ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 25/11/2020

รีวิว (Review) realme 7 5G

สมาร์ทโฟน Dual 5G มีจอลื่น 120Hz บวกพลังชิปรุ่นใหม่ แบตใหญ่ชาร์จไว 30W ได้กล้อง 5 ตัว ในราคาหมื่นมีทอน ด้วยจอ 120Hz Ultra Smooth Display 6.5 นิ้ว, ชิปเซ็ต Dimensity 800U รองรับ 5G DSDS, RAM 8GB+ROM 128GB, แบตเตอรี่ 30W Dart Charge จุใจ 5000 mAh และกล้อง 4 ตัว 48MP ผสานกล้องหน้า In-Display บนบอดี้สวยพรีเมียมสะดุดตา ในราคา 9,999 บาท


25 พฤศจิกายน 2020 - หลังจากที่มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ระดับท็อปจากซีรีส์ X อย่าง realme X50 Pro 5G และ X50 5G ไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ล่าสุดนี้ทาง realme ประเทศไทยได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G รุ่นใหม่อย่าง realme 7 5G เข้ามาทำตลาดในบ้านเราเพิ่มเติม ที่มีสเปกครบครัน พร้อมกับราคาที่จับต้องได้

realme 7 5G รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G แบบ Dual 5G SIM ที่เป็นการแสตนด์บายเครือข่าย 5G ได้ทั้งสองซิมการ์ด โดยรองรับเครือข่าย 5G ทั้งหมด 12 ย่านความถี่ทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่ารองรับย่านความถี่ที่เปิดให้บริการในประเทศไทย พร้อมชิปเซ็ตรุ่นใหม่จากค่าย MediaTek อย่าง Dimensity 800U ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm ที่มีความเร็ว 2.4GHz จับคู่กับ RAM ขนาด 8GB + ROM ขนาด 128GB และแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 30W Dart Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ 0-100% ได้ภายในเวลา 65 นาที

ด้านการดีไซน์มากับหน้าจอไร้ขอบไร้รอยบากแบบ 120Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มีค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 120Hz ซึ่งช่วยเพิ่มความลื่นไหลในการใช้งาน โดยเฉพาะการเล่นเกม และการชมภาพยนตร์ / ซีรีส์เรื่องโปรด พร้อมความคมชัดระดับ Full HD+ และมีกล้องหน้าฝังอยู่บนจอ (In-Display Selfie) กับความละเอียดที่ 16 ล้านพิกเซล

 

ฝาหลังของ realme 7 5G มีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน พร้อมใช้เทคนิคการเคลือบผิวสัมผัสด้านแบบ AG Split Design ทำให้เกิดมุมมองดีไซน์ที่ดูกลมกลืน และดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น โดยมีการติดตั้งกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยกล้อง Ultra Wide ที่รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศา, กล้อง Macro ที่รองรับการถ่ายระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และกล้อง Portrait B&W

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า realme 7 5G มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียม หรือฟีเจอร์ที่จัดมาให้แบบครบครัน และระบบการถ่ายภาพที่ดีกว่าเดิม กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไม่เกินเอื้อมที่ 9,999 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว realme 7 5G ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

realme 7 5G มาในแพ็กเกจสีเหลือง พร้อมระบุชื่อรุ่น และสัญลักษ์ 5G ไว้อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ได้แก่ เคสใส, อะแดปเตอร์ 30W Dart Charge (5V/6A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, คู่มือการใช้งาน และเข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด


ภาพตัวอย่างการใส่เคสที่แถมมาในแพ็กเกจ


realme 7 5G มาพร้อมกับหน้าจอ 120Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 (พื้นที่การแสดงผล 90.5%) ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 400 ppi) ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass บนตัวเครื่องขนาด 162.2x75.1x9.1 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 195 กรัม


ไฮไลท์ที่สำคัญของหน้าจอ realme 7 5G คือค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz ซึ่งช่วยให้การแสดงผลลื่นไหลมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับ Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ที่ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอให้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเกมเมอร์ตัวจริง รวมถึงรองรับเทคโนโลยี OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม ในระดับ high-frame-rate HDR Masterpieces


ที่ด้านบนของหน้าจอมีเพียงลำโพงสนทนา พร้อมการติดตั้งเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม

สำหรับกล้องถ่ายภาพเซลฟี่ฝังบนจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.1


พร้อมรองรับระบบการสแกนใบหน้า (Facial Unlock) ในการปลดล็อกตัวเครื่อง


ด้านหน้าส่วนล่างใช้ปุ่มควบคุมบนหน้าจอแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent App, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สอง


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ลำโพงเสียงตัวหลัก, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนตัวหลักสำหรับสนทนา และช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มม.


