ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 29/07/2020
OPPO Reno4



 

รีวิว (Review) OPPO Reno4

สวยบางเฉียบเบาโดนใจ กับ 4 กล้องตัวเก่งโฉมใหม่ และฟีเจอร์จัดให้ครบเครื่อง ในราคา 11,990 บาท
 


29 กรกฎาคม 2020 - เปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ OPPO Reno4 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่แห่งตระกูล Reno Series ที่มาพร้อมกับสโลแกน Clearly the Best You ซึ่งสื่อถึงความโดดเด่นด้านกล้องถ่ายภาพ ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ที่มีลูกเล่นด้านการถ่ายภาพแบบจัดเต็ม ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ด้วยกล้องหลังจำนวน 4 ตัว พร้อมเลนส์การถ่ายภาพครอบคลุมทุกระยะ และกล้องหน้าความละเอียดสูงสุดถึง 32 ล้านพิกเซล

ทางด้านประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าให้มาครบครันทุกการใช้งาน ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ บนดีไซน์แบบ Dual Punch-Hole Display ที่มีการออกแบบหน้าจอแสดงผลให้มีขอบด้านข้างน้อยที่สุด ส่งผลให้มีพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่องสูงถึง 90.7% ซึ่งแน่นอนว่าสามารถตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบรับชมความบันเทิงผ่านสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี


รวมทั้ง OPPO Reno4 ยังมาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G ที่มีจุดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน ประกบคู่การทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4015mAh ที่รองรับระบบชาร์จไวพิเศษแบบ 30W VOOC Flash Charge 4.0 จึงสามารถชาร์จ แบตเตอรี่จาก 0-50% ได้ในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น และที่สำคัญยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่แกะกล่องอย่าง ColorOS 7.2 เป็นรุ่นแรกๆ ของค่ายอีกด้วย

สำหรับตัวเครื่องจริงของ OPPO Reno4 จะมีความสวยงามมากน้อยขนาดไหน และจะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้าง เชิญติดตามไปพร้อมกันกับรีวิวจาก Thaimobilecenter.com ได้เช่นเคยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO Reno4 มาพร้อมกับกล่องผลิตภัณฑ์สีเขียวเหมือนกับ OPPO Reno Series รุ่นก่อนๆ แต่ความพิเศษของรุ่นนี้ก็คือ มีการพิมพ์ตัวอักษณ RENO ขนาดใหญ่เอาไว้บริเวณพื้นหลังด้วย โดย OPPO Reno4 ที่เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย จะเป็นรุ่น RAM 8GB + ROM 128GB เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น


อุปกรณ์ที่แถมมาในกล่องผลิตภัณฑ์ OPPO Reno4 ประกอบไปด้วย อะแดปเตอร์ 5V/6A, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ร่วมกับอแดปเตอร์จ่ายไฟ, เคสใส, หูฟัง, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งาน


มาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง OPPO Reno4 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Dual Punch-Hole Display ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) โดยเป็นดีไซน์หน้าจอแสดงผลแบบไร้ขอบที่มีการเจาะรูบริเวณมุมซ้ายบนสำหรับติดตั้งกล้องหน้า ทำให้ OPPO Reno4 มีพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่องสูงถึง 90.7% พร้อมอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 20:9 ตามเทรนสมาร์ทโฟนสมัยใหม่


ที่ด้านบนของหน้าจอแสดงผล มาพร้อมกับกล้องตัวหลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX616 พร้อมค่ารูรับแสงกว้าง f/2.4 ส่วนกล้องตัวที่สองจะเป็นกล้องอัจฉริยะ AI-Enhanced Smart Sensor สำหรับตรวจจับใบหน้า และการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน โดยเซ็นเซอร์อัจฉริยะ AI-Enhanced Smart Sensor จะมีหน้าที่การทำงานทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่


