกใช้งานหลากหลาย ตั้งแต่โหมดปกติ, โหมด Panorama, โหมดถ่ายวิดีโอ, โหมด 3D Panorama, โหมด Time-Lapse, โหมด Filter, โหมด Watermark และอื่นๆ ที่สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้

 

สำหรับการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องด้านหน้าก็สามารถใช้งานโหมด Beauty และปรับค่าผิวเนียนได้เช่นกัน โดยความละเอียดของการบันทึกวิดีโอสูงสุดจะอยู่ที่ระดับ Full HD 1080p

 

นอกจากนี้ ภาพถ่ายใน Gallery ก็สามารถปรับแต่งในภายหลังได้ โดยมีโหมดปรับแต่งแบบต่างๆ ให้เลือกใช้พอสมควรเช่นกัน

 

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อของ Huawei Mate 10 Pro

ไม่เพียงแค่จะโดดเด่นในเรื่องของการประมวลผล กับกล้องถ่ายภาพเท่านั้น แต่ Huawei Mate 10 Pro ยังพกเอาสุดยอดเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อติดตัวมาด้วย โดยเฉพาะการเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่รองรับเครือข่าย 4.5G LTE Cat.18 ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 1.2Gbps ซึ่งความเร็วระดับนี้เกิดขึ้นได้ก็ด้วย 3 ปัจจัยสำคัญดังนี้คือ เทคโนโลยี 4x4 MIMO ที่รับ-ส่งสัญญาณได้ 4 เสาพร้อมๆ กัน, เทคโนโลยี 5CC CA ที่รวมคลื่นความถี่ได้สูงสุด 5 คลื่นความถี่ และเทคโนโลยี 256QAM ที่เพิ่มความสามารถของการบีบอัดข้อมูลจนทำให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี 64QAM อีกราว 30%

 

นอกจากนี้ Mate 10 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมเทคโนโลยี Dual 4G Dual VoLTE นั่นคือสามารถใช้งานระบบ 4G ได้พร้อมๆ กันทั้งซิมการ์ดที่หนึ่ง และซิมการ์ดที่สอง ดังนั้นปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับระบบสองซิมก่อนหน้านี้ก็จะหมดไป

 

ระบบนำทางของ Huawei Mate 10 Pro

ในด้านของระบบ GPS (ระบบดาวเทียมนำร่อง) หรือระบบนำทาง ก็นับว่ามีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน เนื่องจากการทำงานของระบบนำทางนั้นเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง GPS, Wi-Fi, G-Sensor และ Gyro รวมทั้งมีความสามารถระดับสูงอีกหลายอย่าง ตั้งแต่การติดตามแรงเฉื่อย, ข้อมูลแบบออฟไลน์, ความต่อเนื่องของการติดตามแม้ในขณะที่ไม่มีสัญญาณ, การรับข้อมูลระดับความกดอากาศ และการตรวจจับระดับความสูง

 

ดังนั้นระบบนำทางจึงมีความฉลาด, รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ หรือสถานที่ ที่ไม่เอื้ออำนวย เช่นในอุโมงค์, เครือข่ายถนนที่ซับซ้อน หรือบนทางด่วนที่มีถนนหลายชั้นซ้อนทับกันอยู่

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพด้วยแอปพลิเคชัน GPS Test ก็พบว่าแม้จะอยู่ภายในตัวอาคาร ตัวรับสัญญาณดาวเทียม (GPS) ใน Huawei Mate 10 Pro ก็ยังสามารถตรวจจับสัญญาณดาวเทียมหลายดวงได้อย่างรวดเร็ว และมีความแม่นยำ ดังนั้นหากอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งก็จะมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน

 

ระบบปฏิบัติการ และส่วนติดต่อผู้ใช้ของ Huawei Mate 10 Pro

Huawei Mate 10 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Android 8.0 Oreo โดยถูกครอบทับด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interface) เวอร์ชันล่าสุดของ Huawei เองอย่าง EMUI 8.0 ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ มากมาย และมีหลายๆ ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับจอ FullView ในอัตราส่วนแบบ 18:9 นี้โดยเฉพาะ

 

ความสามารถแรกที่น่าสนใจก็คือภาพพื้นหลังแบบ Dynamic Wallpaper ซึ่งภาพพื้นหลังสามารถปรับเปลี่ยนได้เองตามเวลา ตั้งแต่เช้า, กลางวัน ไปจนถึงกลางคืน แต่อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าฟีเจอร์นี้จะต้องรอการอัปเดตเฟิร์มแวร์ใหม่จากทาง Huawei ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้

 

หากใครที่ต้องการเปลี่ยน Theme หรือ Wallpaper ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตนเอง หรือตามความชื่นชอบ ในแอปพลิเคชัน Theme ก็มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ

 

ถ้าหากผู้ใช้รู้สึกว่าหน้าจอแสดงผลมีสีสันไม่ตรงตามความต้องการก็สามารถปรับตั้งค่าใหม่ได้ในเมนู Display โดยสามารถปรับใน Colour Mode หรือจะปรับอุณหภูมิสีเองในส่วนของ Colour Temperature ก็ได้เช่นกัน

 

และสำหรับผู้ที่ต้องการถนอมสายตา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องจ้องมองหน้าจอสมาร์ทโฟนนาน ก็มีฟังก์ชัน Eye Comfort ที่จะช่วยกรองแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่อาจทำอันตรายต่อสายตาออกไป

 

มีการออกแบบให้นำพื้นที่บนทุกๆ พิกเซลมาใช้งานให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยขอบด้านข้างที่บางเฉียบ และการนำปุ่มควบคุมต่างๆ ออกไป

 

ด้วยการที่มีการแสดงผลในอัตราส่วนแบบ 18:9 การแบ่งหน้าจอแนวนอนออกเป็น 2 คอลัมน์จึงทำได้ดี คล้ายกับการใช้งานแบบหลายคอลัมน์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นการเปิดดูสมุดจดบันทึกในแอปพลิเคชัน Notepad

