ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 17/03/2020

รีวิว (Review) OPPO Find X2 | X2 Pro 5G

เรือธงรุ่นจบ ครบทุกความเป็นที่สุด ด้วยจอระดับ A+ ผสานกล้องยืนหนึ่งของโลก ประมวลผลเร็วแรงเกินใคร และชาร์จเร็วที่สุดในโลก ด้วยจอขอบโค้ง 3K AMOLED Ultra Vision 120Hz ใหญ่ 6.7 นิ้ว, กล้องโปร Ultra Vision Periscope คะแนนอันดับ 1 DXOMARK, ชิปเซ็ต Snapdragon 865 ตัวท็อปสุดแรง, RAM 12GB+ROM 512GB และแบตเตอรี่ไซส์จุใจชาร์จเร็วที่สุดในโลก บนตัวเครื่องเซรามิกกันน้ำสุดพรีเมียม

 

17 มีนาคม 2020 - น่าเป็นเรือธงรุ่นใหม่ที่มาแรงที่สุดแล้วในชั่วโมงนี้ สำหรับ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G เรือธงรุ่นท็อปจากค่าย OPPO และทางทีมงาน Thaimobilecenter ก็ไม่พลาดที่จะมารีวิวให้ทุกท่านได้ชมกันเหมือนเช่นเคย ซึ่งถือเป็นการปรับโฉมดีไซน์ใหม่อีกครั้ง และอัปเกรดฟีเจอร์ภายในแบบจัดเต็มในทุกด้าน

OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ชูโรงจุดเด่นที่หน้าจอแสดงผลในชื่อ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ที่มีความคมชัดสูงถึงระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล) และมี Refresh Rate ระดับ 120Hz ซึ่งช่วยให้การแสดงผลลื่นไหลมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับ Touch Sampling Rate ระดับ 240Hz ที่ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอให้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเกมเมอร์ตัวจริง รวมถึงรองรับมาตรฐานการแสดงผลสีแบบ True Billion Colour Display (10-bit) ซึ่งสามารถแสดงผลสีได้มากถึง 1 พันล้านสี และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine เป็นรุ่นแรกในวงการ ซึ่งทาง DisplayMate ได้ให้คะแนนในระดับสูงสุดที่ A+ อีกด้วย โดยมีกับการดีไซน์ไร้ขอบพร้อมความโค้งทั้งสองด้าน ที่มีการเจาะรูกล้องหน้าแบบ Punch-Hole ที่มุมบนซ้าย พร้อมฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint) ผสานเข้ากับลำโพงคู่แบบ Dual Stereo Speaker และระบบเสียง Dolby Atmos ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการใช้งานให้เต็มที่มากยิ่งขึ้น

สเปกภายในอัปเกรดขึ้นด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 865 ที่รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G เป็นรุ่นแรกๆ ในเมืองไทย จับคู่กับ RAM ขนาด 12GB และ ROM ขนาดสูงสุด 512GB บนระบบปฏิบัติการ ColorOS 7.1 เวอร์ชันใหม่ ที่อยู่บนพื้น ฐานของ Android 10 พร้อมรองรับคุณสมบัติการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 อีกด้วย สำหรับรุ่น Pro ส่วนรุ่นมาตรฐานนั้นเป็นมาตรฐาน IP54 รวมถึงรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0 Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 0-100% ได้ภายในเวลาเพียง 38 นาที พร้อมกับเทคโนโลยีป้องกันถึง 5 ชั้นที่มั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานขณะชาร์จได้อย่างปลอดภัย

 

สำหรับการถ่ายภาพ OPPO Find X2 Pro ได้ขึ้นแท่นสมาร์ทโฟนกล้องดีที่สุดในโลกจากทาง DxOMark ด้วยผลทดสอบที่ 124 คะแนน ด้วยกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รุ่นล่าสุดอย่าง Sony IMX689 พร้อมเลนส์ Ultra-Wide คมชัดเท่ากันที่ 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา พร้อมถ่ายระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร และเลนส์ซูม Telephoto แบบ Periscpoe คมชัด 13 ล้านพิกเซล ที่รองรับการซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) โดยรองรับเทคโนโลยี All Pixel Omni-Directional PDAF ที่มีอัตราการจับภาพได้สูงถึง 97%, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual-OIS (Main Camera + Telephoto) และฟังก์ชัน 12-bit True Capture ในโหมด Pro รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode 3.0 และฟังก์ชันถ่ายวิดีโอแบบกันสั่นอย่าง Ultra Steady Mode 2.0 พร้อม Live HDR Video, Video Noise Reduction ในการตัดเสียงรบกวนขณะบันทึกภาพ และสามารถตัดต่อวิดีโอต่างๆ ได้ด้วยแอปพลิเคชัน SOLOOP ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องแบบแกะกล่อง

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียม หรือฟีเจอร์ที่จัดมาให้แบบครบครัน และระบบการถ่ายภาพที่ดีกว่าเดิม กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเริ่มที่ 33,990 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO Find X2 5G และ X2 Pro 5G มาในแพ็กเกจสีกรมท่า พร้อมลวดลาย และการสะท้อนแสง ที่มีการระบุชื่อรุ่น, ความจุตัวเครื่อง และประทับตรา 5G ไว้อย่างชัดเจน


