ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 18/04/2022


 

รีวิว realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition สมาร์ทโฟน Free Fire รุ่นแรกของโลก สเปกดี กล้องโดน จอลื่น ชาร์จไว ฟีเจอร์โดนใจเกมเมอร์ บนดีไซน์ FF Knife สุดเท่


 

18 เมษายน 2022 - หากใครยังจำกันได้ เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทีมงาน Thaimobilecenter.com ของเราก็ได้นำรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ realme อย่าง realme 9 Pro+ มาให้ทุกท่านได้ชมกันไปแล้ว ล่าสุดนี้ realme ประเทศไทยก็ได้ต่อยอดความสำเร็จด้วยรุ่นพิเศษอย่าง realme 9 Pro+ Free Fire Edition และมีการเปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก

realme 9 Pro+ Free Fire Edition เรียกได้ว่ามีการออกแบบดีไซน์ที่เอาใจแฟนเกม Free Fire อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมีด FF Knife, ธีมตัวเครื่อง Free Fire สุด Exclusive ที่มีเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น, สติกเกอร์ตัวละคร และไอเทมภายในเกม ไปจนถึงกล่องผลิตภัณฑ์ที่สามารถกางออกมาเป็นแผนที่ในเกม Free Fire ได้อย่างสุดล้ำ

ในส่วนของคุณสมบัติภายในก็สามารถตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์ และผู้ใช้งานทั่วไปได้แบบรอบด้าน เริ่มตั้งแต่การประมวลผลด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 920 5G พร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber Cooling System ในตัว ผสานกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB ที่มี Dynamic RAM Expansion ขนาดรวมสูงสุด 13GB และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 60W SuperDart Charge รวมถึงหน้าจอแบบ 90Hz Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ที่สามารถแสดงผลได้อย่างสวยงามลื่นไหล และลำโพงเสียงแบบคู่ที่ช่วยเสริมอรรถรสด้านเสียงได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition ยังถือเป็นมือถือระดับกลางรุ่นแรก ๆ ที่นำกล้องถ่ายภาพระดับเรือธงมาใช้งาน ซึ่งเป็นการนำเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ที่ใช้ในรุ่นเรือธงมาติดตั้งไว้ภายใน และยังมีระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS ที่ช่วยให้การถ่ายภาพนิ่งคมชัดยิ่งกว่าเดิม

ส่วนตัวเครื่องของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition จะมีความพิเศษอย่างไร และจะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้าง เราไปติดตามจากรีวิวฉบับเต็มกันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition มาพร้อมกับกล่องผลิตภัณฑ์สีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมาแต่ไกล โดยที่ด้านหน้ากล่องจะมีชื่อของแบรนด์ realme และเกม Free Fire ประทับไว้อย่างเด่นชัด โดยกล่องบรรจุภัณฑ์ของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ชั้น โดยในชั้นแรกจะเป็นกล่องครอบซึ่งอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่สื่อให้เห็นถึงเกม Free Fire เริ่มตั้งแต่ขอบด้านบนของกล่องผลิตภัณฑ์ที่มีตัวเลขเรดาร์ซึ่งล้อมาจากแผนที่ภายใน เกม Free Fire


ไม่เพียงเท่านั้น กล่องครอบด้านนอกยังมีลูกเล่นที่ซ่อนไว้ เพราะเมื่อเรากางออกจนสุด และพลิกมาดูที่ด้านใน จะพบกับแผนที่ของเกม Free Fire ขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเอาใจแฟนเกม Survival แบบสุด ๆ


เปลี่ยนมาดูกล่องผลิตภัณฑ์ด้านในกันบ้าง ที่ด้านหน้าของกล่องจะมีการพิมพ์รูปของ Kelly หนึ่งในตัวละครสาวในเกม Free Fire โดยใช้เทคนิคการวาดเส้นแนวตั้งทำให้ตัวบรรจุภัฑณ์มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก รวมทั้งใบปะหน้าที่อยู่ในกล่องผลิตภัณฑ์ก็จะมีรูปของ Kelly แบบสี พร้อมกับข้อความยินดีต้อนรับผู้เล่นทุกท่านที่ได้ครอบครอง realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition รุ่นพิเศษนี้ด้วย