Smart Rotation -  สำหรับตรวจจับใบหน้า และตำแหน่งการวางตัวเครื่องของสมาร์ทโฟน เพื่อช่วยหมุนหน้าจอให้ผู้ใช้แบบอัตโนมัติไม่ว่าจะถือสมาร์ทโฟนในทิศทางใดก็ตาม
Smart Always-on - สำหรับป้องกันการล็อกหน้าจอแบบอัตโนมัติเมื่อตรวจจับได้ว่าผู้ใช้กำลังจ้องสมาร์ทโฟนอยู่
Smart Spying Prevention - สำหรับซ่อนการแจ้งเตือนแบบอัตโนมัติเมื่อตรวจจับได้ว่ามีผู้อื่นแอบมองสมาร์ทโฟนขณะใช้งาน
Smart AirControl - สำหรับควบคุมสมาร์ทโฟนด้วยท่าทางโดยที่ไม่จำเป็นต้องสัมผัสหน้าจอ


ที่ด้านล่างของหน้าจอประกอบไปด้วย ปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับ นอกจากนี้ ที่ด้านล่างของตัวเครื่องยังเป็นพื้นที่สำหรับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ Hidden Fingerprint Unlock 3.0 ที่สามารถอ่านค่าลายนิ้วมือผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็ว


ที่ด้านบนของตัวเครื่องติดตั้งไมโครโฟนตัวที่ สอง สำหรับช่วยตัดเสียงรบกวน


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple Slot และปุ่มปรับระดับเสียง


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องติดตั้งปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอแสดงผล โดยจะมีการแต้มสีในเฉดอ่อนกว่าบนปุ่ม Power เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นได้ง่าย


ที่ด้านล่างของตัวเครือ่งประกอบไปด้วย ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก


ด้านหลังของ OPPO Reno4 มาพร้อมกับการออกแบบตามแนวคิด Ultra Slim Body ที่เน้นความบาง และเบา โดยตัวเครื่องที่มีน้ำหนักเพียง 165 กรัม และมีความบางเฉียบ 7.7 มิลลิเมตร ช่วยให้ถือใช้งานเป็นเวลานานได้โดยไม่รู้สึกเมื่อมือ โดยมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงิน Galactic Blue ที่มีการใช้เทคนิคลงสีแบบพิเศษที่เรียกว่า Reno Glow และสีดำ Space Black ที่มีความโปร่งแสงเมื่อโดนแสงสะท้อน พร้อมกับลวดลายที่ด้านล่างของตัวเครื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัว O และตัว P ซึ่งเป็นชื่อแบรนด์ของ OPPO นั่นเองครับ


ที่ด้านบนมาพร้อมกับชุดกล้องหลังจำนวน 4 ตัว (Quad Camera) แบ่งออกเป็น

- กล้องตัวหลัก (Wide) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX586 ขนาด 1/2 นิ้ว และรูรับแสงขนาด f/1.7
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.2
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4
- กล้อง Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

OPPO Reno4 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพการใช้งาน และดีไซน์ที่ถูกยกเครื่องใหม่ให้มีความสะอาดตามากยิ่งขึ้น


หน้าโฮมสกรีนถูกออกแบบมาให้เน้นใช้งานได้อย่าง สะดวกรวดเร็ว ด้วยการวางไอคอนแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในตัวเครื่องไว้บนหน้าโฮมสกรีน


เมื่อแตะค้างที่หน้าโฮมสกรีน ผู้ใช้จะพบกับออพชันในการปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ เช่น เพิ่มวิดเจ็ต, เปลี่ยนวอลเปเปอร์ หรือเปลี่ยนเอฟเฟกต์ขณะสลับหน้าโฮมสกรีน


เมื่อปัดไปที่ด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Google Discover ซึ่งเป็นหน้าสำหรับรวบรวมข่าวสารที่กำลังได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์ พร้อมรายงานสภาพอากาศในปัจจุบัน โดยผู้ใช้สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการบนโลกอินเทอร์เน็ตได้จากแถบ Search บริเวณด้านบนได้อีกด้วย