เคสใสสำหรับ OPPO Find X2 : ซ้าย และเคสใสสำหรับ OPPO Find X2 Pro : ขวา


หูฟังจากแพ็กเกจของ OPPO Find X2


หูฟังจากแพ็กเกจของ OPPO Find X2 Pro


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ได้แก่ เคสใส, อะแดปเตอร์ SuperVOOC (10V/6.5A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, หูฟัง, คู่มือการใช้งาน, ใบรับประกัน International Warranty Service และเข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด


ภาพตัวอย่างการใส่เคสที่แถมมาในแพ็กเกจ (OPPO Find X2 : ซ้าย และ OPPO Find X2 Pro : ขวา)


(OPPO Find X2 : ซ้าย, OPPO Find X2 Pro : ขวา)

OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบใหม่ในชื่อ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ขนาด 6.78 นิ้ว (พื้นที่การแสดงผล 93.1%) ความละเอียดระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล : 513 ppi) ครอบทับด้วยกระจกขอบโค้ง 3D Gorilla Glass 6 โดย Find X2 มีตัวเครื่องขนาด 164.9x74.5x8.0 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 196 กรัม ส่วน Find X2 Pro มีตัวเครื่องขนาด 165.2x74.4x8.8 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 207 กรัม


ไฮไลท์ที่สำคัญของ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G คือหน้าจอที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz ซึ่งช่วยให้การแสดงผลลื่นไหลมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับ Touch Sampling Rate ระดับ 240Hz ที่ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอให้ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเกมเมอร์ตัวจริง รวมถึงรองรับมาตรฐานการแสดงผลสีแบบ True Billion Colour Display (10-bit), มีค่า Contrast ที่ 5000000: 1 และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine เป็นรุ่นแรกในวงการ ซึ่งทาง DisplayMate ได้ให้คะแนนหน้าจอที่ระดับ A+ อีกด้วย


รองรับฟังก์ชัน Screen-Off Clock ในการแสดงเวลา วันที่ รวมถึงแบตเตอรี่ขณะปิดหน้าจออีกด้วย


และรองรับฟังก์ชัน Screen Light Effect การแจ้งเตือนด้วยไฟ LED วิ่งรอบขอบหน้าจอ เมื่อมีสายเข้า หรือการแจ้งเตือนต่างๆ


(OPPO Find X2 : ซ้าย, OPPO Find X2 Pro : ขวา)

ที่ด้านบนของหน้าจอมีเพียงลำโพงสนทนา พร้อมการติดตั้งเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม

สำหรับกล้องถ่ายภาพเซลฟี่ฝังบนหน้าจอแบบ In-Display Camera ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.4 และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของใบหน้าผู้ใช้งาน เพื่อนำมาปรับแต่งภาพถ่ายให้มีความสวยงาม


พร้อมรองรับระบบการสแกนใบหน้า (Facial Unlock) ในการปลดล็อกตัวเครื่อง


(OPPO Find X2 : ซ้าย, OPPO Find X2 Pro : ขวา)

ด้านหน้าส่วนล่างใช้ปุ่มควบคุมบนหน้าจอแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent App, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ


(OPPO Find X2 : ซ้าย, OPPO Find X2 Pro : ขวา)

หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


และรองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint)


(OPPO Find X2 : บน, OPPO Find X2 Pro : ล่าง)

ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สอง พร้อมเส้นเสาสัญญาณ 2 เส้น


(OPPO Find X2 : บน, OPPO Find X2 Pro : ล่าง)

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด nanoSIM, ไมโครโฟนตัวหลักสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก ซึ่งไม่มีช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มม.


OPPO Find X2 และ Find X2 Pro โมเดลที่วางจำหน่ายในประเทศไทยต่างใช้ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Dual SIM (2 ซิม) ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งรองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ nanoSIM และรองรับเทคโนโลยี 5G Dual-Mode ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้งานบนระบบเครือข่าย 5G ได้ทั้งแบบ SA (Standalone Access) และ NSA (Non-Standalone Access) โดยสามารถตั้งค่าซิมการ์ดใดซิมการ์ดหนึ่งให้เป็นซิมหลัก (Primary) หรือเป็นซิมรอง (Secondary) ได้ (หากซิมใดซิมหนึ่งสแตนด์บายที่ระบบ 5G ซิมที่เหลือจะสแตนด์บายที่ระบบ 4G)


(OPPO Find X2 : บน, OPPO Find X2 Pro : ล่าง)

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม Power แต้มสีเขียวให้สังเกตเห็นได้ชัดขึ้น สำหรับล็อกหน้าจอ, เปิด-ปิด เครื่อง หรือเรียกใช้ Google Assistant และเส้นเสาสัญญาณ 2 เส้น


(OPPO Find X2 : บน, OPPO Find X2 Pro : ล่าง)

