ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 18/05/2020
OnePlus 8 Pro


 

รีวิว (Review) OnePlus 8 Pro

ยอดเรือธง 5G จอ 120Hz พร้อมความแรงขั้นสุด กับกล้องโปร 4 ตัว และชาร์จเร็วไร้สาย 30W ด้วยจอ Fluid AMOLED 120Hz QHD+, กล้อง Dynamic Quad Camera 48 ล้านพิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 865 ตัวท็อปล่าสุด, RAM LPDDR5 12GB, ROM UFS 3.0 256GB, แบตเตอรี่ Warp Charge ชาร์จเร็ว 30W ทั้งแบบมีสาย กับไร้สาย, รองรับ 5G กับ Wi-Fi 6 และลำโพงคู่ Dolby Atmos บนบอดี้กันน้ำ IP68 สวยพรีเมียมโค้งมน


 

18 พฤษภาคม 2020 - นับตั้งแต่รุ่น OnePlus 7 Pro หรือ OnePlus 7T เป็นต้นมา แบรนด์ OnePlus ได้ผันตัวเองเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสุดยอดสมาร์ทโฟนระดับเรือธง หรือ Super Flagship ด้วยคุณสมบัติภายในระดับท็อป และดีไซน์สวยหรูพรีเมียม โดยล่าสุดก็เพิ่งจะเปิดตัวเรือธง Super Flagship รุ่นใหม่ที่ไฮเอนด์จัดเต็มไม่แพ้คู่แข่งรุ่นอื่นๆ ในตลาด ซึ่งก็คือ OnePlus 8 Pro นั่นเองครับ

ความไฮเอนด์ของ OnePlus 8 Pro ในปีนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ Lead with Speed ซึ่งเป็นการสื่อถึงประสิทธิภาพที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Fluid AMOLED Display ที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz ช่วยให้การแสดงผลเป็นไปอย่างลื่นไหล ประกอบกับการเลือกใช้ชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อปแห่งปี 2020 จากแบรนด์ Qualcomm อย่าง Snapdragon 865 ประกบคู่กับหน่วยความจำภายในแบบ LPDDR5 ใหม่ล่าสุดขนาดจุใจถึง 12GB และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.0 ความจุ 256GB ที่มีเทคโนโลยี Turbo Write ช่วยให้การเขียนไฟล์เร็วขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงระบบการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Warp Charge 30T กับ Warp Charge 30 Wireless ที่จ่ายไฟได้ด้วยกำลังไปสูงสุด 30W ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งการชาร์จแบตเตอรี่แบบเสียบสาย และการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย ที่สำคัญ OnePlus 8 Pro ยังเป็นรุ่นแรกของค่ายที่รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G และ การเชื่อมต่อบนเครือข่าย Wi-Fi 6 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแห่งอนาคต


นอกจากประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วแล้ว ดีไซน์ตัวเครื่องก็สวยงามไม่แพ้กัน เนื่องจาก OnePlus 8 Pro มาพร้อมกับแนวคิดการออกแบบภายใต้หลัก CMF (Color, Material, Finish) ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความสวยหรู, จับกระชับมือ และที่สำคัญ OnePlus 8 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ OnePlus ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 ที่แฟนๆ รอคอยมาอย่างยาวนาน ขณะที่การถ่ายภาพมีการอัปเกรดขึ้นไปอีกขั้นด้วยชุดกล้องหลังจำนวน 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียดสูงสุด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ถ่ายภาพครบทุกระยะทั้งเลนส์มุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide Angle ไปจนถึงเลนส์ซูม Telephoto พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลที่มีโหมดการใช้งานเพียงพอต่อชีวิตประจำวัน

 

สำหรับ OnePlus 8 Pro เปิดราคาวางจำหน่ายในบ้านเราเอาไว้ที่ 34,990 บาท โดยตัวเครื่องจริงจะมีความสวยงามมากน้อยเพียงใด และจะมีฟีเจอร์เด่นอะไรให้ใช้งานบ้างนั้น ไปติดตามรีวิวแบบเจาะลึกจากทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

