หน้าแรก >> รวมข่าวมือถือ >> News
   
Date : 25/1/2562

สมาร์ทโฟนยอดเยี่ยม ประจำปี 2018 โดย Thaimobilecenter [TMC Awards 2018] รุ่นใดคือที่สุดแห่งปี 2018

 

ท่านใดที่ได้คอยเกาะติดความเคลื่อนไหวของวงการสมาร์ทโฟนในปี 2018 ที่ผ่านมา ก็จะพบว่ามีอะไรให้เราได้ตื่นเต้นกันตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบรรดาสมาร์ทโฟนรุ่นเด่นๆ ที่ทยอยเปิดตัวกันอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่ให้เราได้พักหายใจหายคอ รวมถึงนวัตกรรมที่มาพร้อมกับสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่น ที่ช่วยสร้างแรงดึงดูด และสร้างกระแสอันร้อนแรงไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ดังที่เราได้คอยนำมาอัปเดต และทดสอบให้ทุกท่านได้ติดตามกัน แต่สุดท้ายแล้วสมาร์ทโฟนในปี 2018 รุ่นใดจะยอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละประเภท ตามทรรศนะของทีมงาน Thaimobilecenter วันนี้เราก็มีผลตัดสินออกมาแล้ว

 

Best Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนยอดเยี่ยม) Samsung Galaxy Note 9

ถือว่าเป็นรางวัลที่ตัดสินใจได้ยากที่สุดแล้ว สำหรับรางวัลสมาร์ทโฟนยอดเยี่ยมประจำปี 2018 เนื่องจากรุ่นที่เข้ารอบสุดท้ายในใจทีมงานของเรา ต่างก็อยู่ในระดับที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน แต่หากจะให้เรานิยามคำว่า “สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุด” กันอย่างเป็นกลาง เราก็คงต้องขอพิจารณาจากภาพรวมของสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ ว่าต้อง “ดีสำหรับการใช้งานทุกๆ ด้านในองค์รวม” กล่าวคือไม่จำเป็นว่าต้องถ่ายภาพได้ดีที่สุด, มีการประมวลผลที่เร็วแรงที่สุด, มีนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุด หรือมีดีไซน์ที่สวยที่สุด แต่ต้องดีเยี่ยมแบบสมดุลในทุกด้าน

หลังจากที่ใช้เวลาพิจารณาในแง่มุมต่างๆ อย่างถี่ถ้วน สุดท้ายแล้วเราจึงตัดสินใจเลือกให้ Samsung Galaxy Note 9 เป็นผู้ได้รางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครอง ด้วยภาพรวมที่ดูจะเข้าเกณฑ์ของเรามากที่สุด เนื่องจากเป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกๆ ด้าน ทุกระดับการใช้งาน และมีปัจจัยเสริมที่ดีพร้อม

ไม่ว่าจะเป็นปากกา S Pen บลูทูธ ที่นอกจากจะขีดเขียนใช้งานได้จริงอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ก็ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีบลูทูธที่ใช้สั่งงานแบบไร้สายได้, กล้องคู่ AI เวอร์ชันใหม่ที่ปรับค่ารูรับแสงได้ ซึ่งถ่ายภาพได้สวยงามไม่แพ้ใคร พร้อมกับความฉลาดของ AI กับ Bixby 2.0 ที่เพิ่มเข้ามา, จอ 2K QHD+ Super AMOLED Infinity Display ขนาด 6.4 นิ้ว ที่สวยคมชัดใหญ่เต็มตา เต็มที่ได้ทุกการใช้งาน ทั้งในด้านความบันเทิง หรือในเชิงธุรกิจ, ส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) Samsung Experience ที่สวยงามเรียบง่ายลื่นไหลดูไม่ซับซ้อน (ล่าสุดเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็ได้รับการอัปเดตเป็น Android 9 Pie พร้อม One UI เป็นที่เรียบร้อยแล้ว), ลำโพงคู่ AKG ที่ให้เสียงไพเราะมีมิติ, แบตเตอรี่ 4000 mAh ที่ใช้งานได้ยาวนาน พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายความเร็วสูง, ชิปเซ็ตตัวท็อปใหม่ล่าสุดของค่ายอย่าง Exynos 9810 ผสานกับหน่วยความจำแรม (RAM) สูงสุดขนาด 8 GB, ระบบระบายความร้อนใหม่ล่าสุดแบบ Water Carbon Cooling System ที่ช่วยให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนขณะประมวลผลหนักๆ, หน่วยความจำภายใน (ROM) สูงสุดถึงขนาด 512 GB ที่ช่วยให้เก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ ได้อย่างจุใจ, ระบบสแกนม่านตาที่ล้ำหน้าปลอดภัยกว่าระบบเดิมๆ, รองรับเทคโนโลยีเครือข่ายความเร็วสูงแบบ Gigabit LTE ที่เร็วสูงสุด 1.2 Gbps และการแปลงกายใช้งานเป็นเครื่องพีซีเคลื่อนที่ด้วย Samsung Dex เวอร์ชันใหม่ที่ต่อออกจอใหญ่ได้ด้วยสายเพียงแค่เส้นเดียว โดยทั้งหมดนี้ถูกใส่ไว้ในตัวเครื่องดีไซน์สวยพรีเมียมแบบ Metal-Glass Unibody ที่กันน้ำได้หายห่วงในระดับ IP68

 

และนอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมให้ Samsung Galaxy Note 9 นั้นสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสมาร์ทโฟนยอดเยี่ยมในปี 2018 ของเราได้ก็คือ ระบบนิเวศ (Ecosystem) หรือบรรดาผลิตภัณฑ์ กับบริการต่างๆ ของ Samsung ที่ช่วยให้สมาร์ทโฟน Samsung ไม่ได้เป็นแค่สมาร์ทโฟนแค่เครื่องหนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานได้อย่างครบวงจรมากขึ้น อย่างที่เราคุ้นเคยกันก็เช่นบริการ Samsung Pay ที่ช่วยให้เราสามารถจ่ายเงินผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันทีโดยไม่ต้องพกเงินสด หรือบัตรเครดิต และใช้งานได้จริงในประเทศไทย, แอปพลิเคชัน Galaxy Gift ที่มีทั้งของฟรี ส่วนลดพิเศษ หรือโปรโมชั่นต่างๆ มากมาย ที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลาย, อุปกรณ์สวมใส่ตระกูล Gear หรือ Watch ที่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันของ Samsung เองได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ผู้ช่วยอัจฉริยะนามว่า Bixby, การใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นเครื่องพีซีเคลื่อนที่ด้วย Samsung DeX, แอปพลิเคชัน SmartThings ที่เชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างชาญฉลาด และอีกมากมาย เรียกว่าผู้ใช้งาน Galaxy Note 9 ก็จะได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ไปด้วยแบบเต็มๆ

----------------------------------------------------
รีวิว (Review) Samsung Galaxy Note 9
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ Samsung Galaxy Note 9

 

Best Camera Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนถ่ายภาพยอดเยี่ยม) Huawei Mate 20 Pro

หากถามว่าแต่ละคนใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชีวิตประจำวันมากที่สุด เชื่อว่านอกจากจะใช้รูดจอเกาะติดโลกโซเชียลแล้ว ฟีเจอร์ที่ใช้งานบ่อยที่สุดไม่แพ้กันก็คงหนีไม่พ้นกล้องถ่ายรูป เพราะสิ่งที่เรามักจะแชร์ให้เพื่อนๆ ดูกันอยู่เสมอก็คือรูปภาพนั่นเอง อีกทั้งในยุคนี้ก็คงต้องยอมรับว่าพวกเราก็แทบจะไม่ได้พกกล้องถ่ายภาพจริงๆ ออกไปข้างนอกให้หนักกระเป๋าอีกแล้ว ยกเว้นผู้ที่จริงจังกับการถ่ายภาพนั่นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง เพราะเพียงแค่ได้พกสมาร์ทโฟนที่มีกล้องดีๆ ติดตัวไปสักเครื่อง ภาพถ่ายสวยๆ ก็อยู่แค่ปลายนิ้วสัมผัสแล้ว

หากเป็นการตัดสินในช่วงครึ่งแรกของปี 2018 เป็นไปได้ว่าเราอาจจะยกตำแหน่งสมาร์ทโฟนถ่ายภาพยอดเยี่ยมนี้ให้กับ Huawei P20 Pro ซึ่งจากข้อพิสูจน์ หรือบททดสอบมากมายที่ผ่านมา ก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่หลังจากที่เรือธงรุ่นใหญ่ใหม่ล่าสุดอย่าง Huawei Mate 20 Pro เพิ่งได้เปิดตัวออกมาในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2018 พร้อมกับถูกพัฒนาเรื่องการถ่ายภาพให้ยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก ตำแหน่งสมาร์ทโฟนถ่ายภาพยอดเยี่ยมประจำปี 2018 ของเราจึงตกเป็นของ Mate 20 Pro ไปโดยปริยาย