ของภายในกล่องก็ได้จัดเต็มเอาใจแฟนเกม Free Fire อย่างเต็มที่ โดยมาพร้อมกับสติกเกอร์ตัวละคร และไอเทมภายในเกม รวมถึงสติกเกอร์โลโก้ Free Fire และ realme


เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ดก็ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปมีด ซึ่งมีการสลักตำว่า BOOYAH! เอาไว้ด้วย ซึ่งคำว่า BOOYAH! หมายถึงเสียงแห่งชัยชนะเมื่อผู้เล่นสามารถชนะเกม Free Fire รวมทั้งยังเป็นคำที่ถูกนำมาใช้กับสโลแกนของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อย่าง DARE TO BOOYAH ซึ่งเป็นการเล่นคำจากสโลแกนดั้งเดิมของ realme นั่นก็คือ DARE TO LEAP ซึ่งเมื่อนำความหมายมารวมกันจะสื่อถึงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความกล้าหาญ การต่อสู้ และชัยชนะ ซึ่งความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะ realme ยังได้เป็น Official Smartphone Partner ของ Free Fire อีกด้วย


และที่สำคัญยังมาพร้อมกับบัตร Gift Code ที่ผู้ใช้สามารถขูดรหัสเพื่อนำไปกรอกแลกของรางวัลสุดพิเศษจากหน้าเว็บไซต์ https://reward.ff.garena.com/pt


ในส่วนของอุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบไปด้วยเคสซิลิโคน, อแดปเตอร์จ่ายไฟที่รองรับระบบชาร์จเร็วแบบ 60W SuperDart Charge และสายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์จ่ายไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ หรือโอนถ่ายข้อมูลระหว่างมือถือ และคอมพิวเตอร์


แน่นอนว่าเมื่อเป็นรุ่น Limited Edition ที่พัฒนาร่วมกับ Free Fire สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็จะต้องมีความพิเศษไม่เหมือนใครเช่นเดียวกัน โดยนอกจากตัวกล่องที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์ของเกม Free Fire แล้ว ดีไซน์ของตัวสมาร์ทโฟนก็โดดเด่นไม่แพ้กัน

 

โดยมาพร้อมกับดีไซน์แบบขั้นสุดที่ได้รับการออกแบบโดย realme Design Studio ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก FF Knife ซึ่งเป็นมีดภายในเกมนั่นเอง

อีกทั้งตัวเครื่องของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition ก็มากับบอดี้โทนสีน้ำเงินที่มีผิวสัมผัสเงางาม พร้อมมีการเล่นลวดลายบริเวณด้านข้างของตัวเครื่องด้วยเฉดสีที่เข้มกว่า รวมทั้งยังมีลูกเล่นเมื่อโดนแสงสะท้อน ตัวเครื่องจะเปล่งประกายออกมาเป็นสีรุ้งได้อย่างสวยงาม


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องสลักชื่อเกม Free Fire ไว้อย่างชัดเจน


ส่วนที่ขอบด้านซ้ายบนสลักคำว่า BOOYAH!





realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED 90Hz ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ โดยมาพร้อมกับค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz เพื่อช่วยให้แสดงผลได้อย่างลื่นไหล พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 360Hz เพื่อตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างฉับไว ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมต่าง ๆ ภายในเกมเป็นไปอย่างแม่นยำนั่นเองครับ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับค่าความสว่างสูงสุดระดับ 1000 nits เพื่อช่วยให้การแสดงผลในที่กลางแจ้งดียิ่งขึ้น


ที่ด้านบนของหน้าจอแสดงผลมาพร้อมกับกล้อหน้าเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 ถัดมาจะเป็นลำโพงสนทนาซึ่งทำหน้าที่เป็นลำโพงตัวที่สองซึ่งจะคอยทำงานร่วมกับลำโพงเสียงที่ด้านล่างตัวเครื่อง


ที่ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลมาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบสัมผัส ประกอบไปด้วย ปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับ, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันที่เปิดใช้งาน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่สำหรับติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อช่วยให้ปลดล็อกได้อย่างสะดวก


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องประกอบไปด้วยปุ่มปรับระดับเสียง และถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Dual Nano SIM Slot ซึ่งรองรับการใช้งานร่วมกับซิมการ์ดแบบ Nano SIM จำนวน 2 ซิมการ์ด แต่ไม่สามารถใส่การ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ ได้


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับ ตัดเสียงรบกวน


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมาพร้อมกับปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอแสดงผล


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วยพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงเพื่อขับเสียงร่วมกับลำโพงด้านบนแบบ Stereo Speakers รวมทั้งลำโพงเสียงของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition ยังรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงแบบ Hi-Res รวมถึง Dolby Atmos เพื่อช่วยขับเสียงได้อย่างกระหึ่มคมชัด


ในส่วนของกล้องถ่ายภาพด้านหลัง มาพร้อมกับชุดกล้อง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide (Main) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766 ขนาด 1/1.56 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 2.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.8, มุมรับภาพ 84.4 องศา (ทางยาวโฟกัส 23.6 มิลลิเมตร), ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/4.0 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 119 องศา (ทางยาวโฟกัส 15.4 มิลลิเมตร) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 88.8 องศา (ทางยาวโฟกัส 21.8 มิลลิเมตร), ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์

โดยรองรับโหมด Super Nightscape สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืน / ที่แสงน้อย พร้อมเพิ่ม Nightscape filter เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของภาพ รวมถึงโหมด Pro ที่ปรับตั้งค่าอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม, โหมดการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ทั้งในเวลากลางวัน - กลางคืน ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ พร้อมรูปแบบ Bokeh ให้เลือกใช้หลากหลาย, โหมด Street Photography 2.0 ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Smart Long Exposure ทั้งหมด 4 รูปแบบ รวมถึงฟีเจอร์ Peak and Zoom ในการควบคุมการซูมภาพ พร้อมโฟกัสได้เพียงลากนิ้วไปมาที่ปุ่มชัตเตอร์ และการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD พร้อมฟีเจอร์ AI Highlight Video, โหมด Movie และ Dual-View Video

 

เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่าง ๆ

realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 12 ที่ถูกครอบทับด้วย realme UI 3.0 ใหม่ล่าสุด


แน่นอนว่า realme 9 Pro+ รุ่นนี้เป็นรุ่นพิเศษ ก็ต้องมาพร้อมกับธีมตัวเครื่องสุด Exclusive เช่นเดียวกัน โดย realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition จะมาพร้อมกับวอลเปเปอร์จากเกม Free Fire รวมถึงไอคอนแอปพลิเคชันที่มีความโฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใคร


และที่สำคัญยังมีการติดตั้งเกม Free Fire มาให้ตั้งแต่แกะกล่องอีกด้วย


เมื่อปัดไปทางด้านซ้ายจากหน้าโฮมสกรีนจะพบกับ Google Discover ซึ่งเป็นหน้า feed ที่รวบรวมข่าวสารที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้แต่ละท่าน


เมื่อลากนิ้วจากบนลงล่างจะพบกับแถบ Functions ซึ่งรวบรวมคีย์ลัดสำหรับการตั้งค่าสมาร์ทโฟนแบบเร่งด่วน สามารถปรับแต่งการจัดวางไอคอนคีย์ลัดได้โดยการแตะที่รูปดินสอบริเวณมุมขวาบน


realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ทั้งสองซิมการ์ด


สามารถปรับเปลี่ยนวอลเปเปอร์, ไอคอน, ธีม, Always-On Display, ขนาดตัวอักษร, สีสันของธีมตัวเครื่อง, แอนิเมชันของการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ รวมถึงสีการแจ้งเตือนสำหรับฟังก์ชัน Edge Lighting ได้ที่เมนู Personalization


รองรับ Dark Mode สำหรับปรับการแสดงผลของตัวเครื่องให้อยู่ในโทนสีดำเพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตา และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น


สามารถ ปรับการแสดงสีสันของหน้าจอได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Vivid, Natural และ Pro Mode


รองรับฟีเจอร์ Video color enhancer สำหรับปรับแต่งการแสดงสีสันของวิดีโอให้มีความสว่างสดใสมากยิ่งขึ้นโดยใช้เทคนิค SDR-to-HDR


สามารถปรับค่า Refresh Rate การแสดงผลได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Auto Select สำหรับปรับค่า Refresh Rate ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์แบบอัตโนมัติ, High สำหรับปรับค่า Refresh Rate ให้อยู่ในระดับ 90Hz เพื่อให้แสดงผลได้อย่างลื่นไหล และ Standard สำหรับปรับค่า Refresh Rate ให้อยู่ในระดับ 60Hz เพื่อประหยัดการใช้พลังงาน


มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos ซึ่งสามารถปรับรูปแบบการเล่นเสียงได้ทั้งหมด 2 โหมด ได้แก่ Environment profile ซึ่งเป็นการปรับแต่งการเล่นเสียงให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม และ Scenario-specific profile ซึ่งเป็นการปรับแต่งการเล่นเสียงให้เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะ


ในส่วนของฟีเจอร์พิเศษที่น่าสนใจ มาพร้อมกับ Flexible windows ที่สามารถย่อหน้าจอแอปพลิเคชันให้เล็กลง และแสดงผลอยู่ในรูปแบบหน้าต่างลอย ช่วยให้สามารถแสดงอยู่เหนือแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้


Quick Launch สำหรับเข้าใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องการทันทีหลังจากที่ปลดล็อกด้วยการสแกนลายนิ้วมือ


ในส่วนของระบบความปลอดภัย realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition รองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ โดยสามารถบันทึกลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ และรองรับการปลดล็อกด้วยใบหน้า


มาพร้อมกับฟีเจอร์ App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันที่ต้องการ


ฟีเจอร์ Hide Apps สำหรับซ่อนแอปพลิเคชันบนหน้าโอมสกรีน โดยผู้ที่จะสามารถเปิดใช้งานแอปพลิเคชันที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้ จะต้องรู้รหัสลับที่ถูกตั้งไว้เท่านั้น


Private Safe ตู้เซฟแบบเสมือนที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บไฟล์ต่าง ๆ เอาไว้ได้อย่างปลอดภัย และจะไม่มีใครเข้าถึงไฟล์เหล่านี้ได้หากไม่ทราบรหัสผ่าน


มาดูที่ประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 920 5G ที่ทำงานร่วมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB โดยสามารถเพิ่มหน่วยความจำ RAM แบบเสมือนผ่านฟีเจอร์ RAM Expansion ได้สูงสุด 5GB พร้อมหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2.2 ความจุ 128GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 12 ที่ถูกครอบทับด้วย realme UI 3.0 ตั้งแต่แกะกล่อง


เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่าทำคะแนนได้ทั้งหมด 485,182 คะแนน


เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ด้วยแอปพลิเคชัน 3DMark ในด่าน Wild Life พบว่าทำคะแนนได้ทั้งหมด 2,302 คะแนน


เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench พบว่าทำคะแนนการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ได้ทั้งหมด 812 คะแนน และทำคะแนนการประมวลผลแบบหลายแกน (Multi-Core) ได้ทั้งหมด 2,292 คะแนน


ในส่วนของการเล่นเกม เมื่อลองนำไปทดสอบเล่นเกม Free Fire ซึ่งเป็นเกมที่ถูกนำมาใช้เป็นดีไซน์สุดพิเศษสำหรับ realme 9 Pro+ ก็พบว่า การตอบสนองต่าง ๆ บนหน้าจอสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ไม่มีอาการสะสมความร้อนให้พบเจอ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 920 5G ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 6 นาโนเมตร ซึ่งจะช่วยให้ ประมวลผลได้เร็วแรง และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber Cooling System ที่มีแผงระบายความร้อนขนาดใหญ่ซึ่งมีพื้นที่รวมมากกว่า 13029 ตารางมิลลิเมตร ครอบคลุมแหล่งกำเนิดความร้อนหลักได้ 100% ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าตัวเครื่องจะประมวลผลหนักเพียงใด ตัวเครื่องก็จะสามารถถ่ายเทความร้อนออกไปได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง


ทดสอบการจับสัญญาณดาวเทียมในที่โล่งแจ้ง พบว่ามีความแม่นยำ +- ไม่เกิน 2 เมตร ด้วยการรองรับระบบดาวเทียมทั้ง GPS+A-GPS, Glonass และ BeiDou



การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition มาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัวระดับเรือธง (Triple Camera) โดยมาพร้อมกับกล้องตัวหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766 ขนาด 1/1.56 นิ้ว รูรับแสงขนาด f1.8 ที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS พร้อมกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f2.2 และกล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f2.4 ในส่วนของ UI กล้องถ่ายภาพถูกจัดวางมาเพื่อเน้นการใช้งานที่สะดวก โดยที่ด้านบนจะเป็นฟังก์ชันต่าง ๆ ได้แก่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิด-ปิด HDR, การเปิดใช้งานฟีเจอร์ AI Scene Enhancement และการปรับอัตราส่วนของภาพถ่าย ส่วนที่ด้านล่างจะเป็นการปรับระยะของกล้องถ่ายภาพตั้งแต่กว้างสุด (0.6x) ไปจนถึงการซูมสูงสุดแบบดิจิทัลที่ 20x