ลากนิ้วจากบนลงล่างจะพบกับ Toggle Switch ซึ่งเป็นแหล่งรวมคีย์ลัดสำหรับตั้งค่าตัวเครื่องแบบเร่งด่วน เช่น การเปิด-ปิด Wi-Fi, เปิด-ปิด Bluetooth หรือการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Eye Comfort เป็นต้น


ด้านแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้กับตัวเครื่องจะ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ แอปพลิเคชันเครื่องมือพื้นฐาน เช่น เครื่องคิดเลข, เข็มทิศ, บันทึกเสียง หรือบันทึกโน้ต เป็นต้น และแอปพลิเคชันพื้นฐานจาก Google เช่น Gmail, Maps, YouTube หรือ Google News เป็นต้น


นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชันติดเครื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจอย่างเช่น Phone Manager สำหรับจัดการประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของตัวเครื่อง เช่น Clean up Storage สำหรับล้างไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อเพิ่มพื้นที่ในตัวเครื่องให้มากขึ้น, Privacy Permissions สำหรับจัดการสิทธิการเข้าถึงของแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว หรือ Virus Scan สำหรับสแกนไวรัสภายในตัวเครื่อง เป็นต้น


แอปพลิเคชัน Game Space สำหรับจัดช่วยรีดประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องขณะเล่นเกม โดยสามารถปรับได้ทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ Competition Mode สำหรับปรับการทำงานของตัวเครื่องอยู่ในระดับสูงสุด เพื่อช่วยให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหล, Balanced Mode สำหรับปรับการทำงานของตัวเครื่องอยู่ในระดับสมดุลทั้งประสิทธิภาพการเล่นเกมที่ลื่น ไหล และประหยัดพลังงาน, Low Power Mode สำหรับปรับการทำงานของตัวเครื่องให้เน้นประหยัดแบตเตอรี่ เพื่อการเล่นเกมที่ยาวนาน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Brightness Lock สำหรับล็อกความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกม, Automatically Adjust Resolution สำหรับปรับความละเอียดของการแสดงผลแบบอัตโนมัติเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และ Block Notifications สำหรับปิดการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ ขณะเล่นเกม


แอปพลิเคชัน Soloop สำหรับตัดต่อวิดีโอ พร้อมใส่เสียงเพลง และเสียงเอฟเฟกต์แบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำไปแชร์ต่อบนโลกโซเชียลได้ทันที


OPPO Relax แอปพลิเคชันใหม่ล่าสุดที่นำเสนอเพลงที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ผ่อนคลาย เหมาะสำหรับเปิดระหว่างเข้านอน, อ่านหนังสือ หรือต้องการทำสมาธิ เป็นอย่างดี


นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชัน OPPO LAB สำหรับทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ที่กำลังถูกทดสอบได้ก่อนใคร ซึ่งในตอนนี้ก็มีการเปิดให้ทดสอบ LAB Ringtone ซึ่งเป็นเสียงริงโทนในรูปแบบต่างๆ ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งแนวเสียงได้ด้วยตนเอง


มาดูที่ลูกเล่นด้านการใช้งานกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno4 รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE ได้ทั้งสองซิมการ์ด รวมทั้งยังรองรับเทคโนโลยี VoLTE (Voice Over LTE) และ Wi-Fi Calling ทั้งสองซิมการ์ดอีกด้วย


รองรับการใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ Dark Mode สำหรับปรับสีของหน้า UI ให้อยู่ในโทนสีดำ เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น


รองรับการใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ Always-On Display สำหรับแสดงเวลา และการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ เมื่อล็อกหน้าจอแสดงผล


สามารถปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอได้ทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ Cool สำหรับปรับสีของหน้าจอให้อยู่ในโทนเย็น, Default สำหรับปรับสีของหน้าจอให้อยู่ในค่ามาตรฐาน และ Warm สำหรับปรับสีของหน้าจอให้อยู่ในโทนอุ่น และรองรับการปรับการแสดงสีของหน้าจอได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ Vivid สำหรับปรับการแสดงสีสันตามขอบเขตสีแบบ DCI-P3 ซึ่งจะช่วยให้สีสันมีความสดใสกว่า และ Gentle สำหรับปรับการแสดงสีสันตามขอบเขตสีแบบ sRGB ซึ่งจะให้สีที่เที่ยงตรง และเป็นธรรมชาติมากกว่า


มาพร้อมกับฟีเจอร์ OSIE Vision Effect สำหรับปรับการแสดงสีของคอนเทนต์ประเภทวิดีโอให้มีความสดใสมากยิ่งขึ้น


OPPO Reno4 รองรับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos ซึ่งสามารถปรับการเล่นเสียงได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ Smart สำหรับปรับแต่งเสียงเอฟเฟกต์ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ที่กำลังเล่นอยู่แบบอัตโนมัติ, Movie สำหรับปรับเอฟเฟกต์เสียงแบบรอบทิศทาง และขยายเสียงเบสให้มีความกระหึ่มมากยิ่งขึ้น, Gaming สำหรับปรับเสียงเอฟเฟกต์โดยเน้นเสียงเบสเป็นหลัก และ Music สำหรับปรับเอฟเฟกต์เสียงให้เหมาะสมแก่การฟังเพลง ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่ง


Smart Services ฟีเจอร์อัจฉริยะที่ออกแบบมาสำหรับการเดินทาง โดยมาพร้อมกับฟังก์ชัน Smart Driving สำหรับปิดการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ แบบอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับระบบ Bluetooth ภายในรถยนต์ และ Riding Mode สำหรับปิดการแจ้งเตือน รวมถึงสายเรียกเข้าขณะขับขี่จักรยานยนต์ เพื่อให้ผู้ใช้มีสมาธิอยู่บนท้องถนนมากที่สุด


สามารถปรับตำแหน่งของปุ่มควบคุมบนหน้าจอได้ด้วย ตนเอง และสามารถปรับไปใช้งานการควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลากนิ้วจากขอบจอเพื่อสั่งการ และยังช่วยให้แอปพลิเคชันสามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่ของหน้าจออีกด้วย


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Smart Sidebar สำหรับเรียกแถบคีย์ลัดสำหรับเข้าถึงแอปพลิเคชัน และการตั้งค่าต่างๆ ที่ซ่อนอยู่บริเวณขอบจอด้านขวา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกขณะใช้งานแอปพลิเคชันอื่นแบบเต็มหน้าจอ


ฟีเจอร์ Screen-off Gestures สำหรับวาดนิ้วเป็นรูปร่าง หรือตัวอักษรต่างๆ ขณะที่หน้าจอดับอยู่ เพื่อสั่งการตัวเครื่อง หรือเปิดแอปพลิเคชันที่ต้องการ เช่น วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดกล้องถ่ายภาพ หรือวาดรูปตัว > เพื่อเปลี่ยนเป็นเพลงถัดไป เป็นต้น


อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ด้านต้นว่า OPPO Reno4 มาพร้อมกับเซนเซอร์อัจฉริยะในตัว (AI-Enhanced Smart Sensor) ที่อยู่คู่กับกล้องหน้า ส่งผลให้สามารถนำไปประยุกต์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานได้ด้วย และหนึ่งในฟีเจอร์ที่ OPPO ได้พัฒนาให้กับ OPPO Reno4 นั่นก็คือ Air Gestures ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานของตัวเครื่องเพียงแค่โบกมือขึ้น หรือปัดมือลงเท่านั้น โดยในปัจจุบัน Air Gestures รองรับคำสั่งทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Air Answer สำหรับปัดมือขึ้นเพื่อรับสายเรียกเข้า และ Air Scroll


นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้งานในรูปแบบต่างๆ เช่น Raise to Wake สำหรับปลุกหน้าจอแบบอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาในระดับพร้อมใช้งาน, Auto Ear Pickup Calls สำหรับรับสายเรียกเข้าอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู หรือ Flip to Mute Incoming Calls สำหรับปิดเสียงเรียกเข้าแบบอัตโนมัติเมื่อคว่ำหน้าจอแสดงผล


