รีวิว Samsung Galaxy S25 FE เรือธงตัวคุ้มรุ่นอัปเกรด ปรับดีไซน์ใหม่ แบตใหญ่ขึ้น ชาร์จไวกว่า กล้องหน้าใหม่ อัปเดตนาน 7 ปี ในราคาเอื้อมถึง
สวัสดีครับ ในปีที่แล้ว ตั้งแต่ที่สมาร์ตโฟน Samsung ตระกูล FE นั้นถูกยกระดับจาก Fan Edition มาเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงอย่างเต็มตัวในคอนเซ็ปต์ของ Flagship Experience เป็นครั้งแรกในรุ่น Galaxy S24 FE ก็ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อมากขึ้น ด้วยราคาที่คุ้มค่าเอื้อมถึงได้ไม่ยาก แต่ได้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ใกล้เคียงกับเรือธงรุ่นใหญ่ราคาแพง และล่าสุดในปีที่นี้ก็ถึงเวลาที่รุ่นน้องใหม่อย่าง Galaxy S25 FE จะได้เฉิดฉายบ้างแล้ว ซึ่งมีการอัปเกรดในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการปรับดีไซน์ใหม่ แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นชาร์จไวขึ้น กล้องหน้าตัวใหม่ ฟีเจอร์ AI ที่จัดเต็มเหมือนรุ่นใหญ่ และอื่น ๆ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันได้เลยครับ
ปรับดีไซน์ใหม่ บางเบากว่าเดิม ดูพรีเมียมมากขึ้น



สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างแรกของ Galaxy S25 FE ก็คือดีไซน์ภายนอก ซึ่งแม้เลย์เอาต์โดยรวมดูแล้วยังคงมีรูปแบบเดียวกัน แต่ก็มีการปรับปรุงในหลาย ๆ จุดให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความบางเบา

จุดแรกก็คือตัวเครื่องนั้นแคบลงทั้งด้านสูง และด้านกว้าง ในขณะที่จอยังมีขนาดใหญ่เท่าเดิม โดยด้านสูงนั้นลดลงเหลือ 161.3 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 162 มิลลิเมตร ส่วนด้านกว้างนั้นลดลงเหลือ 76.6 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 77.3 มิลลิเมตร

ต่อมาคือขอบของหน้าจอนั้นบางลงในทุกด้าน ทั้งด้านบน ด้านล่าง และด้านข้าง โดยขอบด้านบนลดลงเหลือ 1.47 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 2.19 มิลลิเมตร, ขอบด้านล่างลดลงเหลือ 2.51 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 3.33 มิลลิเมตร และขอบด้านข้างซ้าย-ขวาลดลงเหลือ 1.47 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 1.99 มิลลิเมตร

อย่างขอบด้านล่างนี้ถือว่าบางลงอย่างสังเกตได้ แต่ก็คงจะดีกว่านี้มากถ้าหากบางเท่ากันกับขอบอีก 3 ด้านที่เหลือ

ซึ่งด้วยขอบหน้าจอที่บางลงทุกด้านนี้ จึงทำให้มีอัตราส่วนพื้นที่ของหน้าจอต่อตัวเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 90.19% จากเดิมที่ 87.9% ดังนั้นการแสดงผลจึงดูเต็มตามากขึ้น

ต่อมาก็คือตัวเครื่องนั้นบางลงเหลือ 7.4 มิลลิเมตร จากเดิมที่ 8 มิลลิเมตร เรียกว่าบางลงพอสมควร

ส่วนน้ำหนักตัวก็เบาลงเช่นกัน โดยเหลืออยู่ที่ 190 กรัม จากเดิม 213 กรัม

ซึ่งด้วยการเปลี่ยนแปลงด้านมิติตัวเครื่องข้างต้นนี้จึงช่วยให้การจับถือ หรือพกพาตัวเครื่องมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น

