ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 30/11/2018

รีวิว (Review) OPPO R17 Pro

เรือธง R-Series กล้อง 3 ตัว พร้อม AI-Ultra Clear กับ Ultra Night Mode ที่เกิดมาเพื่อการถ่ายภาพกลางคืน ผสานแบตเตอรี่ Super VOOC ที่ชาร์จเร็วที่สุด, กล้องหน้า AI Beauty 25 ล้านพิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 710, RAM 8GB+ROM 128GB, จอไร้ขอบทรงหยดน้ำ 6.4 นิ้ว และสแกนนิ้วใต้หน้าจอ บนบอดี้กระจกโค้ง 3D Glass ไล่เฉดสีแบบ S-Curved สุดพรีเมียมงดงาม!

 

29 พฤศจิกายน 2018 - ล่าสุดนี้ทาง OPPO ประเทศไทยก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับท็อปจากตระกูล R-Series รุ่นใหม่อย่าง OPPO R17 Pro เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการกลับมาในครั้งนี้ก็มีการยกเครื่องใหม่ทั้งด้านดีไซน์ และฟีเจอร์ภายในหลายด้าน สำหรับการดีไซน์นั้นเป็นหน้าจอไร้ขอบแบบหยดน้ำ (Water Drop Screen) ขนาดใหญ่ 6.4 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 พร้อมเทคโนโลยี AMOLED บนความคมชัดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 402 ppi) ที่ให้ความคมชัด และการแสดงผลแบบเต็มตา เต็มอารมณ์กว่าที่เคย ที่สำคัญคือครอบทับหน้าจอด้วยกระจกขอบนูนแบบ Corning Gorilla Glass 6 เป็นรุ่นแรกของโลก โดยมีจุดเด่นในด้านความแข็งแแกร่ง ที่มากกว่ากระจกรุ่นก่อนอย่าง Gorilla Glass 5 ที่ใช้งานบนสมาร์ทโฟนปัจจุบันถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายใต้หน้าจอแสดงผลแบบ Hidden Fingerprint Unlock ไว้ และยังสามารถเลือกการแสดงผลขณะปลดล็อกได้ถึง 5 รูปแบบอีกด้วย

ตัวเครื่อง OPPO R17 Pro ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Glass Unibody ด้วยกรอบโลหะอะลูมิเนียม และครอบทับฝาหลังด้วยกระจกแบบ 3D Glass พร้อมการไล่เฉดสี เล่นกับแสงเป็นรูปตัว S (S-Curved) จากขอบจรดขอบทั้งหมด 2 สี 2 สไตล์ ได้แก่ Emerald Green และ Radiant Mist

ด้านสเปกขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง Qualcomm Snapdragon 710 ที่มีหน่วยประมวลผล GPU Adreno 616 พร้อมจับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และความจุภายในตัวเครื่อง 128GB ที่สามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกมได้พอสมควรเลยทีเดียว บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ที่ถูกครอบทับด้วย ColorOS 5.2 โดยมีแบตเตอรี่ 3700 mAh แบบสองก้อน (Bi-Cell Battery) ความจุ 1850 + 1850mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Super VOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 - 40% ได้ในเวลาเพียง 10 นาที จึงขึ้นแท่นเป็นเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟนที่เร็วที่สุดในโลก เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน และไม่ต้องรอการชาร์จแบตเตอรี่นานๆ เหมือนกับสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป

 

OPPO R17 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่ายที่ติดตั้งระบบกล้องหลังแบบ Triple Camera ภายใต้คอนเซ็ต์ “Seize The Night” โดยกล้องตัวที่หนึ่งความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Smart Aperture สำหรับสลับค่ารูรับแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงระหว่าง f/1.5 และ f/2.4 โดยมีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.55" พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน และถ่ายภาพคมชัดสูงสุดที่ระดับ 24 ล้านพิกเซล สำหรับกล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.6 ที่ช่วยในเรื่องการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ ส่วนกล้องตัวที่สามเป็นแบบ TOF 3D Camera สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น และการสแกนวัตถุแบบ 3 มิติ ซึ่งรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS (Optical Image Stabilization), การปรับแต่งภาพถ่ายให้อัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ฟังก์ชัน AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม และเทคโนโลยี AI Ultra-Clear Engine ที่ประกอบไปด้วย AI Engine, Ultra-Clear Engine และ Color Engine

รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode ที่เป็นพระเอกสำคัญของ OPPO R17 Pro กับการใช้ระบบ AI Ultra-clear Engine มาประมวลผลภาพถ่ายในเวลากลางคืนเป็นระยะเวลา 2 - 4 วินาที เพื่อปรับสภาพแสงของภาพให้เหมาะสม และช่วยให้ภาพที่ออกมามีความคมชัดมากยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงไดนามิคของภาพที่กว้างขึ้นทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน

 

ทางด้านกล้องหน้าก็จัดมาให้ที่ 25 ล้านพิกเซล โดยใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX576 ที่มีรูรับแสงขนาด f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของใบหน้าผู้ใช้งาน เพื่อนำมาปรับแต่งภาพถ่ายให้มีความสวยงาม (วิเคราะห์ลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานทั้งหมด 296 จุด) และรองรับโหมดการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ รวมถึงลูกเล่นน่ารักๆ อย่าง AR Sticker ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับการเซลฟี่ และฟีเจอร์ Omoji เป็นการสร้างอีโมจิที่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใบหน้าของผู้ใช้งาน โดยผู้ใช้สามารถบันทึกเป็นภาพนิ่ง หรือคลิปวิดีโอ เพื่อนำไปแชร์ต่อให้แก่เพื่อนๆ ในโซเชียลได้ทันที นอกจากนี้ยังรองรับการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้าแบบ Facial Unlock อีกด้วย

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า OPPO R17 Pro มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียม หรือฟีเจอร์ที่จัดมาให้แบบครบครัน และระบบการถ่ายภาพที่ดีกว่าเดิม กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 24,990 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว OPPO R17 Pro ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ

 

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO R17 Pro มาในแพ็กเกจสีน้ำเงินแบบเรียบหรูที่ต้องทำการดึงออกจากด้านข้าง พร้อมโลโก้สัญลักษณ์ R17 Pro แบบไล่เฉดสีเหมือนกับสีตัวเครื่องใหม่ล่าสุดอย่าง Radiant Mist ส่วนตัวเครื่องที่ทีมงานนำมารีวิวในวันนี้จะเป็นสี Emerald Green

 

ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ได้แก่ เคสใส, อะแดปเตอร์เทคโนโลยี Super VOOC Flash Charge, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, คู่มือการใช้งาน และเข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด

 

ภาพตัวอย่างการใส่เคสใสที่มาในแพ็กเกจ

 

OPPO R17 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล AMOLED ไร้ขอบแบบหยดน้ำ (Water Drop Screen) ขนาด 6.4 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 (พื้นที่การแสดงผล 91.5%) ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 402 ppi) ครอบทับด้วยกระจกขอบนูน Gorilla Glass 6 เป็นรุ่นแรกของโลก บนตัวเครื่องขนาด 157.6x74.6x7.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 183 กรัม

 

ที่ด้านบนประกอบไปด้วยกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่คมชัด 25 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX576 ที่มีรูรับแสง F/2.0 และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของใบหน้าผู้ใช้งาน เพื่อนำมาปรับแต่งภาพถ่ายให้มีความสวยงาม (วิเคราะห์ลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานทั้งหมด 296 จุด) พร้อมลำโพงสนทนาที่ด้านบน และติดตั้งเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม

 

นอกจากนี้ยังรองรับระบบการสแกนใบหน้า (Facial Unlock) ในการปลดล็อกตัวเครื่องอีกด้วย

 

ด้านหน้าส่วนล่างใช้ปุ่มควบคุมบนหน้าจอแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent App, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ

 

OPPO R17 Pro มาพร้อมเทคโนโลยีการสแกนนิ้วที่ฝังไว้ภายใต้หน้าจอแสดงผล (Hidden Fingerprint Unlock) ที่สามารถสแกนได้รวดเร็วทันใจ

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับแถบเสารับสัญญาณ และไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย ลำโพงเสียงภายนอก, ไมโครโฟนตัวหลักสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, และช่องถาดใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM

 

OPPO R17 Pro รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) พร้อมรองรับการสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด (Dual 4G) โดยไม่รองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card