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง และเส้นเสาสัญญาณ 2 เส้น


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มาในดีไซน์ตัวเครื่องเงางาม ด้วยวัสดุประเภทเซรามิก (Ceramic) พร้อมเทคโนโลยีการขัดเงาแบบพิเศษ จึงทำให้ตัวเครื่องมีความเปล่งประกายเงางามทุกครั้งที่โดนแสงตะกระทบ ซึ่งสีที่ทางทีมงานได้รับมารีวิวนั้นคือสีดำ (Black Ceramic)

 

ส่วนอีกตัวเลือกของ Find X2 Pro ที่เป็นสีส้ม (Orange Vegan Leather) จะใช้วัสดุตัวเครื่องแบบหนังไมโครไฟเบอร์เนื้อละเอียด ที่ให้ทั้งความทนทาน และความสวยงามในเวลาเดียวกัน

 

และในตัวเลือกสีน้ำเงิน (Ocean Glass) ของ Find X2 ครอบทับฝาหลังด้วยกระจก พร้อมด้วยลวดลายระลอกคลื่น

โดยทั้งสองรุ่นมีการติดตั้งโมดูลกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้


คุณสมบัติเด่นของกล้องถ่ายภาพ 3 ตัวแบบ Versatile Triple Camera บน OPPO Find X2

- กล้องตัวแรกแบบ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4 รองรับการซูมแบบ 5x Hybrid Zoom และ 20x Digital Zoom
- กล้องตัวที่สองแบบ Wide Angle 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX586 ขนาด 1/2.0 นิ้ว, รูรับแสงขนาด F/1.7 และมีระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้องตัวที่สามแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX708 ขนาด 1/2.4 นิ้ว, รูรับแสงขนาด F/2.2, ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา และถ่ายภาพแบบ Macro ระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร

ซึ่งรองรับโหมดถ่ายภาพกลางคืนแบบ Ultra Night Mode 3.0, โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait), โหมดหน้าสวย (Beauty), ฟังก์ชัน AI Dazzle Color, ฟังก์ชัน AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD พร้อมฟังก์ชันถ่ายวิดีโอแบบกันสั่นอย่าง Ultra Steady Mode 2.0 รวมถึงสามารถตัดต่อวิดีโอต่างๆ ได้ด้วยแอปพลิเคชัน SOLOOP ที่ติดตั้งมาให้ในตัวเครื่อง


คุณสมบัติเด่นของกล้องถ่ายภาพ 3 ตัวแบบ Ultra Vision Camera ของ OPPO Find X2 Pro

- กล้องตัวแรกแบบ Periscope Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/3.0, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, การซูมแบบ 10x Hybrid Zoom และ 60x Digital Zoom
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX586, รูรับแสงขนาด F/2.2, ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร
- กล้องตัวที่สามแบบ Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX689 ขนาด 1/1.4 นิ้ว, รูรับแสงขนาด F/1.7, รองรับเทคโนโลยี  All Pixel Omni-Directional PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS

โดยรองรับเทคโนโลยีโฟกัสภาพแบบ All Pixel Omni-Directional PDAF ที่มีอัตราการจับภาพได้สูงถึง 97%, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual-OIS (Main Camera + Telephoto) และฟังก์ชัน 12-bit True Capture ในโหมด Pro รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode 3.0, ฟังก์ชัน AI Dazzle Color พร้อมด้วย AI Scene  Recognition และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD พร้อมฟังก์ชันถ่ายวิดีโอแบบกันสั่นอย่าง Ultra Steady Mode 2.0, Live HDR Video, Video Noise Reduction ในการตัดเสียงรบกวนขณะบันทึกภาพ และสามารถตัดต่อวิดีโอต่างๆ ได้ด้วยแอปพลิเคชัน SOLOOP ที่ติดตั้งมาให้ในตัวเครื่อง 


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ครอบทับด้วย Color OS 7.1 เวอร์ชันล่าสุด ที่มาพร้อมกับปรับโฉมดีไซน์หน้า User Interface ใหม่หมดจด โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 256GB และ 512GB ตามลำดับ โดยไม่รองรับ microSD Card 


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Center แถบการแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไอคอนมีดีไซน์ใหม่เป็นทรงเหลี่ยม


โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่ม Clear ที่ด้านล่าง


สามารถเข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ เพื่อปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการ รวมถึงเอฟเฟกต์เวลาเปลี่ยนหน้าจอ และภาพพื้นหลังได้ เพียงใช้สองนิ้วรูดเข้าหากันในแนวทแยง


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อผู้ติดต่อ, การบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ และ Keep Notes สำหรับบันทึกข้อมูลต่างๆ


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร รวมถึงรองรับ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ และยังเลือกให้แอปพลิเคชันจาก Third-Party แสดงผลพื้นหลังเป็นสีดำได้อีกด้วย โดยในเบื้องต้นยังเป็นแบบ Beta อยู่


ตัวอย่างการใช้งาน Dark Mode


รองรับฟังก์ชัน Off-Screen Clock ในการแสดงเวลา วันที่ รวมถึงแบตเตอรี่ขณะปิดหน้าจอ ที่สามารถเลือกรูปแบบการดีไซน์นาฬิกาได้ทั้งแบบ Digital และ Analog