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้ว มือที่เป็นปุ่ม Power ไปในตัว สำหรับล็อกหน้าจอ, เปิด-ปิด เครื่อง หรือเรียกใช้ Google Assistant


ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง พร้อมถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Hybrid-Slot โดยในช่องที่สองต้องเลือกใช้งานระหว่างซิมการ์ดที่สอง หรือหน่วยความจำภายนอกแบบ mciroSD Card


realme 7 5G มีฝาหลังลงโค้งแบบ 3D Curved กระชับกับฝ่ามือขณะถือใช้งาน โดยมีการดีไซน์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน พร้อมใช้เทคนิกการเคลือบผิวสัมผัสด้านแบบ AG Split Design ทำให้เกิดมุมมองดีไซน์ที่ดูกลมกลืน และดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสีที่ทางทีมงานได้รับมารีวิวนั้นคือสีน้ำเงิน (Mist Blue) ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพสะท้อนจากธรรมชาติ


ที่ด้านหลังตัวเครื่องติดตั้งระบบกล้องทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบไปด้วย

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Samsung S5KGM1ST, รูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ 
- กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.3, มุมรับภาพ 119 องศา และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ 
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์

พร้อมรองรับโหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape 2.0, ฟังก์ชัน AI Scene Enhancement ในการตรวจจับซีนต่างๆ พร้อมปรับค่าแสงสีให้ภาพสวยงามโดยอัตโนมัติ, โหมดถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide พร้อมถ่ายระยะใกล้แบบ Ultra-Macro, ฟังก์ชัน AI Beauty สำหรับปรับผิวให้เนียนสวย, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 48MP, โหมด Portrait ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดสำหรับถ่ายวิดีโอแบบครบครัน ทั้ง Ultra-Wide พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Ultra Steady (UIS และ UIS Max) และ SLO-MO พร้อมความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K (30fps)


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

realme 7 5G ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ที่มี User Interface เน้นไปทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ระบบสี, ไอคอน, พื้นหลัง และภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชัน โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB พร้อมรองรับ microSD Card ความจุสูงสุดที่ 256GB


รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ทั้งหมด 12 คลื่นความถี่ทั่วโลก โดยสามารถสแตนด์บายเครือข่าย 5G ได้พร้อมกันทั้งสองซิมแบบ Dual 5G SIM

(Band n1 : 2100 | n3 : 1800 | n5 : 850 | n7 : 2600 | n8 : 900 | n20 : 800 | n28 : 700 | n38 : 2600 | n40 : 2300 | n41 : 2500 | n77 : 3700 | n78 : 3500)


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Center แถบการแจ้งเตือนต่างๆ


โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Google Discover หน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ โดยอ้างอิงจากการค้นหาของผู้ใช้


เมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่ม Close all ที่ด้านล่าง


สามารถเข้าสู่เข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ เพื่อปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการ รวมถึงเอฟเฟ็กเวลาเปลี่ยนหน้าจอ และภาพพื้นหลังได้ เพียงกดค้างบนหน้าจอ หรือใช้สองนิ้วรูดเข้าหากันในแนวทแยง


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อผู้ติดต่อ, การบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ, ORoaming, สภาพอากาศ, Mail และ HeyTap Cloud


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร พร้อมรองรับฟังก์ชัน Eye comfort สำหรับลดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ


รวมถึงรองรับ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ และยังเลือกให้แอปพลิเคชันจาก Third-Party แสดงผลพื้นหลังเป็นสีดำได้อีกด้วย โดยในเบื้องต้นยังเป็นแบบ Beta อยู่