 

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ, เปิด-ปิด เครื่อง และเรียกใช้ Google Assistant

 

ด้านซ้ายมีปุ่มสำหรับปรับระดับเสียง

 

OPPO R17 Pro ใช้เทคโนโลยีการผลิตตัวเครื่องแบบ Glass Unibody ที่ครอบทับฝาหลังด้วยกระจกแบบ 3D Glass สะท้อนเล่นกับแสงตามมุมที่ตกกระทบได้เป็นรูปตัว S (S-Curved) โดยสีที่ทางทีมงานได้รับมารีวิวนั้นคือสีเขียว Emerald Green

 

ที่ด้านหลังตัวเครื่องของ OPPO R17 Pro มีการติดตั้งระบบกล้องแบบ Triple Camera พร้อมไฟแฟลช Dual-LED โดยกล้องตัวแรกความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับเทคโนโลยี Smart Aperture สำหรับสลับค่ารูรับแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงระหว่าง F/1.5 และ F/2.4 ส่วนกล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.6 สำหรับทำภาพหน้าชัดหลังเบลอ และกล้องตัวที่ 3 เป็นแบบ TOF 3D Camera สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น และการสแกนวัตถุแบบ 3 มิติ OPPO R17 Pro รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS (Optical Image Stabilization), การปรับแต่งภาพถ่ายให้อัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยี AI Scene Recognition และเทคโนโลยี AI Ultra-Clear Engine ที่ประกอบไปด้วย AI Engine : ปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยวิเคราะห์ฉาก หรือซีนที่เรากำลังถ่ายอยู่ จากนั้นจะนำไปเลือกรูปแบบการตั้งค่าของกล้องถ่ายภาพ รวมถึงวิธีการปรับแต่งสีสันให้แบบอัตโนมัติUltra-Clear Engine : ในสภาวะที่มีแสงน้อยระบบจะวิเคราะห์ และขยายเวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์ให้นานขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อทำการเก็บแสงให้ได้มากขึ้น Color Engine : ระบบแต่งเติมสีที่ลงลึกไปถึงระดับพิกเซล ช่วยให้ภาพที่ออกมามีสีสันที่สดใสยิ่งกว่าเดิม และยังเสริมความโปร่ง และมีมิติของภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode ที่เป็นการใช้ AI Ultra-clear Engine สำหรับประมวลผลภาพถ่ายเป็นระยะเวลา 2-4 วินาที เพื่อปรับสภาพแสงของภาพให้เหมาะสม ผลลัพธ์จะช่วยให้ภาพที่ออกมามีความคมชัดมากยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงไดนามิคของภาพที่กว้างขึ้นทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนมากกว่าที่เคย

 

เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

OPPO R17 Pro ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.1 Oreo ซึ่งถูกครอบทับด้วย ColorOS 5.2 โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่อง 128GB ซึ่งไม่รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card

 

และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE

 

เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Swtich ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Center แถบการแจ้งเตือนต่างๆ

 

โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ

 

เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Smart Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่คอยแนะนำฟีเจอร์ และข้อมูลต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟน เช่น ข้อมูลการออกกำลังกาย, ภาพถ่ายในแต่ละสัปดาห์ หรือรายชื่อผู้ติดต่อที่ติดต่อเป็นประจำ และยังสามารถปรับแต่งรูปแบบแอปพลิเคชันที่แสดงภายในหน้า Smart Assistant ได้ ด้วยการกดไอคอนแก้ไข (Edit) บริเวณด้านล่าง

 

เมื่อกดค้างที่หน้าจอจะเป็นการเข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการได้ รวมถึงเอฟเฟ็กเวลาเปลี่ยนหน้าจอ

 

และเมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่มไอคอน X ที่ด้านล่าง

 

สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อผู้ติดต่อ, การบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ และ Keep Notes สำหรับบันทึกข้อมูลต่างๆ

 

สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ปรับความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร และด้วยดีไซน์ของ OPPO R17 Pro ที่เป็นแบบ Water Drop Screen ในอัตราส่วน 19.5:9 จึงสามารถปรับให้บางแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลในสัดส่วนแบบเต็มหน้าจอได้

 