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Power Saving Mode สำหรับช่วยประหยัดพลังงาน และสำหรับใครที่ต้องการยืดระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับสูงสุด ก็สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ Super Power Saving Mode โดยระบบจะทำการปรับการแสดงผลให้อยู่ในรูปแบบขาวดำ และจำกัดการใช้งานแอปพลิเคชันเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น


รองรับการทำงานแบบแบ่งหน้าจอ (Split-screen) โดยผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้ง่ายๆ ด้วยการ กดที่ปุ่ม Recent Apps ค้างไว้ พร้อมกับเลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการ หรือใช้สามนิ้วลากจากด้านบนลงด้านล่าง


ที่สำคัญยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ App Cloner ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโคลนแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยให้ใช้งานได้แบบ 2 แอคเคานท์


มาดูที่ประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno4 มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G ประกบคู่การทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB พร้อมระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2 ตั้งแต่แกะกล่อง


เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิ เคชัน AnTuTu พบว่า OPPO Reno4 สามารถทำคะแนนทดสอบได้ทั้งหมด 285720 คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 5 พบว่า สามารถทำคะแนนการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ได้ทั้งหมด 567 คะแนน และการประมวลผลแบบหลายแกน (Multi-Core) ได้ทั้งหมด 1758 คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark ในด่าน Sling Shot Extreme พบว่า สามารถทำคะแนนแบบ OpenGL ได้ทั้งหมด 2543 คะแนน และทำคะแนนแบบ Vulkan ได้ทั้งหมด 2367 คะแนน


ในส่วนของการเล่นเกมที่มีกราฟิกที่สวยงามใน ระดับสูง อย่างเช่นเกม Dragon Raja ก็พบว่า สามารถเล่นได้ค่อนข้างลื่นไหลพอสมควร แต่จะไม่สามารถปรับกราฟิกในระดับสูงสุดได้เนื่องจากชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 720G ถูกออกแบบมาให้เน้นประหยัดพลังงานเพื่อรองรับการใช้งานยาวนานตลอดวัน ซึ่งหากเป็นเกมยอดนิยมทั่วๆ ไปอย่างเช่น RoV หรือ Call of Duty Mobile ก็สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการสะสมความร้อนให้พบเจอ


ด้านการเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูง ก็พบว่า OPPO Reno4 สามารถทำได้อย่างประทับใจเช่นเดียวกัน และที่สำคัญ OPPO Reno4 ยังได้รับมาตรฐาน Netflix HD Certified ช่วยให้สามารถเล่นคอนเทนต์บนแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งยอดนิยมอย่าง Netflix ได้ในระดับ HD


ส่วนระบบ GPS สามารถจับตำแหน่งได้อย่างรวดเร็ว มีค่าความคลาดเคลื่อน +- ไม่เกิน 6 เมตร


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

สำหรับ UI ด้านกล้องถ่ายภาพของ OPPO Reno4 มาพร้อมกับหน้าตาที่สะอาดตา และสามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดิม โดยแถบด้านบนจะเป็นคีย์ลัดสำหรับตั้งค่าต่างๆ เช่น เปิด-ปิด ไฟแฟลช, เปิด-ปิด HDR และเปิด-ปิด Dazzle Color


สามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์สำหรับเปลี่ยนโทนสีของ ภาพถ่าย รวมถึงสามารถเปิดใช้งานโหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซลได้เช่นกัน


สามารถสลับเลนส์กล้องถ่ายภาพเป็นเลนส์ Wide ด้วยการแตะที่ไอคอนรูปจุดทางด้านซ้ายของตัวเลข 1x