 

แน่นอนว่าสามารถใช้งาน 2 แอปพลิเคชันพร้อมๆ กันได้อย่างเต็มที่ ด้วยการแบ่งออกเป็น 2 หน้าต่าง (ฟังก์ชัน Split Screen) เช่นการเปิดดู YouTube ไปพร้อมๆ กับการทำงานเอกสาร ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน

 

สำหรับการแสดงผลแบบเต็มหน้าจอ หรือ Full Screen Display ในสัดส่วน 18:9 นั้น ยังมีแอปพลิเคชันที่รองรับเพียงบางแอปพลิเคชัน ซึ่งก่อนจะเปิดใช้งานมักมีคำเตือนขึ้นมาก่อนว่า ถ้าหากเปิดใช้งานโหมด Full Screen 18:9 แล้วอาจทำให้สัดส่วนภาพผิดเพี้ยนไปได้บ้าง แต่ก็มีหลายๆ แอปพลิเคชันที่กำลังทยอยปรับให้รองรับกับหน้าจออัตราส่วนแบบ 18:9 แบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

สามารถเรียกแอปพลิเคชันที่ใช้งานบ่อยที่สุดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการกดค้างเพียงแค่ครั้งเดียว (One-Step Shortcut)

 

สมุดรายชื่อผู้ติดต่อมีการเชื่อมโยงกับโซเชียลเน็ตเวิร์กด้านอาชีพการงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Linkedin เอาไว้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 500 ล้านแอคเคานท์ ดังนั้นหากเพื่อนคนไหนในสมุดรายชื่อของเราเป็นสมาชิก Linkedin ก็จะมีข้อมูลแสดงให้เห็นทันที ทั้งชื่อ, ตำแหน่งงาน และองค์กรที่สังกัดอยู่ ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ที่กำลังมองหาทีมงานใหม่ หรือผู้ที่กำลังมองหางานใหม่

 

นอกจากนี้ยังรองรับซอฟต์แวร์จัดการอุปกรณ์พกพาในองค์กร หรือที่เรียกว่า MDM (Mobile Device Management) ซึ่ง Mate 10 Pro ถือเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มแรกๆ ที่รองรับบริการ Zero-Touch Enrollment ของ Google ซึ่งใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับจัดการกับอุปกรณ์ Android สำหรับการใช้งานในองค์กรได้โดยง่าย, มีระบบความปลอดภัยที่ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งยังมีการจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท MDM ชั้นนำอย่าง MobileIron กับ SOTI อีกด้วย

 

ระบบปฏิบัติการ และส่วนติดต่อผู้ใช้ของ Huawei Mate 10 Pro

Huawei Mate 10 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Android 8.0 Oreo โดยถูกครอบทับด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interface) เวอร์ชันล่าสุดของ Huawei เองอย่าง EMUI 8.0 ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ มากมาย และมีหลายๆ ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับจอ FullView ในอัตราส่วนแบบ 18:9 นี้โดยเฉพาะ โดยซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด ณ ขณะนี้ (1 ธันวาคม 2560) ก็คือเวอร์ชัน 113 (C432)

 

แบตเตอรี่ และการใช้พลังงานของ Huawei Mate 10 Pro

แบตเตอรี่ของ Huawei Mate 10 Pro นั้นมีความจุอยู่ที่ 4,000 mAh ซึ่งหากเทียบกับ iPhone X ที่มีแบตเตอรี่ความจุ 2,716 mAh ก็จะมากกว่าถึง 48%

 

และหากเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดของ Samsung อย่าง Galaxy Note 8 ที่มีแบตเตอรี่ความจุ 3,300 mAh ก็จะพบว่า Mate 10 Pro นั้นมีความจุของแบตเตอรี่ที่มากกว่า รวมถึงมีตัวเครื่องที่บางเฉียบมากกว่าเช่นกัน (Mate 10 Pro บาง 7.9 มิลลิเมตร ส่วน Galaxy Note 8 บาง 8.5 มิลลิเมตร) หรือมีความต่างกันราว 20%

 

หรือหากเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง Mate 9 ในฝั่งของ Mate 10 Pro จะใช้งานได้ยาวนานกว่า 30% ซึ่งหากเทียบเป็นการใช้งานก็คือ สามารถใช้งานแบบหนักๆ ได้มากกว่า 1 วัน และสามารถใช้งานแบบทั่วๆ ไปได้ราว 2 วัน

 

ซึ่งด้วยแบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh บวกกับระบบจัดการพลังงานที่ชาญฉลาด และระดับการบริโภคพลังงานที่ต่ำของชิปเซ็ต Kirin 970 จึงช่วยให้ประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานนั้นอยู่ในระดับสูงสุด โดยหากเทียบเป็นการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ก็คือสามารถเปิดดูคลิปวิดีโอได้นานต่อเนื่องสูงสุด 22 ชั่วโมง, สนทนาผ่านระบบ 3G ได้นานต่อเนื่องสูงสุด 25 ชั่วโมง, ท่องเว็บไซต์ได้นานต่อเนื่องสูงสุด 22 ชั่วโมง และฟังเพลงได้นานต่อเนื่องสูงสุด 80 ชั่วโมง

 

และแน่นอนว่า Mate 10 Pro นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงที่มีชื่อว่า Huawei SuperCharge ซึ่งนอกจากจะชาร์จได้อย่างรวดเร็วแล้ว ก็ยังมั่นใจเรื่องความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่ โดยหากเทียบกับ iPhone 8 Plus ด้าน Mate 10 Pro จะชาร์จได้เร็วกว่า 50% หรือคือสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 58% ภายในเวลาเพียง 30 นาที และชาร์จได้เร็วกว่าระบบชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย (Wireless Charging) ราว 4 เท่าตัว