กล้องถ่ายภาพตัวหลักที่ด้านหลังของ Mate 20 Pro นั้นเป็นกล้อง Leica แบบ 3 ตัว (Leica Triple Camera) ซึ่งแน่นอนว่าชื่อชั้นของ Leica ก็ยังคงการันตีเรื่องของคุณภาพได้อยู่เสมอ โดยประกอบไปด้วยกล้องตัวที่หนึ่งแบบมุมกว้างปกติ (Wide Angle RGB : 27mm) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล (f/1.8), กล้องตัวที่สองแบบมุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle RGB : 16mm) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล (f/2.2) และกล้องตัวที่สามแบบระยะไกล (Telephoto RGB : 80mm) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (f/2.4) เรียกได้ว่าครอบคลุมการถ่ายภาพทุกระยะ ตั้งแต่ 16-80 มิลลิเมตร และจะเห็นได้ว่า แทนที่กล้องตัวที่สองจะใช้เซ็นเซอร์แบบ Monochrome เหมือนกับ P20 Pro แต่ทาง Huawei เลือกเปลี่ยนมาใช้เซ็นเซอร์แบบ RGB แทน พร้อมสร้างความแตกต่างด้วยเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle) ที่กว้างถึงระดับ 0.6X (16mm) ด้วยเหตุผลที่ว่า สำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ กล้องมุมกว้างพิเศษน่าจะใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากกว่าการถ่ายภาพแบบขาว-ดำ ที่ใช้เซ็นเซอร์แบบ Monochrome ในหลายๆ รุ่นที่ผ่านมา

นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ไฮเอนด์สำหรับการถ่ายภาพ และถ่ายวิดีโออีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบโฟกัสภาพสุดล้ำที่เป็นการทำงานผสานกันของ Laser Focus+Phase Focus+Contrast Focus จึงให้การโฟกัสนั้นรวดเร็วแม่นยำ, ระบบป้องกันการสั่นแบบ AIS (AI Image Stabilization) ซึ่งแม้เราจะถ่ายภาพในโหมดกลางคืนโดยการถือด้วยมือเปล่า ที่ต้องเปิดหน้ากล้องเพื่อรับแสงเป็นเวลานาน ภาพที่ได้ก็ยังคมชัด สีสันแสงสีสวยงาม ไม่มีการเบลอ จนแทบไม่น่าเชื่อ, รองรับการถ่ายภาพระยะใกล้ (Macro) ได้ใกล้สูงสุดถึง 2.5 เซนติเมตร, ระบบซูมภาพด้วยเลนส์ 3 เท่า (3x Optical Zoom), ระบบ AI ที่สามารถแยกแยะสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้มากกว่า 1500 รูปแบบ ใน 25 หมวดหมู่, เทคโนโลยี AI Cinematography สำหรับการถ่ายวิดีโอ ที่รองรับการใส่ฟิลเตอร์แบบมืออาชีพ พร้อมการแสดงผลลัพธ์แบบ Real-Time โดยเฉพาะฟังก์ชัน AI Portrait Colour นั้นสามารถดูดสีได้อย่างเนียนตาน่าประทับใจ, ฟังก์ชัน AI Video Editor ที่สามารถแยกแยะใบหน้าของแต่ละคน พร้อมนำมาตัดต่อเป็นไฮไลท์วิดีโอให้โดยอัตโนมัติ และโหมด AI Cinema ที่บันทึกวิดีโอแบบ HDR ได้ราวกับภาพยนตร์ในโรงหนัง ด้วยสัดส่วนภาพแบบ 21:9

 

ไม่เพียงแค่จะโดดเด่นที่กล้อง Leica Triple Camera ที่ด้านหลังเท่านั้น แต่กล้องด้านหน้าของ Huawei Mate 20 Pro ก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน โดยเป็นกล้องใช้เซ็นเซอร์ที่มีความละเอียดมากถึง 20 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0 แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็เห็นจะเป็นการทำงานผสานกับกล้อง 3D Depth Sensing Camera ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับการถ่ายภาพของ Mate 20 Pro หลายอย่างด้วยกัน เช่นช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ดูสวยงามสมจริงเป็นธรรมชาติมากขึ้น, การสร้างโมเดล 3 มิติจากวัตถุในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยฟังก์ชัน 3D Live Object Modeling, การสร้างสติกเกอร์ 3 มิติสวยๆ ด้วยฟังก์ชัน 3D Live Emojis และระบบ 3D Face Unlock หรือระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า ที่สามารถตรวจจับจุดที่แตกต่างกันบนใบหน้าได้ถึง 30000 จุด ในรูปแบบของภาพ 3 มิติ ซึ่งด้วยความสามารถของกล้องที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจหากผู้ที่นำ Mate 20 Pro ออกไปถ่ายภาพ จะเกิดความประทับใจมากเป็นพิเศษ

-----------------------------------------------
รีวิว (Review) Huawei Mate 20 Pro
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ Huawei Mate 20 Pro

 

Best Portrait Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนถ่ายภาพบุคคลยอดเยี่ยม) OPPO R17 Pro

การใช้สมาร์ทโฟนเพื่อถ่ายภาพสำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ นอกจากจะนิยมใช้ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์สวยๆ หรือสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ แล้ว อีกอย่างที่ถูกใช้งานบ่อยครั้งไม่แพ้กันก็คือการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) นั่นเอง สังเกตง่ายๆ ว่าตามหน้าฟีดบนโซเชียลต่างๆ เราก็มักจะเห็นภาพใบหน้าของเพื่อนๆ หรือคนที่คุ้นเคยอยู่เป็นประจำ เรียกว่าใครที่ได้ไปเที่ยวสถานที่เด็ดๆ ก็มักจะเช็กอิน แล้วถ่ายภาพตัวเองมาอวดเพื่อนๆ อยู่เสมอ ดังนั้นสมาร์ทโฟนที่สามารถถ่ายภาพบุคคลได้ดีทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง จึงเป็นอะไรที่หลายคนเฝ้าฝันถึง

ดังนั้นการที่จะได้ครองรางวัลสมาร์ทโฟนถ่ายภาพบุคคลยอดเยี่ยมประจำปี 2018 สมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ ก็จะต้องยอดเยี่ยมทั้งการถ่ายภาพบุคคลด้วยกล้องหน้า หรือที่เรียกกันติดปากว่าภาพเซลฟี่ (Selfie) รวมทั้งต้องยอดเยี่ยมในด้านการถ่ายภาพบุคคลด้วยกล้องหลังด้วยเช่นกัน หรือถ้าสามารถทำให้ใบหน้าสวยหล่อแบบจบๆ ตั้งแต่หลังกล้อง และยังคงดูเป็นธรรมชาติไม่หลอกตาจนเกินไป โดยที่ไม่ต้องเสียเวลามาเปิดแอปพลิเคชันตกแต่งเพิ่มเติมก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก

สุดท้ายแล้ว หลังจากที่เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็ได้ผลสรุปว่า เจ้าของตำแหน่งสมาร์ทโฟนถ่ายภาพบุคคลยอดเยี่ยมประจำปี 2018 นั้นก็ได้แก่ OPPO R17 Pro ซึ่งมีกล้องถ่ายภาพที่ดีเยี่ยม ทั้งกล้องด้านหน้า และด้านหลัง

จะว่าไปแล้ว เรื่องของกล้องหน้าถือเป็นจุดขายสำคัญ ที่อยู่คู่กับ OPPO มาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นว่าหลายคนติดภาพแบรนด์ OPPO ว่าเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่เกิดมาเพื่อการเซลฟี่ (Selfie) ไปแล้วเสียด้วยซ้ำ และสำหรับกล้องหน้าของ OPPO R17 Pro รุ่นนี้ก็ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวังอีกเช่นเคย ด้วยเซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX576 ที่มีความละเอียดสูงถึง 25 ล้านพิกเซล กับรูรับแสงขนาด f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty ที่เราสามารถปรับแต่งใบหน้าได้เองอย่างอิสระกว่า 6 โหมด อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ลักษณะเฉพาะบนใบหน้าของแต่ละคนได้ด้วยการสแกนใบหน้ากว่า 296 จุด ซึ่งเราสามารถเห็นผลลัพธ์ก่อนถ่ายได้ทันที (Live Preview) ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเราถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้องหน้าของ R17 Pro บ่อยครั้งมากเท่าไหร่ ภาพใบหน้าของเราก็จะยิ่งสวยหล่ออย่างลงตัวเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

 

แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์จริงๆ ของ OPPO R17 Pro ก็คือกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ต่างหาก โดยถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องหลังดีที่สุดของค่าย OPPO เองในขณะนี้ ด้วยกล้องตัวที่หนึ่ง ซึ่งใช้เซ็นเซอร์รับภาพขนาด 1/2.55 นิ้ว ที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (ถ่ายภาพได้ที่ความละเอียดสูงสุด 24 ล้านพิกเซล) พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน กับเทคโนโลยี Smart Aperture ที่สามารถปรับค่ารูรับแสงได้ 2 ค่าในกล้องเดียวตามสถานการณ์ (f/1.5 กับ f/2.4), กล้องตัวที่สอง ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.6 ซึ่งช่วยในเรื่องของการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และกล้องตัวที่สามนับว่าเป็นยอดนวัตกรรมที่ถูกนำมาใส่ในสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว นั่นคือกล้อง TOF 3D Camera (Time of Flight) ที่เข้ามาเติมเต็มเทคโนโลยี 3D Structured Light แบบที่มีอยู่เดิม ซึ่งทำให้สามารถตรวจจับภาพแบบ 3 มิติได้ในระยะที่ไกลกว่า, วิเคราะห์รูปทรงของสิ่งที่จะถ่ายได้แม่นยำมากขึ้น และทำงานได้ในทุกสภาพแสงแม้อยู่ในที่มืด ส่วนประโยชน์ที่เกิดขึ้นสำหรับการถ่ายภาพก็เช่น เราสามารถถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอได้สมจริงมากยิ่งขึ้น พร้อมการตัดขอบที่เนียนตาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม และสามารถถ่ายภาพสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นรูปทรง 3 มิติ หรือถ่ายภาพบุคคลในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น รวมทั้งยังนำเอาไปต่อยอดกับการใช้งานด้าน AR หรือการสร้างโมเดล 3 มิติ ในอนาคตได้อีกด้วย ดังนั้นท่านใดที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) OPPO R17 Pro รุ่นนี้จะทำให้ท่านต้องประทับใจอย่างแน่นอน

----------------------------------------
รีวิว (Review) OPPO R17 Pro
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ OPPO R17 Pro

 

Best Design Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนดีไซน์ยอดเยี่ยม) OPPO Find X

ความรู้สึกที่ว่า “หลงไหลตั้งแต่แรกเจอ” อาจเป็นเรื่องปกติของชายหนุ่ม ที่ได้เจอกับหญิงสาวที่สวยเฉิดฉายต้องตาต้องใจ แต่สำหรับวงการสมาร์ทโฟน เราคงไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก อย่างไรก็ดีความรู้สึกนี้ก็เกิดขึ้นแล้วกับ OPPO Find X สมาร์ทโฟนที่สวยล้ำโดดเด่น และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากที่สุดในสายตาทีมงานของเรา เรียกได้ว่าหากนำไปวางเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ OPPO Find X ก็จะดูสวยเด่นสะดุดตากว่าเพื่อนอยู่ขั้นหนึ่ง ดังนั้นตำแหน่งสมาร์ทโฟนดีไซน์ยอดเยี่ยมประจำปี 2018 จึงตกเป็นของ OPPO Find X ไปแบบค่อนข้างเอกฉันท์

ดีไซน์ของ OPPO Find X นั้นเรียกว่าเป็นดีไซน์แบบ Unified Design ซึ่งเป็นดีไซน์แบบหนึ่งเดียวที่ไร้รอยต่อ ด้วยการผสานระหว่างกระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass รวม 2 ชิ้น ที่ด้านหน้า และด้านหลัง พร้อมจอแสดงผลแบบ Panoramic Arc Screen รุ่นแรกของโลก ที่ไร้รอยบาก (Notch) โดยสิ้นเชิง ซึ่งแตกต่างจากสมาร์ทโฟนจอไร้ขอบที่เห็นกันทั่วไป ดังนั้นสัดส่วนพื้นที่แสดงผลต่อตัวเครื่อง (Screen to Body Ratio) จึงมากถึง 93.8% เรียกว่าแสดงผลได้เต็มพื้นที่อย่างแท้จริง บนอัตราส่วนแบบ 19.5:9 ที่กว้างเต็มตา เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์มากเป็นพิเศษ รวมถึง User Interface ของ ColorOS 5.1 ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับจอ Panoramic ได้อย่างลงตัว

อีกทั้งเราจะไม่เห็นเซ็นเซอร์ใดๆ ปรากฏอยู่บน OPPO Find X ให้ดูขัดตา ด้วยยอดนวัตกรรมสุดล้ำอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง Stealth 3D Camera ที่ส่วนของกล้อง กับเซ็นเตอร์ต่างๆ ถูกนำไปซ่อนไว้ด้านใน ทั้งกล้องด้านหน้า และกล้องด้านหลัง ซึ่งใช้ลไกมอเตอร์อันนุ่มนวลในการสไลด์ขึ้น-ลง ที่ทาง OPPO การันตีว่ากลไกนี้มีความแข็งแกร่งมากพอ จนสามารถทนทานต่อการสไลด์ได้มากกว่า 300,000 ครั้ง

 

นอกจากนี้การเล่นสีเล่นแสงบนพื้นผิวของ OPPO Find X ก็ช่วยให้ตัวเครื่องดูสวยเลอค่าขึ้นไปอีก ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Gradient Design ซึ่งเป็นสีไล่เฉดแบบ 3 มิติ ไล่ตั้งแต่ขอบโค้งด้านนอก ไปจนถึงส่วนกลางของตัวเครื่อง ที่ดูสวยหรูแวววาวในทุกมุมมองดุจอัญมณี โดยเครื่องที่วางจำหน่ายในบ้านเรา มีให้เลือก 2 สีคือ สีแดง (Bordeaux Red) กับสีน้ำเงิน (Glacier Blue) อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษอย่าง Find X Automobili Lamborghini Edition ซึ่งใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ให้ภาพลักษณ์แข็งแกร่งดุดัน พร้อมนวัตกรรมล่าสุดอย่าง SuperVOOC Flash Charge เพิ่มมาเป็นอีกตัวเลือกที่พรีเมียมขึ้นอีกด้วย ดังนั้นหากใครที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์สวยโดดเด่นต้องตาต้องใจเป็นพิเศษ และฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆ ของสมาร์ทโฟนทั่วไป พร้อมฟีเจอร์ไฮเอนด์ระดับเรือธงตัวท็อป OPPO Find X รุ่นนี้คือคำตอบ

--------------------------------------
รีวิว (Review) OPPO Find X
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ OPPO Find X

 

Best Innovation Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนนวัตกรรมยอดเยี่ยม) Huawei Mate 20 Pro

จริงอยู่ที่ว่า ชิปเซ็ตที่เร็วแรง, หน่วยความจำขนาดใหญ่ หรือกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง คือปัจจัยอันดับต้นๆ ที่เรามักจะใช้เพื่อตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนดีๆ สักเครื่องหนึ่ง ยิ่งรุ่นนั้นๆ ทำราคาได้ดีกว่าคู่แข่งแล้ว ก็ยิ่งตัดสินใจได้ง่ายขึ้นไปอีก แต่หากสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าว ขาดซึ่งนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ๆ ของตนเองไป ก็จะกลายเป็นเพียงแค่สมาร์ทโฟนที่สเปกดีในราคาคุ้มค่ารุ่นหนึ่งที่ไม่มีความพิเศษให้โลกจดจำเท่านั้น

ซึ่งตำแหน่งของสมาร์ทโฟนนวัตกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2018 ก็นับว่าตัดสินใจได้ยากพอสมควร เนื่องจากสมาร์ทโฟนระดับท็อปจากแบรนด์ชั้น ต่างก็มีนวัตกรรมล่าสุดที่น่าสนใจของตนเองมาเปิดตัวต่อสายตาชาวโลกอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายแล้วหลังจากที่ได้พิจารณาในแง่มุมต่างๆ หลายต่อหลายรอบ เราก็ตัดสินใจยกตำแหน่งนี้ให้กับ Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดจากยักษ์ใหญ่แดนมังกร ที่มาพร้อมกับสุดยอดนวัตกรรมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นครั้งแรกของโลกมากมาย ซึ่งก็นับว่าสมน้ำสมเนื้อกับความทุ่มเทของ Huawei เอง เนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา Huawei ได้ให้ความสำคัญกับการวิจัย และพัฒนา (R&D) อย่างยิ่งยวด เรียกว่าทุ่มเม็ดเงินเพื่อลงทุนในด้านนี้ไปอย่างมหาศาลเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว ด้วยศูนย์วิจัย และพัฒนาที่กระจายตัวอยู่ทุกมุมโลก ดังนั้นในปีหลังๆ เราจึงมักจะเห็น Huawei ภูมิใจนำเสนอนวัตกรรมที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ครั้งแรกของโลก” อยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งยังมีการควบคุมกระบวนการผลิต, การตรวจสอบคุณภาพ และบริการต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อความมั่นใจของผู้บริโภคอีกด้วย