รองรับฟังก์ชัน Night Shield สำหรับปรับความสว่างหน้าจอเพื่อให้สบายตาขณะใช้งานในเวลากลางคืน

 

สามารถเปิด-ปิด ฟังก์ชัน Lockscreen Magazine ในการเปลี่ยนภาพล็อกหน้าจอทุกครั้งที่เปิดการทำงาน และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้

 

การแสดงไอคอนแบบ 4x6 และ 5x6

 

สามารถปรับเปลี่ยนภาพื้นหลัง (Wallpaper) และธีมของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ

 

สำหรับท่านที่ต้องการใช้งานพื้นหลัง หรือรูปแบบธีมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน Theme Store

 

แอปพลิเคชัน Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการเคลียร์ข้อมูลแคช (Cache Data), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

 

สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้ รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้

 

หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gesture Navigation ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ โดยมีให้เลือกใช้งานตามความถนัดถึง 4 รูปแบบ

 

รวมถึงฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ

 

โดยรองรับการใช้งานในแนวนอนด้วยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ

 

และสามารถเลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้

 

และเมื่อกดค้างที่ไอคอนแอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

OPPO R17 Pro ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน หรือการแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง และ Smart Call การโทรแบบอัจฉริยะ ที่สามารถตั้งค่าให้รับสาย หรือโทรออกได้อัตโนมัติเมื่อมีการแนบตัวเครื่องกับใบหู รวมถึงการยกหน้าจอเพื่อปิดเสียงขณะมีสายเรียกเข้า

 

โดยที่สามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย

 

รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อีกด้วย

 

นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google บน OPPO R17 Pro ได้ด้วยเช่นกัน โดยกดค้างที่ปุ่มโฮมบนหน้าจอ หรือกดค้างที่ปุ่ม Power ประมาณ 2 วินาที โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

ตัวอย่างการใช้งานบนบริการ Google Lens

 

นอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สายแบบ NFC และบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC

 

OPPO R17 Pro รองรับการใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน ที่เมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

 

หนึ่งในจุดขายสำคัญของ OPPO R17 Pro คือแบตเตอรี่ความจุ 3700 mAh (แบตเตอรี่สองก้อนแบบ Bi-Cell Battery ความจุ 1850 + 1850mAh) พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Super VOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 - 40% ได้ในเวลาเพียง 10 นาที เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน พร้อมทั้งประหยัดเวลาในการชาร์จอีกด้วย

 

ฟังก์ชัน Quiet Time สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน

 

หนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน OPPO R17 Pro ได้แก่ Clone Apps สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์

 

OPPO R17 Pro ยังมีฟังก์ชัน App Split-Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 4 วิธี

 

ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ

 

ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้ดี ไหลลื่น และสามารถแสดงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

 

OPPO R17 Pro รองรับฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่จอโทรทัศน์ หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย

 

สำหรับผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟน OPPO ด้วยกันก็สามารถแชร์ข้อมูลหากันได้ทันทีผ่านระบบ OPPO Share

 

ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้หลักๆ 2 แบบ คือ รวมภาพถ่ายทั้งหมด และแสดงแบบแยกอัลบั้ม

 

สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยบน OPPO R17 Pro มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งอยู่ภายใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock) โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ

 

และยังสามารถเลือกการแสดงผลขณะปลดล็อกได้ถึง 5 รูปแบบ

 

และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว

 

ท่านที่ใช้งาน OPPO R17 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที

 

แอปพลิเคชัน Tips เป็นแหล่งรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้ทราบถึงวิธีการ หรือเคล็ดลับในการใช้งานด้านต่างๆ

 

บริการ OPPO Cloud พื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลต่างๆ ก็มีให้ใช้งานบน OPPO R17 Pro

 

OPPO R17 Pro รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Dirac ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย (ระบบเสียง Dirac จะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)

 

OPPO R17 Pro รองรับฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ

 

สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง OPPO R17 Pro นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor

 

สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 35 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 5 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง

 

OPPO R17 Pro มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง Qualcomm Snapdragon 710 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.2 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 616, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ ColorOS 5.2

 

OPPO R17 Pro มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 163,042 คะแนน ส่วนผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน Geekbench 4 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) อยู่ที่ 1,820 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) อยู่ที่ 5,911 คะแนน