 

มีโหมดประหยัดพลังงานให้เลือกใช้ 2 รูปแบบ คือ Power Saving Mode กับ Ultra Power Saving Mode หรือเราจะปรับลดความละเอียดของการแสดงผลลงมาเป็นที่ระดับ HD+ (1440x710 พิกเซล) เพื่อให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นก็ได้เช่นกัน

 

ที่เป็นไฮไลท์อีกอย่างก็คือเทคโนโลยี SuperCharge นี้เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแรกของโลกที่ได้การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากสถาบันทดสอบชื่อดังสัญชาติเยอรมนีอย่าง TUV Rheinland หลังจากผ่านการทดสอบแบบเข้มข้นกว่า 7 รูปแบบด้วยกันได้แก่

- ทดสอบจำนวนรอบใช้งานแบตเตอรี่ ด้วยการชาร์จความเร็วสูงรวม 600 รอบ
- ทดสอบจำนวนรอบใช้งานระบบ ภายใต้การชาร์จความเร็วสูงรวม 1,000 รอบ
- ทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่ภายใต้อุณหภูมิ -33 องศาเซลเซียส เป็นเวลาต่อเนื่อง 3 วัน
- ทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่ภายใต้อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส เป็นเวลาต่อเนื่อง 1 สัปดาห์ พร้อมมีการทดสอบที่อุณหภูมิสูงถึง 130 องศาในบางช่วงเวลา
- ทดสอบการถอด-ใส่หัวชาร์จแบตเตอรี่ เข้า-ออกช่อง USB-C รวม 10,000 รอบ รวมถึงทดสอบการใช้งานร่วมกับสายชาร์จ และอะแดปเตอร์จากผู้ผลิตรายอื่น
- ทดสอบการหล่นกระแทกพื้น (Drop Test) พร้อมตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่หลังการหล่นกระแทก โดยเฉพาะช่องว่างที่เกิดขึ้นภายในแบตเตอรี่
- ทดสอบการโอนถ่ายพลังงานผ่านการเชื่อมต่อแบบ USB (Universal Serial Bus Power Delivery Test)

ซึ่งการทดสอบที่เข้มข้นทั้ง 7 รูปแบบข้างต้นก็เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานแบตเตอรี่ใน Huawei Mate 10 Pro นั้นมีความปลอดภัยสูงสุด

 

ระบบเสียงของ Huawei Mate 10 Pro

ด้านเทคโนโลยีด้านเสียงใน Mate 10 Pro ก็นับว่าไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน ด้วยการรองรับไฟล์เสียงแบบ Lossless Audio หรือเสียงความละเอียดสูงแบบ Hi-Res Audio 384Kbps/32bit ได้ในตัว เรียกได้ว่ารองรับคุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi ได้อย่างครบวงจร

 

รองรับระบบเสียงแบบ 3 มิติ ด้วย 3D Histen Audio พร้อมทั้งสามารถเลือกใช้รูปแบบของเสียงให้เหมาะกับหูฟังแต่ละประเภทได้ด้วย ทั้ง In-Ear, Earbuds และ Head-Mounted

 

นอกจากนี้ AI ยังถูกนำเข้ามาช่วยในเรื่องของคุณภาพเสียงสำหรับการสนทนาอีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้ถูกเรียกว่า Huawei EasyTalk ซึ่งมีความสามารถอันชาญฉลาดมากมาย ตั้งแต่การเรียนรู้ลักษณะเสียงพูดของผู้ใช้, การตรวจจับเสียงกระซิบ และการลดระดับของเสียงรบกวนในสภาพแวดล้อม ไปพร้อมๆ การเพิ่มระดับเสียงพูดของผู้ใช้ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นเสียงสนทนาจึงมีความชัดเจน ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด

 

รการใช้งาน Huawei Mate 10 Pro เป็นคอมพิวเตอร์พกพาด้วย PC Mode

สำหรับ PC Mode คืออีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจมากๆ เพราะเราสามารถใช้ Huawei Mate 10 Pro เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาขนาดย่อมๆ ได้เลยทีเดียว ซึ่งหากจะเรียกว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่พกใส่กระเป๋ากางเกงได้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะเพียงแค่เราเชื่อมต่อเครื่อง Mate 10 Pro เข้ากับจอมอนิเตอร์, จอทีวี, เมาส์ หรือคีย์บอร์ด ผ่านทางตัวกลางที่เรียกว่า Huawei Mate Dock 2 เราก็สามารถใช้งานเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ได้แล้ว หรือหากไม่มีเมาส์ กับคีย์บอร์ด ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราสามารถใช้เมาส์ กับคีย์บอร์ดผ่านทางหน้าจอของ Mate 10 Pro แทนได้เช่นกัน โดยรองรับการทำงานแบบ Multi-Tasking และ Multi-Windows ได้เช่นเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป

 

การแปลภาษาด้วย AI ของ Huawei Mate 10 Pro

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ AI เข้ามาช่วยให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นก็คือการแปลภาษา ซึ่ง AI จะช่วยให้การแปลนั้นเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 300% โดยรองรับการแปลมากกว่า 50 ภาษา ทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ ส่วนการใช้งานก็ไม่ยาก เพราะใน Mate 10 Pro ได้ติดตั้งแอปพลิชันแปลภาษาเอาไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ฟังก์ชันหลักๆ ได้แก่ การแปลภาษาจากเสียงพูด, การแปลภาษาในห้องสนทนากับบุคคลอื่น, การแปลภาษาจากข้อความ และการแปลภาษาจากภาพถ่าย

 