นวัตกรรมที่เป็น “ครั้งแรกของโลก” ที่มีอยู่ใน Huawei Mate 20 Pro นั้นมีอยู่มากมายหลายอย่างเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ชิปเซ็ต Kirin 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกของโลกที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7nm ที่ให้ประสิทธิภาพของการประมวลผลที่ดีขึ้น บวกกับการประหยัดพลังงานได้มากกว่าเดิม รวมถึงเป็นครั้งแรกของโลกที่หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ใหม่ล่าสุดอย่าง Cortex-A76 ถูกนำมาใช้ผลิตเป็นชิปเซ็ต นอกจากนี้ก็ยังมี Dual NPU เป็นรุ่นแรกของโลก, มีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 เป็นรุ่นแรกของโลก, มีโมเด็มที่รองรับเครือข่ายความเร็วสูงแบบ Gigabit 4.5G LTE Cat.21 ที่ความเร็วสูงสุด 1.4 Gbps เป็นรุ่นแรกของโลก, มีหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ที่ความเร็ว 2133 MHz เป็นรุ่นแรกของโลก, มีเทคโนโลยี Wireless Reverse Charge เป็นรุ่นแรกของโลก, มีเลนส์มุมกว้างพิเศษแบบ (Ultra Wide Angle) ที่พัฒนาร่วมกับ Leica เป็นรุ่นแรกของโลก, รองรับการ์ดหน่วยความจำแบบ Nano Memory Card เป็นรุ่นแรกของโลก ซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่า microSD Card อยู่กว่า 45% , เลือกใช้ดีไซน์แบบ Flowing Design เป็นรุ่นแรกของโลก ด้วยตัวเครื่องที่มีความโค้งมนทั้ง 8 ด้าน พร้อมดีไซน์เลนส์กล้องให้อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นครั้งแรก ด้วยแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Porsche 919

 

นอกจากนี้ก็ยังมีนวัตกรรมล้ำๆ อีกมากมาย ที่ Huawei นำมาเสริมความแกร่งให้กับ Mate 20 Pro รุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวกระจกแบบพิเศษที่เรียกว่า Hyper Optical Patterns Glitter ที่ไม่ลื่นมือ พร้อมป้องกันคราบเปื้อนจากรอยนิ้วมือได้, หน้าจอแสดงผลที่รองรับช่วงกว้างของสีแบบ DCI-P3 กับเทคโนโลยี HDR10, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, กล้อง 3D Depth Sensing Camera พร้อมฟังก์ชัน 3D Face Unlock ที่ใช้การยิงแสงกว่า 30000 จุด เพื่อการสร้างภาพใบหน้าแบบ 3 มิติ รวมทั้งช่วยให้การถ่ายภาพเซลฟี่ดูสวยสมจริงขึ้น และรองรับการสร้างโมเดล 3 มิติ ด้วยเทคโนโลยี 3D Live Object Modeling, กล้อง Leica Triple Camera ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Object Identification / ฟังก์ชัน Food Calorie Counting / ระบบป้องกันการสั่น AI Image Stabilization / ฟังก์ชัน AI Portrait Color และ ฟังก์ชัน AI Spotlight Reel, เทคโนโลยี AI Resource Allocation สำหรับการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด, เทคโนโลยี Flex-Scheduling Intelligence Machanism เพื่อการใช้งานหน่วยประมวลผลอย่างเหมาะสม, เทคโนโลยี ISP (Image Signal Processor) รุ่นที่ 4 ที่มาพร้อมการลด Noise แบบ Multi-Pass กับ Video Pipeline ที่แยกออกมาโดยเฉพาะ, เทคโนโลยี Hi1103 WiFi ที่มีความเร็วสูงสุด 1.7 Gbps ซึ่งเร็วกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมอยู่ 1.7 เท่า, เทคโนโลยี Dual Frequency GPS พร้อม AI GPS Satellite Selection ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำของระบบนำทาง ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน และระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Huawei SuperCharge ที่ให้กำลังไฟสูงสุดได้ถึง 40W จึงสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 70% ภายในเวลาเพียง 30 นาที หรือให้กำลังไฟสูงสุด 15W สำหรับการชาร์จแบบไร้สายด้วยเทคโนโลยี Huawei Wireless Quick Charge เรียกว่าพอได้นั่งไล่เรียงไปมา ก็แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่านวัตกรรมมากมายทั้งหมดนี้จะถูกนำมาใส่ไว้ในสมาร์ทโฟน Huawei Mate 20 Pro เครื่องเล็กๆ นี้ได้

-----------------------------------------------
รีวิว (Review) Huawei Mate 20 Pro
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ Huawei Mate 20 Pro

 

Best Performance Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนประสิทธิภาพยอดเยี่ยม) iPhone XS | XS Max

ปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปของแต่ละค่าย มักให้ความสำคัญกันมากเป็นพิเศษก็คือ ประสิทธิภาพของการประมวลผล หรือการทำงานของระบบ เนื่องจากมีผลโดยตรงกับประสบการณ์การใช้งานโดยรวม ว่ากันง่ายๆ คือต้องใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหลเนียนตาไร้การสะดุด, มีการประมวลผลที่เร็วแรง, จัดการทรัพยากรของระบบได้ดี, โหลดเข้าเกม หรือแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วทันใจ, เล่นเกมที่มีกราฟิกระดับสูงได้อย่างราบรื่น, ใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องใช้งานประมวลผลระดับสูงได้เป็นอย่างดี และต้องสามารถทำงานทุกด้านได้อย่างมีเสถียรภาพ เครื่องไม่ค้าง หรือไม่เกิดอาการผิดปกติโดยไม่มีเหตุอันควร

ด้วยประสบการณ์การใช้งานจริงของทีมงาน กับสมาร์ทโฟนระดับเรือธงตัวท็อปจากแบรนด์ชั้นนำแทบทุกรุ่น ก็ได้ผลสรุปว่า ตำแหน่งสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพยอดเยี่ยมประจำปี 2018 นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะผู้คว้าชัยก็คือ iPhone XS/XS Max สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดของค่าย Apple ในปี 2018 นั่นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าจะเป็นไปตามที่หลายๆ ท่านคาดเอาไว้ และหากนึกย้อนไป ตั้งแต่ Apple เปิดตัว iPhone รุ่นแรกเมื่อปี 2007 ก็ได้รับคำชื่นชมในเรื่องประสิทธิภาพของการใช้งานมาโดยตลอด ด้วยปัจจัยต่างๆ ทั้งในฝั่งของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่ส่งเสริมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

จนมาถึง iPhone ตัวท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง iPhone XS/XS Max ก็ยังคงไว้ซึ่งความดีงามอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย โดยตัวขับเคลื่อนสำคัญในฝั่งของฮาร์ดแวร์ก็คือชิปเซ็ตที่ทรงพลัง และฉลาดล้ำที่สุดของ Apple เองในขณะนี้ อย่าง Apple A12 Bionic ที่มาพร้อม Neural Engine ยุคใหม่ โดยภายในชิปเซ็ต A12 Bionic นี้ ทาง Apple ออกแบบให้ซีพียูมีทั้งหมด 6 แกน ด้วยกัน ได้แก่ แกนประมวลผลประสิทธิภาพสูง 2 แกน ซึ่งเร็วขึ้นกว่าชิปเซ็ต A11 Bionic อยู่ราว 15% และแกนประมวลผลประหยัดพลังงาน 4 แกน ซึ่งบริโภคพลังงานต่ำกว่าชิปเซ็ต A11 Bionic อยู่ถึงราว 50%