ด้านโหมดการถ่ายภาพก็ถือว่าครบทุกฟังก์ชันการทำงาน โดยมาพร้อมกับโหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ โดยสามารถปรับระดับการเบลอแบบจำลองค่ารูรับแสงได้ตั้งแต่ f0.95-f16


โหมดการถ่ายภาพ 50M สำหรับถ่ายภาพเต็มความละเอียด 50 ล้านพิกเซล


โหมด Street Photography 2.0 สำหรับถ่ายภาพนวสตรีทที่มาพร้อมกับการถ่ายภาพแบบ Smart Long Exposure ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายภาพแบบลากแสงคล้ายกับกล้องโปรเป็นเรื่องง่ายขึ้น


โหมด Super Nightscape สำหรับถ่ายภาพกลางคืนแบบคมชัดโดยที่ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง


realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition รองรับการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหลังที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ที่ 30FPS พร้อมรองรับฟังก์ชัน AI Hilight สำหรับช่วยถ่ายวิดีโอแบบย้อนแสงได้อย่างสว่างคมชัด



ในส่วนของกล้องหน้าเซลฟี่มาพร้อมกับฟังก์ชัน การทำงานที่คล้ายกับกล้องหลัง โดยที่แถบด้านบนจะเป็นการเปิด-ปิด ฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิด-ปิด HDR, การตั้งเวลาถ่ายภาพ และการตั้งสัดส่วนของภาพถ่าย


ส่วนที่ด้านล่างมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพแบบจัด เต็มไม่แพ้กล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น โหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอ


สามารถปรับแต่งใบหน้าให้มีความสวยงามได้อย่าง ละเอียด ไม่ว่าจะเป็น แก้ม, ขนาดดวงตา, ขนาดจมูก ไปจนถึงความเรียบเนียนของใบหน้า


โหมด Night สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสงน้อยได้อย่างคมชัด และสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ Retouch สำหรับปรับแต่งใบหน้าได้อย่างสวยงามได้อีกด้วย


ส่วนด้านการถ่ายวิดีโอ รองรับการบันทึกภาพที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080P พร้อมรองรับการถ่ายวิดรโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ


รองรับการปรับแต่งใบหน้าให้มีความสวยงามในโหมด การถ่ายวิดีโอ รวมทั้งยังรองรับการปรับการละลายฉากหลังแบบ Bokeh Flare Portrait ที่จะช่วยให้ดวงไฟโบเก้มีความสวยราวกับการถ่ายด้วยกล้องระดับโปร


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera System) ความละเอียดระดับ 50+8+2 ล้านพิกเซล ของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดปกติ

 






ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Ultra-Wide Angle





ตัวอย่างภาพถ่ายแบบ Ultra Macro

 












ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Super Nightscape

 





ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait



ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Street Photography 2.0 พร้อมเปิดฟังก์ชัน Rush Hour



ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Street Photography 2.0 พร้อมเปิดฟังก์ชัน Light trail portrait


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด ปกติพร้อมเปิดฟีเจอร์ Retouch

 




ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดฟังก์ชัน Retouch


สรุปผลการทดสอบของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition

เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษที่มีความ Exclusive เฉพาะตัวเป็นอย่างมากสำหรับ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่เกม Free Fire ได้มีการจับมือกับแบรนด์สมาร์ทโฟนเพื่อจัดทำสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษ พร้อมกับเอาใจคอเกมเมอร์ด้วยเอกลักษณ์ด้านการดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกม Free Fire ซึ่งเราจะเห็นได้ตั้งแต่กล่องผลิตภัณฑ์ซึ่งมาพร้อมกับรูปใบหน้าของ Kelly หนึ่งในตัวละครที่ได้รับความนิยมสูงจากในเกม, กล่องผลิตภัณฑ์ที่สามารถกางออกมาเป็นแผนที่ได้อย่างสวยงาม, สติกเกอร์ตัวละครจากเกม Free Fire, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ดที่มีรูปทรงคล้ายกับมีดภายในเกม ไปจนถึงบัตร Gift Card ที่สามารถนำไปแลกไอเท็มภายในเกมได้


