ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 17/07/2020

รีวิว (Review) OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition

ที่สุดเรือธงรุ่นพิเศษ อัปเกรดความไฮคลาส ที่สาวกซูเปอร์คาร์ไม่อาจปฏิเสธ ด้วยดีไซน์ และแพ็กเกจ Exclusive จากจิตวิญญาณ Lamborghini พร้อมจอ 3K Ultra Vision 120Hz ระดับ A+, กล้อง Ultra Vision Periscope, ชิปเซ็ต Snapdragon 865 ตัวท็อป, RAM 12GB+ROM 512GB และแบตเตอรี่ชาร์จเร็วที่สุดในโลก

17 กรกฎาคม 2020 - ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว OPPO ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง Find X รุ่นแรกออกมา และได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการสมาร์ทโฟนด้วยนวัตกรรมกล้องสไลด์ และหน้าจอไร้ขอบหมดจด แถมยังจับมือกับแบรนด์ซูเปอร์คาร์ระดับโลกอย่าง Lamborghini เพื่อออกแบบสมาร์ทโฟน Find X รุ่นพิเศษอีกด้วย และในปีนี้ สุดยอดเรือธงก็กลับมาอีกครั้งในชื่อ OPPO Find X2 Pro ซึ่งนอกจากจะมากับนวัตกรรมระดับท็อปของวงการเช่นเดียวกับรุ่นก่อนแล้ว ยังมีรุ่นพิเศษ Lamborghini อีกด้วย ในชื่อ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ซึ่งเราจะนำมารีวิวให้ชมกันแบบ Exclusive ในวันนี้ครับ

OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition คือสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง OPPO และ Lamborghini ที่นำสมาร์ทโฟนเรือธง OPPO Find X2 Pro และรถซูเปอร์คาร์ Aventador SVJ Roadster อันลือชื่อมารวมกัน กลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นใหม่ที่เร็ว แรง และดุดัน โดยมีการนำเทคนิคการผลิต Heat-Absorbing Glass Process มาใช้เป็นครั้งแรกในวงการสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นการใช้ความร้อนพิมพ์ลงบนกระจกจนเกิดเป็นลวดลาย 3 มิติ คล้ายห้องโดยสารภายในของรถ Aventador SVJ Roadster พื้นผิวของตัวเครื่องเป็นลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ที่ซ้อนกันถึง 4 ชั้น ให้กลิ่นอายความสปอร์ตของรถซูเปอร์คาร์ได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ กล้องหลังยังมีการเปลี่ยนกรอบเลนส์เป็นทรงหกเหลี่ยมสีบรอนซ์ตามดีไซน์ของรถต้นแบบ ภายในแพ็คเกจยังมีเคสหนังไมโครไฟเบอร์สีดำตัดบรอนซ์รุ่นพิเศษที่เข้ากับความ หรูหราของตัวเครื่องได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยอุปกรณ์ชาร์จลาย Exclusive และธีม ColorOS 7.1 Lamborghini ที่มีเฉพาะในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เท่านั้น

 

OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ยังคงสเปกที่ยอดเยี่ยมของ Find X2 Pro ไว้อย่างครบถ้วน โดยมากับชิปเซ็ตระดับท็อปคลาสอย่าง Qualcomm Snapdragon 865 ที่รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G พร้อมด้วย RAM 12GB และ ROM 512GB ตอบสนองต่อการทำงานทุกประเภทได้อย่างลื่นไหลขั้นสุดไม่ว่าจะเป็นงานเบาๆ อย่างการท่องโซเชียลมีเดีย หรืองานที่ต้องรีดเค้นขุมพลังทุกส่วนอย่างการเล่นเกมด้วยกราฟิกระดับสูงสุด โดยมีหัวใจเป็นระบบปฏิบัติการ ColorOS 7.1 บนพื้นฐานของ Android 10 เวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับฟังก์ชันครบครัน และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0 Flash Charge ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% ในเวลาเพียง 38 นาที พร้อมระบบรักษาความปลอดภัย 5 ชั้น ชาร์จไปเล่นไปได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกัน ตัวเครื่องยังกันน้ำ-กันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP68 อีกด้วย

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของเรือธงรุ่นนี้ คือหน้าจอแสดงผลคุณภาพสูงที่การันตีด้วยเกรด A+ จากการประเมินของ DisplayMate โดยเป็นหน้าจอแบบ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ความละเอียดระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล) อัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz สามารถแสดงสีสันได้มากถึง 1.07 พันล้านสี (10 bit) ในขณะที่จอสมาร์ทโฟนทั่วไปแสดงเฉดสีได้เพียง 16 ล้านสี (8 bit) เท่านั้น ที่สำคัญคือมีชิปประมวลผล O1 Ultra Vision Engine สำหรับหน้าจอโดยเฉพาะ ที่แยกต่างหากจากหน่วยประมวลผลหลัก ช่วยให้ภาพมีการเคลื่อนไหวที่สมูทยิ่งขึ้น และแปลงวิดีโอธรรมดาให้เป็นวิดีโอ HDR ที่คมชัดและสดใสดกว่า

 

สำหรับคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพก็ถือว่าอยู่ในระดับหัวแถวของวงการ โดยเป็นกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ที่ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รุ่นล่าสุด Sony IMX689 พร้อมเลนส์ Ultra-Wide คมชัดเท่ากันที่ 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา พร้อมถ่ายระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร และเลนส์ซูม Telephoto แบบ Periscope คมชัด 13 ล้านพิกเซล ที่รองรับการซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) โดยรองรับเทคโนโลยี All Pixel Omni-Directional PDAF ที่มีอัตราการจับภาพได้สูงถึง 97%, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual-OIS (Main Camera + Telephoto) และฟังก์ชัน 12-bit True Capture ในโหมด Pro รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode 3.0 และฟังก์ชันถ่ายวิดีโอแบบกันสั่นอย่าง Ultra Steady Mode 2.0 พร้อม Live HDR Video, Video Noise Reduction จัดว่าเพียบพร้อมสมฐานะสมาร์ทโฟนเรือธง