 

สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 1,810 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 1,434 คะแนน

 

OPPO R17 Pro รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน OPPO R17 Pro คือ Game Space ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

 

จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสามมิติอย่าง PUBG Mobile, ROV, Asphalt 9 และ Marvel Future Fight ก็พบว่า OPPO R17 Pro นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก แต่ก็มีการสะสมความร้อนให้เห็นบ้าง

 

OPPO R17 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ AMOLED Water Drop Screen ขนาด 6.4 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 (พื้นที่การแสดงผล 91.5%) ความละเอียดระดับ Full HD+ จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ

 

กล้องดิจิทัล การถ่ายภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ

สำหรับกล้องถ่ายภาพของ OPPO R17 Pro เป็นแบบ Triple Camera ประกอบด้วยกล้องตัวแรกความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับเทคโนโลยี Smart Aperture สำหรับสลับค่ารูรับแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงระหว่าง F/1.5 และ F/2.4 ส่วนกล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.6 สำหรับทำภาพหน้าชัดหลังเบลอ และกล้องตัวที่ 3 เป็นแบบ TOF 3D Camera สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น และการสแกนวัตถุแบบ 3 มิติ โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบง่าย สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน

 

โดยสามารถตั้งค่าสัดส่วนการถ่ายภาพได้ 3 รูปแบบ

 

และรองรับเทคโนโลยี Smart Beauty สำหรับปรับค่าผิวสวยด้วย AI แบบอัตโนมัติ

 

และมีฟีลเตอร์แบบต่างๆ ให้เลือกใช้งาน โดยจะให้อารมณ์ของภาพแตกต่างกันออกไป

 

OPPO R17 Pro ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

โหมดการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) มาพร้อมฟังก์ชันการปรับแสงแบบ 3 มิติ ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ Natural Light, Film Light, Mono-Tone Light, Bi-Color Light, Canvas Light และ Shake Light

 

นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นน่ารักๆ อย่าง AR Stickers ให้ได้เลือกใช้งานหลากรูปแบบด้วยเช่นกัน

 

รวมถึงการถ่ายภาพในมุมกว้างแบบพาโนรามา

 

สำหรับการถ่ายโหมด Expert บน OPPO R17 Pro ก็มาพร้อมกับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด

 

การถ่ายวิดีโอบน OPPO R17 Pro สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ 4K Ultra HD เลยทีเดียว พร้อมฟังก์ชัน Slow Motion ที่บันทึกความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ Full HD 1080p

 

และรองรับเทคโนโลยี Smart Beauty สำหรับปรับค่าผิวสวยได้ทั้งหมด 6 ระดับ โดยบันทึกความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p

 

รวมถึงการบันทึกวิดีโอพร้อมฟีลเตอร์แบบต่างๆ

 

ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้ามีความคมชัด 25 ล้านพิกเซล โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ทั้งการ เปิด-ปิด แฟลช, โหมด HDR และการจับเวลาถ่ายภาพ

 

โดยสามารถตั้งค่าสัดส่วนการถ่ายภาพได้ 3 รูปแบบ

 

รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับค่าผิวสวยด้วย AI แบบอัตโนมัติ หรือเลือกแบบปรับเอง โดยสามารถปรับโครงสร้างบนใบหน้าได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ผิวเนียน, ขนาดใบหน้า, คางเรียว, กราม, ขนาดดวงตา, จมูก, การเสริมสวย และความมิติบนใบหน้า

 

และรองรับการถ่ายภาพพร้อมฟีลเตอร์แบบต่างๆ

 

โหมดการถ่ายภาพ Portrait ก็มีให้ได้งานบนกล้องหน้าด้วยเช่นกัน โดยรองรับการทำงานร่วมกับ AI Beauty และฟีลเตอร์เหมือนในโหมดปกติ

 

OPPO R17 Pro มาพร้อม Omoji สร้างอีโมจิแบบ 3 มิติ ที่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใบหน้าของผู้ใช้งาน โดยผู้ใช้สามารถบันทึกเป็นภาพนิ่ง หรือคลิปวิดีโอ เพื่อนำไปแชร์ต่อให้แก่เพื่อนๆ ในโซเชียลได้ทันที รวมถึง AR Sticker สติกเกอร์แบบต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กันการถ่ายเซลฟี่