พร้อมรองรับการเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ


มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพแบบ Portrait ที่ผู้ใช้สามารถปรับระดับการเบลอของฉากหลังได้สูงสุด 100 ระดับ แต่ระบบจะแนะนำให้ผู้ใช้ปรับค่าการเบลออยู่ที่ 60% เพื่อช่วยให้เบลอภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยในโหมดการถ่ายภาพแบบ Portrait นั้น ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ Beauty รวมถึงเลือกฟิลเตอร์ได้พร้อมกันอีกด้วย


นอกจากนี้ ในโหมด Portrait ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า AI Color Portrait ซึ่งเป็นการถ่ายภาพแบบดูดสีพื้นหลังเป็นขาวดำ ขณะที่ยังคงสีสันของตัวแบบไว้ ช่วยให้ภาพถ่ายบุคคลดูมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Night Flare Portrait ที่จะช่วยทำให้ภาพถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในตอนกลางคืนมีความสวยงามคมชัด พร้อมกับปรับดวงไฟโบเก้ด้านหลังให้มีขนาดคล้ายกับการถ่ายจากกล้องใหญ่


Ultra Dark Mode โหมดการถ่ายภาพกลางคืนที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายในสภาวะแสงน้อยได้อย่างคมชัดโดยที่ ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง และสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติเมื่อมีแสงน้อยกว่า 1 lux นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Tripod Mode ที่จะช่วยลาก Speed Shutter ของกล้องให้นานกว่าปกติ เพื่อช่วยให้ภาพที่ออกมามีความสว่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิม


นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพรูปแบบอื่นๆ ที่น่าสนใจซึ่งจะซ่อนอยู่ในแท็ป More ไม่ว่าจะเป็น โหมดการถ่ายภาพแบบ Expert ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าของกล้องถ่ายภาพได้ด้วยตนเอง รวมทั้งยังสามารถเลือกเลนส์ที่ต้องการใช้ถ่ายภาพได้อีกด้วย


รองรับการถ่ายภาพที่ความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซลแบบ Ultra Clear 108MP Image เพื่อขยายไฟล์ภาพให้ใหญ่ขึ้น โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะต้องใช้งานผ่านโหมด Expert และเลือกที่ XHD


หรือโหมดการถ่ายภาพแบบ Pano สำหรับถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง


ด้านการถ่ายวิดีโอ OPPO Reno4 รองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 4K ที่เฟรมเรท 30 FPS พร้อมฟีเจอร์ Ultra Steady Video 3.0 ที่ช่วยป้องกันภาพสั่นไหวโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้กันสั่น และยังมาพร้อมกัยฟีเจอร์ Ultra Steady Video Pro ที่ใช้เลนส์ Ultra Wide-Angle ของ OPPO Reno4 ในการบันทึกวิดีโอให้มีความนิ่งเหมือนกล้อง Action Camera และให้มุมมองภาพที่กว้างกว่าโหมด Ultra Steady Video แบบปกติ



รองรับการเปิดเอฟเฟกต์ฟิลเตอร์ขณะถ่ายวิดีโอ เช่น การใช้งานฟิลเตอร์แบบดูดเฉพาะสีที่ต้องการ และรองรับการเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ AI Color Portrait ที่ช่วยดูดสีเฉพาะตัวแบบเหมือนกับโหมดถ่ายภาพนิ่งอีกด้วย


นอกจากนี้ ยังรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ 960fps AI Slow-Motion ที่ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวินาทีได้อย่างชัดเจนมากกว่าเดิม


พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse


มาดูที่ลูกเล่นด้านการใช้งานของกล้องหน้ากัน บ้าง โดยผู้ใช้สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้ที่แถบด้านบน ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิด-ปิด HDR รวมถึงการเปิดใช้งานฟิลเตอร์



และสามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ AI Beauty ที่สามารถปรับระดับความเรียบเนียนของผิวได้ถึง 100 ระดับ พร้อมรองรับการเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ฟิลเตอร์ขณะถ่ายภาพ