สามารถเลือกการแสดงผลของหน้าจอได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Vivid, Gentle และ Cinematic พร้อมเลือกความละเอียดหน้าจอได้สูงสุดที่ระดับ 3K QHD+


รวมถึงเลือกใช้งานค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 120Hz (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 60Hz) โดยจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับ Refresh Rate เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนภาพของหน้าจอแสดงผล กล่าวคืออัตราความเร็วในการเปลี่ยนภาพนิ่งที่เรียงต่อกันจนกลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Refresh Rate มาก ก็จะทำให้การเปลี่ยนภาพของหน้าจอมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง และโดยปกติแล้วหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันจะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ประมาณ 60 Hz

และยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในวงการที่รองรับ เทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม ในระดับ high-frame-rate HDR Masterpieces


สามารถปรับขนาดการแสดงผลตัวอักษร และหน้าจอได้ตามความถนัดของแต่ละบุคคล


และด้วยดีไซน์ของ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G เป็นจอไร้ขอบแบบ Punch-Hole Display ในอัตราส่วนที่กว้าง และยาวมากขึ้น จึงสามารถปรับให้บางแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลในสัดส่วนแบบเต็มหน้าจอได้


รวมถึงฟังก์ชัน Screen Light Effect การแจ้งเตือนด้วยไฟ LED วิ่งรอบขอบหน้าจอ


โดยมีตัวเลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Neon Purple, Ocean Blue และ Amber Orange


สามารถตั้งค่าต่างๆ ในหน้า Home Screen ได้


ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้งานหน้าจอได้ทั้งในโหมด ปกติ (Standard : ค่าเริ่มต้น), แบบ Drawer หรือแบบ Simple ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ


และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 4x6 (ค่าเริ่มต้น) และ 5x6


สามารถปรับเปลี่ยนภาพื้นหลัง (Wallpaper) และธีมของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ


และสำหรับท่านที่ต้องการใช้งานพื้นหลัง, รูปแบบธีม รวมถึงรูปแบบตัวอักษรที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน Theme Store


รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอน


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มาพร้อมฟังก์ชัน Dual Wi-Fi Acceleration ในการเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi ในคลื่นความถี่ 2.4GHz และ 5GHz ได้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการใช้งานที่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อย่างเช่น การรับชมภาพยนตร์สตรีมมิ่ง หรือการท่องโลกโซเชียล โดยเมื่อเปิดใช้งานสัญลักษณ์ Wi-Fi จะซ้อนกัน 2 คลื่น


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G รองรับบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC


และฟังก์ชัน Android Beam สำหรับส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนที่รองรับ NFC โดยการนำตัวเครื่องทั้ง 2 มาแตะกัน


สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe Gestures From Both Sides ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gestures ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้


และรองรับฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ


โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน พร้อมเลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้


และเมื่อกดค้างที่แอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น


สำหรับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะก็มีให้ใช้งาน ด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง, การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน, การรับสายอัตโนมัติ, การสลับจากลำโพงภายนอก มาเป็นลำโพงสำหรับสนทนาเมื่อนำมือถือมาแนบที่ใบหู และการคว่ำตัวเครื่องเพื่อปิดเสียงสายโทรเข้า


รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้


โดยที่สามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google บน OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ได้ด้วยเช่นกัน โดยกดค้างที่ปุ่ม Power ประมาณ 2 วินาที โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


ตัวอย่างการใช้งานบนบริการ Google Lens


OPPO Find X2 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4200 mAh ส่วน Find X2 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4260 mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมเปิดใช้งานในโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Smart Power Saver ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยเมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน


และรองรับเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงแบบ 65W SuperVOOC Flash Charge 2.0 (10V/6.5A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลา 38 นาที ที่ช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังรองรับระบบป้องกันถึง 5 ชั้น จึงมั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานขณะชาร์จได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนจนน่ากังวล


รวมถึงโหมด High Performance เพื่อการประมวลผลในระดับสูงสุด โดยเมื่อเปิดใช้งานจะมีสัญลักษณ์แบตเตอรี่สีเขียวที่ด้านซ้าย ถัดจากเวลา


ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน


สามารถตรวจสอบเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันได้


และรองรับฟังก์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง App Cloner สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 4 วิธี


ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ


ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้ หลักๆ 2 แบบ คือ รวมภาพถ่ายทั้งหมด และแสดงแบบแยกอัลบั้ม


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยบน OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint) โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว


ท่านที่ใช้งาน OPPO Find X2 | X2 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย (ซึ่งจะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มีการติดตั้งแอปพลิเคชัน SOLOOP มาให้แบบแกะกล่อง กับความสามารถในการตัดต่อวิดีโอ


โดยสามารถเลือกใส่เอฟเฟกต์ต่างๆ, เลือกตัดเฉพาะส่วนที่ต้องการ, ใส่ฟีลเตอร์, เพิ่มคำบรรยาย และเพิ่มเพลง Background


ที่สำคัญ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ยังมาพร้อมฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง OPPO Find X2 | X2 Pro 5G นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor, Magnetic Sensor และ Pressure Sensor (มีเฉพาะ OPPO Find X2 Pro)