ตัวอย่างการใช้งาน Dark Mode


สามารถเลือกใช้งานค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 120Hz (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 60Hz) โดยจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับ Refresh Rate เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนภาพของหน้าจอแสดงผล กล่าวคืออัตราความเร็วในการเปลี่ยนภาพนิ่งที่เรียงต่อกันจนกลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Refresh Rate มาก ก็จะทำให้การเปลี่ยนภาพของหน้าจอมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง และโดยปกติแล้วหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันจะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ประมาณ 60 Hz


รวมถึงรองรับเทคโนโลยี OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม ในระดับ high-frame-rate HDR Masterpieces


สามารถตั้งค่าต่างๆ ในหน้า Home Screen ได้


ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้งานหน้าจอได้ในแบบ Standard, แบบ Drawer (ค่าเริ่มต้น) หรือแบบ Simple ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ


และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 4x6 และ 5x6 (ค่าเริ่มต้น)


สามารถปรับเปลี่ยนธีม (Theme), รูปแบบตัวอักษร (Font) และภาพพื้นหลัง (Wallpaper) ของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ


และสำหรับท่านที่ต้องการใช้งานพื้นหลัง, รูปแบบธีม รวมถึงรูปแบบตัวอักษรที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน Theme Store


สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอนได้


realme 7 5G รองรับบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC


รวมถึงฟังก์ชัน Android Beam สำหรับส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนที่รองรับ NFC โดยการนำตัวเครื่องทั้ง 2 มาแตะกัน


สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe Gestures From Both Sides ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้


และรองรับฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ


โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน พร้อมเลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้


และเมื่อกดค้างที่แอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น


สำหรับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะก็มีให้ใช้งาน ด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง, การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน, การรับสายอัตโนมัติ, การสลับจากลำโพงภายนอก มาเป็นลำโพงสำหรับสนทนาเมื่อนำมือถือมาแนบที่ใบหู และการคว่ำตัวเครื่องเพื่อปิดเสียงสายโทรเข้า


รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้


โดยที่สามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google ได้ด้วยเช่นกัน โดยกดค้างที่ปุ่ม Power ประมาณ 2 วินาที โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


ตัวอย่างการใช้งานบนบริการ Google Lens


realme 7 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมเปิดใช้งานในโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Power Saving Mode ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยเมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน


พร้อมโหมดประหยัดพลังงานขั้นสุดอย่าง Super Power saving mode สำหรับยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นเป็นเท่าตัว แต่แลกกับการใช้งานได้เพียงแค่ฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น และจะใช้งานอินเทอร์เน็ตได้สูงสุดที่ 4G+


รองรับเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงแบบ 30W Dart Charge (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลา 65 นาที ที่ช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังติดตั้งชิปตรวจสอบความปลอดภัยขณะ ชาร์จแบตเตอรี่แบบ 5 จุด (Five-core Chip) เพื่อควบคุมปริมาณกระแสไฟให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ช่วยให้การชาร์จแบตเตอรี่มีความเสถียร และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น


รวมถึงโหมด High Performance สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม เพื่อการประมวลผลในระดับสูงสุด โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ โดยเมื่อเปิดใช้งานจะมีสัญลักษณ์แบตเตอรี่สีเขียวที่ด้านซ้าย ถัดจากเวลา


และรองรับฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงฟังก์ชัน Screen Battery Optimization ที่ช่วยลดการใช้พลังงานหน้าจอ เพื่อยืดระยะการใช้งานโดยรวมให้นานยิ่งขึ้น


ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน


สามารถตรวจสอบเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันได้


และรองรับฟังก์ชัน Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง


realme 7 5G ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง App Cloner สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


รวมถึงรองรับการใช้งานแบบ Multi-user ที่สามารถสลับการใช้งานจากผู้ใช้หลายคนได้ โดยข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน และการรักษาความปลอดภัยต่างๆ จะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องการแยกการทำงาน และการใช้งานทั่วไปให้ชัดเจน


นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 4 วิธี


ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยบน realme 7 5G มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านขวาตัวเครื่อง โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถลงทะเบียนได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น


ท่านที่ใช้งาน realme 7 5G เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที


realme 7 5G รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงแบบ Hi-Res ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos ได้ โดยผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย
(ซึ่งจะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)