ในส่วนของตัวเครื่องก็ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากมี FF Knife ส่งผลให้ตัวเครื่องของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยตัวเครื่องสีน้ำเงินเข้มที่มีความมันเงาสะท้อนแสงได้อย่างสวยงาม พร้อมเล่นลวดลายตัวเครื่องที่ให้ความโฉบเฉี่ยวดุดัน และสีสันบริเวณขอบด้านข้างมือถือที่สามารถสะท้อนออกมาเป็นสีรุ้งได้อย่างสวยงาม รวมทั้งยังมาพร้อมกับธีมตัวเครื่อง และวอลเปเปอร์ที่ถอดแบบมาจากเกม Free Fire เรียกได้ว่าเป็นดีไซน์ที่ Exclusive อย่างแท้จริง


ทางด้านคุณสมบัติโดยรวมก็ถือว่าจัดเต็มในระดับหนึ่ง เรียกว่าพร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้เป็นอย่างดี โดยมาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผลระดับ 6 นาโนเมตรกับรุ่น MediaTek Dimensity 920 5G ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดระดับ 2.5 GHz ทำงานคู่กับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำ RAM แบบเสมือนผ่านเทคโนโลยี RAM Expansion ได้สูงสุด 5GB พร้อมหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2.2 ขนาดสูงสุด 128GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 12 ที่ถูกครอบทับด้วย realme UI 3.0 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม หรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน ก็สามารถทำได้ราบรื่นเป็นอย่างดีไม่มีสะดุด รวมทั้งยังตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการรับชมคอนเทนต์ และการเล่นเกมบนมือถือด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED 90Hz ขนาด 6.4 นิ้ว ที่แสดงผลได้อย่างลื่นไหล และแสดงสีสันได้อย่างคมชัด รวมทั้งยังมาพร้อมกับค่า Touch Sampling Rate ระดับ 360Hz ซึ่งตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างฉับไว และเมื่อทำงานร่วมกับลำโพงเสียงแบบคู่ที่ติดตั้งมาให้ ก็มั่นใจได้ว่าอรรถรสด้านความบันเทิงนั้นมาเต็มทั้งภาพ และเสียงอย่างแน่นอน

ในส่วนของกล้องถ่ายภาพก็มาพร้อมกับคุณภาพระดับเรือธง ด้วยเซนเซอร์ Sony IMX766 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ที่มีเทคโนโลยีกันสั่นแบบ OIS ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของสมาร์ทโฟนระดับ Mid-Range เลยทีเดียว รวมทั้งยังมาพร้อมกับกล้อง Ultra Wide สำหรับช่วยเก็บภาพมุมกว้าง และกล้อง Macro สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้ เพื่อตอบโจทย์การบันทึกภาพในระยะต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งยังมาพร้อมกับโหมดการถ่ายภาพแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น โหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ, โหมด Street Photography 2.0 สำหรับถ่ายภาพแนวสตรีท ไปจนถึงโหมด Super Nightscape สำหรับถ่ายภาพกลางคืนได้อย่างสว่างคมชัดโดยที่ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง



realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ 12,499 บาท มีให้เลือกเพียงรุ่นความจุเดียวคือ RAM 8GB + ROM 128GB พร้อมโปรโมชันพิเศษดังต่อไปนี้


- โปรโมชันช่วง Early Bird สำหรับผู้ที่ซื้อผ่าน Shopee ในช่วงระหว่างวันที่ 20 - 30 เมษายน 2565 จะสามารถซื้อ ได้ในราคา 11,999 บาทเท่านั้น 
- ผู้ที่สั่งซื้อ 300 ออเดอร์แรกผ่าน Shopee ในวันที่ 20 เมษายน 2565
จะได้รับของสมนาคุณพิเศษเพิ่มเติมอีก 3,000 บาท
- ผู้ที่สั่งซื้อ 600 ออเดอร์แรกผ่าน Shopee
จะได้รับโค้ดเงินคืน 500 Coins


- โปรโมชันพรีออเดอร์ เมื่อสั่งซื้อในวันที่ 12 เมษายน - 22 เมษายน 2565 ผ่าน realme Brand Shop จะได้รับฟรี realme Gaming Set มูลค่ารวม 2,000 บาท


สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition

- กล่องผลิตภัณฑ์ และของแถมภายในกล่องแบบ Exclusive จากเกม Free Fire
- ตัวเครื่องออกแบบโดย realme Design Studio โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากมีด FF Knife ในเกม Free Fire
- ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber Cooling System แบบ 5 ชั้น ที่สามารถลดอุณหภูมิ Core ได้สูงสุด 10 องศาเซลเซียส
- ตัวเครื่องขนาด 160.2x73.3x7.99 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 182 กรัม
- หน้าจอแสดงผล 90Hz Super AMOLED Display ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล : 411 ppi) พร้อมอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 20:9, สัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่ 90.8%, ค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz, ค่า Touch Sampling Rate ระดับ 360Hz, ความสว่างสูงสุด 1000 nits และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint Sensor) พร้อม Heart Rate Monitor และระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock)
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 920 5G ความเร็ว 2.5 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G68 MC4
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB พร้อมเทคโนโลยี Dynamic RAM Expansion ในการเพิ่ม RAM เสมือนจากหน่วยความจำภายใน (ROM) ได้สูงสุด 5GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.2 ขนาด 128GB
- แบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 60W SuperDart Charge
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 12 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 3.0

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide (Main) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อม เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766 ขนาด 1/1.56 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 2.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.8, มุมรับภาพ 84.4 องศา (ทางยาวโฟกัส 23.6 มิลลิเมตร), ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/4.0 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 119 องศา (ทางยาวโฟกัส 15.4 มิลลิเมตร) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 88.8 องศา (ทางยาวโฟกัส 21.8 มิลลิเมตร), ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์
 
โดยรองรับโหมด Super Nightscape สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืน กับที่แสงน้อย พร้อมเพิ่ม Nightscape Filter เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของภาพ รวมถึงโหมด Pro ที่ปรับตั้งค่าอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม, โหมดการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ทั้งในเวลากลางวัน - กลางคืน ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ พร้อมรูปแบบ Bokeh ให้เลือกใช้หลากหลาย, โหมด Street Photography 2.0 ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Smart Long Exposure ทั้งหมด 4 รูปแบบ รวมถึงฟีเจอร์ Peak and Zoom ในการควบคุมการซูมภาพ พร้อมโฟกัสได้เพียงลากนิ้วไปมาที่ปุ่มชัตเตอร์ และการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD พร้อมฟีเจอร์ AI Highlight Video, โหมด Movie และ Dual-View Video

กล้องดิจิทัลด้านหน้าฝังบนจอ (In-Display Selfie) ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, รองรับเทคโนโลยี AI Beauty, โหมดถ่ายบุคคล (Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้, โหมด Night สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่เวลากลางคืน และการบันทึกวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ รวมถึงเปลี่ยนรูปแบบของ Bokeh

- ลำโพงเสียงแบบคู่ พร้อมระบบเสียงแบบ Dolby Atmos และรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูง (Hi-Res Audio)
- มอเตอร์ระบบสั่นแบบ X-Axis Linear Motor พร้อมการสั่นตอบสนองขณะใช้งานด้วย Gamer Edition X-Axis Tactile Engine
- ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 6, 5G, 4G LTE, 3G WCDMA และ 2G EDGE/GPRS
- รองรับการใช้งานระบบซิมคู่ (Dual SIM : Nano SIM + Nano SIM)
- ระบุตำแหน่ง และนำทางด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass และ BeiDou
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.2
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- พอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
- ฟังก์ชัน App Lock และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kid Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ
- การใช้งาน Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังแอปพลิเคชันต่างๆ ให้เป็นสีดำ
- โหมด Focus สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ  รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-Screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม

 

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme 9 Pro+ Free Fire Limited Edition

- ตัวเครื่องมีความเงางามสูงเป็นพิเศษ จึงอาจทำให้เกิดรอยนิ้วมือได้ง่าย
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- มีหน่วยความจำภายใน (ROM) เพียง 128 GB และไม่รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card หรือแบบอื่น ๆ
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- ไม่มีกล้องซูมระยะไกลแบบ Telephoto

 

สรุปคุณสมบัติของ realme 9 Pro+

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme 9 Pro+ ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้ (*รุ่น Free Fire Limited Edition มี ROM ขนาด 128GB และมีดีไซน์ กับของแถมแบบพิเศษดังรายละเอียดข้างต้น)

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme 9 Pro+

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


วันที่ : 18/04/2022