เมื่อพลิกมาดูที่ด้านหลังตัวเครื่องก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็คือพื้นผิวของฝาหลังนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นผิวด้านแบบ Premium Haze ซึ่งดูมีความพรีเมียมมากขึ้น และดูเข้ากับ Galaxy S25 Series รุ่นอื่น ๆ รวมทั้งสามารถลดรอยนิ้วมือ หรือคราบเปื้อนต่าง ๆ ได้ดีกว่าพื้นผิวแบบมันบน Galaxy S24 FE


สำหรับกรอบตัวเครื่องก็ยังคงใช้วัสดุแบบ Armor Aluminum เหมือนเดิม แต่ถูกปรับปรุงใหม่ให้แข็งแรงขึ้น และเป็นสีเงินทั้งหมด


โดยกรอบด้านข้างก็ยังคงเป็นแบบแบนเรียบเช่นเดิม


ส่วนกระจกที่นำมาครอบทับที่ด้านหน้า กับด้านหลังก็ยังคงเป็นกระจก Gorilla Glass Victus+ เช่นเดิม



ยังคงใช้จอแบบแบน และด้านหลังตัวเครื่องแบบแบนเช่นเดิม ซึ่งแม้อาจจะไม่ได้ดูพรีเมียมเท่ากับจอแบบขอบโค้ง แต่ก็มีข้อดีคือสามารถติดตั้งฟิล์มกันรอยได้ง่ายกว่า

ด้านกรอบวงแหวนของเลนส์กล้องด้านหลังก็ยังคงเป็นกรอบแบบบางเช่นเดิม ซึ่งต่างจาก Galaxy S25 รุ่นอื่นที่ใช้กรอบวงแหวนแบบหนา

ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวนอยู่ 2 ตัว และแถบเสารับสัญญาณ 1 แถบ

ถัดลงมาเล็กน้อย บริเวณด้านบนของรูกล้องหน้านั้นจะมีแถบลำโพงหูฟังสำหรับการสนทนา และมีลำโพงเสียงตัวที่สองติดตั้งอยู่ด้วย


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องใส่ถาดซิมการ์ด ซึ่งในรุ่นก่อนหน้านี้จะอยู่ที่ด้านบน, มีไมโครโฟนตัวหลัก, พอร์ต USB Type-C มาตรฐาน USB 3.2 Gen 1, ลำโพงเสียงตัวที่หนึ่ง และแถบเสารับสัญญาณ 2 แถบ


โดยถาดใส่ซิมการ์ดนั้นจะเป็นแบบ Dual Slot ซึ่งรองรับการใส่ Nano SIM พร้อมกัน 2 ซิม แต่ไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ เพิ่มเติม

ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีอะไรนอกจากพื้นผิวเรียบ ๆ กับแถบเสารับสัญญาณ 2 แถบ

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง, ปุ่มเพาเวอร์ และแถบเสารับสัญญาณ 1 แถบ

เรื่องการใช้งานแบบลุย ๆ ก็ยังคงมั่นใจได้เหมือนเดิม ด้วยคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP68


ส่วนชุดสีตัวเครื่องทั้ง 4 สีของ Galaxy S25 FE นั้นถูกปรับลดความสดใสลง และเปลี่ยนมาใช้โทนสีที่ดูเป็นทางการมากขึ้น เพื่อให้เข้ากับ Galaxy S25 Series รุ่นอื่น ๆ ในปีนี้ ได้แก่สีดำ Jetblack เครื่องนี้, สีน้ำเงิน Navy, สีฟ้า Icy Blue และสีขาว
จอแสดงผลมีพื้นที่มากขึ้น ด้วยขอบจอที่บางลง

ด้านจอแสดงผลนั้นก็ยังคงเป็นแบบ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.7 นิ้ว ในดีไซน์เจาะรูกล้องวงกลมตรงกลางแบบ Infinity-O เช่นเดิม