ในส่วนของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่อยู่บนชิปเซ็ต A12 Bionic ทาง Apple ได้เพิ่มแกนที่ 4 เข้ามา (เดิมใน A11 Bionic มี 3 แกน) พร้อมการบีบอัดหน่วยความจำแบบไม่สูญเสีย (Lossless Memory Compression) ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในด้านกราฟิกขึ้นไปอีกขั้น ทั้งการเล่นเกม, การตัดต่อวิดีโอ และแอปพลิเคชันอื่นที่ต้องอาศัยการประมวลผลภาพ ซึ่งโดยรวมแล้วประสิทธิภาพด้านการประมวลผลกราฟิกนั้นเร็วขึ้นกว่าชิปเซ็ต A11 Bionic อยู่ถึงราว 50% อีกทั้งยังถูกปรับแต่งมาให้รองรับการทำงานร่วมกับกับ API ตัวใหม่ล่าสุดของ Apple เองอย่าง Metal 2 ได้เป็นอย่างดี และนอกจากเรื่องของประสิทธิภาพด้านการประมวลผลแล้ว ภายในชิปเซ็ต A12 Bionic ก็ยังมี Neural Engine ที่เข้ามาเติมเต็มเรื่องความชาญฉลาด กับ Enhanced ISP ที่เข้ามาเติมเต็มความสามารถด้านการถ่ายภาพอีกด้วย และจุดที่สังเกตได้อีกอย่างก็คือ แม้ iPhone XS/XS Max จะมีหน่วยความจำแรม (RAM) เพียงแค่ 4GB ซึ่งหากวัดกันที่ปริมาณ ก็จะน้อยกว่าสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปจากแบรนด์คู่แข่งหลายๆ รุ่น แบบเท่าตัว แต่ในการใช้งานจริงกลับลื่นไหลไม่ต่างกัน หรือบางกรณีก็ดูจะลื่นไหลกว่าเสียด้วยซ้ำ นั่นก็แสดงให้เห็นว่า iPhone XS/XS Max มีหน่วยประมวลผล และการจัดสรรทรัพยากรที่ยอดเยี่ยมเพียงใด

 

นอกจากปัจจัยในฝั่งของฮาร์ดแวร์แล้ว ในฝั่งของซอฟต์แวร์ก็มีส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ด้านหนึ่งก็คือระบบปฏิบัติการ iOS ที่ถูกพัฒนาปรับแต่งมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนแทบจะไร้ที่ติ อย่างล่าสุดก็พัฒนามาถึงเวอร์ชัน 12 ที่ทาง Apple ออกแบบมาใหม่ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งาน iPhone ให้รวดเร็วทันใจขึ้น, ง่ายขึ้น และตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ส่วนในด้านของแอปพลิเคชันต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานบทสมาร์ทโฟน อีกทั้งที่ผ่านมาเราก็คงต้องยอมรับว่า ส่วนใหญ่แล้ว นักพัฒนามักจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาแอปพลิเคชันมาลงบนระบบปฏิบัติการ iOS มากกว่าในระบบปฏิบัติการ Android อยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะผู้ใช้งานฝั่ง iOS จะมากกว่าฝั่งของ Android แต่สาเหตุหลักๆ ก็คือนักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันในฝั่ง iOS ได้ง่ายกว่า ด้วยความหลากหลายของอุปกรณ์ หรือความแตกต่างของผู้ผลิตที่น้อยกว่าฝั่ง Android ว่ากันง่ายๆ ก็คือสมาร์ทโฟน iOS มีอยู่แบรนด์เดียวก็คือ iPhone ในขณะที่สมาร์ทโฟน Android นั้นมีอยู่เป็นสิบๆ แบรนด์ แถมยังมีการครอบทับด้วย UI หรือฟีเจอร์พิเศษที่แตกต่างกัน และสเปกฮาร์ดแวร์ภายในของแต่ละรุ่นก็ยังไม่เหมือนกันอีกต่างหาก ดังนั้นการที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถใช้งานได้ดีกับสมาร์ทโฟน Android ส่วนใหญ่ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยากเอาการ ด้วยเหตุนี้โดยส่วนใหญ่แล้ว หากเป็นแอปพลิเคชันตัวเดียวกัน การใช้งานในฝั่งของ iOS ก็มักจะมีลูกเล่นที่ดีกว่า และทำงานได้สมบูรณ์กว่านั่นเอง

-----------------------------------------
รีวิว (Review) iPhone XS Max
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ iPhone XS
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ iPhone XS Max

 

Best Business Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนเพื่อการทำงานยอดเยี่ยม) Samsung Galaxy Note 9

สมัยนี้ ใครที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนพกติดตัว ก็คงจะเป็นเรื่องแปลกไปเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหน ก็มักจะเห็นผู้คนก้มหน้าก้มตานำสมาร์ทโฟนของตนเองขึ้นมาใช้งานกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเท่าที่สังเกตเห็นส่วนใหญ่ นอกจากจะหยิบมาใช้งานด้านความบันเทิง, เกาะติดโลกโซเชียล, ท่องเว็บไซต์ หรือถ่ายรูปแล้ว ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่หยิบมาใช้ทำงานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเอกสาร, เช็กอีเมล, ตรวจสอบตารางนัดหมาย หรือจดบันทึกงานต่างๆ ดังนั้นหากสมาร์ทโฟนรุ่นใดที่สามารถช่วยทำงาน หรือใช้งานในเชิงธุรกิจได้ดี แม้จะมีราคาสูง ก็ยังนับว่าคุ้มค่าเงินที่จ่ายออกไป

สุดท้ายแล้ว เจ้าของตำแหน่งสมาร์ทโฟนเพื่อการทำงานยอดเยี่ยมประจำปี 2018 นั้นก็ได้แก่ Samsung Galaxy Note 9 ซึ่งได้รับการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์แบบแทบจะไร้ขอกังขา ด้วยคุณสมบัติโดยรวมที่สามารถตอบโจทย์ผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนแบบจริงจังได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ทำให้ Galaxy Note 9 สามารถช่วยจัดการงานของเราได้อย่างครบวงจรกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปก็คือ ปากกา S Pen ที่ล่าสุดตัวปากกาก็ถูกอัปเกรดให้กลายเป็นปากกาบลูทูธ (Bluetooth) ที่มีแบตเตอรี่แบบ Super Capacitor อยู่ภายใน ซึ่งชาร์จได้เร็วกว่าแบตเตอรี่แบบ Lithium เป็นอย่างมาก นั่นคือเสียบไว้ในเครื่องเพียง 40 วินาที ก็สามารถใช้งานได้นานถึง 30 นาที หรือกดได้ 200 ครั้ง โดยประโยชน์ของเทคโนโลยีบลูทูธที่เพิ่มเข้ามาก็คือ เราสามารถใช้ปากกา S Pen เป็นรีโมทเพื่อการสั่งงานแบบไร้สายได้ ทั้งการควบคุมการนำเสนองาน เช่นการเลื่อนหน้าใน PowerPoint, การเรียกใช้งานแอปพลิเคชัน, การสั่งบันทึกเสียง, การสั่งถ่ายภาพ, การสั่งเล่นเพลง, การเลื่อนดูรูป และอื่นๆ อีกทั้งปากกา S Pen ใหม่นี้อาศัยเทคโนโลยี Bluetooth Low Energy (BLE) ที่ใช้พลังงานต่ำเพียง 0.5 mAh, ไม่ต้องจับคู่ หรือ Pair ให้ยุ่งยาก, ไม่เสียโควต้าของอุปกรณ์บลูทูธ และทำงานได้ในระยะไกลสูงสุด 10 เมตร

ส่วนประสิทธิภาพของการจดบันทึก, ขีดเขียน หรือวาดรูป ก็ยังคงยอดเยี่ยม ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติใกล้เคียงกับการใช้ปากกาเขียนลงบนกระดาษจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับแรงกดบริเวณปลายปากกาที่มีอยู่ถึง 4096 ระดับ ดังนั้นเพียงแค่มีปากกา S Pen นี้ เราก็สามารถใช้งานแบบจริงจังได้มากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไปมากแล้ว

 

และนอกจากความสามารถของปากกา S Pen แล้ว ก็ยังมีฟีเจอร์ไฮเอนด์อื่นๆ ที่เข้ามาช่วยเสริมความสามารถด้านการทำงานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจอ Curved 2K Quad HD+ Infinity Display ใหญ่ที่สุดของค่ายที่ 6.4 นิ้ว, แบตเตอรี่อึดจุใจ 4000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายความเร็วสูง, ชิปเซ็ตตัวท็อป Exynos 9810, หน่วยความจำแรม (RAM) สูงสุด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) สูงสุด 512GB, ระบบระบายความร้อนแบบ Water-Carbon Cooling System, ใช้งานเป็นเครื่องพีซีเคลื่อนที่ด้วย Samsung Dex เวอร์ชันใหม่ที่ต่อออกจอใหญ่ได้ง่ายขึ้นด้วยการต่อสายเพียงแค่เส้นเดียว, ระบบสแกนม่านตา พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงอย่าง Samsung Knox, กล้องคู่ AI สุดอัจฉริยะ และรองรับเครือข่ายความเร็วสูงแบบ Gigabit LTE 1.2Gbps บนตัวเครื่องแบบ Metal Glass ที่สวยหรูดูดี มีความพรีเมียมภูมิฐาน แถมยังกันน้ำในระดับ IP68 ได้อีกต่างหาก เรียกว่าเหมาะแก่การพกพาไปใช้งานทุกรูปแบบ, ทุกสถานการณ์ และทุกสถานที่อย่างแท้จริง