จากคุณสมบัติข้างต้นนับว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีความสามารถไม่เบาทีเดียว ยิ่งเป็นรุ่นพิเศษด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่าดึงดูดมากขึ้นกว่าเดิม แต่รุ่นพิเศษจะให้ความรู้สึกในการใช้งานที่ต่างจากรุ่นธรรมดาอย่างไร เราไปดูกันใน รีวิว OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition กันได้เลยครับ

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition บรรจุมาในแพ็คเกจพิเศษในโทนสีดำตัดบรอนซ์ โดยมีโลโก้ OPPO และ Lamborghini โดดเด่นอยู่ตรงกลาง


กล่องชั้นในถูกออกแบบมาให้เปิดออกด้านข้าง ในลักษณะเดียวกับประตูปีกนกของรถ Aventador SVJ Roadster


สำหรับสิ่งที่ให้มาภายในกล่อง นอกจากตัวเครื่อง OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ยังมีอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อีกหลายรายการด้วยกัน ทุกชิ้นถูกออกแบบมาเป็นพิเศษในธีม Lamborghini ซึ่งมีเฉพาะในแพ็คเกจนี้เท่านั้น ไม่มีจำหน่ายแยก ประกอบด้วย :

- หัวชาร์จ 65W SuperVOOC 2.0 Flash Charge
- สายเคเบิล USB Type-C
- หัวชาร์จในรถ
- หูฟัง OPPO Enco Free พร้อมสายชาร์จ
- เคสกันรอย
- เข็มถอดถาดใส่ซิมการ์ด
- บัตรรับประกันผลิตภัณฑ์ทั่วโลก
- คู่มือการใช้งานสมาร์ทโฟน
- คู่มือการใช้งานหูฟัง OPPO Enco Free
- ใบรับประกันหูฟัง OPPO Enco Free


ดีไซน์ของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ได้รับการปรับเปลี่ยนโดยมีรถ Aventador SVJ Roadster ของ Lamborghini เป็นต้นแบบ โดยมีบอดี้สีดำลายคาร์บอนไฟเบอร์ ตัดกับโลโก้สีบรอนซ์ทองซึ่ง OPPO เรียกว่า สีทองมอคค่า (Moccha Gold) เคลือบด้วยกระจกเงางาม และมีการพิมพ์ลายนูนบนกระจกแบบ 3D ด้วยเทคนิคพิเศษ ให้ดูคล้ายกับเส้นแอโรว์ไดนามิกบนตัวรถ ให้กลิ่นอายที่โฉบเฉี่ยวแบบรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น


กล้องหลังของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition มีการเปลี่ยนเฟรมของฐานกล้องให้เป็นทรงหกเหลี่ยมสีบรอนซ์ทอง ตัดกับสีดำของตัวเครื่องอย่างโดดเด่น โดยเป็นชุดกล้อง 3 ตัวเช่นเดียวกับรุ่นธรรมดา ประกอบด้วย :

- กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX689 ขนาด 1/1.4 นิ้ว รูรับแสงขนาด F/1.7 รองรับเทคโนโลยี  All Pixel Omni-Directional PDAF และระบบกันสั่น OIS
- กล้อง Periscope Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/3.0 รองรับ OIS พร้อมการซูมแบบ 10x Hybrid Zoom และ 60x Digital Zoom
- กล้อง Ultra-Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 รูรับแสงขนาด F/2.2 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร


ตัวเครื่องด้านหน้ามีหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ขนาด 6.78 นิ้ว (พื้นที่การแสดงผล 93.1%) ความละเอียดระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล : 513 ppi) รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz ช่วยให้การแสดงผลดูลื่นไหลยิ่งขึ้น และยังแสดงสีได้ถึงพันล้านสี (10 bit) และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้ง 3D Gorilla Glass 6  ที่น่าสนใจคือ มีเทคโนโลยี O1 Ultra Vision Engine ที่ช่วยปรับปรุงการแสดงผลด้วยชิปประมวลผลแยกต่างหากด้วย


กล้องหน้าของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ฝังอยู่ใต้หน้าจอบริเวณมุมซ้ายบน มีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4


ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน กับเส้นเสาสัญญาณ 2 เส้น


ด้านล่างเป็นที่อยู่ของหลายโมดูล ได้แก่ ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM, ไมโครโฟนตัวหลัก, พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C และลำโพงเสียง ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม.


ด้านขวามีปุ่ม Power แต้มสีบรอนซ์ทอง ต่างจากรุ่นธรรมดาที่เป็นสีเขียว และเส้นเสาสัญญาณ 2 เส้น


ส่วนด้านซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียง 2 ปุ่ม และเส้นเสาสัญญาณ 2 เส้น


ถาดใส่ซิมการ์ดเป็นแบบ Dual SIM ที่รองรับซิมการ์ดแบบ nanoSIM พร้อมกัน 2 ตัว และรองรับเทคโนโลยี 5G Dual-Mode ใช้งานได้ทั้งบนเครือข่ายแบบ SA (Standalone Access) และ NSA (Non-Standalone Access) สามารถตั้งค่าซิมการ์ดใดซิมการ์ดหนึ่งให้เป็นซิมหลัก (Primary) หรือเป็นซิมรอง (Secondary) ได้ (หากซิมใดซิมหนึ่งสแตนด์บายที่ระบบ 5G ซิมที่เหลือจะสแตนด์บายที่ระบบ 4G)


สำหรับเคสกันรอยที่ให้มาด้วยในแพ็คเกจ เป็นเคสหนังไมโครไฟเบอร์ผิวด้านสีดำตัดบรอนซ์ พร้อมประทับโลโก้ Lamborghini


หัวชาร์จที่ให้มารองรับระบบชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 Flash Charge ส่วนสายเคเบิล USB Type-C เป็นสายถักสีทองที่ทนทานกว่าสายพลาสติกทั่วไป


หัวชาร์จในรถที่มาด้วยกันเป็นลายพิเศษ Lamborghini ส่วนที่เป็นลายคาร์บอนเคลือบผิวด้าน ช่วยให้ดึงออกจากช่องจุดบุหรี่ในรถได้ง่ายขึ้น