ส่วนคุณสมบัติอื่น ๆ ของหน้าจอก็ยังคงเดิมเช่นกัน ทั้งความละเอียดของการแสดงผลที่ระดับ FHD+ หรือ 2340x1080 พิกเซล, อัตราส่วนการแสดงผลแบบ 19.5:9, อัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และความสว่างสูงสุด 1900 nits ซึ่งสามารถแสดงผลในที่กลางแจ้งได้ดี



แต่จุดที่พัฒนาขึ้นมาก็คือมีอัตราส่วนพื้นที่ของหน้าจอต่อตัวเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 90.19% จากเดิมที่ 87.9% ด้วยอานิสงส์จากขอบหน้าจอที่บางเฉียบลงทุกด้านนั่นเอง ดังนั้นอรรถรสในการรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ จึงดีขึ้น
ชิปเซ็ตรุ่นอัปเกรด ประมวลผล AI ได้ดีกว่าเดิม และระบบระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้น


สำหรับคุณสมบัติในด้านการประมวลผล ในปีนี้ Galaxy S25 FE ได้อัปเกรดมาใช้ชิปเซ็ต Exynos 2400 แทนตัวเดิมอย่าง Exynos 2400e ซึ่งเป็นชิปเซ็ตตัวเดียวกันกับ Galaxy S24 กับ Galaxy S24+ ในปีที่แล้ว โดยมีความเร็วสัญญาณนาฬิกาของแกนหลักเพิ่มขึ้นเป็น 3.2GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Xclipse 940 ซึ่งช่วยให้การประมวลผลโดยรวมเร็วขึ้น ทั้งการประมวลผล AI และการใช้งานทั่วไป

นอกจากนี้ยังสามารถจัดการกับความร้อนได้ดีขึ้น รองรับการใช้งานต่อเนื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยพื้นที่ของ Vapor Chamber ที่ใหญ่ขึ้น 13% ประกอบกับตัวของ Exynos 2400 เอง ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นแรกของ Samsung ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบายความร้อนแบบ FOWLP หรือ Fan-out Wafer Level Package


ด้านหน่วยความจำ RAM นั้นเป็นแบบ LPDDR5X ขนาด 8GB พร้อมฟีเจอร์ RAM Plus ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำแรมเสมือนได้อีกสูงสุด 8GB

ส่วนหน่วยความจำ ROM นั้นเป็นแบบ UFS 4.0 ที่มีให้เลือก 2 ความจุได้แก่ 128GB กับ 256GB แต่ด้วยการที่ Galaxy S25 FE นั้นไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนั้นการเลือกที่ความจุ 256GB ก็ดูจะเหมาะกับการใช้งานในยุคนี้มากกว่า

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ก็พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 1,864,830 คะแนน

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench ก็พบว่าได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Single-Core ที่ 1831 คะแนน และได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Multi-Core ที่ 6045 คะแนน




สำหรับประสิทธิภาพในด้านการเล่นเกม เท่าที่ได้ลองเล่นดูหลาย ๆ เกมก็พบว่าสามารถรับมือได้ดี สามารถเล่นที่เฟรมเรต 60fps กับปรับค่ากราฟิกระดับสูงได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการกระตุกให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นเกมที่มีกราฟิกโหด ๆ อย่าง Racing Master เกมแข่งรถที่กระแสกำลังมา, Modern Strike Online เกมยิงแนว FPS สุดฮิต และ Diablo Immortal เกมแนว Action RPG ที่หลายคนชอบ หรือเกมยอดนิยมที่รู้จักกันดีอย่าง RoV และ PUBG MOBILE


ส่วนเรื่องความร้อนหากเป็นเกมที่มีกราฟิกสูง ๆ เช่นเกม Racing Master ที่ปรับค่าความละเอียดไปที่ระดับ Ultra-High, ปรับค่า Motion Blur ไปที่ High และปรับค่าเฟรมเรตไปที่ 60fps หากเล่นไปสักพัก ก็ยังสามารถรู้สึกถึงอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างเร็วได้อยู่ แต่ก็ยังไม่ถึงกับร้อนจัดเสียทีเดียว ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าจัดการกับความร้อนได้ดีกว่ารุ่นที่แล้วอย่าง Galaxy S24 FE
แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น และชาร์จเร็วกว่าเดิม