----------------------------------------------------
รีวิว (Review) Samsung Galaxy Note 9
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ Samsung Galaxy Note 9

 

Best Entertainment Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงยอดเยี่ยม) Huawei Mate 20 X

ในยุคแรกของ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ชนิดนี้มีไว้ใช้ประโยชน์เพียงเพื่อการติดต่อสื่อสารเท่านั้น แค่มีเสียงสนทนาที่ดังฟังชัด รับสัญญาณได้ดีในทุกพื้นที่ ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน จากโทรศัพท์มือถือ ที่มีแค่ฟีเจอร์พื้นๆ ก็กลายมาเป็น สมาร์ทโฟน ที่ฉลาดขึ้น และมีฟีเจอร์มากมาย ซึ่งหนึ่งในฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานชื่นชอบมากที่สุดในยุคนี้ก็คือ ฟีเจอร์ด้านความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนตร์, เล่นเกม, ดูวิดีโอออนไลน์, ฟังเพลง และอื่นๆ ที่หลายคนใช้งานกันแบบทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นสมาร์ทโฟนที่เหมาะกับการใช้งานด้านความบันเทิงก็ควรจะมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ด้วยเช่นกัน ทั้งหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่คมชัด, การประมวลผลที่เร็วแรงลื่นไหล, การทำงานที่มีเสถียรภาพ, ระบบระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม, ระบบเสียงที่มีคุณภาพ และแบตเตอรี่ความจุสูงที่ช่วยให้สามารถเสพความบันเทิงได้ต่อเนื่องยาวนานไม่ขาดตอน

และผลการตัดสินก็ปรากฏว่า ผู้ที่คว้าตำแหน่งสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงยอดเยี่ยมประจำปี 2018 นั้นได้แก่ Huawei Mate 20 X ซึ่งเรียกว่าเกิดมาเพื่อการใช้งานด้านความบันเทิงอย่างแท้จริง ด้วยฟีเจอร์เพื่อความบันเทิงแบบจัดเต็มในทุกองค์ประกอบ เริ่มตัั้งแต่หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่สุดในเรือธงตระกูล Mate 20 Series นั่นคือหน้าจอ OLED FHD+ ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ถึง 7.2 นิ้ว, แบตเตอรี่ความจุสูงถึง 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยี HUAWEI SuperCharge (22.5W), ลำโพงคู่เสียงกระหึ่มไพเราะ ที่ปรับระดับความดังได้ถึงระดับ 40 db ตั้งแต่เสียงโทนต่ำไปจนถึงเสียงสูง, ชิปเซ็ตตัวท็อปใหม่ล่าสุดของค่ายอย่าง Kirin 980 ที่เร็วแรงขึ้น ฉลาดขึ้น ในขณะที่ประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม ซึ่งภายในนั้นมีหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76 GPU กับหน่วยประมวลผล Dual NPU เป็นรุ่นแรกของโลก ผสานเทคโนโลยี GPU Turbo 2.0 กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6 GB จึงช่วยให้การใช้งานทุกรูปแบบลื่นไหลไม่มีสะดุด แม้กระทั่งการเล่นเกมที่มีกราฟิกหนักๆ, เทคโนโลยี HUAWEI Supercool ซึ่งเป็นระบบระบายความร้อนสุดล้ำแบบ Liquid Multi-Dimensional Cooling System รุ่นแรกของโลก ที่มาพร้อม Graphene Film กับ Vapor Chamber เพื่อลดอุณหภูมิขณะเครื่องประมวลผลหนักๆ, รองรับการใช้งานร่วมกับ BETOP G1 Game Controller ซึ่งเป็นจอยสติ๊กเสริม เพื่อใช้ควบคุมการเล่นเกมอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังคงมีช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรให้เลือกใช้

 

อีกทั้งยังไม่ได้ครบเครื่องเรื่องความบันเทิงแต่เพียงด้านเดียวเท่านั้น ในด้านของการทำงาน, การใช้งานเชิงธุรกิจ หรือการถ่ายภาพ ก็ยังตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน ด้วยการรองรับการใช้งานร่วมกับปากกา M-Pen ซึ่ง สามารถขีดเขียนได้อย่างเป็นธรรมชาติใกล้เคียงกับปากกาจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับแรงกด 4096 ระดับ พร้อมเทคโนโลยี Wireless Projecting ที่สามารถใช้งานในโหมดพีซีบนจอแสดงผลภายนอกได้แบบไร้สาย และเลือกใช้โมดูลกล้องถ่ายภาพเดียวกันกับ Mate 20 Pro อีกต่างหาก (ขาดไปก็แค่ 3D Depth Sensing Camera) ซึ่งด้วยความสามารถข้างต้นนี้ จึงทำให้ Huawei Mate 20 X ก้าวมาเป็นสุดยอดสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงในใจเรา

--------------------------------------------------------------
รีวิว (Review) Huawei Mate 20 X
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ Huawei Mate 20 X

 

Best Gaming Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนเล่นเกมยอดเยี่ยม) Asus ROG Phone

ช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา วงการเกมบนสมาร์ทโฟนเรียกว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น ด้วยเกมระดับคุณภาพมากมาย ที่สามารถดึงดูดให้ผู้เล่นเข้าไปร่วมสนุกจนกลายเป็นสังคมเกมเมอร์ขนาดใหญ่ ถึงขั้นมีการแข่งขันอย่างจริงจังเพื่อให้ได้มีชื่อของตัวเองอยู่ในระดับหัวแถว แต่เพื่อให้ได้อันดับสูงๆ อุปกรณ์ที่ดีก็มีส่วนช่วยอยู่ไม่น้อย นั่นก็คือสมาร์ทโฟนดีๆ สักเครื่องที่สเปกแรงๆ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่ง ยิ่งหากเป็นสมาร์ทโฟนเกมมิ่งที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความได้เปรียบขึ้นไปอีก ดังนั้นในปีที่ผ่านมา บรรดาผู้ผลิตแบรนด์ชั้นนำ จึงเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาสมาร์ทโฟนเกมมิ่งมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานในตลาดกลุ่มนี้

 

ซึ่งท่ามกลางสมาร์ทโฟนเกมมิ่งหลายต่อหลายรุ่นที่เปิดตัวในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา ก็มีอยู่รุ่นหนึ่งเข้าตาทีมงานของเรามากที่สุด นั่นก็คือ Asus ROG Phone ยอดสมาร์ทโฟนเกมมิ่งเพื่อเกมเมอร์ตัวจริงในตระกูล Republic of Gamers ที่เร็วแรงขั้นสุดด้วยชิปเซ็ตตัวท็อปอย่าง Snapdragon 845 ที่มากับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 630 พร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาดจุใจที่ 8 GB, ระบบระบายความร้อน GameCool Vapor-Chamber Cooling System ที่ผสานกับเทคโนโลยี AeroActive Cooler ซึ่งช่วยให้เครื่องไม่ร้อนแม้ต้องรับมือกับการประมวลผลหนักๆ, จอ AMOLED HDR ซึ่งมีค่า Refresh Rate ที่ 90 Hz กับความเร็วในการตอบสนองที่ 1 ms, ระบบสั่นที่สมจริงแบบ AirTriggers กับระบบ Advanced Haptics สุดล้ำ, ลำโพงคู่เสียงกระหึ่ม ที่ทำงานผสานกับ Dual Smart Amplifiers, หน่วยความจำภายใน (ROM) สูงสุดขนาด 512 GB ที่ช่วยให้โหลดเกมใหญ่ๆ มาใส่ได้อย่างเต็มที่, โหมดการทำงานแบบ X Mode เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการเล่นเกม, USB-C จัดเต็ม 3 ช่อง พร้อมการออกแบบพอร์ตให้อยู่ด้านข้างของตัวเครื่องเพื่อไม่ให้รบกวนมือของเราขณะเล่นเกม ซึ่งรองรับโมดูลเสริมทั้ง Mobile Desktop Dock กับ TwinView Dock, รองรับการควบคุมแบบเครื่องเกมคอนโซลบนเทคโนโลยีไร้สาย ด้วยอุปกรณ์เสริมอย่าง Gamevice Controller กับ WiGig Display Dock, แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4000 mAh พร้อมเทคโนโลยี ASUS HyperCharge, กล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล และอุปกรณ์เสริมเพื่อขั้นสุดของการควบคุม บนบอดี้โลหะแข็งแกร่งดีไซน์ดุดันที่ถูกเสริมความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยไฟ Aura RGB ที่เปล่งแสงอยู่ด้านหลังตัวเครื่อง ดังนั้นด้วยความโดดเด่นทั้งหมดนี้ คงไม่มีข้อกังขาใดๆ สำหรับตำแหน่งสมาร์ทโฟนเล่นเกมยอดเยี่ยมประจำปี 2018 ของ Asus ROG Phone รุ่นนี้