รวมถึงรองรับฟังก์ชันที่น่าสนใจอย่าง Dual-Mode Audio โดยสามารถใช้งานหูฟังแบบมีสาย และแบบไร้สายได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องโปรดกับเพื่อนได้พร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องแบ่งหูฟังคนละข้างเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง


ที่สำคัญ realme 7 5G ยังรองรับฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง, Kid Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง realme 7 5G นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 52 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 1 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


realme 7 5G มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 800U บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.4GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G57 โดยใช้หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ครอบทับด้วย User Interface แบบ realme UI 1.0


realme 7 5G มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 343,944 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 610 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 1,796 คะแนน


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้ผลการทดสอบที่ 3,133 คะแนน


realme 7 5G รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด



และยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริง อย่าง Game Assistant ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

ใน Game Space นั้นก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง Marvel Future Fight, League of Legends : Wild Rift และ Genshin Impact พร้อมเปิดการแสดงผลกราฟิกในระดับสูงสุด ก็พบว่า realme 7 5G นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ผสานกับหน้าจอที่มี Refresh Rate ระดับ 120Hz ซึ่งช่วยให้เกมลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และไม่พลาดช่วงเหตุการณ์สำคัญ

อีกทั้งยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4200 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge (5V/6A) จึงทำให้เล่นเกมได้ยาวนานต่อเนื่อง รวมถึงมีระบบความปลอดภัยถึง 5 ชั้น จึงมั่นใจได้ว่าสามารถชาร์จไป ใช้งานไปได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนมากเกิน


realme 7 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ 120Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 กับพื้นที่การแสดงผลทั้งหมด 90.5% คมชัดระดับ Full HD+ จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ รวมถึงรองรับเทคโนโลยี OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม ในระดับ high-frame-rate HDR Masterpieces จึงทำให้ภาพมีความคมชัดมากยิ่งขึ้น


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

realme 7 5G มาพร้อมกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ซึ่งประกอบไปด้วย

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Samsung S5KGM1ST, รูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ 
- กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.3, มุมรับภาพ 119 องศา และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ 
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  แบบมุมกว้าง Ultra-Wide (0.6x), ซูมที่ 2 เท่า (2x) และซูมที่ 5 เท่า (5x) ไปจนถึงซูมสูงสุดที่ 10 เท่า (10x Digital Zoom)


พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมด HDR, ฟังก์ชัน AI Scene Enhancement สำหรับเพิ่มสีสันให้กับภาพโดยอัตโนมัติ และการเพิ่มฟีลเตอร์


รวมถึงเมนูอื่นๆ ได้แก่ สัดส่วนภาพถ่าย, การจับเวลา และการตั้งค่าเพิ่มเติม


มาพร้อมกับโหมด AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ โดยสามารถเลือกระดับความเนียนได้ตั้งแต่ 0-100%


และโหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ 0-100% (ค่าเริ่มต้นอยู่ที่ 60%)


พร้อมใช้งานร่วมกับ AI Beauty ที่สามารถเลือกระดับความเนียนได้ตั้งแต่ 0-100%


และใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้


และโหมด Super NightScape 2.0 สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ ที่รองรับ Tripods Mode ถ่ายภาพกลางคืนร่วมกับขาตั้งกล้อง ที่สามารถรับแสงได้นานมากขึ้น รวมถึงการถ่ายมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra-Wide


พร้อมใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Modern Gold, Cyber Punk และ Flamingo


รองรับโหมดถ่ายภาพความละเอียดสูงอย่าง 48MP (6000x8000 พิกเซล) และการถ่ายภาพมุมกว้างในโหมด PANO


และโหมดถ่ายภาพระยะใกล้แบบ Ultra-Macro โดยสามารถถ่ายในระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้


สำหรับโหมด Expert กับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด ก็มีให้เลือกใช้ด้วยเช่นกัน


การถ่ายวิดีโอบน realme 7 5G สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ 4K UHD 30 fps พร้อมถ่ายในมุมกว้างแบบ Ultra-Wide (0.6x) และสามารถซูมได้สูงสุดที่ 10 เท่า (10x Digital Zoom)