หูฟังไร้สาย Enco Free ก็มาในลายพิเศษเช่นกัน โดยตัวเคสเป็นสีดำเงา ประทับโลโก้ Lamborghini สีทองอย่างโดดเด่น ส่วนหูฟังมีก้านเป็นลายคาร์บอน ซึ่งหูฟัง Enco Free เวอร์ชั่นนี้จะหาได้จากแพ็คเกจ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition เท่านั้น ไม่มีวางขายทั่วไปครับ


สำหรับบัตรดำที่ในกล่อง คือบัตรรับประกันผลิตภัณฑ์ทั่วโลก (OPPO International Warranty Service) ที่ทำให้เราสามารถนำ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition เครื่องนี้ไปเข้ารับบริการที่ศูนย์ OPPO ในประเทศใดก็ได้ครับ


เปิดเครื่อง พร้อมทดสอบการใช้งานด้านซอฟต์แวร์

OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition มีสเปกภายในที่เหมือนกับ Find X2 Pro รุ่นธรรมดาทุกประการ โดยมากับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด, RAM LPDDR5 ขนาด 12GB และ ROM UFS 3.0 ขนาด 512GB ไม่รองรับ microSD Card 


เมื่อเข้ามาในหน้าจอหลัก จะพบกับธีมพิเศษที่มีการดีไซน์ไอคอนต่างๆ และภาพพื้นหลังใหม่หมด มาในโทนสีดำตัดบรอนซ์ และรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวตามต้นแบบรถ Aventador SVJ Roadster ของ Lamborghini


เมื่อปัดนิ้วจากด้านบนลงมาจะเป็นการเปิด แถบเมนูทางลัด  โดยมีทางลัดสำหรับการตั้งค่าที่ใช้บ่อยๆ เช่น Wi-Fi, โหมดเงียบ, Bluetooth, ไฟฉาย, ตัดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ (การปกป้องในเวลากลางคืน), ปรับความสว่างหน้าจอ เป็นต้น ส่วนด้านล่างจะแสดงแถบแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันต่างๆ หากปัดนิ้วลงมาอีกครั้งจะเป็นการขยายเมนูทางลัด


หากกดที่ไอคอนรูปปากกา และกระดาษบริเวณขวาบน จะเป็นการ แก้ไข เมนูทางลัด โดยเราสามารถเลือกไอคอนการตั้งค่าที่เราต้องการเข้ามาไว้ในแถบเมนู หรือลบทางลัดที่มีอยู่แล้วออกจากเมนูก็ได้


เมื่อกดปุ่ม แอปล่าสุด (ปุ่ม 3 ขีดซ้อนกันด้านซ้ายของแถบนำทาง) จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ด้วยการปัดหน้าต่างแอปนั้นๆ ขึ้นด้านบน หรือกดปุ่ม ล้างข้อมูล เพื่อปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดพร้อมกันก็ได้


หากลากนิ้ว 2 นิ้วเข้าหากันบนหน้าจอเริ่มต้น จะเข้าสู่การปรับแต่งหน้าจอ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนภาพพื้นหลัง, วิดเจ็ต, แอนิเมชันการเปลี่ยนหน้า และจัดการไอคอนของแอปพลิเคชันต่างๆ ได้


แอปพลิเคชันของ Google และเครื่องมือจิปาถะต่างๆ จะถูกรวมเอาไว้ในโฟลเดอร์เพื่อให้ค้นหาและเรียกใช้งานได้ง่าย



ในเมนูการตั้งค่าหน้าจอ จะมีตัวเลือกการตั้งค่าให้เลือกปรับหลายอย่าง เช่น ปรับความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร เป็นต้น และยังมี โหมดกลางคืน (Dark Mode) ที่จะเปลี่ยนพื้นหลังของ UI ระบบให้เป็นสีดำ ทำให้สบายตายิ่งขึ้นเมื่อใช้งานในที่มืด หรือในเวลากลางคืน


ตัวอย่าง UI ระบบในโหมดกลางคืน


สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีฟังก์ชันแสดงนาฬิกาขณะปิดหน้าจอ (Off-Screen Clock) ซึ่งเราสามารถเข้าไปปรับแต่งรูปแบบของนาฬิกาที่แสดง และกำหนดช่วงเวลาการเปิดใช้งานได้ตามต้องการ


โหมดสีของจอภาพสามารถเลือกปรับได้ 3 แบบ ได้แก่ เจิดจ้า, อ่อนโยน และ ภาพยนตร์ พร้อมเลือกความละเอียดหน้าจอได้สูงสุดที่ระดับ QHD+ (3168 x 1440 พิกเซล)


เลือกปรับอัตรารีเฟรชหน้าจอได้สูงสุด 120Hz ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆ สมูทยิ่งขึ้น แต่ก็ใช้พลังงานมากขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังเลือกเปิดใช้เทคโนโลยีการแสดงผล O1 Ultra Vision Engine เพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับภาพนิ่งและวิดีโอได้ด้วย


หากรู้สึกว่าตัวอักษรบนจอเล็กไป มองไม่ค่อยเห็น ก็สามารถปรับขนาดได้ถึง 5 ระดับ พร้อมกันนี้ยังปรับสัดส่วนการแสดงผลได้ด้วย


เนื่องจาก OPPO Find X2 Pro มีหน้าจอแสดงผลแบบ Punch-Hole และมีสัดส่วนการแสดงผลที่ยาว จึงมีตัวเลือกในการปรับแอปพลิเคชันยางตัวให้แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ หรือเว้นแถบดำเพื่อหลบรูกล้องหน้าได้ 


และด้วยหน้าจอขอบโค้งแบบ Dual-Curved Display ทำให้มีลูกเล่นไฟวิ่งรอบขอบจอเมื่อมีสายโทรเข้า ซึ่งเราก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนสีของไฟได้เช่นกัน โดยมีตัวเลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ ม่วงนีออน, ฟ้าน้ำทะเล และ ส้มอำพัน


แน่นอนว่าภาพพื้นหลัง และธีม ก็เปลี่ยนได้เช่นกัน หากไม่ชอบธีมพิเศษของ Lamborghini ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ธีมดั้งเดิมของ OPPO ได้ แต่ทั้งนี้ Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition จะไม่ได้ติดตั้งร้านค้าธีมมาให้ครับ


ฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจของ OPPO Find X2 Pro คือ Dual Wi-Fi Acceleration ที่ทำให้เชื่อมต่อ Wi-Fi ในคลื่นความถี่ 2.4GHz และ 5GHz ได้พร้อมกัน ทำให้การเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ความละเอียดสูง และการเล่นเกม


นอกจากนี้ยังรองรับระบบชำระเงินด้วยการแตะผ่าน NFC และมีฟังก์ชั่น Android Beam สำหรับส่งข้อมูลให้สมาร์ทโฟน Android เครื่องอื่นที่มี NFC ด้วยการนำตัวเครื่องมาแตะกัน


ปุ่มการนำทาง สามารถเลือกใช้แบบ 3 ปุ่มดั้งเดิม หรือแบบ Gesture ก็ได้ตามถนัด


สำหรับ แถบด้านข้างอัจฉริยะ คือฟีเจอร์สำหรับเรียกใช้งานแอปพลิเคชันอย่างเร่งด่วนที่คล้ายกับ Edge ของสมาร์ทโฟน Samsung สามารถเปิดใช้งานได้ตลอดเวลาทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน ด้วยการปัดแถบสีขาวเล็กๆ ที่ขอบจอด้านขวาออกมา และยังสามารถปรับแต่งทางลัดตรงนี้ได้ตามใจชอบ


OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition มีแอปพลิเคชัน ตัวจัดการโทร สำหรับปรับปรุงระบบของตัวเครื่องให้ทำงานราบรื่นอยู่เสมอ แต่จะมีตัวเลือกให้ใช้งานน้อยกว่าเวอร์ชั่นปกติ โดยมีเพียงการปรับแต่งความเป็นส่วนตัว, ระบบนิรภัยการชำระเงิน และการตรวจสอบปัญหาในตัวเครื่องเท่านั้น เมื่อเปิดแอปขึ้นมา ตัวแอปจะตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบทันที หากผลการประเมินต่ำกว่า 100 เราสามารถกดปุ่ม "เพิ่มความเร็วโดยแค่คลิ๊ก" เพื่อให้ระบบจัดการให้โดยอัตโนมัติได้ ซึ่งใช้เวลาไม่นาน


เมนู การอนุญาตแอป เป็นเมนูสำหรับจัดการสิทธิ์ของแอปพลิเคชันในการเข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่อง, เลือกแอปพลิเคชันเริ่มต้น (เช่น ถ้าเลือกเบราว์เซอร์ Chrome เป็นแอปพลิเคชันเริ่มต้นสำหรับการท่องเว็บ เมื่อเปิดหน้าเว็บก็จะเปิดบน Chrome ทันที ไม่ใช่เบราว์เซอร์อื่นที่มีในเครื่องเหมือนกัน) และการอนุญาตให้แอปพลิเคชันแสดงหน้าต่างลอยเหนือทุกอย่างบนจอ เป็นต้น


เมนู การปกป้องการชำระเงิน เป็นการตรวจสอบสถานะความปลอดภัยของตัวเครื่อง ตั้งแต่สถานะการรูทเครื่อง ไปจนถึงการตรวจสอบแพทช์รักษาความปลอดภัย และการตั้งค่าปลีกย่อยอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสมาร์ทโฟนไม่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และพร้อมที่จะทำธุรกรรมการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตได้


เมนู ตรวจสอบส่วนประกอบ เป็นฟังก์ชันการตรวจหาความผิดปกติของฮาร์ดแวร์ โดยจะมีคำแนะนำให้ผู้ใช้ทำตามเพื่อตรวจสอบการทำงานของฮาร์ดแวร์แต่ละส่วนไปทีละขั้น ตอน ช่วยให้เราตรวจสอบได้เองในเบื้องต้นว่าเครื่องเสียตรงไหน และบอกข้อมูลให้กับช่างเมื่อส่งซ่อมได้


ในส่วนของ Digital Wellbeing จะแสดงสถิติการใช้งานโทรศัพท์อย่างละเอียด โดยแยกเป็นเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน ซึ่งเราสามารถจำกัดระยะเวสลาการใช้งานในแต่ละวันได้ และหากเราเป็นผู้ปกครอง ก็สามารถจำกัดเวลาเล่นโทรศัพท์ของบุตรหลาน รวมถึงจำกัดการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อสร้างระเบียบวินัยได้ด้วย


โหมดโฟกัส เป็นโหมดที่ช่วยให้เรามีสมาธิในการทำงานโดยไม่มีการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันใดๆ มากวน โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่เลือกไว้ชั่วคราว พร้อมกับเปิดเพลงคลอสบายๆ ไปด้วย


และยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง ตัวโคลนแอป ที่ทำให้เราใช้งานแอปโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว โดยระบบจะโคลนแอปเพิ่มขึ้นมาสำหรับใช้ล็อกอินด้วยบัญชีอื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียหลายบัญชี และไม่ต้องการล็อกอินใหม่บ่อยๆ หรือใช้โทรศัพท์หลายเครื่อง


สำหรับฟังก์ชั่นการใช้งาน 2 หน้าจอก็ทำได้เช่นกัน โดยใช้ได้ทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน


ในด้านความปลอดภัย OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition รองรับทั้งการสแกนใบหน้า และลายนิ้วมือ โดยในรุ่นนี้ตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะฝังอยู่ใต้หน้าจอ


\

ที่สำคัญ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ยังมาพร้อมฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง การล็อกแอป และตู้นิรภัยที่จะเก็บไฟล์ทุกประเภทไว้อย่างมิดชิด พร้อมปกป้องด้วยรหัสผ่าน นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญด้วย


เราสามารถดูรูปถ่าย และรูปภาพอื่นๆ ในเครื่องได้ใน อัลบั้ม โดย จะแบ่งหมวดหมู่ตามวันที่ถ่าย และแยกเป็นอัลบั้มตามประเภทของรูป