---------------------------------------------
รีวิว (Review) ASUS ROG Phone

 

Best Value Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนคุ้มค่ายอดเยี่ยม) Pocophone F1

สำหรับใครที่มีงบประมาณไม่จำกัด การจะจับจองเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนรุ่นไฮเอนด์ สเปกแรงๆ ฟีเจอร์ดีๆ สักเครื่อง ก็คงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เรียกว่าเอาสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปของแต่ละแบรนด์มาวางเรียงกันแล้วจิ้มนิ้วเลือกตัวที่ชอบก็ยังได้ เพราะความสามารถของรุ่นระดับเรือธงตัวท็อปจากแบรนด์ชั้นนำก็คงยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แต่สำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีสเปกดีๆ กับฟีเจอร์ระดับสูง เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ยังพอเป็นไปได้ก็คือ การมองหาสมาร์ทโฟนจากแบรนด์รอง ที่มีคุณสมบัติบางอย่างใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงจากแบรนด์ใหญ่ ในราคาที่ย่อมเยาลงมานั่นเอง อย่างน้อยคุณสมบัติด้านการประมวลผล หากสามารถใช้งานได้เร็วแรงลื่นไหลสูสีกันได้ก็นับว่าน่าพอใจมากแล้ว

ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมา ตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มที่เน้นในเรื่องราคาที่คุ้มค่านี้ มีการแข่งขันกันอย่างหนัก แบบไม่มีใครยอมใคร เปิดตัวออกมาสร้างความเซอร์ไพรส์ต่อเนื่องตลอดทั้งปีแบบนับรุ่นกันแทบไม่ทัน รุ่นไหนที่เปิดราคามาดี และให้สเปกคุ้มค่า ไม่นานนักคู่แข่งก็จะส่งอีกรุ่นออกมาขึ้นสังเวียนด้วยทันที แต่สุดท้ายแล้วเจ้าของตำแหน่งสมาร์ทโฟนคุ้มค่ายอดเยี่ยมประจำปี 2018 ที่เราพิจารณาแล้วคิดว่าคู่ควรมากที่สุดก็ได้แก่ Pocophone F1 สมาร์ทโฟนสุดคุ้มจากแบรนด์ลูกของ Xiaomi ที่เข้ามาสร้างความฮือฮาในตลาดบ้านเรา ด้วยจุดขายสำคัญคือ “เป็นสมาร์ทโฟนชิปเซ็ต Snapdragon 845 ที่มีราคาถูกที่สุด” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าชิปเซ็ต Snapdragon 845 นั้นเป็นชิปเซ็ตตัวท็อปที่แรงที่สุดของปี 2018 จากค่าย Qualcomm ที่มักจะหาได้ในสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปราคาหลักหมื่นปลายๆ-สามหมื่นบาท แทบทั้งสิ้น แต่ Pocophone F1 กลับมีราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 10,990 บาท เท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่เข้ามาทำให้ฝันของคนงบน้อยแต่อยากแรงกลายเป็นจริงขึ้นมา

 

ด้วยราคาที่สุดแสนจะสบายกระเป๋าเช่นนี้ แน่นอนว่าเรื่องของนวัตกรรมล้ำๆ ก็อาจจะไม่ได้โดดเด่นเท่ากับเรือธงระดับบนจากแบรนด์ใหญ่ แต่หากดูในเรื่องของฟีเจอร์อื่นๆ นอกเหนือไปจากชิปเซ็ต Snapdragon 845 ที่มาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 630 แล้ว ก็นับว่าครบเครื่องน่าสนใจไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ตั้งแต่หน้าจอแสดงผลดีไซน์ไร้ขอบขนาดใหญ่ 6.18 นิ้ว ที่มีความละเอียดคมชัดระดับ FHD+, ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบ LiquidCool, แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Quick Charge 3.0, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6 GB, กล้องหลังคู่ AI Dual Camera 12+5 ล้านพิกเซล พร้อมระบบโฟกัสภาพแบบ Dual Pixel Autofocus กับระบบ AI Scene Recognition, กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด AI Beautify 4.0, ลำโพงเสียงแบบคู่, ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ IR Face Unlock ที่ใช้ลำแสงอินฟราเรดช่วยสแกนในที่มืด, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และรองรับการสแตนด์บายแบบ Dual 4G LTE โดยทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ที่ถูกครอบทับด้วย MIUI 9.6 (MIUI for POCO) ดังนั้นหากใครมีงบประมาณที่ราว 1 หมื่นบาท Pocophone F1 ก็เป็นรุ่นที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

----------------------------------------------
พรีวิว (Preview) POCOPHONE F1
สรุปคุณสมบัติ และราคา ของ POCOPHONE F1

 

Best Import Smartphone 2018 (สมาร์ทโฟนเครื่องนอกยอดเยี่ยม) Google Pixel 3 | 3 XL

จริงอยู่ว่าสมาร์ทโฟนเครื่องศูนย์ที่ถูกนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้นมีรุ่นดีๆ ให้เลือกซื้อกันมากมาย แต่ก็มีสุดยอดสมาร์ทโฟนรุ่นเด่นๆ ของโลกอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ถึงแม้กระนั้น ผู้ใช้บางคนก็ยังรักเดียวใจเดียว ถึงกับลงทุนบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปซื้อถึงประเทศที่วางจำหน่าย หรือไม่ก็ยอมจ่ายแพงกว่าราคาปกติเพื่อซื้อเครื่องนอก (เครื่องหิ้ว) ตามร้านค้ารายย่อยที่นำเข้ามาจำหน่าย แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีการรับประกันจากศูนย์ก็ตาม อย่างไรก็ดีเท่าที่เคยได้สอบถามมา ต่างก็รู้สึกคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะได้มาซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นที่แตกต่างจากรุ่นตลาดบ้านเราทั่วๆ ไป และได้รุ่นที่ต้องการจริงๆ

สำหรับทีมงานของเรา ก็มีสมาร์ทโฟนอยู่ตระกูลหนึ่งที่เฝ้าฝันอยากให้มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเสียที แต่รอมานานหลายปีก็ยังไร้วี่แวว นั่นก็คือ Google Pixel 3/3 XL สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ซึ่งแม้ตอนนี้จะทำได้เพียงแค่หิ้วมาจากต่างประเทศ หรือซื้อเครื่องนอกจากร้านในประเทศไทย ก็ยังถือว่าเป็นอะไรที่น่าลงทุน (สำหรับผู้ที่งบประมาณเยอะสักหน่อย) ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นรุ่นที่อินดี้ที่ไม่เหมือนใคร แต่ Google Pixel 3/3 XL นั้นเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปที่ให้ความรู้สึกของความเป็น Google หรือความเป็น Android อย่างแท้จริง และมีความสามารถที่น่าสนใจมากมายจนยากที่จะมองข้ามไปได้ง่ายๆ นั่นเอง

จุดขายพื้นฐานอย่างแรกของ Google Pixel 3/3 XL ก็คือความเป็น Pure Android อย่างแท้จริง ทั้งส่วนของ UI, Widget, AI, การควบคุมแบบใหม่ด้วยระบบ Gesture Control ที่ใช้ท่าทางแทนปุ่ม Navigation Key 3 ปุ่มแบบเดิมๆ และฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย ที่ให้อารมณ์แตกต่างจากสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่ถูกครอบทับด้วย UI ของแต่ละแบรนด์ และที่สำคัญด้วยการที่เป็นสมาร์ทโฟนลูกรักของ Google เอง ดังนั้นจึงมั่นใจได้มากที่สุดแล้วว่า จะได้รับการอัปเดตระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชันใหม่ๆ รวมถึงระบบความปลอดภัย ก่อนใครอยู่เสมอ เรียกว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก Google ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราประทับใจมากเป็นพิเศษ ก็คือพื้นที่เก็บบันทึกไฟล์รูปภาพต้นฉบับ และไฟล์วิดีโอระดับ 4K แบบไม่จำกัด ด้วยบริการ Google Photos ยาวๆ ไปจนถึงปี 2022 ซึ่งหาไม่ได้จากสมาร์ทโฟนรุ่นใด และช่วยให้เรารู้สึกคุ้มค่ามากขึ้นกับเงินที่จ่ายออกไป