ยกตัวอย่างการใช้งานการแปลภาษาจากภาพถ่าย เช่นหากเราเดินเข้าร้านอาหารในประเทศเยอรมนี เราก็คงจะหนีไม่พ้นเมนูอาหารภาษาเยอรมัน ซึ่งบางครั้งก็อาจไม่มีภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยกว่ากำกับไว้ให้ ดังนั้นก็คงยากที่จะเข้าใจว่าแต่ละเมนูคืออะไร แต่หากเรามี Mate 10 Pro เราก็เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันแปลภาษาขึ้นมา แล้วกดถ่ายภาพหน้าเมนูอาหาร AI ก็จะแปลข้อความภาษาเยอรมัน ให้เป็นภาษาอื่นๆ ให้เราได้ตามต้องการ ไม่เว้นแม้กระทั่งภาษาไทย

 

ฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันอื่นที่น่าสนใจของ Huawei Mate 10 Pro

Huawei Mate 10 Pro สามารถบันทึกภาพหน้าจอ (Screen Recording) ได้ทันที เหมาะสำหรับเหล่าเกมเมอร์ที่ต้องการบันทึกคลิปวิดีโอการเล่นเกม หรือสาธิตวิธีใช้งานในรูปแบบต่างๆ

 

มีแอปพลิเคชัน และบริการจาก Google ติดตั้งมาให้ใช้งานอย่างครบครัน

 

แอปพลิเคชันจาก Huawei หลายๆ ตัวก็น่าสนใจ และสามารถใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งการตรวจสภาพอากาศ, เครื่องคิดเลข, เครื่องบันทึกเสียง, ไฟฉาย, กระจก, รีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้า, บริการหลังการขาย, เข็มทิศ, สำรองข้อมูล, โคลนนิ่งข้อมูล และอื่นๆ

 

หากใครที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้งาน Huawei Mate 10 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ แต่ข้อมูลในเครื่องเก่าเยอะมากๆ ทาง Huawei ก็มีแอปพลิเคชัน Phone Clone ที่จะโคลนนิ่ง หรือคัดลอกข้อมูลสำคัญต่างๆ บนสมาร์ทโฟนเครื่องเก่ามาใส่ใน Mate 10 Pro ได้แบบอัตโนมัติ

 

แถบ Navigation Bar ก็สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งปุ่มควบคุมได้ตามความถนัดในการใช้งาน หรือถ้าหากคิดว่าหน้าจอใหญ่เกินไปจนใช้งานมือเดียวไม่ถนัดก็สามารถย่อหน้าจอลงมาได้ด้วยการปัดนิ้วที่แถบ Navigation Bar ไปด้านซ้าย หรือด้านขวา

 

ฟีเจอร์ App Twin ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเล่น Facebook ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์ในเครื่องเดียว และทำงานแยกจากกันอย่างอิสระ โดยไอคอนของแอปพลิเคชันตัวที่สองจะมีเลข 2 เป็นจุดสังเกตที่มุมล่างขวา

 

ทดสอบประสิทธิภาพการทำงาน (Benchmark) ของ Huawei Mate 10 Pro

เครื่อง Huawei Mate 10 Pro ที่นำมาทดสอบนี้เป็นโมเดล BLA-L29 ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยมาพร้อมกับชิปเซ็ต Kirin 970, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72, ระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo ซึ่งถูกครอบทับด้วย EMUI 8.0, หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB และหน่วยความจำ RAM ขนาด 6 GB

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ผลคะแนนรวมที่ได้คือ 176,461 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับหัวแถวเลยทีเดียว

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench ผลคะแนนในส่วนของ Single-Core จะอยู่ที่ 1,902 คะแนน และผลคะแนนในส่วนของ Multi-Core จะอยู่ที่ 6,788 คะแนน

 

เมื่อทดสอบความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลของชิปหน่วยความจำ ROM ความเร็วในส่วนของ Sequential Read ที่ได้จากการทดสอบ 2 รอบคือ 824.55 Mbps และ 819.68 Mbps ตามลำดับ ดังนั้นชิปหน่วยความจำ ROM ในเครื่องทดสอบนี้จึงน่าจะเป็นชิปหน่วยความจำแบบ UFS 2.1

 

มีเซ็นเซอร์พื้นฐานติดตั้งมาให้อย่างครบครัน ทั้ง Gyroscope และอื่นๆ ยกเว้นเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ

 

หน้าจอแสดงผล รองรับการสัมผัสพร้อมกันได้สูงสุด 10 จุด

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง AI Leica Dual Camera ของ Huawei Mate 10 Pro

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง AI Selfie ที่ด้านหน้าของ Huawei Mate 10 Pro

 

สรุปผลการทดสอบ พร้อมราคา และข้อมูลการวางจำหน่ายของ Huawei Mate 10 Pro

เรียกได้ว่า Huawei Mate 10 Pro รุ่นนี้เปิดตัวออกมาในฐานะ Intelligent Machine ได้อย่างสมศักดิ์ศรีสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดประจำปีของค่าย ด้วยความสมบูรณ์แบบในแทบทุกองค์ประกอบ ประกอบกับมีราคาค่าตัวที่เหมาะสม และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของวงการสมาร์ทโฟนโลกได้ในหลายๆ ด้าน เริ่มตั้งแต่การมาพร้อมกับชิปเซ็ต Kirin 970 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตสมาร์ทโฟนตัวแรกของโลกที่มี NPU ฝังอยู่ภายใน จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Mobile AI ซึ่งทำงานอยู่บนส่วนติดต่อผู้ใช้แบบ EMUI 8.0 ที่ช่วยให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้กลายเป็น Intelligence Machine ที่แสนจะชาญฉลาด อีกทั้งยังเป็นชิปเซ็ตตัวแรกของโลกที่มาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก 12-Core Mali-G72, กล้องคู่ Leica ที่มีขนาดรูรับแสงที่กว้างที่สุดในโลกถึง f/1.6, เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่รองรับเครือข่าย 4.5G LTE Cat.18 ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 1.2Gbps, เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมเทคโนโลยี Dual 4G Dual VoLTE, เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง (SuperCharge) จากสถาบัน TUV Rheinland