นอกจากจะเอาไว้ดูรูปแล้ว ยังแต่งรูปได้อีกด้วย โดยสามารถหมุน, ตัด, ใส่ฟิลเตอร์, ปรับแสงเงา, ปรับความสวยเนียนของผิว และเอฟเฟกต์เบลอ เป็นต้น


สำหรับการฟังเพลง OPPO Find X2 Pro รุ่นพิเศษนี้ มีแอปพลิเคชันพื้นฐานติดตั้งมาให้อยู่แล้ว โดยมีดีไซน์ที่สะอาดตา ไม่ซับซ้อน และมีระบบเสียง Dolby Atmos ที่จะเปิดใช้งานได้เมื่อใช้หูฟัง


สำหรับแอปพลิเคชันการเล่นวิดีโอในตัวของ OPPO Find X2 Pro รุ่นพิเศษ มีปุ่มควบคุมการทำงานพื้นฐานครบครัน แต่ก็มีลูกเล่นไม่มากนัก


หากวิดีโอที่เล่นมีอัตราส่วนไม่พอดีกับหน้าจอ จะเหลือแถบสีดำด้านข้างเอาไว้ หากต้องการดูแบบเต็มจอให้กดที่ ไอคอนลูกศร 4 ดอก ตรงมุมขวาบน ระบบจะขยายภาพให้เต็มโดยจะมีบางส่วนล้นออกไป ดังรูปตัวอย่าง


ไอคอนรูปแม่กุญแจ จะเป็นการ ล็อกหน้าจอ เพื่อป้องกันไม่ให้เผลอไปกดโดนระหว่างดูวิดีโอ หากต้องการปลดล็อก ให้กดที่ไอคอนแม่กุญแจอีกครั้ง


สำหรับไอคอนรูปหูฟังที่อยู่ข้างๆ จะทำให้วิดีโอ เล่นเฉพาะเสียงเท่านั้น


ในส่วนของการเล่นเกม OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition มีฟีเจอร์ Game Space สำหรับเร่ง ประสิทธิภาพการประมวลผล และปิดกั้นการแจ้งเตือนต่างๆ ไม่ให้มาขัดจังหวะการเล่นเช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน OPPO รุ่นอื่นๆ ที่แถบเมนูด้านล่างสามารถปัดขึ้นเพื่อดูการตั้งค่าเพิ่มเติมได้ โดยจะแสดงระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่ที่เหลือโดยประมาณ และความแรงของสัญญาณ Wi-Fi ปุ่มด้านซ้ายเป็นเมนูปรับระดับความเร็วของเครื่อง 3 โหมด ได้แก่ :

- โหมดแข่งขัน : เร่ง ระดับความเร็วสูง สุด ทำให้ภาพในเกมสวยขึ้น ลื่นขึ้น แต่จะเปลืองแบตเตอรี่มากตามไปด้วย
- โหมดกำลังไฟฟ้าต่ำ : ลดความเร็วลงเพื่อเน้นการประหยัด แบตเตอรี่
- โหมดสมดุล : เป็นโหมดที่สมดุล ระหว่างความเร็วและการประหยัดพลังงาน

สำหรับปุ่มด้านขวาจะเป็นการเลือกบล็อกสายโทรเข้า, บล็อกการแจ้งเตือน หรือจะบล็อกทั้งคู่ก็ได้เช่นกัน

หากติดตั้งเกมแล้วไม่พบเกมใน Game Space เราสามารถเพิ่มเกมเข้ามาได้เองโดยไปที่ การตั้งค่า > จัดการเกมของฉัน ซึ่งเราจะเพิ่มแอปพลิเคชันอื่นที่ไม่ใช่เกม เข้ามาด้วยก็ได้ เพื่อให้ได้คุณสมบัติเร่งความเร็ว และปิดกั้นการแจ้งเตือนระหว่างใช้งานเหมือนกับเกม


เมื่ออยู่ในเกม เราเรียกใช้เมนูลัดได้ด้วยปัดขวาที่มุมซ้ายบนของจอ ซึ่งมีเมนูลัดตั้งค่าการปิดกั้นแจ้งเตือน, จับภาพสกรีนช็อต และบันทึกวิดีโอหน้าจอ ช่วยให้เราใช้ฟังก์ชันเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องสลับหน้าจอไปมา และไม่เสียจังหวะการเล่น พร้อมทั้งมีการแสดงอัตราการใช้งาน CPU - GPU และ FPS ของเกมด้วย


ในการทดสอบประสิทธิภาพการเล่นเกมของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ทางทีมงานได้เลือกทดสอบด้วยเกม 5 เกม ได้แก่ PUBG Mobile, Blade and Soul Revolution, Black Desert Mobile, RoV และ Dragon Raja โดยตั้งค่ากราฟิกของตัวเกมไว้ดังนี้ :


การตั้งค่าเกม PUBG Mobile


การตั้งค่าเกม Blade and Soul Revolution


การตั้งค่าเกม Black Desert Mobile


การตั้งค่าเกม RoV


การตั้งค่าเกม Dragon Raja


หลังจากที่เราได้เล่นเกมทั้งหมดข้างต้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง สามารถพูดได้ว่าไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เพราะด้วยขุมพลังจากชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 865 และ RAM 12GB ทำให้ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition รับมือกับทุกเกมที่นำมาทดสอบได้อย่างไหลลื่น แม้กระทั่งเกมที่ต้องการสเปกสูงๆ อย่าง Blade and Soul Revolution หรือ Black Desert Mobile ก็สามารถปรับกราฟิกสูงสุดได้อย่างไม่มีปัญหา และยังมีค่า FPS ที่เสถียรไม่แกว่งไปแกว่งมา ยกเว้นเกม Dragon Raja ที่ยังมีอาการโหลดโมเดลช้าอยู่ แต่ก็ไม่กระทบต่อความลื่นไหนโดยรวมของเกมแต่อย่างใด ในส่วนของการทัชก็มีการตอบสนองที่แม่นยำฉับไว สามารถหมุนมุมกล้อง และเล็งได้ดั่งใจไม่มีติดขัด ด้วยอัตรา Touch Sampling 240Hz เรียกได้ว่า OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition สามารถตอบโจทย์การเล่นเกมได้อย่างน่าประทับใจสมฐานะเรือธงท็อปคลาสของค่ายครับ


 OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition วัดค่า benchmark จากแอปพลิเคชัน Geekbench 5 ได้ 908 คะแนนสำหรับการ ประมวลผลแกนเดี่ยว (Single-Core) และ 3136 คะแนนสำหรับการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core)


ส่วนการทดสอบบนแอปพลิเคชัน PCMark ด้วยชุดทดสอบ Work 2.0 ทำได้ 10040 คะแนน


และสำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark ด้วยชุดทดสอบ Sling Shot Extreme แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 7047 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 6321 คะแนน



OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ใช้ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.8 GHz มีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 650, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 12GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 512GB


 สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor, Magnetic Sensor และ Pressure Sensor ส่วนหน้าจอแสดงผลรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


ระบบ GPS สามารถจับสัญญาณดาวเทียมในที่กลางแจ้งได้ดี โดยจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่าจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 64 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 6 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ขึ้นอยู่กับพื้นที่และสภาพอากาศด้วย ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

สำหรับคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพ ตามที่กล่าวไปแล้วว่า OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition นั้นมีกล้องหลังที่เหมือนกับรุ่นธรรมดา ซึ่งเป็นชุดกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย :

- กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX689 ขนาด 1/1.4 นิ้ว รูรับแสงขนาด F/1.7 รองรับเทคโนโลยี  All Pixel Omni-Directional PDAF และระบบกันสั่น OIS
- กล้อง Periscope Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/3.0 รองรับ OIS พร้อมการซูมแบบ 10x Hybrid Zoom และ 60x Digital Zoom
- กล้อง Ultra-Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 รูรับแสงขนาด F/2.2 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร


OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition สามารถถ่ายรูปบุคคลแบบ Portrait ได้ 2 แบบ คือถ่ายด้วย โหมดรูปถ่าย (อัตโนมัติ) และโหมดรูปคน (Portrait) ซึ่งการถ่ายด้วยโหมดรูปถ่ายจะเปิดใช้เอฟเฟกต์บิวตี้ได้ แต่จะไม่มีการเบลอฉากหลัง ส่วนการถ่ายด้วยโหมดรูปคน จะมีการเปิดเอฟเฟกต์ละลายหลัง (โบเก้) และปรับระดับความเบลอได้ตามต้องการ



เมื่อถ่ายภาพในระยะประชิด ระบบจะเปลี่ยนเป็นโหมด Macro ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งมีระยะโฟกัสอยู่ที่ 3 ซม. เหมาะสำหรับถ่ายเจาะรายละเอียดเล็กๆ เช่นดอกไม้ หรือแมลง



ในโหมด ผู้เชี่ยวชาญ เราสามารถตั้งค่ากล้องได้ด้วยตน เอง ได้แก่ค่า ISO (สูงสุด 6400), Shutter Speed (1/8000-32s), ชดเชยแสงได้สูงสุด ±2, White Balance (2000K-8000K) และเลือกถ่ายเป็นไฟล์ RAW ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีทักษะการถ่ายรูปอยู่แล้ว



และ โหมดกลางคืน (Ultra Night Mode 3.0) ที่ช่วยให้ภาพถ่ายในที่มืดสว่างขึ้นโดยไม่ใช้แฟลช โดยระบบจะคำนวณระยะเวลาเปิดชัตเตอร์รับแสงโดยอัตโนมัติตามสภาพแสงจริง โดยสามารถถ่ายได้ทุกระยะ ตั้งแต่ Ultra WIde ไปจนถึงระยะซูม 60x และมี โหมดขาตั้งกล้อง (Tripods Mode) ที่จะเปิดชัตเตอร์นานขึ้น เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายดาวยามค่ำคืน หรือภาพเส้นไฟจราจร เป็นต้น


สำหรับกล้องหน้ามีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f 2.4 มาพร้อมฟีเจอร์ AI Beauty แบบเดียวกับกล้องหลัง สามารถตั้งค่าได้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นความสว่างของสีผิว, ความเรียบเนียน, ทรงหน้า ไปจนถึงตา จมูกกันเลยทีเดียว


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 48+48+13 ล้านพิกเซล

ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยมุมมองกว้างพิเศษ (Ultra Wide) โหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ซูม 2 เท่า (Optical) เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ซูม 5 เท่า (Hybrid) เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ซูม 10 เท่า (สุดระยะ Hybrid) เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ซูม 30 เท่า (Digital) เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ซูม 60 เท่า (Digital) เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยมุมมองกว้างพิเศษ (Ultra Wide) โหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายแบบ Macro ด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายแบบ Macro ด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิด AI


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ภายใต้สภาพแสงค่อนข้างน้อย เปิด AI เปิดบิวตี้ระดับ 50 (ปานกลาง)


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ภายใต้สภาพแสงค่อนข้างน้อย และย้อนแสง เปิด AI เปิดบิวตี้ระดับ 100 (สูงสุด)


ถ่ายด้วยโหมดบุคคลแบบย้อนแสง เปิด HDR เปิด AI ไม่มีบิวตี้ ความเบลอฉากหลัง 60%


ถ่ายด้วยโหมดบุคคลแบบย้อนแสง เปิด HDR เปิด AI และเปิดบิวตี้ 50 (ปานกลาง) ความเบลอฉากหลัง 60%


ถ่ายด้วยโหมดบุคคลแบบย้อนแสง เปิด HDR เปิด AI และเปิดบิวตี้ 100 (สูงสุด) ความเบลอฉากหลัง 60%


ถ่ายด้วยโหมดบุคคล ไม่มีบิวตี้ ความเบลอฉากหลัง 60% และใช้ฟิลเตอร์ OP3


ถ่ายด้วยโหมดบุคคล เปิดบิวตี้ระดับ 50 (ปานกลาง)  ความเบลอฉากหลัง 60% และใช้ฟิลเตอร์ OP3


ถ่ายด้วยโหมดบุคคล เปิดบิวตี้ระดับ 100 (สูงสุด) ความเบลอฉากหลัง 60% และใช้ฟิลเตอร์ OP3