รองรับการโหมดป้องกันการสั่นไหวแบบ Ultra Steady (UIS และ UIS Max)


รวมถึงการใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และโหมด AI Beauty ในการปรับค่าผิวให้ดูเนียนสวยขึ้น โดยสามารถเลือกระดับความเนียนได้ตั้งแต่ 0-100%


พร้อมโหมด Movie สำหรับการบันทึกวิดีโอแบบ Cinematic ที่สามารถตั้งค่าการถ่ายได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อัตราส่วนที่ 21:9, การเปิดรับแสง (EV), White Balance, ความเร็วชัตเตอร์, ISO และการซูม


รวมถึงฟังก์ชัน TIME-LAPSE ที่สามารถซูมภาพได้สูงสุด 10 เท่า (10x Digital Zoom) และฟังก์ชัน SLO-MO


realme 7 5G มีกล้องหน้าฝังบนจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.1


โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ได้แก่ เปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR และการเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ


รวมถึงเมนูอื่นๆ ได้แก่ สัดส่วนภาพถ่าย, การจับเวลา และการตั้งค่าเพิ่มเติม


กล้องหน้าของ realme 7 5G รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งแต่ละส่วนบนใบหน้าได้อย่างอิสระ ซึ่งในแต่ละส่วนสามารถเลือกระดับได้ตั้งแต่ 0-100% (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 30%)


สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) สามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ 0-100% (ค่าเริ่มต้นอยู่ที่ 60%)


พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และใช้งานร่วมกับ AI Beauty ที่ปรับแต่งแต่ละส่วนบนใบหน้าได้อย่างอิสระ ซึ่งในแต่ละส่วนสามารถเลือกระดับได้ตั้งแต่ 0-100%


รองรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนด้วยโหมด Night พร้อมทำงานร่วมกับ AI Beauty ได้ด้วยเช่นเดียวกัน


รวมถึงการถ่ายเซลฟี่มุมกว้างโหมด PANO


การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ realme 7 5G รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p 30fps พร้อมรระบบกันสั่นแบบ UIS Video Stabilization


พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และโหมด AI Beauty ในการปรับค่าผิวให้ดูเนียนสวยขึ้น โดยสามารถเลือกระดับความเนียนได้ตั้งแต่ 0-100%


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียดระดับ 48+8+2+2 ล้านพิกเซล ของ realme 7 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra-Macro


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape 2.0


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape 2.0 มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape 2.0


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape 2.0 พร้อมใส่ฟีลเตอร์แบบ Cyber Punk


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape 2.0


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape 2.0 มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape 2.0 มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra-Wide พร้อมใส่ฟีลเตอร์แบบ Flamingo


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ realme 7 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Night


สรุปผลการทดสอบของ realme 7 5G

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า realme 7 5G เป็นสมาร์ทโฟน 5G รุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง MediaTek Dimensity 800U ที่มีเทคโนโลยรการผลิตระดับ 7nm ความเร็วการประมวลผลสูงสุด 2.4GHz โดยรองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ในประเทศไทย พร้อมเปิดใช้งานได้ทันทีหลังแกะกล่อง และรองรับการสแตนด์บาย 5G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 5G SIM

realme 7 5G มี RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB ที่สามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด พร้อม ROM มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card สูงสุดที่ความจุ 256 GB จึงสามารถเก็บไฟล์ข้อมูลไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน หรือเกมได้แบบเต็มที่ แต่ด้วยถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid-Slot จึงต้องใส่เลือกระหว่าง microSD Card หรือซิมการ์ดที่ 2