กับคำถามสำคัญที่ว่า แล้วระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ Mobile AI ใน Huawei Mate 10 Pro นั้นจะเข้ามาช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้อย่างเราดีขึ้น หรือง่ายขึ้นได้อย่างไร? เพราะสำหรับใครหลายๆ อาจดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว Mobile AI นั้นใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเข้ามาช่วยในเรื่องของการถ่ายภาพ ให้ไม่ว่าใครก็สามารถถ่ายภาพได้สวยงามในทุกสถานการณ์ทุกสถานที่ได้อย่างง่ายดาย และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าต้องตั้งค่ากล้องอย่างไร แค่เล็งมุมที่ชอบ แล้วกดถ่ายเท่านั้น ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ NPU ที่ผ่านการเรียนรู้มาแล้วอย่างโชกโชนกับภาพถ่ายมากกว่า 100 ล้านภาพ ดังนั้นไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบใด NPU ก็พร้อมรับมือเสมอ อีกทั้งยังมีระบบ AI Zoom กับ AI Selfie พ่วงมาด้วยอีกต่างหาก อย่างต่อมาก็คือเข้ามาช่วยในเรื่องของการประมวลผลให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ในขณะที่บริโภคพลังงานน้อยลง นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของ AI Optimization ที่ช่วยให้ถึงแม้จะใช้งานเครื่องไปเป็นปีๆ การทำงานก็ยังคงรวดเร็วลื่นไหลไม่แพ้เครื่องใหม่แกะกล่อง, การช่วยให้ระบบแปลภาษาทำงานเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 300% และการเรียนรู้ลักษณะเสียงพูดของผู้ใช้จนทำให้เสียงสนทนามีความชัดเจนขึ้นได้ (EasyTalk) ซึ่งที่เห็นนี้ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ Mobile AI สามารถทำได้เท่านั้น เพราะทาง Huawei เปิดโอกาสให้นักพัฒนานำเอา Mobile AI นี้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อการต่อยอดได้แบบไม่รู้จบผ่านทาง Kirin AI API (Open AI Ecosystem) นั่นเอง

 

และไม่เพียงเท่านั้น เพราะ Huawei Mate 10 Pro ยังมีความโดดเด่นในด้านอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงผลแบบ OLED HDR FHD+ FullView Display บนอัตราส่วนแห่งอนาคตแบบ 18:9 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้ว ซึ่งมาเต็มทั้งการแสดงผลที่คมชัดสวยงาม กับพื้นที่ใช้งานที่มากกว่าจอแบบเดิมๆ, ดีไซน์แบบ Symmetric ที่มีความสมมาตรในทุกองค์ประกอบ ด้วยวัสดุที่ผสมผสานกันระหว่างโลหะ กับกระจกโค้ง 3D Curved Glass พร้อมรายละเอียดชิ้นงานที่ประณีตบรรจง, ตัวเครื่องที่ผอมเพรียวเทียบเท่าสมาร์ทโฟนจอ 5.5 นิ้วทั่วไป, ป้องกันน้ำ-ฝุ่นได้ในระดับ IP67, แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh ที่ใช้งานแบบหนักๆ ได้ยาวนานตลอดวัน, เซ็นเซอร์สแกนนิ้วแบบ One-Tap Unlock ที่รวดเร็วทันใจในขั้นตอนเดียว ด้วยเวลาสแกนเพียง 0.33 วินาที, ระบบนำทางประสิทธิภาพสูงที่แม่นยำ และชาญฉลาดมากขึ้น, หน่วยประมวลผลเพื่อการถ่ายภาพโดยเฉพาะแบบ Dual ISP พร้อมระบบโฟกัสภาพแบบ 4-in-1 Hybrid Focus และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, รองรับซอฟต์แวร์จัดการอุปกรณ์พกพาในองค์กร (MDM : Mobile Device Management), รองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงแบบ Hi-Res Audio 384Kbps/32bit, การใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์พกพาด้วย PC Mode และอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ Huawei Mate 10 Pro นั้นอยู่ที่ 27,900 บาท โดยมีให้เลือก 2 สีคือ สีน้ำตาล-Mocha Brown และสีน้ำเงิน-Midnigh Blue ซึ่งราคานี้ถือว่าเป็นราคาที่ไม่สูง หากเทียบกับความสามารถระดับนี้ หรือหากเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปจากแบรนด์อื่นๆ ดังนั้น Mate 10 Pro จึงถือเป็นอีกรุ่น ที่เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ณ ชั่วโมงนี้ และสำหรับผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าระหว่างวันที่ 18-26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ก็เตรียมรับเครื่อง พร้อมของพรีเมียมรวมมูลค่ากว่า 6,480 บาท ได้แก่ Huawei Band 2 Pro และ Huawei Mate Dock 2 ได้ในวันนี้ (1 ธันวาคม 2560) รวมถึงจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันนี้เช่นเดียวกัน

สำหรับรุ่นที่พรีเมียมที่สุดอย่าง Huawei Mate 10 Porsche Design วานนี้ทาง Huawei (ประเทศไทย) ก็ได้ประกาศราคาอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 49,900 บาท ซึ่งมาพร้อม ROM 256 GB และของพรีเมียมเซ็ตใหญ่จาก Porsche Design ท่านใดที่สนใจคาดว่ากลางเดือนธันวาคมนี้ก็น่าจะเริ่มจับจองกันได้แล้วครับ สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