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 64 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 3 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.84 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 650 โดยใช้หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาดเท่ากันที่ 12GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 256GB และ 512GB ตามลำดับ และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ ColorOS 7.1 เวอร์ชันล่าสุด

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 576,842 คะแนน และเมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench พบว่าได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 912 คะแนน กับคะแนนในส่วนของการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 3,185 คะแนน

 

นอกจากนี้ หากดูจากผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ทาง OPPO แชร์อยู่บนเว็บไซต์ Weibo ก็จะพบว่าได้คะแนนสูงถึง 637,099 คะแนน ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่สมาร์ทโฟนทุกรุ่นเคยทดสอบมาบน AnTuTu เลยทีเดียว


OPPO Find X2 Pro มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน PCMark ที่ 12,698 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 912 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 3,185 คะแนน


สำหรับการทดสอบ OPPO Find X2 Pro ด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 7,018 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 6,299 คะแนน


และรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

ใน Game Space นั้นก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile, Marvel Future Fight, Marvel Super War และ World of Dragon Nest พร้อมเปิดการแสดงผลในระดับสูงสุด ก็พบว่า OPPO Find X2 Pro นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ผสานกับหน้าจอที่มี Refresh Rate ระดับ 120Hz ซึ่งช่วยให้เกมลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และไม่พลาดช่วงเหตุการณ์สำคัญ อีกทั้งยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4260 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC Flash Charge 2.0 (10V/6.5A) และโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น จึงทำให้เล่นเกมได้ยาวนานต่อเนื่อง รวมถึงมีระบบความปลอดภัยถึง 5 ชั้น จึงมั่นใจได้ว่าสามารถชาร์จไป ใช้งานไปได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนมากเกิน


OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ขนาด 6.78 นิ้ว (พื้นที่การแสดงผล 93.1%)  ความละเอียดระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล : 513 ppi)  จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ QHD 1440p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ รวมถึงรองรับเทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine เป็นรุ่นแรกของวงการ ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม ในระดับ high-frame-rate HDR Masterpieces จึงทำให้ภาพมีความคมชัดมากยิ่งขึ้น

การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

สำหรับคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพ ทางทีมงานจะขอเน้นไปที่รุ่น OPPO Find X2 Pro ที่มาพร้อมระบบกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น

กล้องตัวแรกแบบ Periscope Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/3.0 รองรับ OIS พร้อมการซูมแบบ 10x Hybrid Zoom และ 60x Digital Zoom
กล้องตัวที่สองแบบ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 รูรับแสงขนาด F/2.2 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร
กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX689 ขนาด 1/1.4 นิ้ว รูรับแสงขนาด F/1.7 รองรับเทคโนโลยี  All Pixel Omni-Directional PDAF และระบบ OIS


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  แบบมุมกว้าง Ultra-Wide (0.6x), ซูมที่ 2 เท่า (6x) และซูมแบบ Hybrid ที่ 10 เท่า (10x) ไปจนถึงซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom)


พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมด HDR, ฟังก์ชัน AI Dazzle Color สำหรับเพิ่มสีสัน, การเพิ่มฟีลเตอร์, สัดส่วนภาพถ่าย, การตั้งเวลาถ่ายภาพ, โหมด 48MP สำหรับถ่ายภาพความละเอียดสูง และการตั้งค่าอื่นๆ เพิ่มเติม



และมาพร้อมกับฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)


OPPO Find X2 Pro มาพร้อมกับโหมด AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ


และโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้


พร้อมใช้งานร่วมกับ AI Beauty


และใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้


และมี Ultra Night Mode 3.0 สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ ที่รองรับ Tripods Mode ถ่ายภาพกลางคืนร่วมกับขาตั้งกล้อง สามารถรับแสงได้นานสุด 50 วินาที โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  แบบมุมกว้าง Ultra-Wide (0.6x), ซูมที่ 2 เท่า (2x) และซูมแบบ Hybrid ที่ 5 เท่า (10x) ไปจนถึงซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom)


รองรับกการถ่ายภาพมุมกว้างในโหมด PANO


สำหรับโหมด Expert กับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด ก็มีให้เลือกใช้บน OPPO Find X2 Pro ด้วยเช่นกัน


รวมถึงเพิ่มสติกเกอร์แบบต่างๆ พร้อมใช้งานร่วมกับ AI Beauty ปรับค่าผิวเนียนได้


การถ่ายวิดีโอบน OPPO Find X2 Pro สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ 4K UHD (30 fps) พร้อมซูมได้สูงสุดที่ 30 เท่า (30x)


รองรับการโหมดป้องกันการสั่นไหวแบบ Ultra Steady 2.0


พร้อมโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Real-Time Portrait) และ Live HDR Video


รวมถึงฟีลเตอร์แบบต่างๆ


พร้อมรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE ที่สามารถซูมภาพได้สูงสุด 30 เท่า (30x) และฟังก์ชัน SLO-MO ที่ 960 fps


ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าของ OPPO Find X2 Pro ฝังบนหน้าจอแบบ In-Display Camera ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.4 โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ได้แก่ เปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR, การเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ, สัดส่วนภาพถ่าย, การตั้งเวลาถ่ายภาพ และการตั้งค่าอื่นๆ