ถ่ายด้วยโหมดสติกเกอร์


ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน


ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน


ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน


ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน


ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน ซูม 5 เท่า (Hybrid)


ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล

ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ ไม่มีบิวตี้


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิดบิวตี้ 50 (ปานกลาง)


ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เปิดบิวตี้ 100 (สูงสุด)


ถ่ายด้วยโหมดบุคคล ไม่มีบิวตี้ ระดับการเบลอฉากหลัง 60%


ถ่ายด้วยโหมดบุคคล เปิดบิวตี้ 50 (ปานกลาง) ระดับการเบลอฉากหลัง 60%


ถ่ายด้วยโหมดบุคคล เปิดบิวตี้ 100 (สูงสุด) ระดับการเบลอฉากหลัง 60%


ถ้ายด้วยโหมดสติกเกอร์


สรุปผลการทดสอบของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition

จุดเด่นอย่างแรกของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition ที่ต้องพูดถึง คือดีไซน์ที่ต่างจาก OPPO Find X2 Pro รุ่นธรรมดาพอสมควร เพราะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสี หรือลวดลายบนตัวเครื่องเท่านั้น แต่ยังมีการใช้เทคนิคการผลิตแบบใหม่เพื่อสร้างรอยกระจกนูนแบบ 3D ด้านหลังตัวเครื่อง และเปลี่ยนทรงกล้องหลังใหม่เป็น 6 เหลี่ยม ให้ความรู้สึกที่พรีเมียม และดุดันกว่ารุ่นธรรมดาอย่างชัดเจน อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเคสกันกระแทก, ชุดชาร์จ, หูฟัง ไปจนถึงแพ็กเกจ ก็ยังได้รับการออกแบบใหม่ให้เข้ากับตัวสมาร์ทโฟน จึงมีคุณค่าน่าสะสมต่างจากสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป

สำหรับประสิทธิภาพการทำงานก็ไม่ได้ลดทอนไปจากเดิม โดยมากับสเปกทรงพลังไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 865 ตัวท็อป ที่รองรับ 5G ในตัว, หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 650 ที่แรงกว่ารุ่นก่อน, RAM แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB และ ROM แบบ UFS 3.0 ที่ให้มาจุใจถึง 512GB จึงตอบสนองต่อการทำงานทุกประเภทได้อย่างลื่นไหลทันใจ แม้จะเป็นเกมที่ต้องการสเปกสูงๆ ก็ยังสามารถเปิดใช้กราฟิกระดับสูงสุดได้โดยที่เกมยังลื่นเหมือนเดิม เรียกได้ว่าประสิทธิภาพการทำงานอยู่ในระดับท็อปคลาสสมกับที่เป็นเรือธงประจำค่าย

นอกจากสเปกทรงพลังแล้ว ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่มีประโยชน์จาก Interface ของ ColorOS 7.1 ที่ครอบทับบนระบบปฏิบัติการ Android 10 เช่น โหมดกลางคืน (Dark Mode) ที่ช่วยให้ใช้งานในที่มืดสะดวกขึ้น, โหมดโฟกัส (Focus Mode) สำหรับการสร้างสมาธิระหว่างทำงาน และผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant เป็นต้น ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานให้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

จุดเด่นที่ถือเป็นตัวชูโรงของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition คือหน้าจอแสดงผลที่โดดเด่น ซึ่งเมื่อได้สัมผัสจริงๆ แล้วก็ไม่ผิดหวังแต่อย่างใด เพราะหน้าจอแสดงผล Curved AMOLED Ultra Vision Screen ขนาด 6.78 นิ้ว สามารถถ่ายทอดคอนเทนต์ออกมาได้เป็นอย่างดี ด้วยความคมชัดระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล) บนอัตรารีเฟรช 120Hz แถมยังมีเทคโนโลยี O1 Ultra Vision Engine ที่ใช้ชิปประมวลผลแยกสำหรับการแสดงผลบนจอโดยเฉพาะ ที่ช่วยให้ภาพดูสมูทขึ้นด้วยการแทรกเฟรมเพิ่ม และแปลงวิดีโอธรรมดาให้กลายเป็นวิดีโอ HDR ที่สว่างสดใสกว่า จึงช่วยให้การรับชมคอนเทนต์มีอรรถรสมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยากจะหาสมาร์ทโฟนรุ่นใดมาเทียบได้

 

ในส่วนของการถ่ายรูป OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition มีชุดกล้องหน้าและกล้องหลังเหมือนกับรุ่นปกติ โดยเป็นกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล และกล้องหลัง 3 ตัว ที่ประกอบด้วยกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide 48 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายภาพแบบ Macro ได้ด้วย และกล้อง Telephoto แบบ Periscope ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล จุดเด่นคือสามารถซูมได้ไกลสุดถึง 60 เท่า พร้อมระบบกันสั่นแบบ Dual-OIS ทั้งกล้องหลักและกล้องซูม และระบบ โฟกัส All Pixel Omni-Directional PDAF ที่มีอัตราการจับภาพได้สูงถึง 97% โดยมีโหมดถ่ายภาพกลางคืน (Ultra Night Mode 3.0), ระบบกันสั่นวิดีโอ (Ultra Steady Mode 2.0), Live HDR Video และระบบตัดเสียงรบกวนขณะบันทึก โดยรวมถือว่ามีฟังก์ชันที่สำคัญครบถ้วน แต่ถ้าเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงบางรุ่นอาจจะมีลูกเล่นน้อยกว่า อย่างไรก็ดี ทุกโหมดที่มีล้วนมีประสิทธิภาพ และให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะโหมดกลางคืนที่เพิ่มความสว่างให้กับรายละเอียดได้ทั่วทั้งภาพ และแทบไม่มี noise ให้เห็นเลย และยังสามารถถ่ายได้ทุกระยะทั้งแบบ Ultra Wide และแบบซูม แต่ทั้งนี้ระบบ AI ของกล้องจะเร่งสีสันให้สดขึ้นจนอาจสดกว่าสีจริง จึงควรปิด AI หากต้องการให้ภาพมีสีตรงที่สุดครับ