สรุปจุดเด่นของ Huawei Mate 10 Pro

- ดีไซน์แบบ Symmetric ที่มีความสมมาตรในทุกองค์ประกอบ พร้อมวัสดุที่ผสมผสานกันระหว่างโลหะ กับกระจกโค้ง 3D Curved Glass และบางเฉียบเพียง 7.9 มิลลิเมตร
- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP67 ภายในมาตรฐาน IEC Standard 60529
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Kirin 970 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตตัวแรกของโลกที่มีหน่วยประมวลผล NPU (Neural Network Processor) และชิปกราฟิก 12-Core Mali-G72 ฝังอยู่ภายใน
- ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Mobile AI) ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง NPU, CPU และ GPU
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo พร้อมครอบทับด้วย EMUI 8.0
- จอแสดงผลแบบ OLED HDR FullView Display ขนาด 6.0 นิ้ว บนอัตราส่วนแบบ 18:9 ความละเอียดระดับ FHD+ (2160x1080 พิกเซล) พร้อมค่าความเปรียบต่างสูงสุด 70000:1 และค่าความอิ่มตัวของสีในระบบ NTSC สูงสุด 112%
- หน้าจอมีพื้นที่ใช้งานมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจออัตราส่วนเดิมแบบ 16:9
- แม้จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้ว แต่มีความผอมเพรียวเทียบเท่าสมาร์ทโฟนทั่วไปที่มีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว
- รองรับการแสดงผลคอนเทนท์แบบ HDR10
- รองรับภาพพื้นหลังแบบ Dynamic Wallpaper, ฟังก์ชัน Split Screen และฟังก์ชัน One-Step Shortcut
- หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB
- หน่วยความจำ RAM (LPDDR4X) ขนาด 6 GB
- แบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh ที่ใช้งานหนักๆ ได้ต่อเนื่องตลอดวัน พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ SuperCharge ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแรกของโลกที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากสถาบันทดสอบ TUV Rheinland
- เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่รองรับเทคโนโลยี 4.5G LTE Cat.18 ที่มีความเร็วสูงสุด 1.2 Gbps ด้วยการทำงานผสานกันของเทคโนโลยี 4x4 MIMO, 5CC CA และ 256QAM
- เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่รองรับเทคโนโลยี Dual 4G Dual VoLTE
- เทคโนโลยี Huawei GEO ระบบนำทางประสิทธิภาพสูง ด้วยการทำงานผสานกันของ GPS, WiFi, G-Sensor, Gyro, Baromatric และ Altitude Detection พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับระบบดาวเทียม Beidou และ Glonass
- กล้องคู่ Leica Dual Camera (เซ็นเซอร์ RGB 12 ล้านพิกเซล + Monochrome 20 ล้านพิกเซล) พร้อมหน่วยประมวลผลสำหรับการถ่ายภาพโดยเฉพาะแบบ Dual ISP, รูรับแสงขนาด f/1.6 ทั้งสองเลนส์ ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกของโลก, เลนส์ SUMMILUX-H ทางยาวโฟกัส 27 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสภาพแบบ 4-in-1 Hybrid Focus, ระบบซูมแบบ 2x Hybrid Zoom, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, ไฟแฟลช LED แบบคู่, ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว, ระบบตรวจจับใบหน้า-วัตถุ, เทคโนโลยีลดจุดรบกวน (Enhanced Noise Reduction) และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD
- เทคโนโลยี AI Objects and Scenes Recognized ซึ่งช่วยให้กล้องถ่ายภาพรับรู้รูปแบบของวัตถุ หรือสถานที่ ได้อัตโนมัติกว่า 13 รูปแบบ
- เทคโนโลยี AI Bokeh Effect
- เทคโนโลยี AI Selfie และ AI Zoom
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0 และเทคโนโลยี AI Selfie
- รองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงแบบ Hi-Res Audio 384Kbps/32bit
- ระบบแปลภาษาด้วย AI ที่ช่วยให้การแปลเร็วขึ้น 300% พร้อมรองรับมากกว่า 50 ภาษา
- เทคโนโลยี Huawei EasyTalk ที่ช่วยปรับคุณภาพเสียงสนทนาด้วยระบบ Machine Learning
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบขั้นตอนเดียว (One-Tap Unlock) ที่สแกนได้รวดเร็วภายในเวลาเพียง 0.33 วินาที พร้อมตำแหน่งการวางของเซ็นเซอร์ที่ใช้งานได้สะดวกแม่นยำ
- รองรับการใช้งานเป็นคอมพิวเตอร์พกพาผ่านฟีเจอร์ PC Mode
- รายชื่อในสมุดโทรศัพท์มีการเชื่อมโยงกับบริการ Linkedin
- รองรับซอฟต์แวร์จัดการอุปกรณ์พกพาในองค์กร (MDM : Mobile Device Management)
- เปิดโอกาสให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันรายอื่นๆ (3rd Party) สามารถนำ AI ไปต่อยอดได้ ด้วย AI Open Ecosystem ผ่านทาง Android AI API หรือ HiAI API
- รองรับการใช้งานสองซิมการ์ด (Hybrid Slot) พร้อมสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G ได้พร้อมกันทั้งสองซิม
- เซ็นเซอร์อินฟราเรด (Infrared) สำหรับใช้เป็นรีโมทควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า
- รองรับ NFC (Near Field Communication)
- ช่องเชื่อมต่อยุคใหม่แบบ USB Type-C (USB-C)
- ราคา 27,900 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ไม่สูงจนเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม

 

สรุปจุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Huawei Mate 10 Pro

- ไม่สามารถใส่การ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD หรือแบบอื่นๆ เพิ่มเติมได้
- ไม่มีช่องเชื่อมต่อหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตรมาให้ (แต่สามารถใช้ตัวแปลงที่แถมมาให้แทนได้)
- ความละเอียดของการแสดงผลยังไม่ใช่ระดับ 2K QHD หรือ 4K UHD เหมือนกับสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปจากแบรนด์คู่แข่งบางรุ่น
- เครื่องที่วางจำหน่ายในประเทศไทยขณะนี้ยังคงมีให้เลือกเพียง 2 สี คือ สีน้ำตาล-Mocha Brown และสีน้ำเงิน-Midnigh Blue