อีกสิ่งที่อัปเกรดขึ้นใน Galaxy S25 FE ก็คือเรื่องของแบตเตอรี่ ทั้งในด้านของความจุ และความเร็วของการชาร์จ โดยมีความจุเพิ่มขึ้นเป็น 4900mAh จากเดิมที่ 4700 mAh และเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 45W Super Fast Charging 2.0 แทนเทคโนโลยีเดิมที่ชาร์จเร็วเพียง 25W โดยภายในเวลา 30 นาที จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ราว 65% จากเดิมที่ 50% และตามข้อมูลคือแบตเตอรี่นี้สามารถรองรับรอบชาร์จขั้นต่ำที่ 2,000 รอบ คิดง่าย ๆ คือหากเราชาร์จวันละรอบก็จะใช้งานได้อย่างน้อย 5-6 ปีเลยทีเดียว


นอกจากนี้ก็ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายแบบ 15W กับฟีเจอร์ Wireless PowerShare เช่นเดิม
กล้องหลังที่ประมวลผลภาพดีขึ้น พร้อมกล้องหน้าใหม่ที่คมชัดกว่าเดิม


สำหรับกล้องหลักที่ด้านหลังของ Galaxy S25 FE นั้นยังคงใช้ฮาร์ดแวร์ชุดเดิมทั้งหมด โดยเป็นกล้อง 3 ตัวซึ่งประกอบไปด้วย กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS / กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และกล้อง Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, ระบบซูมแบบ Optical Zoom 3 เท่า, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS







อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะใช้กล้องชุดเดิม แต่ก็มีการพัฒนาให้สามารถประมวลผลภาพได้ดีกว่าเดิม มีไดนามิกที่ดีขึ้น มีสีสันที่ดีขึ้น มีความคมชัดที่ดีขึ้น และสำหรับการถ่ายภาพบุคคลก็จะมี Skin Tone ที่ดีขึ้นด้วย



ส่วนการซูมหลัก ๆ จะมีทั้งแบบ Optical Quality Zoom 2 เท่า ซึ่งใช้เทคโนโลยี Adaptive Pixel Sensor ในการคร็อปภาพจากเซนเซอร์ 50 ล้านพิกเซลของกล้องหลัก ที่ยังคงให้คุณภาพที่ดีเยี่ยม และการซูมแบบ Optical Zoom 3 เท่า ซึ่งอาศัยการซูมด้วยเลนส์จริงที่ทางยาวโฟกัส 69 มิลลิเมตร ส่วนระยะซูมสูงสุดแบบ Digital Zoom นั้นจะอยู่ที่ 30 เท่า แต่ในการใช้งานจริงหากเราต้องการรายละเอียดของภาพที่ยังดีอยู่ เราก็ไม่ควรซูมเกินที่ระยะ 10 เท่า







ตัวอย่างภาพถ่ายที่ระยะซูม 0.6x, 1x, 2x Optical Quality Zoom, 3x Optical Zoom, 10x Digital Zoom, 20x Digital Zoom และ 30x Digital Zoom ตามลำดับ







ตัวอย่างภาพถ่ายที่ระยะซูม 0.6x, 1x, 2x Optical Quality Zoom, 3x Optical Zoom, 10x Digital Zoom, 20x Digital Zoom และ 30x Digital Zoom ตามลำดับ







ตัวอย่างภาพถ่ายที่ระยะซูม 0.6x, 1x, 2x Optical Quality Zoom, 3x Optical Zoom, 10x Digital Zoom, 20x Digital Zoom และ 30x Digital Zoom ตามลำดับ