 

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับลูกเล่นการสร้างตัวการ์ตูนเหมือนผู้ใช้งานได้ รวมทั้งยังสามารถปรับแต่งทรงผม และการแต่งกายได้ โดยจะมีการสร้าง GIF ท่าทางต่างๆ 12 รูปแบบ ที่สามารถนำไปใช้งาน หรือส่งให้เพื่อนได้อีกด้วย

 

และสามารถถ่ายภาพเซลฟี่แบบมุมกว้างได้

 

การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้ารองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับค่าผิวสวยได้ทั้งหมด 6 ระดับ และสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p ส่วนในโหมดปกติ และในฟังก์ชัน Slow Motion สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ Full HD 1080p รวมถึงการถ่ายวิดีโอพร้อมฟีลเตอร์แบบต่างๆ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด 12 + 20 ล้านพิกเซล และกล้อง TOF 3D Camera ของ OPPO R17 Pro

ภาพถ่ายในโหมดปกติ

 

ภาพถ่ายในโหมด Portrait พร้อมปรับแสงแบบ Natural Light

 

ภาพถ่ายในโหมด Portrait พร้อมปรับแสงแบบ Film Light, Mono-Tone Light, Bi-Color Light, Canvas Light และ Shake Light ตามลำดับ

 

ภาพถ่ายในเวลากลางคืน

 

ภาพถ่ายโหมด Portrait ในเวลากลางคืน

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ของ OPPO R17 Pro

ภาพถ่ายในโหมดปกติ

 

ภาพถ่ายในโหมดปกติพร้อมเปิดฟังก์ชัน AI Beauty

 

ภาพถ่ายในโหมด Portrait พร้อมเปิดฟังก์ชัน AI Beauty

 

ภาพถ่ายในโหมดปกติพร้อมเปิดฟังก์ชัน AI Beauty และ AR Sticker

 

สรุปผลการทดสอบของ OPPO R17 Pro

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า OPPO R17 Pro เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ไล่มาตั้งแต่การดีไซน์แบบ Glass Unibody ที่ครอบฝาหลังด้วยกระจก 3D Glass กับการเล่นกับแสงในมุมต่างๆ เป็นรูปตัว S (S-Curved) พร้อมหน้าจอแสดงผล AMOLED Water Drop Screen ขนาดใหญ่ 6.4 นิ้วที่ใหญ่ขึ้น และความคมชัดระดับ Full HD+ ในอัตราส่วน 19.5:9 ที่มีพื้นที่การแสดงผลทั้งหมดคิดเป็น 91.5% จึงให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ และยังครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ Corning Gorilla Glass 6 ใหม่ล่าสุดเป็นรุ่นแรกของโลกอีกด้วย ความพิเศษของ OPPO R17 Pro ยังไม่หมด เนื่องจากบนหน้าจอนั้นมีการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Hidden Fingerprint Unlock ไว้ ซึ่งสามารถปลดล็อกเข้าใช้งานได้อย่างรวดเร็วทันใจ และยังสามารถเลือกการแสดงผลขณะปลดล็อกได้ถึง 5 รูปแบบ

ภายในตัวเครื่องก็จัดมาให้ครบครันด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 710 รุ่นใหม่ พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ GPU Adreno 616 ที่ทำงานร่วมกันกับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และความจุภายในตัวเครื่อง 128GB ที่สามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกมได้เพียงพอในระดับการใช้งานขั้นพื้นฐาน ซึ่งรันอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ที่ถูกครอบทับด้วย ColorOS 5.2 ที่รองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของ OPPO R17 Pro ก็คือแบตเตอรี่ 3700 mAh (แบบสองก้อน Bi-Cell Battery ความจุ 1850 + 1850mAh) พร้อมรองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Super VOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 - 40% ได้ในเวลาเพียง 10 นาที เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน และช่วยลดระยะเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบ 5 ชั้น เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าตัวเครื่องจะมีความปลอดภัยระหว่างชาร์จแบตเตอรี่อีกด้วย

 