 

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Huawei Mate 10 Pro

- สรุปข้อมูล และข่าวอัปเดตล่าสุดของ Huawei Mate 10 Series
- สรุปคุณสมบัติโดยละเอียด และราคาล่าสุดของ Huawei Mate 10 Pro

 

 

:: ไปหน้าแรกเว็บไซต์ Thaimobilecenter | ไปหน้าแรก Mobile Focus ::

 

 

 


 













 รีวิว realme narzo 20 Pro
เกมมิ่งโฟนพลังชาร์จ 65W กับจอลื่น 90Hz และ 4 กล้อง 48MP ในราคาแค่หลักพัน

[รายละเอียด]
 Vivo V20 SE
สมาร์ทโฟนกล้องหน้าชั้นดี มีจอสวย เมมใหญ่ ชาร์จไว ใส่บอดี้บางเฉียบ ในราคาแค่หลักพัน

[รายละเอียด]
 รีวิว OPPO A93
เด่นที่ดีไซน์ ได้กล้อง 6 ตัว พร้อมจอสวย ชิป AI ตัวแรง แบตชาร์จไว เมมจุใจ ในราคาแค่หลักพัน

[รายละเอียด]
 รีวิว Galaxy Note 20 Ultra 5G
เพาเวอร์โฟนที่ทรงพลังที่สุด อัปเกรดครั้งใหญ่ พร้อม S Pen โฉมใหม่ บนบอดี้สวยหรูพรีเมียมที่ไม่กลัวน้ำ

[รายละเอียด]
 รีวิว OnePlus 8T 5G
เรือธงใหม่ใส่จอ 120Hz พร้อมชิป Snapdragon 865 บวกพลังชาร์จ 65W กับ 5 กล้อง และลำโพงคู่

[รายละเอียด]
 รีวิว Vivo V20
สมาร์ทโฟนกล้องหน้า 44MP มีชาร์จไว 33W จัดหนักจอ AMOLED บวก Android 11 รุ่นแรกในไทย ในราคาหมื่นต้นๆ

[รายละเอียด]
รายการรีวิวมือถือทั้งหมด








หลุดคลิปพรีวิว iPhone 12 mini ก่อนวางจำหน่ายจริงในเดือน พ.ย. นี้ พร้อมเปรียบเทียบขนาดกับ iPhone 12 แตกต่างกันแค่ไหน
หลุดคลิปพรีวิว iPhone 12 mini ก่อนวางจำหน่ายจริงในเดือน พ.ย. นี้  
ถึงแม้ว่า iPhone 12 mini จะยังไม่เปิดพรีออเดอร์และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่ล่าสุด ได้มีการเผยคลิปวิดี
ผลทดสอบ Geekbench 5 ยืนยัน iPhone 12 และ iPhone 12 Pro แรงกว่ามือถือ Android เรือธง
ผลทดสอบ Geekbench 5 ยืนยัน iPhone 12 และ iPhone 12 Pro แรงกว่ามือ 
สำหรับ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ที่ Apple ได้เปิดพรีออเดอร์ในกลุ่มประเทศแรกตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 202
iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ผ่านการอนุมัติจาก กสทช. แล้ว คาดวางจำหน่ายในไทย ปลายเดือนพ.ย.นี้
iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ผ่านการอนุมัติจาก กสทช. แล้ว คาดวางจำ 
สำหรับใครที่รอการวางจำหน่ายของ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ในไทย ล่าสุด มีข่าวดีมาบอกกัน เมื่อทาง กสทช. ไ
คลิปวิดีโอตัวแรก แกะกล่อง iPhone 12 และ iPhone 12 Pro มาแล้ว! เผยดีไซน์ใหม่ขอบเหลี่ยม และบอดี้สีน้ำเงินสด
คลิปวิดีโอตัวแรก แกะกล่อง iPhone 12 และ iPhone 12 Pro มาแล้ว! เผย 
หลังจากที่ Apple ได้เปิดพรีออเดอร์ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ในกลุ่มประเทศแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม
iPhone 12 เผยคะแนนทดสอบ AnTuTu ยังเป็นรอง Xiaomi Mi 10 Ultra
iPhone 12 เผยคะแนนทดสอบ AnTuTu ยังเป็นรอง Xiaomi Mi 10 Ultra 
เตรียมเปิดพรีออเดอร์ในวันนี้ (16 ตุลาคม 2020) ในกลุ่มประเทศแรก สำหรับ iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ไอโฟนรุ
10 ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจบน iPhone 12 มีของใหม่อะไรบ้าง ?
10 ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจบน iPhone 12 มีของใหม่อะไรบ้าง ? 
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ iPhone 12 ไอโฟนรุ่นใหม่ประจำปี 2020 ที่ในปีนี้เปิดตัวกันถึง 4 รุ่นด้วยก
OPPO เปิดตัวสมาร์ทโฟน Reno4 Z 5G ทุบตลาดด้วยราคา 12,990 บาท พร้อมส่ง Reno4 Pro 5G และ Find X2 Pro 5G รุกตลาดพรีเมียม
OPPO เปิดตัวสมาร์ทโฟน Reno4 Z 5G ทุบตลาดด้วยราคา 12,990 บาท พร้อม 
OPPO เปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G Series รุกตลาด 5G ทุกระดับ ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่พร้อมกันถึง 3 รุ่น ได้
สื่อเกาหลีเผย Samsung Galaxy A72 จะเป็นมือถือกล้องหลัง 5 ตัว (Penta Camera) รุ่นแรกของ Samsung
สื่อเกาหลีเผย Samsung Galaxy A72 จะเป็นมือถือกล้องหลัง 5 ตัว (Pen 
เมื่อ 2 ปีก่อน Samsung ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการสมาร์ทโฟนด้วยการเปิดตัว Samsung Galaxy A9 สมาร์ทโฟ
รวมแอปฯ แต่ง Widget หน้า Home Screen สำหรับ iPhone ที่อัปเดต iOS 14 มีแบบไหนน่าใช้บ้าง
รวมแอปฯ แต่ง Widget หน้า Home Screen สำหรับ iPhone ที่อัปเดต iOS  
หลังจากที่ Apple ได้ปล่อยอัปเดต iOS 14 เวอร์ชันเต็มสำหรับผู้ใช้ทั่วไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟังก์ชันที่ได้
เปิดจอง Samsung Galaxy S20 FE เรือธงรุ่นเล็ก สเปกจัดหนัก จอสวย กล้องแจ่ม ชาร์จไว เคาะราคาเริ่มต้น 20,900 บาท
เปิดจอง Samsung Galaxy S20 FE เรือธงรุ่นเล็ก สเปกจัดหนัก จอสวย กล 
เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (24 ก.ย. 2563) Samsung ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy S20 FE ในประเทศไทยอย่างเป็น
รายการอัพเดททั้งหมด