ในกรณีที่เราต้องการเก็บรายละเอียดของภาพให้มากที่สุด เราก็สามารถเลือกใช้โหมด 50MP ได้ เพราะเราจะได้ภาพที่มีความละเอียดมากถึง 8160x6120 พิกเซล ซึ่งสามารถนำไปคร็อปเฉพาะส่วนที่ต้องการได้โดยที่รายละเอียดยังคงคมชัดอยู่




สำหรับการบันทึกวิดีโอก็สามารถรองรับได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึงระดับ 8K 30fps เช่นเดิม ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าวิดีโอแบบ 4K ถึง 4 เท่า ดังนั้นจึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในภายหลังได้มากกว่า เช่นการคร็อปเฉพาะส่วนที่ต้องการที่ความละเอียด 4K หรือ FHD ซึ่งก็ยังคงเป็นความละเอียดที่นำไปใช้งานต่อได้สบาย ๆ



ส่วนกล้องหน้านั้นได้อัปเกรดมาใช้กล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซลแทนกล้อง 10 ล้านพิกเซลตัวเดิม ซึ่งเป็นกล้องหน้า 12 ล้านพิกเซลตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน Galaxy S25 รุ่นอื่น ๆ โดยมีรูรับแสงที่ f2.2 และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K 60fps รวมทั้งรองรับการซูม 2 ระยะทั้งมุมกว้าง และมุมแคบ




โดยภาพเซลฟี่ที่ถ่ายได้นั้นมีความคมชัดกว่าเดิม และเก็บรายละเอียดได้ดีขึ้น
ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ Samsung Galaxy S25 FE



























สดใหม่ด้วย One UI 8 พร้อม Galaxy AI ล่าสุด ครบเครื่องเหมือนรุ่นใหญ่

สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ถึงความสดใหม่ของ Galaxy S25 FE ก็คือการมาพร้อมกับ One UI 8 บนพื้นฐานของ Android 16 ตั้งแต่แกะกล่องโดยไม่ต้องรอการอัปเดต นั่นคือได้ใช้เวอร์ชันเดียวกับ Galaxy Z Fold7 และ Galaxy Z Flip7 เรียกว่ามาก่อน Galaxy S25 Series รุ่นใหญ่อีก 3 รุ่นเสียอีก

นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน Galaxy AI ใหม่ล่าสุดที่จัดเต็มเหมือนรุ่นใหญ่ รวมทั้งได้รับสิทธิ์ใช้งานฟีเจอร์ AI ระดับสูงผ่าน Google AI Pro ฟรี 6 เดือน พร้อมฟรีพื้นที่เก็บบันทึกข้อมูลบน Cloud ขนาด 2TB

โดยฟีเจอร์อัจฉริยะของ Galaxy AI ก็มีให้ใช้งานครบไม่มีขาด ทั้ง Call Assist, Writing Assist, Interpreter, Note Assist, Transcipt Assist, Browsing Assist, Photo Assist, Generative Edit, Sketch to Image, Portrait Studio, Drawing Assist, Audio Eraser, Photo Ambient Wallpaper และ Now Brief อีกทั้งเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้ Galaxy AI ประมวลผลเฉพาะภายในเครื่องเพื่อความเป็นส่วนตัว หรือจะให้ประมวลผลแบบออนไลน์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ความสามารถใหม่ของ Gemini Live ก็คือการรองรับการแชร์ภาพจากกล้อง และการแชร์หน้าจอ เพื่อให้เราสามารถคุย หรือขอความช่วยเหลือจาก Gemini Live ได้หลากหลายมากขึ้น แต่ในเมื่อ Google สามารถมองเห็นทุกสิ่งบนหน้าจอของเราได้ เราก็ไม่ควรเผลอแชร์หน้าจอที่มีข้อมูลรหัสผ่าน, การทำธุรกรรม หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ที่สำคัญ