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา นับว่า OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition เป็นสมาร์ทโฟนที่เก่งกาจรอบด้าน สมกับที่เป็นเรือธงตัวท็อปของ OPPO แถมยังพิเศษกว่าด้วยดีไซน์ของ Lamborghini ส่วนจุดที่ต้องพิจารณาก็มีเพียงการที่ไม่รองรับหน่วยความจำเสริม, ตัวเครื่องค่อนข้างร้อนเมื่อเล่นเกม หรือเปิดใช้กล้องนานๆ และกล้องที่มีลูกเล่นไม่มากเท่าไหร่ครับ

สำหรับท่านใดที่อยากครอบครอง OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition อาจจะต้องใช้ความพยายามกันสักหน่อย เพราะทาง OPPO ไม่ได้นำสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ยังสามารถหาซื้อได้จากร้านหิ้ว หรือจากร้านที่นำเข้ามาจำหน่ายเอง โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาทครับ

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition มาให้ทางทีมงานได้รีวิวกันในโอกาสนี้ด้วยครับ


จุดเด่นของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition

- ดีไซน์ตัวเครื่องได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ โดยมีต้นแบบมาจากซุปเปอร์คาร์ Aventador SVJ Roadster ของ Lamborghini รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ภายในกล่องแพ็กเกจก็ได้รับการออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน
- มาพร้อมกับธีม Lamborghini ที่มีเฉพาะในรุ่นพิเศษนี้เท่านั้น

- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-กันฝุ่น ตามมาตรฐาน IP68
- หน้าจอแสดงผลไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ขนาดใหญ่ 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล : 513 ppi) โดยมีสัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่ 93.1% มีค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz พร้อมกับ Touch Sampling ระดับ 240Hz รวมถึงรองรับมาตรฐานการแสดงผลสีแบบ True Billion Colour Display (10-bit) และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine เป็นรุ่นแรกในวงการ
- เทคโนโลยี O1 Ultra Vision Engine เพิ่มความคมชัดให้ภาพนิ่งและวิดีโอด้วยหน่วยประมวลผลแยก
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 865 ความเร็ว 2.84 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 650
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 512GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 7.1

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ของ OPPO Find X2 Pro

- กล้องตัวแรกแบบ Periscope Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/3.0 รองรับ OIS พร้อมการซูมแบบ 10x Hybrid Zoom และ 60x Digital Zoom
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 รูรับแสงขนาด F/2.2 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร
- กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX689 ขนาด 1/1.4 นิ้ว รูรับแสงขนาด F/1.7 รองรับเทคโนโลยี  All Pixel Omni-Directional PDAF และระบบ OIS

รองรับการซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) โดยรองรับเทคโนโลยี All Pixel Omni-Directional PDAF ที่มีอัตราการจับภาพได้สูงถึง 97%, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual-OIS (Main Camera + Telephoto) และฟังก์ชัน 12-bit True Capture ในโหมด Pro รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode 3.0, ฟังก์ชัน AI Dazzle Color พร้อมด้วย AI Scene  Recognition และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD พร้อมฟังก์ชันถ่ายวิดีโอแบบกันสั่นอย่าง Ultra Steady Mode 2.0, Live HDR Video, Video Noise Reduction ในการตัดเสียงรบกวนขณะบันทึกภาพ และสามารถตัดต่อวิดีโอต่างๆ ได้ด้วยแอปพลิเคชัน SOLOOP ที่ติดตั้งมาให้ในตัวเครื่อง

กล้องดิจิทัลด้านหน้าฝังบนหน้าจอแบบ In-Display Camera ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ของ OPPO Find X2 และ X2 Pro

มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.4 พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, เทคโนโลยี AI Beautification ที่สามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ, โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait), เทคโนโลยี HD Night Selfies, โหมด Ultra Night Mode

- ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint) พร้อมพื้นที่สแกนใหญ่ขึ้น 10%
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock)
- ฟังก์ชัน App Encryption และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kids Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ
- แบตเตอรี่ความจุ 4260 mAh (Find X2 Pro) หรือ 4200 mAh (Find X2) พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 65W SuperVOOC Flash Charge 2.0 ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 0-100% ได้ภายในเวลาเพียง 38 นาที
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับระบบดาวเทียม Beidou, Glonass และ Galileo  
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 5G, 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับเทคโนโลยี 5G Dual-Mode ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้งานบนระบบเครือข่าย 5G ได้ทั้งแบบ SA (Standalone Access : 4.1 Gbps 5G) และ NSA (Non-Standalone Access : 5.9 Gbps 5G+Wi-Fi) 
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ MIMO Wi-Fi 6 (802.11 a/b/g/n/ac/ax : 2.4 / 5.1 / 5.8), Bluetooth 5.1 และ NFC
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (USB 3.1)
- ลำโพงเสียงแบบคู่ พร้อมฟังก์ชัน OPPO Relax สำหรับการผ่อนคลายด้วยระบบเสียงแบบ Dolby Atmos
- ระบบตอบสนองด้วยการสั่นแบบ Pulse Touch

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO Find X2 Pro Automobili Lamborghini Edition

- ไม่รองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD หรือแบบอื่นๆ
- ไม่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย
- ด้านหลังตัวเครื่องมีพื้นผิวมันวาว จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย และเสี่ยงต่อการตกแตกได้ง่าย
- หน้าจอ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ในอัตราส่วนที่กว้าง และยาวกว่าเดิม ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- ไม่ได้วางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ และมีราคาที่สูงกว่ารุ่นธรรมดาค่อนข้างมาก (ประมาณ 60,000 บาท)

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้ เป็นเครื่องทดสอบจากศูนย์บริการ คุณสมบัติบางอย่างอาจแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจถูกแก้ไขให้ดีขึ้นแล้วในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองเพื่อความมั่นใจครับ *


รีวิวฉบับเต็ม (Review) OPPO Find X2 | X2 Pro 5G

ท่านสามารถติตดามรีวิวฉบับเต็มของ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

รีวิว (Review) OPPO Find X2 | X2 Pro 5G

 

วันที่ : 17/07/2020