ราคามือถือ อัพเดทล่าสุด !!


Samsung Galaxy A42 5G 11,990 บาท
iPhone 12 Pro Max 39,900 บาท
iPhone 12 Pro 36,900 บาท
iPhone 12 mini 25,900 บาท
iPhone 12 29,900 บาท
OPPO A12 3,839 บาท
Samsung Galaxy A11 3,879 บาท ราคาลดลง 120 บาท จากราคาเดิม 3,999  บาท
HUAWEI Y6p 3,999 บาท
realme C12 3,999 บาท
Vivo X50 Pro 5G 24,999 บาท
Vivo Y20 5,299 บาท
OnePlus Nord 12GB+256GB 17,990 บาท
OnePlus Nord 8GB+128GB 14,990 บาท
OPPO Reno4 11,990 บาท
Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G 42,900 บาท
Samsung Galaxy Note20 5G 33,900 บาท
Samsung Galaxy Note20 Ultra LTE 38,900 บาท
Samsung Galaxy Note20 LTE 29,900 บาท
OPPO A92 8,999 บาท
รายการ ราคามือถือ ทั้งหมด



อัพเดท ข่าวสารล่าสุด (New update)

เร็วถึงขีดสุดกับสมาร์ทโฟนสายพันธุ์สปีด “Samsung Galaxy A42 5G” ในราคาเพียง 11,990 บาท
เร็วถึงขีดสุดกับสมาร์ทโฟนสายพันธุ์สปีด “Samsung Galaxy A42 5 
เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Galaxy A42 5G (กาแลคซี่ เอ 42 5G) สายพันธุ์สปีด แรงทุกสเปค ที่สุดแห่งความเร็วแรง
5 สุดยอดนวัตกรรมที่ Vivo มอบแก่ผู้บริโภคชาวไทยปีนี้
5 สุดยอดนวัตกรรมที่ Vivo มอบแก่ผู้บริโภคชาวไทยปีนี้ 
ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา Vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลกได้มอบประสบการณ์ล้ำสมัยให้แก่ผู้ใช้งานชาวไทย ด้วยสม
โปรดีที่ห้ามพลาด! OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนถ่ายรูปสวยชัดในสไตล์ที่เป็นคุณพิเศษ ราคาใหม่ 10,990 บาท
โปรดีที่ห้ามพลาด! OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนถ่ายรูปสวยชัดในสไตล์ที 
OPPO Reno4 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนแห่งปีสำหรับคนที่ชื่นชอบเทรนด์ใหม่ๆ ด้วยการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและเทคโนโลยี
Vivo จัดหนักรับ 11.11 ลดสูงสุดในรอบปี! พบโปรสุดพิเศษที่ Vivo Official Store บน Lazada Shopee และ JD Central
Vivo จัดหนักรับ 11.11 ลดสูงสุดในรอบปี! พบโปรสุดพิเศษที่ Vivo 
สาวก Vivo เตรียมตัวให้พร้อมกับมหกรรมลดราคาออนไลน์แห่งปีที่ทุกคนรอคอยกับแคมเปญ 11.11 ลดสูงสุดในรอบปีกับสมา
เปลี่ยนลุคได้ตามอารมณ์ HUAWEI Watch Fit วางจำหน่ายสายนาฬิกาแล้วทั้ง 4 สี เพียง 349 บาทเท่านั้น!
เปลี่ยนลุคได้ตามอารมณ์ HUAWEI Watch Fit วางจำหน่ายสายนาฬิกาแ 
หลังจากกลายเป็นสมาร์ทวอทช์ยอดฮิตติดข้อมือทั้งสายสุขภาพ แฟชั่นนิสต้า และเหล่าเทรนด์เซ็ตเตอร์ทั้งหลาย HUAWE
รายการอัพเดททั้งหมด


    Catalog มือถือ     market     Review มือถือ      ราคามือถือ     forum
Catalog มือถือ
Catalog มือถือ Nokia
Catalog มือถือ Samsung
Catalog มือถือ SonyEricsson
Catalog มือถือ i-mobile
Catalog มือถือ LG
Catalog มือถือ BlackBerry
ลงประกาศสินค้ามือถือ
สมัครสมาชิก
หน้าแรกตลาดซื้อขายมือถือ
 
หน้าแรกรีวิว
รีวิว มือถือ Nokia
รีวิว มือถือ Samsung
รีวิว มือถือ Motorola
รีวิว มือถือ LG
 

ราคามือถือ Samsung
ราคามือถือ iPhone
ราคามือถือ Huawei
ราคามือถือ OPPO
ราคามือถือ Vivo
   
   
หน้าแรก cafe
Nokia club
ตั้งหัวข้อใหม่
 

© Copyright all rights reserved : ThaiMobileCenter.com