ตัวอย่างการใช้งานก็เช่น หากเราอยากรู้ว่า Gemini Live มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ Galaxy S25 FE อย่างไร ดีไซน์สวยหรือไม่ เราก็เพียงแค่แชร์หน้าจอที่มีภาพ หรือข้อมูลของ Galaxy S25 FE ให้ AI ดู แล้วก็ถาม Gemini Live ได้ทันที


ต่อมาสำหรับฟีเจอร์ Circle to Search นอกจากจะสามารถวาดวงกลมล้อมรอบสิ่งที่เราต้องการรู้ข้อมูลได้เหมือนเดิมแล้ว ความสามารถใหม่ที่ถูกใส่เพิ่มเข้ามาก็คือมันสามารถใช้ช่วยแปลภาษาจากภาพที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม ซึ่ง AI สามารถรู้ได้โดยอัตโนมัติ



นอกจากนี้เรายังสามารถให้ AI ช่วยค้นหาข้อมูลของเพลงได้ด้วยการเปิดเพลงนั้นให้ฟัง, ร้องให้ฟัง หรือหากร้องไม่เป็นก็สามารถฮัมเพลงเป็นทำนองแทนได้ อีกทั้งหากเราอยากรู้ว่าเพลงที่เราชอบมีความหมายว่าอย่างไร เราก็สามารถใช้ AI ช่วยแปลเนื้อเพลงให้เป็นภาษาไทยจากหน้าจอที่เห็นได้ทันที


อีกจุดเด่นของการใช้งาน AI ใน Galaxy S25 FE ก็คือการทำงานข้ามแอปพลิเคชันได้แบบไร้รอยต่อ เช่นเราสามารถสั่งให้ Gemini ช่วยสรุปข้อมูลจากคลิปวิดีโอให้เรา แล้วบันทึกข้อมูลที่สรุปไว้ที่แอปพลิเคชัน Samsung Notes ต่อได้ทันทีโดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างบันทึกใน Samsung Notes เอง

มีฟีเจอร์ Audio Eraser สำหรับเพิ่ม หรือลดเสียงต่าง ๆ ในคลิปวิดีโอ ทั้งเสียงรบกวน, เสียงกลุ่มคน, เสียงเพลง และเสียงพูดคุย


มีฟีเจอร์ Generative Edit ที่สามารถลบวัตถุ หรือคนที่ไม่ต้องการออกไปจากรูปภาพได้อย่างแนบเนียน รวมทั้งสามารถย้ายตำแหน่งของวัตถุ หรือย่อ-ขยายขนาดของวัตถุได้ด้วย


มีฟีเจอร์ Sketch to image ที่ช่วยให้เราสามารถวาดลายเส้นง่าย ๆ เพื่อสร้างสิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมเข้าไปในรูปภาพที่มีอยู่ได้ ซึ่งแม้จะเป็นคนที่วาดรูปไม่เก่งก็สามารถทำได้ เพราะ AI สามารถวิเคราะห์ความต้องการจากลายเส้นพื้นฐานได้อย่างชาญฉลาด หรือหากผลลัพธ์ยังไม่ถูกใจ ก็สามารถให้ AI สร้างแบบอื่น ๆ เพิ่มได้เรื่อย ๆ


มีฟีเจอร์ Portrait Studio ที่ช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนภาพบุคคลธรรมดาให้กลายเป็นรูปภาพในสไตล์อื่น ๆ ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพหนังสือการ์ตูน, ภาพการ์ตูน 3 มิติ, ภาพสีน้ำ และภาพร่าง และแน่นอนว่าหากเรายังไม่พอใจในผลลัพธ์ เราก็สามารถสั่งให้ AI สร้างภาพใหม่เพิ่มเติมได้เรื่อย ๆ เช่นกัน

มีฟีเจอร์ Auto Trim สำหรับให้ AI ช่วยตัดต่อวิดีโอจากฟุตเทจยาว ๆ ให้เหลือเฉพาะช่วงที่เป็นไฮไลต์ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้ AI ตัดฟุตเทจให้เหลือกี่วินาที