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอผ่าน โหมด Portrait ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับระดับการเบลอของฉากหลังได้สูงสุด 100 ระดับ และสามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ Beauty ได้ในเวลาเดียวกัน


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสงน้อยแบบ Ultra Night Selfie Mode ที่ช่วยให้ภาพเซลฟี่มีความสว่างคมชัดโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง



รองรับการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าที่ความ ละเอียดสูงสุดระดับ 4K ที่เฟรมเรท 30 FPS พร้อมรองรับการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Front Steady Video ที่ช่วยป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวเป็นครั้งแรกผ่านการทำงานของระบบกันสั่นแบบ EIS และสามารถใช้งานพร้อมกับฟีเจอร์ Bokeh สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ รวมทั้งยังสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ AI Beauty ได้ในเวลาเดียวกัน


นอกจากนี้ ยังรองรับการเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ฟิลเตอร์ รวมถึงฟีเจอร์ AI Color Portrait สำหรับดูดสีตัวแบบเพื่อช่วยให้วิดีโอดูมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียดระดับ 48+8+2+2 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno4

ภาพถ่ายด้วยโหมดปกติ



ภาพถ่ายด้วยกล้องเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide-angle



ภาพถ่ายจากกล้อง Macro







ภาพถ่ายจากโหมด Ultra Dark Mode





ภาพถ่ายจากโหมด Portrait







ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดฟีเจอร์ AI Color Portrait


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno4

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ



ภาพถ่ายจากโหมด Portrait





ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดฟีเจอร์ AI Color Portrait


สรุปผลการทดสอบของ OPPO Reno4

การกลับมาของ OPPO Reno Series ในครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะในรุ่น OPPO Reno4 มาพร้อมกับคุณสมบัติตัวเครื่องที่ครบครันทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีกล้องถ่ายภาพที่ดีเยี่ยมครบทุกระยะ ในราคาเพียง 11,990 บาทเท่านั้น โดยมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Dual Punch-Hole Display ขนาดใหญ่ถึง 6.4 นิ้ว ช่วยให้การรับชมคอนเทนต์เป็นไปได้อย่างเต็มตาเต็มอารมณ์ นอกจากนี้ OPPO Reno4 ยังผ่านมาตรฐาน Netflix HD Certified ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับชมคอนเทนต์คุณภาพเยี่ยมจาก Netflix บนความละเอียดสูงได้ทันที


ด้านคุณสมบัติภายในก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันแบบรอบด้าน ด้วยการเลือกใช้ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 720G ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 8 นาโนเมตร ส่งผลให้ตัวเครื่องใช้พลังงานน้อย สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4015mAh ที่มีเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 30W VOOC Flash Charge 4.0 ช่วยเติมแบตเตอรี่จาก 0-50% ได้ในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น และสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ในเวลาเพียง 57 นาที


ด้านการถ่ายภาพก็ยังคงจัดเต็มเช่นเดิม โดยครั้งนี้ OPPO Reno4 เลือกใช้ชุดกล้องหลัง 4 ตัวที่มีความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์การถ่ายภาพใหม่ๆ อย่างเช่น  AI Color Portrait ที่ช่วยให้การถ่ายภาพมีความแปลกใหม่โดยที่เราไม่จำเป็นต้องนำไปปรับแต่งเพิ่มเติมในแอปพลิเคชันอื่นๆ, Ultra Dark Mode สำหรับถ่ายภาพกลางคืนให้มีความสว่างคมชัด, การถ่ายวิดีโอแบบ 960fps AI Slow-Motion รวมถึงการถ่ายวิดีโอแบบ Ultra Steady Video 3.0 ที่ช่วยให้วิดีโอมีความนิ่งเหมือนกับกล้อง Action Camera และที่สำคัญทาง OPPO ก็ยังใจดีติดตั้งแอปพลิเคชัน Soloop เหมือนกับสมาร์ทโฟนรุ่นพี่ เพื่อช่วยให้การตัดต่อคลิปวิดีโอบนสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย

กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ ไม่แพ้กับกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น Ultra Night Selfie Mode สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสงน้อยได้อย่างคมชัด หรือ Front Steady Video ที่นำระบบกันสั่นแบบ EIS มาใช้กับการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้า ซึ่งถือว่าตอบโจทย์เหล่า Vlogger ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ OPPO ยังอัปเกรดความฉลาดของกล้องหน้าด้วยเซนเซอร์อัจฉริยะ AI-Enhanced Smart Sensor ที่ช่วยตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน และปกป้องความเป็นส่วนตัว


สำหรับ OPPO Reno4 เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยเอาไว้ที่ 11,990 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สี Galactic Blue และสี Space Black โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม - 5 สิงหาคม 2563 ผ่าน OPPO Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยผู้ที่สั่งจอง OPPO Reno4 ในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับฟรีของสมนาคุณมูลค่ารวมกว่า 7,490 บาท ส่วนการวางจำหน่ายจริงจะเริ่มในวันที่ 6 สิงหาคม 2563

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO Reno4 มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ OPPO Reno4

- ดีไซน์ตัวเครื่องบางเบาแบบ Ultra Slim Body ด้วยความบางเฉียบเพียง 7.7 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 165 กรัม
- เทคนิคการสร้างลวดลายฝาหลังแบบ Reno Glow และ OPPO Monogram
- หน้าจอแสดงผลแบบ Dual Punch-Hole Display (AMOLED) ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2400x1080 พิกเซล (Full HD+) พร้อมสัดส่วนการแสดงผลแบบ 20:9 และพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่องระดับ 90.7%
- รองรับการแสดงผลตามมาตรฐาน Netflix HD Certified
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 720G
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 618
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.1 ขนาด 128GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้สูงสุดขนาด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 10 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 7.2

- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียด 48+8+2+2 ล้านพิกเซล โดยแบ่งออกเป็น

> กล้องตัวหลัก (Wide) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX586 ขนาด 1/2 นิ้ว และรูรับแสงขนาด f/1.7
> กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.2
> กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4
> กล้อง Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4

พร้อมฟีเจอร์ AI Color Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอแบบดูดสี, Ultra Dark Mode สำหรับถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยแบบไม่ใช้ขาตั้งกล้อง, ฟังก์ชัน Ultra Clear 108MP Image สำหรับถ่ายภาพบนความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล, รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K พร้อมฟีเจอร์ 960fps AI Slow-Motion และ Ultra Steady Video 3.0

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบเจาะรูบนหน้าจอ ความละเอียดระดับ 32 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4, เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.7 นิ้ว และฟังก์ชัน Ultra Night Selfie

- เซนเซอร์อัจฉริยะ AI-Enhanced Smart Sensor
- ฟังก์ชัน Smart AirControl สำหรับสั่งการตัวเครื่องโดยที่ไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ
- ฟังก์ชัน Smart Spying Prevention สำหรับซ่อนการแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีผู้ใช้รายอื่นแอบมองหน้าจอแสดงผล
- แอปพลิเคชัน Soloop สำหรับช่วยตัดต่อวิดีโอแบบอัตโนมัติ
- ระบบเสียง Dolby Atmos
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ Hidden Fingerprint Unlock 3.0
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot
- แบตเตอรี่ความจุ 4015 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 30W VOOC Flash Charge 4.0 สามารถชาร์จแบตเตอรี่ 50% ได้ในเวลา 20 นาที หรือเต็ม 100% ได้ในเวลา 57 นาที
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi Dual-Band
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.1
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย และ GALILEO ของสหภาพยุโรป
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ราคา 11,990 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO Reno4

- ฝาหลังมีความมันเงาสูง จึงทำให้เกิดคราบเปื้อนได้ง่าย
- ไม่สามารถปรับกราฟิกในระดับสูงสุดได้ในบางเกม แต่สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหบ


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พรีวิว (Preview) OPPO Reno4

 

วันที่ : 29/07/2020