OPPO R17 Pro มาพร้อมกับระบบกล้องหลังแบบ Triple Camera ภายใต้คอนเซ็ต์ “Seize The Night” โดยกล้องตัวแรกความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีเทคโนโลยี Smart Aperture สำหรับสลับค่ารูรับแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงระหว่าง f/1.5 และ f/2.4 โดยมีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.55" พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน และสามารถถ่ายภาพคมชัดสูงสุดที่ระดับ 24 ล้านพิกเซล ทางด้านกล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด f/2.6 ที่ช่วยในเรื่องการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) และกล้องตัวที่สามเป็นแบบ TOF 3D Camera สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น และการสแกนวัตถุแบบ 3 มิติ ซึ่ง OPPO R17 Pro รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS (Optical Image Stabilization), ฟังก์ชัน AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม และเทคโนโลยี AI Ultra-Clear Engine รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode ที่เป็นพระเอกของ OPPO R17 Pro เลยก็ว่าได้ กับการใช้ระบบ AI Ultra-clear Engine มาประมวลผลภาพถ่ายในเวลากลางคืนเป็นระยะเวลา 2 - 4 วินาที เพื่อปรับสภาพแสงของภาพให้เหมาะสม และช่วยให้ภาพที่ออกมามีความคมชัดมากยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงไดนามิคของภาพที่กว้างขึ้นทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญในด้านการถ่ายภาพที่ต้องปรับ หรือตั้งค่าด้านต่างๆ ก็สามารถเก็บภาพบรรยากาศในเวลากลางคืนแบบครบทุกรายละเอียดได้อย่างง่ายดาย

กล้องหน้าสำหรับเซลฟี่ก็ยังคงให้มาเต็มที่ที่ 25 ล้านพิกเซล กับเซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX576 ที่มีรูรับแสงขนาด f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของใบหน้าผู้ใช้งาน เพื่อนำมาปรับแต่งภาพถ่ายให้มีความสวยงาม (วิเคราะห์ลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานทั้งหมด 296 จุด) ที่มีให้เลือกใช้งานแบบ AI อัตโนมัติ หรือปรับได้เอง โดยสามารถปรับแต่ละส่วนของใบหน้าได้ตามต้องการ
และรองรับโหมดการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) รวมถึงลูกเล่นน่ารักๆ อย่าง AR Sticker ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับการเซลฟี่ และฟีเจอร์ Omoji เป็นการสร้างอีโมจิที่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใบหน้าของผู้ใช้งาน โดยผู้ใช้สามารถบันทึกเป็นภาพนิ่ง หรือคลิปวิดีโอ เพื่อนำไปแชร์ต่อให้แก่เพื่อนๆ ในโซเชียลได้ทันที นอกจากนี้ยังรองรับการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้าแบบ Face Recognition อีกด้วย

 

การใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นเกม OPPO R17 Pro ก็รองรับฟังก์ชันสำหรับเกมเมอร์ตัวจริงโดยเฉพาะอย่าง Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ขณะเล่นเกม พร้อมกับฟีเจอร์ Graphics Acceleration ในการรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลอีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้แบบไม่มีสะดุด

นอกจากนี้ OPPO R17 Pro ยังรองรับฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 4G, ฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ พร้อม Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ และ Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด รวมถึงการบันทึกภาพหน้าจอแบบยาว

รวมถึงฟีเจอร์ Clone Apps ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook หรือ Line ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์, ฟีเจอร์ App Split-Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน, ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย พร้อมทั้งฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสำหรับท่านที่เปลี่ยนมาใช้งาน OPPO R17 Pro ด้วยฟังก์ชัน Clone Phone ที่สามารถทำการโอนถ่ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิมได้ทันที นอกจากนี้ยังรองรับระบบเสียง Dirac ที่ผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย แต่จำเป็นต้องเชื่อมต่อหูฟังก่อน

OPPO R17 Pro ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วยเช่นกัน ได้แก่ App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง และ Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน รวมถึงก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า OPPO R17 Pro เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ครบครันรอบด้าน บนการดีไซน์ระดับพรีเมียม ด้วยจอไร้ขอบขนาดใหญ่ในอัตราส่วนที่กว้างขึ้น และช่วยให้ใช้งานได้อย่างเต็มตา เต็มอารมณ์ ผสานตัวเครื่องกระจก ที่เล่นกับแสงในทุกมุมที่ตกกระทบเป็นลวดลายตัว S (S-Curved) รวมถึงชื่นชอบการถ่ายภาพทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง ด้วยฟีเจอร์ลูกเล่นที่น่าสนใจมากมาย และเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ได้ภาพสวยงามในชัตเตอร์เดียว