กล้องหน้าของ OPPO Find X2 Pro รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งแต่ละส่วนบนใบหน้าได้อย่างอิสระ ซึ่งสามารถเลือกระดับได้ตั้งแต่ 0-100% (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 30%)


สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) สามารถปรับระดับความเบลอได้


พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับแต่งโครงสร้างบนใบหน้าได้อย่างอิสระ


รวมถึงโหมด PANO


และเพิ่มสีสันให้กับการเซลฟี่ด้วยสติ้เกอร์แบบ ต่างๆ พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty


การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ OPPO Find X2 Pro รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p พร้อมโหมด AI Beauty ในการปรับค่าผิวให้ดูเนียนสวยขึ้น (ค่าเริ่มต้นอยู่ที่ 40%)


และรองรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Real-Time Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ


รวมถึงรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียดระดับ 48+48+13 ล้านพิกเซล ของ OPPO Find X2 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายจากโหมด Macro Mode (AI)


ภาพถ่ายในระยะต่างๆ


ภาพถ่ายในโหมด Portrait


ภาพถ่ายในโหมด Sticker


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในโหมด Night


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในโหมด Night แบบมุมกว้าง Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในโหมด Night


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในโหมด Night แบบมุมกว้าง Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในโหมด Night


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในโหมด Night แบบมุมกว้าง Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในระยะต่างๆ


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าแบบฝังบนจอ (In-Display Camera) ความละเอียด 32 ล้านพิกเซลของ OPPO Find X2 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายในโหมด AI Beauty


ภาพถ่ายในโหมด Portrait


ภาพถ่ายในโหมด Sticker


สรุปผลการทดสอบของ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า OPPO Find X2 | X2 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเป็นที่สุดของวงการในหลายๆ ด้าน เริ่มจากการยกเครื่องดีไซน์ใหม่หมดจด ด้วยหน้าจอไร้ขอบเจาะรูกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล แบบ Punch-Hole Display ขนาดใหญ่ 6.78 นิ้วในชื่อ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ที่มีขอบโค้งทั้งสองด้าน พร้อมความคมชัดสูงถึงระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล) และมี Refresh Rate ระดับ 120Hz ช่วยให้การแสดงผลลื่นไหลมากขึ้นกว่าเดิม ผสานกับ Touch Sampling Rate ระดับ 240Hz ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอให้ดียิ่งขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์เกมเมอร์ตัวจริง รวมถึงรองรับมาตรฐานการแสดงผลสีแบบ True Billion Colour Display (10-bit) ที่สามารถแสดงผลสีได้มากถึง 1 พันล้านสีเลยทีเดียว และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine เป็นรุ่นแรกในวงการ ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม ในระดับ high-frame-rate HDR Masterpieces ผสานเข้ากับลำโพงคู่แบบ Dual Stereo Speaker และระบบเสียง Dolby Atmos จึงช่วยเพิ่มอรรถรสในการใช้งานให้เต็มที่มากยิ่งขึ้น รวมถึงการฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint) สำหรับฝาหลังตัวเครื่อง OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มีความเงางามด้วยวัสดุแบบเซรามิก พร้อมรองรับคุณสมบัติการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 สำหรับรุ่น Find X2 Pro ส่วนรุ่น Find X2 นั้นมาตรฐาน IP54

ทางด้านสเปกก็เรียกได้ว่าจัดมาให้แบบเต็มพิกัด ด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 865 ตัวท็อปสุดจากค่าย Qualcomm ที่มีโมเด็ม Snapdragon X55 รองรับ 5G ในตัว OPPO Find X2 | X2 Pro 5G จึงถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ในไทยที่รองรับคุณสมบัตินี้ และมาพร้อมกับ 5th Qualcomm AI Engine หน่วยประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะ รวมถึงหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 650 ที่ประมวลผลด้านกราฟิกได้เร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนถึง 25% และมีประสิทธิภาพโดยรวมแรงขึ้นกว่ารุ่นก่อนที่ 35%

ทำงานร่วมกับ RAM แบบ LPDDR5 ขนาดเท่ากันที่ 12GB ส่วน ROM เป็นมาตรฐาน UFS 3.0 ที่อ่านข้อมูลเร็วกว่าแบบ UFS 2.1 ประมาณ 79% โดยในรุ่น Find X2 มีความจุ 256GB ส่วนทางด้าน Find X2 Pro มีขนาดจุใจกว่าที่ 512GB และแม้ว่าทั้งสองรุ่นนี้จะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card แต่ก็สามารถเก็บไฟล์ข้อมูลไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน หรือเกมได้แบบเต็มที่ พร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4260 mAh ในรุ่น Find X2 Pro และความจุ 4200 mAh ในรุ่น Find X2 ที่สามารถใช้งานได้ตลอดวัน พร้อมเปิดใช้งานในโหมดประหยัดพลังงานที่ช่วยยืดระยะเวลาการให้ใช้งานให้ยาวนานยิ่ง ขึ้น และรองรับเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงแบบ 65W SuperVOOC Flash Charge 2.0 (10V/6.5A) โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลา 38 นาที ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังรองรับระบบป้องกันถึง 5 ชั้น ผู้ใช้จึงมั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานขณะชาร์จได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนจนน่ากังวล