มีฟีเจอร์ Drawing Assist ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างภาพใหม่ในสไตล์ต่าง ๆ ได้จากการร่างภาพด้วยลายเส้น, จากรูปภาพเดิมที่มีอยู่ และจากข้อความ ไม่ว่าจะเป็นภาพแบบสีน้ำ, ภาพ illustration, ภาพ Pop Art, ภาพร่าง, ภาพการ์ตูน 3 มิติ และสไตล์อื่น ๆ อีกหลายรูปแบบ

มีฟีเจอร์ Writing Assist ที่ช่วยให้เราสามารถทำงานเกี่ยวกับงานเขียนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับรูปแบบเนื้อหาอัตโนมัติ, การสรุปเนื้อหา, การตรวจสอบคำผิด หรือไวยากรณ์ และการแปลเนื้อหา เช่นหากเราต้องการแปลงเนื้อหาจากภาษาไทย ให้กลายเป็นภาษาอังกฤษก็สามารถแปลงได้ง่ายภายในคลิกเดียวโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเก่งภาษาอังกฤษ รวมทั้งสามารถเลือกได้ต่ออีกว่าจะให้เนื้อหาออกมาเป็นสไตล์ไหน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ดั้งเดิม, สไตล์ที่ดูเป็นทางการ หรือสไตล์ที่ดูเป็นกันเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ Composer ที่สามารถช่วยให้เราสร้างเนื้อหาจากความต้องการในเบื้องต้นได้ เช่นหากเราต้องการให้ AI ช่วยร่างเนื้อหาของจดหมายสมัครงาน เราก็เพียงแค่บอกความต้องการคร่าว ๆ จากนั้น AI ก็จะช่วยสร้างเนื้อหาให้ต่อ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะนำเนื้อหาไปใช้ทำอะไรที่ไหน หรือต้องการเนื้อหาสไตล์ไหน รวมทั้งสามารถเลือกความยาวของเนื้อหาได้ด้วย เรียกว่าฟีเจอร์นี้มีประโยชน์ในการทำงานของใครหลาย ๆ คนมาก

มีฟีเจอร์ Browsing Assist ที่ช่วยให้เราสามารถสรุปเนื้อหาจากหน้าเว็บเพจได้ รวมทั้งการแปลภาษา และการให้ AI อ่านออกเสียงให้ฟัง ซึ่งเราสามารถปรับความเร็วของการอ่านได้ด้วย

มีฟีเจอร์ Now Brief ที่เป็นเหมือนการ์ดสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจสำหรับเราไว้ภายในหน้าเดียว ที่จะคอยอัปเดตตลอดทั้งวัน และแต่ละช่วงเวลาก็จะมีการสรุปข้อมูลที่แตกต่างกันไป

มีฟีเจอร์ Instant Slow-mo ที่สามารถให้ AI ช่วยแปลงคลิปวิดีโอธรรมดา ให้กลายเป็นคลิปวิดีโอแบบ Slow Motion ได้แบบอัตโนมัติ เพียงแค่เราแตะจอค้างเอาไว้ตรงคลิปส่วนที่ต้องการทำเป็น Slow Motion เท่านั้น
ได้อัปเดตระบบปฏิบัติการ 7 รุ่น และอัปเดตระบบความปลอดภัย 7 ปี

นอกจาก Galaxy S25 FE จะมาพร้อมกับ Android 16 และ One UI 8 ตั้งแต่แกะกล่องแล้ว อีกหนึ่งจุดขายของเรือธงรุ่นนี้ก็คือทาง Samsung นั้นรับประกันการอัปเกรดระบบปฏิบัติการให้มากถึง 7 รุ่น รวมทั้งจะมีการอัปเดตระบบความปลอดภัยให้นานถึง 7 ปี เรียกว่าเหมาะกับการถือใช้งานแบบยาว ๆ หลายปี โดยที่ซอฟต์แวร์ยังคงทันสมัยอยู่ตลอด ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวก็ว่าได้
ลำโพงคู่ Dolby Atmos ที่เสียงดีมีพลังกว่าเดิม