สำหรับ OPPO R17 Pro เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 24,990 บาท กับตัวเลือก 2 สไตล์อย่าง Emerald Green (สีเขียว) และ Radiant Mist (น้ำเงิน-ม่วงไล่เฉด) ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกช่องทางตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2018 นี้เป็นต้นไป พร้อมโปรโมชั่นพิเศษจากผู้ให้บริการเครือข่ายต่างๆ หากท่านใดที่สนใจ ก็สามารถแวะเวียนเข้าไปทดลองใช้งานเบื้องต้น ได้ที่ OPPO Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

จุดเด่นของ OPPO R17 Pro

- Glass Unibody ด้วยกรอบโลหะอะลูมิเนียม และครอบทับฝาหลังด้วยกระจกแบบ 3D Glass เล่นกับแสงในมุมต่างๆ เป็นรูปตัว S (S-Curved)
- บอดี้ไล่เฉด (Gradient) ที่สามารถสะท้อนเล่นกับแสงในมุมต่างๆ (เฉพาะสี Radiant Mist)
- ตัวเครื่องขนาด 157.6x74.6x7.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 183 กรัม
- หน้าจอแสดงผล AMOLED Water Drop Screen ขนาดใหญ่ 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2340x1080 พิกเซล) และอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 19.5:9 โดยมีสัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่ 91.5%
- ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) Qualcomm Snapdragon 710 แบบ Octa-Core Processor ที่มีความเร็ว 2.2 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 616
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 128GB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX576 โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty,โหมดการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และ AR Sticker
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) โดยกล้องตัวที่หนึ่งความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Smart Aperture สำหรับสลับค่ารูรับแสงอัตโนมัติตามสภาพแสงระหว่าง f/1.5 และ f/2.4 โดยมีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.55" พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน และถ่ายภาพคมชัดสูงสุดที่ระดับ 24 ล้านพิกเซล สำหรับกล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.6 ที่ช่วยในเรื่องการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ ส่วนกล้องตัวที่สามเป็นแบบ TOF 3D Camera สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น และการสแกนวัตถุแบบ 3 มิติ ซึ่งรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS (Optical Image Stabilization), การปรับแต่งภาพถ่ายให้อัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ฟังก์ชัน AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม และเทคโนโลยี AI Ultra-Clear Engine ที่ประกอบไปด้วย AI Engine, Ultra-Clear Engine และ Color Engine รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode
- ฟังก์ชัน Omoji
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งไว้ภายใต้หน้าจอแสดงผลแบบ Hidden Fingerprint Unlock
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Recognition)
- ฟังก์ชัน App Lock และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ
- ระบบเสียง Dirac
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- แบตเตอรี่ความจุ 3700 mAh (แบตเตอรี่สองก้อนแบบ Bi-Cell Battery ความจุ 1850 + 1850mAh) พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Super VOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 - 40% ได้ในเวลาเพียง 10 นาที
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 5.2
- ฟีเจอร์ Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน Clone App สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/n/g/n/ac, Bluetooth 5.0 และ NFC
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM)
- รองรับการสแตนด์บายแบบ Dual 4G LTE

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO R17 Pro

- ด้านหลังตัวเครื่องมีพื้นผิวแบบกระจกที่มีความมันวาว จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย และเสี่ยงต่อการตกแตกได้ง่าย
- ตัวเครื่องไม่รองรับการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อน เมื่อมีการประมวลผลหนักๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- หน้าจอ Water Drop Screen ในอัตราส่วน 19.5:9 ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- ด้วยความที่หน้าจอมีขอบบาง อาจทำให้อุ้งมือของผู้ใช้ไปสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจ
- ไม่รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card
- ไม่มีช่องเชื่อมต่อหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- ราคาวางจำหน่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน

 

สรุปคุณสมบัติเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ OPPO R17 Pro ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ OPPO R17 Pro

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

วันที่ : 30/11/2018