 

และหากต้องการใช้งานแบบในโหมดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเครื่อง OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ก็มีโหมด High Performance ให้ใช้งานด้วย สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบ ปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.1 เวอร์ชันใหม่ ที่มาพร้อมการปรับโฉม User Interface และไอคอนแบบใหม่ รวมถึงฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกมากมาย อย่างเช่น Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำเพื่อความสบายตาขณะใช้งาน และ Focus Mode สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมาธิ หรือเข้านอน โดยทำการปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ รวมถึงรองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง และยังมีบริการ Google Lens บริการ ค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ด้านการถ่ายภาพก็เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นด้วยเช่นเดียวกัน โดยในรุ่น OPPO Find X2 Pro ขึ้นแท่นเป็นสมาร์ทโฟนกล้องดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของ DxOMark ด้วยผลทดสอบที่ 124 คะแนน กับกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รุ่นล่าสุดอย่าง Sony IMX689 พร้อมเลนส์ Ultra-Wide คมชัดเท่ากันที่ 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา พร้อมถ่ายระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร และเลนส์ซูม Telephoto แบบ Periscpoe คมชัด 13 ล้านพิกเซล ที่รองรับการซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) โดยรองรับเทคโนโลยี All Pixel Omni-Directional PDAF ที่มีอัตราการจับภาพได้สูงถึง 97%, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual-OIS (Main Camera + Telephoto) และฟังก์ชัน 12-bit True Capture ในโหมด Pro รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode 3.0 และฟังก์ชันถ่ายวิดีโอแบบกันสั่นอย่าง Ultra Steady Mode 2.0 พร้อม Live HDR Video, Video Noise Reduction ในการตัดเสียงรบกวนขณะบันทึกภาพ และสามารถตัดต่อวิดีโอต่างๆ ด้วยแอปพลิเคชัน SOLOOP ที่ติดตั้งมาให้พร้อมตั้งแต่แกะกล่อง

 

OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ยังตอบโจทย์การใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยฟังก์ชันสำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant ที่ ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือนต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ขณะเล่นเกม พร้อมกับฟีเจอร์ Graphics Acceleration ในการรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลอีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้แบบไม่มี สะดุด

นอกเหนือจากฟีเจอร์เด่นในด้านบน OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อรรถประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ App Cloner ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook หรือ Line ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์, ฟีเจอร์ Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน, ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย

รวมถึงฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ พร้อม Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ และ Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด รวมถึงการบันทึกภาพหน้าจอแบบยาว พร้อมทั้งฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสำหรับท่านที่เปลี่ยนมาใช้งาน OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ด้วยฟังก์ชัน Clone Phone ที่สามารถทำการโอนถ่ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิมได้ทันที

OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วยเช่นกัน ได้แก่ App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง และ Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน รวมถึงก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ รวมไปถึงการจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็กโดยเฉพาะอย่าง Kids Space

 

(OPPO Find X2)

 

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า OPPO Find X2 และ X2 Pro เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเรือธงตัวจบ ที่รวมความเป็นที่สุดในหลายๆ ด้านเอาไว้ภายในเครื่องเดียว และมีงบประมาณค่อนข้างสูง พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G และมีฟีเจอร์การใช้งานในระดับไฮเอนด์อย่างครบครัน บนการดีไซน์สวยหรูพรีเมียมโดดเด่น

OPPO Find X2 เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 33,990 บาท (12GB+256GB) กับตัวเลือก 2 สไตล์อย่าง Black (Ceramic) และ Ocean (Glass)

ทางด้านรุ่นท็อปอย่าง OPPO Find X2 Pro มีราคาที่ 40,990 บาท (12GB+512GB) กับตัวเลือก 2 สี 2 สไตล์ ได้แก่ Black (Ceramic) และ Orange (Vegan Leather) โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 19 มีนาคมนี้ พร้อมรับฟรีของแถมมูลค่ารวม 15,739 บาท ได้แก่ OPPO VIO Card, OPPO Enco Free Wireless Headphones และ 50W SuperVOOC Car Charge

 


สำหรับผู้ที่สั่งจอง OPPO Find X2 | X2 Pro 5G ผ่านทางผู้ให้บริการเครือข่าย 3 รายใหญ่ รับสิทธิ์ซื้อเครื่องในราคาพิเศษ กับส่วนลดสูงสุด 15,000 บาท พร้อมรับฟรีของแถมมูลค่ารวม 15,739 บาทเช่นเดียวกัน


สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO Find X2 | X2 Pro 5G มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ


จุดเด่นของ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G

- ดีไซน์ตัวเครื่องดูสวยงามพรีเมียมเป็นพิเศษ พร้อมรองรับคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP68 (Find X2 Pro) หรือ IP54 (Find X2)
- หน้าจอแสดงผลไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ขนาดใหญ่ 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ 3K QHD+ (3168x1440 พิกเซล : 513 ppi) โดยมีสัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่ 93.1% มีค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz พร้อมกับ Touch Sampling ระดับ 240Hz รวมถึงรองรับมาตรฐานการแสดงผลสีแบบ True Billion Colour Display (10-bit) และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี 01 Ultra Vision Engine เป็นรุ่นแรกในวงการ

- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 865 ความเร็ว 2.84 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 650
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 512GB (Find X2 Pro) หรือ 256GB (Find X2)
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 7.1

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ของ OPPO Find X2 Pro

- กล้องตัวแรกแบบ Periscope Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/3.0 รองรับ OIS พร้อมการซูมแบบ 10x Hybrid Zoom และ 60x Digital Zoom
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 รูรับแสงขนาด F/2.2 ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา และถ่ายภาพแบบ Super Macro ระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร
- กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX689 ขนาด 1/1.4 นิ้ว รูรับแสงขนาด F/1.7 รองรับเทคโนโลยี  All Pixel Omni-Directional PDAF และระบบ OIS

รองรับการซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) โดยรองรับเทคโนโลยี All Pixel Omni-Directional PDAF ที่มีอัตราการจับภาพได้สูงถึง 97%, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual-OIS (Main Camera + Telephoto) และฟังก์ชัน 12-bit True Capture ในโหมด Pro รวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนอย่าง Ultra Night Mode 3.0, ฟังก์ชัน AI Dazzle Color พร้อมด้วย AI Scene  Recognition และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD พร้อมฟังก์ชันถ่ายวิดีโอแบบกันสั่นอย่าง Ultra Steady Mode 2.0, Live HDR Video, Video Noise Reduction ในการตัดเสียงรบกวนขณะบันทึกภาพ และสามารถตัดต่อวิดีโอต่างๆ ได้ด้วยแอปพลิเคชัน SOLOOP ที่ติดตั้งมาให้ในตัวเครื่อง

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ของ OPPO Find X2

- กล้องตัวแรกแบบ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, ระบบซูมแบบ 5x Hybrid Zoom และระบบซูมแบบ 20x Digital Zoom
- กล้องตัวที่สองแบบ Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX586 ขนาด 1/2.0 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f/1.7, โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้องตัวที่สามแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX708 ขนาด 1/2.4 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f/2.2, โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์, มุมรับภาพ 120 องศา และถ่ายภาพ Macro ในระยะใกล้สุดที่ 3 เซนติเมตร

รองรับเทคโนโลยี Ultra Night Mode 3.0, เทคโนโลยี Multi-Frame Noise Reduction, Portriat Mode, ระบบ Ultra Steady Video Pro, การบันทึกเสียงแบบ 360 องศาด้วย 3-Mic Recording,  

กล้องดิจิทัลด้านหน้าฝังบนหน้าจอแบบ In-Display Camera ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ของ OPPO Find X2 และ X2 Pro

มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.4 พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, เทคโนโลยี AI Beautification ที่สามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ, โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait), เทคโนโลยี HD Night Selfies, โหมด Ultra Night Mode

- ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint) พร้อมพื้นที่สแกนใหญ่ขึ้น 10%
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Facial Unlock)
- ฟังก์ชัน App Encryption และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kids Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ
- แบตเตอรี่ความจุ 4260 mAh (Find X2 Pro) หรือ 4200 mAh (Find X2) พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 65W SuperVOOC Flash Charge 2.0 ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 0-100% ได้ภายในเวลาเพียง 38 นาที
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับระบบดาวเทียม Beidou, Glonass และ Galileo  
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 5G, 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับเทคโนโลยี 5G Dual-Mode ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้งานบนระบบเครือข่าย 5G ได้ทั้งแบบ SA (Standalone Access : 4.1 Gbps 5G) และ NSA (Non-Standalone Access : 5.9 Gbps 5G+Wi-Fi) 
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ MIMO Wi-Fi 6 (802.11 a/b/g/n/ac/ax : 2.4 / 5.1 / 5.8), Bluetooth 5.1 และ NFC
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (USB 3.1)
- ลำโพงเสียงแบบคู่ พร้อมฟังก์ชัน OPPO Relax สำหรับการผ่อนคลายด้วยระบบเสียงแบบ Dolby Atmos
- ระบบตอบสนองด้วยการสั่นแบบ Pulse Touch


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO Find X2 | X2 Pro 5G

- ไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD หรือแบบอื่นๆ เพิ่มเติม 
- ไม่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย
- ด้านหลังตัวเครื่องมีพื้นผิวมันวาว จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย และเสี่ยงต่อการตกแตกได้ง่าย
- หน้าจอ Curved AMOLED Ultra Vision Screen ในอัตราส่วนที่กว้าง และยาวกว่าเดิม ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- แม้จะเป็นสองสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปที่ดีที่สุดของ OPPO แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าตัวที่สมน้ำสมเนื้อด้วยเช่นกัน (33,990 บาท สำหรับ Find X2 และ 40,990 บาท สำหรับ Find X2 Pro)


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

 

 

วันที่ : 17/03/2020