สำหรับลำโพงเสียงใน Galaxy S25 FE นั้นก็เป็นลำโพงเสียงแบบคู่ที่รองรับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos เช่นเดิม แต่คุณภาพเสียงโดยรวมนั้นฟังดูดีขึ้นอย่างสังเกตได้ ทั้งรายละเอียดของเสียง มิติเสียง และพลังเสียง ซึ่งทาง Samsung ได้ปรับปรุงในส่วนนี้ด้วยเพื่อให้อรรถรสด้านเสียงนั้นดีเยี่ยมเทียบเท่ารุ่นอื่นในตระกูล Galaxy S25 Series
ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สำหรับฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจใน Galaxy S25 FE ก็มีอีกหลายอย่างเช่นฟีเจอร์ Auto Blocker หรือตัวบล็อกอัตโนมัติ ที่ช่วยป้องกันบรรดามิจฉาชีพ หรือผู้ไม่ประสงค์ดีที่มุ่งจะโจมตีเราผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการบล็อกการติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่ปลอดภัย, การบล็อกคำสั่งควบคุมผ่านสาย USB, การบล็อกมัลแวร์ที่ฝังอยู่บนรูปภาพในแอปพลิเคชันส่งข้อความ และการบล็อกการอัปเดตซอฟต์แวร์จากภายนอกที่ไม่ได้มาจาก Samsung โดยตรง

เมื่อสไลด์จากแถบด้านข้างของหน้าจอก็จะพบกับ Edge Panel ซึ่งรวบรวมทางลัดในการเข้าถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเราสามารถเลือก หรือปรับแต่งได้เองว่าเราต้องการเอาแอปพลิเคชันไหนมาใส่ไว้

ด้านการเชื่อมต่อก็รองรับ Wi-Fi 6E เช่นเดิม ส่วน Bluetooth นั้นอัปเกรดมาเป็น Bluetooth 5.4 จากเดิมที่เป็น Bluetooth 5.3


รวมทั้งรองรับการใช้งาน Samsung DeX, SmartThings, Link to Windows, Multi Control, Smart View, Galaxy Wearable และ Android Auto
สรุปประสบการณ์หลังใช้งาน

สรุปแล้วหลังจากที่มีโอกาสได้ใช้งาน Samsung Galaxy S25 FE มาพักใหญ่ ก็ขอให้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่านี่คือ สมาร์ตโฟนเรือธง Samsung ที่คุ้มค่าที่สุดในชั่วโมงนี้ ครับ ด้วยราคาค่าตัวที่หากเทียบกับรุ่นใหญ่ที่มีจอขนาดเดียวกันอย่าง Galaxy S25+ ก็ประหยัดงบไปได้อีกพอสมควร และได้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ไม่ต่างกันมากนัก รวมทั้งมีการอัปเกรดจากรุ่นพี่อย่าง Galaxy S24 FE ในหลาย ๆ จุดให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้นทั้งดีไซน์ภายนอก และฟีเจอร์ต่าง ๆ ตามที่ได้รีวิวกันไปข้างต้น อีกทั้งยังได้รับการอัปเดตยาว ๆ ไปอีก 7 ปี เรียกว่าถือใช้งานได้อีกนานโดยไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนเครื่องบ่อย ๆ

สำหรับ Galaxy S25 FE ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจะมีอยู่ด้วยกัน 2 รุ่นย่อย 2 ราคา ได้แก่ รุ่น RAM 8GB+ROM 128GB ราคา 22,900 บาท และรุ่น RAM 8GB+ROM 256GB ราคา 25,900 บาท หากท่านใดสนใจก็สามารถแวะไปสอบถามโปรโมชัน หรือส่วนลดกันได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ
สรุปคุณสมบัติของ Samsung Galaxy S25 FE

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy S25 FE ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy S25 FE
วันที่ : 05/11/2025