แต่จุดขายที่ดูเหมือนจะโดดเด่นยิ่งกว่าตัวของระบบไปเสียแล้วก็คือกล้องถ่ายภาพ ที่แม้กล้องถ่ายภาพตัวหลักของ Google Pixel 3/3 XL จะเป็นกล้องแบบเดี่ยว (Single Camera) ซึ่งแตกต่างจากสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปจากแบรนด์อื่นๆ ที่หันไปใช้กล้องคู่ (Dual Camera) กับกล้อง 3 ตัว (Triple Camera) กันแทบทั้งสิ้น หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นใหม่อย่าง Samsung Galaxy A9 ก็มีกล้องหลังมากถึง 4 ตัว (Quad Camera) แต่ทว่าคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้จากกล้องเดี่ยวของ Pixel 3/3 XL นั้นยอดเยี่ยมน่าประทับใจไม่แพ้กัน อีกทั้งบางภาพยังถ่ายออกมาได้สวยงามกว่าเสียด้วยซ้ำ ซึ่งก็คงต้องยกเครดิตให้กับนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นชิป Pixel Visual Core ที่ใช้เพื่อการประมวลผลภาพโดยเฉพาะ ซึ่งทำงานผสานกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถเรียนรู้ และฉลาดขึ้นได้ในแบบของ Machine Learning ดังนั้นยิ่งเราใช้งานกล้องมากเท่าไหร่ กล้องก็จะสามารถถ่ายภาพได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดั่งช่างภาพที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชน, โหมด Top Shot ที่ระบบ AI จะช่วยเลือกช็อตที่ดีที่สุดให้เราโดยอัตโนมัติ รวมทั้งเรายังสามารถกลับมาเลือกช็อตที่ดีที่สุดในภายหลังได้เอง แม้จะกดถ่ายไปแล้วก็ตาม, โหมด Night Sight ที่ช่วยเปิดเผยรายละเอียดในเวลากลางคืนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อโดยไม่ต้องใช้ไฟแฟลช, โหมด HDR+ ที่ช่วยให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ดีในทุกสภาพแสง, ระบบป้องกันการสั่นไหวที่ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยี OIS กับ EIS, เทคโนโลยีซูมภาพความละเอียดสูงแบบ Super Res Zoom, โหมดถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ที่สร้างเอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ และนอกจากนี้ก็ยังมีฟังก์ชัน Google Lens ฝังอยู่ในแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพให้พร้อมใช้งานได้ทันที

 

ส่วนกล้องด้านหน้าก็นับว่าไม่ธรรมดา ด้วยกล้องแบบคู่ (Dual Front Camera) ความละเอียด 8+8 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นเลนส์มุมกว้าง (Wide 107 องศา) กับเลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto 75 องศา) ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่กว้างขึ้น, ง่ายขึ้น และสนุกขึ้น โดยเฉพาะการเซลฟี่เป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ หลายคน (Group Selfie) และสำหรับการถ่ายเซลฟี่ในโหมดบุคคล (Portrait) พร้อมเอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอนั้น กล้องก็สามารถตัดขอบได้อย่างสวยงามแนบเนียนเป็นพิเศษอีกด้วย

และนอกจากความยอดเยี่ยมของระบบ กับกล้องถ่ายภาพแล้ว ความสามารถในด้านอื่นๆ ของ Google Pixel 3/3 XL ก็นับว่าไฮเอนด์จัดเต็มล้ำยุคไม่แพ้สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปรุ่นใด เริ่มตั้งแต่เทคโนโลยีตรวจจับแรงบีบตัวเครื่องเพื่อเรียกใช้ผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant, ชิปเซ็ต Snapdragon 845, จอแสดงผล OLED ดีไซน์ไร้ขอบไร้ปุ่มโฮม ที่รองรับการแสดงผลแบบ HDR รวมถึงรองรับช่วงกว้างของสีตามมาตรฐาน DCI-P3 กับ sRGB, ลำโพงเสียงแบบคู่ที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง, ชิป Titan M สำหรับระบบรักษาความปลอดภัย, เทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายแบบ Qi Wireless Charging และรองรับการใช้งาน AR/VR ร่วมกับ Google Daydream View Headset บนตัวเครื่องกรอบอะลูมิเนียม ที่ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 ทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง พร้อมคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP68 ซึ่งด้วยความโดดเด่นทั้งหมดนี้ จึงทำให้ Google Pixel 3/3 XL เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องนอก (เครื่องหิ้ว) ที่คุ้มกับการลงทุนในระยะยาว จนได้รับตำแหน่งสมาร์ทโฟนเครื่องนอกยอดเยี่ยมประจำปี 2018 ของเราไป

--------------------------------------------------------------
สรุปข้อมูล และฟีเจอร์ของ Google Pixel 3 | 3 XL

 

สรุปส่งท้ายกับเหล่าสมาร์ทโฟนยอดเยี่ยมประจำปี 2018

และข้างต้นก็คือผลสรุปของสมาร์ทโฟนที่ทีมงาน Thaimobilecenter ยกให้เป็นที่สุดของปี 2018 ที่ผ่านมา แต่กว่าที่จะได้รุ่นที่ดีที่สุดในแต่ละประเภท ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากคู่แข่งที่เข้ารอบสุดท้ายมาต่างก็มีทีเด็ดสูสีกันแบบหายใจรดต้นคอ ในแบบที่ว่าจะเลือกรุ่นใดก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และแน่นอนว่าก็ย่อมจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย กับผู้ที่เห็นต่างออกไป ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละท่านที่คงจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวนั่นเอง ส่วนปี 2019 นี้ จะมีสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต รุ่นใหม่รุ่นใดที่จะเผยโฉมออกมาสร้างความประทับใจให้กับพวกเราอีกบ้าง พวกเราทีมงาน Thaimobilecenter ก็จะคอยเกาะติดความเคลื่อนไหว และเอามาอัปเดตนำเสนอให้แก่ทุกท่านแบบฉับไวทันใจเช่นเคยอย่างแน่นอน

 

thaimobilecenter.com

 

วันที่ : 25/1/2562

 แสดงความคิดเห็นที่นี่
อัพเดทข่าว เนื้อหาล่าสุด
รวม 3 โปรเด่น Samsung Galaxy S10 รับฟรี Galaxy Buds หู
เปิดการวางจำหน่ายมาสักพักแล้วนะคะสำหรับ Samsung Galaxy S10 Series ทั้งสามรุ่นในประเทศไทย วันนี้เราก็
แนะนำโปรสุดคุ้ม AIS Super Smart Plus ถอย Huawei Y5 Lit
สมาร์ทโฟนในกลุ่มราคาประหยัดจัดว่าเป็นกลุ่มที่มีกระแสดีมาอย่างต่อเนื่องในบ้านเรา เพราะมีสเปกโดยรวมที่
พรีวิว Samsung Galaxy A70 กับจอใหญ่สะใจ 6.7 นิ้ว พร้อม
ภายในงาน Samsung Event ที่จัดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากตระกูล Gal
พรีวิว Samsung Galaxy A80 จัดเต็มรอบด้านด้วยกล้องหมนได
เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Samsung Galaxy A80 สมาร์ทโฟนตระกูล A-Series รุ่นใหม่ล่าสุด ที่พลิกโ
สรุปจุดเด่น Vivo V15 มือถือกล้อง Pop-Up 32MP ผสานกล้อง
นอกเหนือไปจาก Vivo V15 Pro รุ่นท็อปจากตระกูล V-Series ก็ยังมีรุ่นน้องอย่าง Vivo V15 เป็นอีกหนึ่งทางเ
News Update
เปิดตัว Asus ZenFone Live (L2) รุ่นเล็กน้องใหม่กับบอดี
ล่าสุดนี้ทางค่าย Asus ได้ทำการเปิดตัว Asus ZenFone Live (L2) รุ่นต่อยอดอย่างเป็นทางการ กับการดีไซน์จ
Samsung Galaxy S10 ปล่อยอัปเดตโหมดถ่ายภาพกลางคืนโดยเฉพ
Samsung Galaxy S10 Series ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปี ถือว่ามีการอัปเกรดครั้งใหญ่ทั้งในเรื่องสเป
เผยโฉมแรก Lenovo Z6 Pro ว่าที่เรือธงกล้อง 100 ล้านพิกเ
หลังจากที่มีการยืนยันกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Lenovo Z6 Pro ว่าที่เรือธงกล้องคมชัด 100 ล้าน
iPhone XI อาจอัปเกรดใหญ่ด้วยจอ 6.5 นิ้ว กล้องหลัง 3 ตั
ยังคงมีข่าวสารอย่างต่อเนื่องสำหรับ iPhone XI (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ) หรือไอโฟนรุ่นใหม่แห่งปี 2019 ท
Samsung ชี้แจงทางการ กรณีหน้าจอ Galaxy Fold มีปัญหาหลั
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Samsung ได้ส่งตัวเครื่อง Samsung Galaxy Fold สมาร์ทโฟนพับหน้าจอได้รุ่นแรกขอ