อีกหนึ่งในจุดเด่นที่น่าสนใจของ realme 7 5G ก็คือแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 5000 mAh รองรับการใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ระดับ 0-100% ได้ภายในเวลา 65 นาที ที่ช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังติดตั้งชิปตรวจสอบความปลอดภัยขณะชาร์จแบตเตอรี่แบบ 5 จุด (Five-Core Chip) เพื่อควบคุมปริมาณกระแสไฟให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ช่วยให้การชาร์จแบตเตอรี่มีความเสถียร และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งหากต้องการใช้งานแบบในโหมดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเครื่อง realme 7 5G ก็มีโหมด High Performance ให้ใช้งานด้วย สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง

realme 7 5G ยังเด่นที่หน้าจอ 120Hz Ultra Smooth กับค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 120Hz จึงสามารถเล่นเกมที่เน้นกราฟิกสามมิติได้อย่างลื่นไหลกว่าที่เคย พร้อมกับ Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ที่ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอให้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเกมเมอร์ตัวจริง บนการดีไซน์แบบไร้ขอบไร้รอยบากขนาด 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD+ ที่สามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ รวมถึงรองรับเทคโนโลยี OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมรูปภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิมนอกจากนี้ยังรองรับไฟล์เสียงระดับ Hi-Res พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ที่ผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้ จึงช่วยเพิ่มอรรถรสในการใช้งานให้เต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น

 

ทางด้านฝาหลังตัวเครื่องลงโค้งแบบ 3D Curved กระชับกับฝ่ามือขณะถือใช้งาน โดยมีการดีไซน์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน พร้อมใช้เทคนิคการเคลือบผิวสัมผัสด้านแบบ AG Split Design ทำให้เกิดมุมมองดีไซน์ที่ดูกลมกลืน และดูพรีเมียมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังให้สัมผัสที่นุ่มลื่น ซึ่งติดตั้งกล้องหลังไว้ทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์ Samsung S5KGM1ST ผสานด้วยกล้อง Ultra-Wide ถ่ายภาพมุมกว้างได้ 119 องศา, กล้อง Macro ที่พร้อมถ่ายระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และกล้อง Portrait B&W โดยรองรับโหมดถ่ายภาพที่น่าสนใจครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Super Nightscape 2.0 สำหรับถ่ายภาพในเวลากลางคืน หรือที่แสงน้อย, ฟังก์ชัน AI Scene Enhancement ในการตรวจจับซีนต่างๆ พร้อมปรับค่าแสงสีให้ภาพสวยงามโดยอัตโนมัติ, โหมดถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide พร้อมถ่ายระยะใกล้แบบ Ultra-Macro, ฟังก์ชัน AI Beauty สำหรับปรับผิวให้เนียนสวย, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 48MP, โหมด Portrait ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดสำหรับถ่ายวิดีโอแบบครบครัน ทั้ง Ultra-Wide พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Ultra Steady (UIS และ UIS Max) และ SLO-MO พร้อมความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K (30fps)

สำหรับ realme 7 5G มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ที่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint) ที่ทำงานร่วมกับระบบสแกนใบหน้า (Facial Unlock) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ที่มีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกมากมาย อย่างเช่น Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำเพื่อความสบายตาขณะใช้งาน และ Focus Mode สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมาธิ หรือเข้านอน โดยทำการปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ รวมถึงรองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง และยังมีบริการ Google Lens บริการ ค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ realme 7 5G ยังตอบโจทย์การใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยฟังก์ชันสำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant ที่ ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ขณะเล่นเกม พร้อมกับฟีเจอร์ Graphics Acceleration ในการรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลอีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้แบบไม่มีสะดุด

 

โดยล่าสุด realme 7 5G ก็ได้เปิดราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้วที่ 9,999 บาท กับตัวเลือก 2 สี ได้แก่ Flash Silver และ Mist Blue เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันนี้ (25 พฤศจิกายน) ไปจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม ที่ตัวแทนจำหน่าย realme ทั่วประเทศไทย รวมทั้งช่องทางออนไลน์ และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคม นี้เป็นต้นไป โดยผู้ที่สั่งจองจะได้รับฟรี VIP Card การรับประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปีเต็ม พร้อม Gift Set รวมมูลค่าของแถมทั้งหมด 5,299 บาท และขยายการรับประกันตัวเครื่องนานถึง 2 ปี พร้อมทั้งสามารถผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือนได้อีกด้วย

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สั่งจอง realme 7 5G ผ่านทางผู้ให้ริการเครือข่ายทั้ง 3 ค่าย ก็จะมีโปรโมชั่นราคาพิเศษเริ่มเพียง 2,099 บาท เท่านั้น โดยจะได้รับของแถมแบบเดียวกัน

ซึ่งเรียกได้ว่า realme 7 5G นั้นเหมาะกับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่พร้อมใช้งาน 5G ในงบประมาณไม่เกิน 1 หมื่นบาท พร้อมจอแสดงผลที่ลื่นไหล, ชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูง, แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่ชาร์จได้รวดเร็วทันใจ, กล้องถ่ายภาพที่ถ่ายภาพได้ดีครบทุกระยะ และตัวเครื่องที่สวยงามพรีเมียมน่าใช้งาน

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme 7 5G มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน และขอขอบคุณร้าน ลาภปาก (Laappaak Dining room) สำหรับสถานที่สวยๆ ส่วนวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ


จุดเด่นของ realme 7 5G

- ฝาหลังลงโค้งแบบ 3D Curved กระชับกับฝ่ามือขณะถือใช้งาน โดยมีการดีไซน์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน พร้อมใช้เทคนิกการเคลือบผิวสัมผัสด้านแบบ AG Split Design
- หน้าจอแสดงผลไร้ขอบไร้รอยบากแบบ 120Hz Ultra Smooth Display (IPS LCD) ขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 405 ppi) โดยมีสัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่ 90.5% พร้อมค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz, Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz, รองรับเทคโนโลยี OSIE Vision Effect และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint) พร้อมฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core MediaTek Dimensity 800U ความเร็ว 2.4 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Mali-G57 MC3
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.1 ความจุ 128GB
- รองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ 256GB (Hybrid Slot)
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 1.0

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera)

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Samsung S5KGM1ST, รูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ 
- กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.3, มุมรับภาพ 119 องศา และโครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ 
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์

พร้อมรองรับโหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape 2.0, ฟังก์ชัน AI Scene Enhancement ในการตรวจจับซีนต่างๆ พร้อมปรับค่าแสง สี ให้ภาพสวยงามโดยอัตโนมัติ, โหมดถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide พร้อมถ่ายระยะใกล้แบบ Ultra-Macro, ฟังก์ชัน AI Beauty สำหรับปรับผิวให้เนียนสวย, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 48MP, โหมด Portrait ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดสำหรับถ่ายวิดีโอแบบครบครัน ทั้ง Ultra-Wide พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Ultra Steady (UIS และ UIS Max) และ SLO-MO พร้อมความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K (30fps)

กล้องดิจิทัลด้านหน้าฝังบนจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f2.1, มุมรับภาพ 79.3 องศา, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รองรับเทคโนโลยี AI Beauty, โหมด Portrait พร้อม Bokeh Effect, โหมด NightScape ถ่ายเซลฟี่เวลากลางคืน, รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080P (30fps) และรองรับการถ่ายวิดีโอพร้อมระบบป้องกันการสั่นแบบ UIS Video Stabilization

- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 30W Dart Charge (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 0-100% ได้ภายในเวลาเพียง 65 นาที และฟังก์ชัน OTG Reverse Charging
- ฟังก์ชัน App Encryption และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kids Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ
- การใช้งาน Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังแอปพลิเคชันต่างๆ ให้เป็นสีดำ
- โหมด Focus สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก
- Multi-User สามารถสลับการใช้งานจากผู้ใช้หลายคนได้ โดยข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน และการรักษาความปลอดภัยต่างๆ จะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ระบบเสียง Dolby Atmos พร้อมรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูงแบบ Hi-Res
- รองรับการระบุตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม GPS, A-GPS, Glonass, BeiDou และ Galileo
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 5G / 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับการสแตนด์บาย 5G พร้อมกัน 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 5G SIM
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac : 2.4GHz / 5.0GHz, Bluetooth 5.1 และ NFC
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ราคา 9,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม พร้อมแถมฟรีเคส และฟิล์มกันรอยมาพร้อมกับชุดจำหน่ายมาตรฐาน


 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme 7 5G

- ลำโพงเสียงเป็นแบบเดี่ยว
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot ที่ต้องเลือกการใช้งานในช่องที่สองระหว่างซิมการ์ดที่สอง กับ microSD Card
- ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อนเมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 


 

วันที่ : 25/11/2020