สำหรับกล่องผลิตภัณฑ์ของ OnePlus 8 Pro จะมีความคล้ายคลึงกับ OnePlus 7T Series ด้วยแพ็กเกจสีแดงทรงยาวที่มีการประทับชื่อเลขรุ่นเอาไว้ที่ด้านบน และประทับชื่อรุ่นเอาไว้บริเวณด้านข้างกล่อง ซึ่งเป็นดีไซน์ที่สื่อถึงความเรียบง่ายตามสไตล์ OnePlus ได้ดีทีเดียว


สำหรับอุปกรณ์ที่แถมมาให้ภายในกล่องประกอบไป ด้วย คู่มือการใช้งาน, เอกสารด้านความปลอดภัย, Invitation Letter จดหมายจาก Pete Lau ซีอีโอ ของ OnePlus เพื่อต้อนรับแฟนๆ ผู้ใช้เข้าสู่สังคมของ OnePlus อย่างเป็นทางการ, สติกเกอร์, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, เคสใส, อแดปเตอร์สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และสาย USB Type-C สีแดง สำหรับใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ และโอนถ่ายข้อมูลภายในตัวเครื่อง


และพิเศษสำหรับผู้ที่พรีออเดอร์ OnePlus 8 Pro ระหว่างวันที่ 14 - 22 พฤษภาคม 2563 จะได้รับ Special Box Set ซึ่งมาพร้อมกับของแถมพิเศษอย่าง เคสสีพื้น, เคสลายเคฟล่าร์ และหูฟัง OnePlus Bullets Wireless Z


เคสใสที่แถมมาให้กับกล่องผลิตภัณฑ์ OnePlus 8 Pro จะมีความแตกต่างจากรุ่นที่ผ่านๆ มา เพราะครั้งนี้เลือกใช้เคสซิลิโคนสีขาวที่มีความขุ่น และมีการประทับสโลแกน NEVER SETTLE เอาไว้ที่ด้านหลังตัวเครื่องอย่างเด่นชัด ซึ่งเสริมเอกลักษณ์ให้แก่แบรนด์ OnePlus ได้เป็นอย่างดีครับ


สำหรับอแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ที่แถมมาให้ภายใน กล่อง รองรับการจ่ายกระแสไฟสูงสุดที่ 5V/6A (30W) ซึ่งเป็นความเร็วของเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Warp Charge 30T นั่นเองครับ


มาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง OnePlus 8 Pro มีการปรับดีไซน์ใหม่จากรุ่น OnePlus 7T Pro พอสมควร เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผล ที่ปรับจากหน้าจอแสดงผลแบบไร้รอยบากบนรุ่น OnePlus 7T Pro มาเป็นหน้าจเจาะรูขนาดเล็กบริเวณมุมซ้ายบนสำหรับติดตั้งกล้องหน้าเซลฟี่ พร้อมกับขยายขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมที่ขนาด 6.78 นิ้ว บนความละเอียดระดับ QHD+ รวมถึงค่า Refresh Rate ที่มากขึ้นเป็นระดับ 120Hz ช่วยให้การแสดงผลดูลื่นไหลมากยิ่งขึ้น


สำหรับแพนแนลจอของ OnePlus 8 Pro ยังคงเป็นแบบ Fluid AMOLDE Display เหมือนกับ OnePlus 7T Series แต่มีการปรับขอบด้านข้างตัวเครื่องให้มีความโค้งน้อยกว่าเดิม ช่วยป้องกันปัญหาการสัมผัสหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจขณะจับถือได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับจุดเด่นด้านคุณภาพในการแสดงผลด้วยการรองรับมาตรฐานการแสดงผลแบบ HDR10+, รองรับการแสดงสีสันแบบ 10-bit สามารถแสดงสีได้มากถึง 1,000 ล้านสี, ความผิดเพี้ยนของสีที่สามารถมองเห็นได้ (JNCD) เพียง 0.4 และยังได้รับคะแนนทดสอบจากสถาบันทดสอบหน้าจอชั้นนำอย่าง DisplayMate ด้วยคะแนนระดับ A+ อีกด้วย



อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านใต้หน้าจอของ OnePlus 8 Pro คือ ชิปเซ็ตประมวลผลภาพ MEMC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนคอนเทนต์ต่างๆ ที่ผู้ใช้กำลังรับชมอยู่ ให้สามารถแสดงผลได้อย่างลื่นไหลในระดับ 120fps ตอบโจทย์หน้าจอ Fluid Display ที่รองรับค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz เหมือนกันนั่นเอง


ที่ด้านบนของหน้าจอแสดงผลประกอบไปด้วย กล้องหน้าแบบเจาะรูบนหน้าจอขนาด 3.8 มม. ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX471 รูรับแสงกว้าง f/2.45, ลำโพงสนทนา, เซ็นเซอร์ Proximity สำหรับดับหน้าจอแสดงผลแบบอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู และเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับปรับความสว่างของหน้าจอแสดงผลแบบอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมภายนอก

 

ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ โดยจะปรับไปใช้วิธีควบคุมแบบ Gesture หรือการลากนิ้วจากบริเวณขอบด้านล่าง และขอบด้านข้างเพื่อสั่งการตัวเครื่องนั่นเอง


นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเอาไว้บนหน้าจอ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวางนิ้วเพื่อปลดล็อกได้อย่างสะดวก


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องติดตั้งปุ่มปรับระดับ เสียงเอาไว้


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับไมโครโฟนตัว ที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ปุ่ม Alert Slider สำหรับเปิด-ปิด เสียงแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็ว ถัดลงมาด้านล่างคือปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอแสดงผล หรือเปิด-ปิด เครื่อง



ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Dual nanoSIM, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลักซึ่งจะทำงานควบคู่กับลำโพงสนทนาที่ด้านบนแบบ Stereo Speakers รวมทั้งลำโพงเสียงของ OnePlus 8 Pro ยังมาพร้อมกับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos อีกด้วย


งานออกแบบด้านหลังตัวเครื่องของ OnePlus รอบนี้ เน้นส่วนประกอบสำคัญทั้งหมด 3 อย่างตามคอนเซ็ปต์ CMF คือ Color (สีสัน), Material (วัสดุ) และ Finish (การเคลือบผิวสัมผัส) เพื่อให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีความสวยงามพรีเมียม อย่างเช่นสี Glacial Green ซึ่งเป็นสีชูโรงของ OnePlus 8 Pro ที่ทีมงานได้รับมาวันนี้ ก็มาพร้อมกับสีเขียวอมฟ้าคล้ายกับสี Turquoise โดยความพิเศษของสี Glacial Green ก็คือการเปลี่ยนสีสันตามสภาพแสง โดยหากเป็นตอนกลางวันตัวเครื่องจะสะท้อนให้เห็นถึงสีสันที่มีความสดใส และหากเป็นกลางคืนตัวเครื่องก็จะมีสีสันที่คมเข้ม น่าค้นหา




บอดี้สวยๆ แบบนี้ยังมีระบบกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 เป็นรุ่นแรกของ OnePlus อีกด้วยครับ


ที่ด้านบนติดตั้งชุดกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) โดยแบ่งออกเป็น

- กล้อง Color Filter ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4
- กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 องศาในการรับภาพกวาง 120 องศา พร้อมรองรับการถ่ายภาพมาโครระยะใกล้สุดที่ระดับ 3 เซนติเมตร
- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.78 เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX689 โครงสร้างแบบ 7 ชิ้นเลนส์ พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS และ EIS
- กล้อง Telephoto (Hybrid Zoom) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.44 รองรับการซูมภาพแบบ Hybrid Zoom 3x พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS

พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual LED กับระบบโฟกัสภาพแบบ Multi Autofocus ซึ่งประกอบไปด้วย All Pixel Omni-directional PDAF, LAF และ CAF


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

OnePlus 8 Pro มาพร้อมกบัระบบปฏิบัติการ Oxygen 10.5 ที่มีพื้นฐานมาจากระบบปฏิบัติการ Android 10 โดยเน้นไปในเรื่องของความสะอาดตาคล้ายกับระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android แต่ทาง OnePlus มีการปรับแต่งเพิ่มเติมตามคอนเซ็ปต์ Fast and Smooth ซึ่งเน้นไปที่ความเร็วของระบบ และความลื่นไหลด้านการใช้งาน พร้อมลูกเล่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี


เมื่อลากนิ้วจากด้านบนลงมายังด้านล่างจะพบกับ Toggle Switch ซึ่งเป็นคีย์ลัดสำหรับตั้งค่าต่างๆ ภายในตัวเครื่อง เช่น เปิด-ปิด Wi-Fi, เปิด-ปิด Bluetooth หรือเปิดใช้งาน NFC เป็นต้น


เมื่อปัดไปด้านซ้ายจากหน้าโฮมสกรีนจะพบกับ Google Discover ซึ่งเป็นหน้าฟีดสำหรับรวบรวมข่าวสารเรื่องเด่นประจำวันจาก Google นั่นเองครับ


เมื่อแตะค้างที่ไอคอนแอปพลิเคชันจะพบกับ Shortcuts หรือคีย์ลัดสำหรับเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ของแอปพลิเคชันนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น การเขียนอีเมลบนแอปพลิเคชัน Gmail หรือการค้นหาคลิปวิดีโอที่ต้องการบนแอปพลิเคชัน YouTube ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนการใช้งานแอปพลิเคชันให้สั้นลงนั่นเองครับ


สามารถเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ติดตั้งภาย ในตัวเครื่องได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ปัดจากล่างขึ้นบนจากหน้าโฮมสกรีนเพื่อเข้าสู่ App Drawer


หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถูกซ่อนเอาไว้ใน App Drawer ด้วยก็คือ Hidden Space ที่ผู้ใช้สามารถซ่อนแอปพลิเคชันที่ต้องการ โดยสามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ปัดไปทางขวาจากหน้า App Drawer


สำหรับแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ใน OnePlus 8 Pro จะมีเพียงแอปพลิเคชันพื้นฐานจาก Google เท่านั้น อย่างเช่น Google Maps, Gmail หรือ YouTube เป็นต้น ไม่มีแอปพลิเคชันประเภท Bloatware ให้กวนใจ


มาดูที่ลูกเล่นการใช้งานกันบ้าง OnePlus 8 Pro รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด รวมถึงเทคโนโลยี VoLTE และ Wi-Fi Calling พร้อมทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G* (ต้องรออัปเดตซอฟต์แวร์เพิ่มเติม)


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Dual-channel Network Acceleration ซึ่งเป็นการใช้ Wi-Fi และอินเทอร์เน็ตมือถือ เพื่อช่วยให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตมีความรวดเร็ว และลื่นไหลมากยิ่งขึ้น


ฟีเจอร์ Comfort Tone สำหรับปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแสงโดยรอบแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างสบายตา


สามารถปรับการแสดงสีสันของหน้าจอได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Vivid (สีสันสดใส), Natural (สีสันธรรมชาติ) และ Advanced (ปรับแต่งแบบขั้นสูง) ซึ่งในส่วนของ Advanced นั้น จะสามารถปรับรูปแบบการแสดงสีสันได้เพิ่มเติมอีก 3 แบบ ได้แก่ AMOLED Wide Gamut, sRGB และ Display P3


สามารถปรับความละเอียดของหน้าจอได้แก่ Full HD+ (2376x1080 พิกเซล) และ QHD+ (3168x1440 พิกเซล)


สามารถปรับ Refresh Rate ได้สองระดับเช่นเดียวกัน ได้แก่ 120Hz ตามคุณสมบัติของหน้าจอแสดงผลของ OnePlus 8 Pro ช่วยให้การแสดงผลเป็นไปอย่างลื่นไหล และ 60Hz เพื่อช่วยประหยัดการใช้งานแบตเตอรี่ แต่จะลดความลื่นไหลของการแสดงผล


สามารถซ่อนกล้องหน้าด้านบนได้ผ่านเมนู Front Camera Display Area และแตะที่ Hide the front camera ซึ่งระบบจะทำการปิดการแสดงผลบริเวณแถบด้านบนที่อยู่ระนาบเดียวกันกับกล้องถ่ายภาพ


อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ติดตั้งมาให้กับ OnePlus 8 Pro ด้วยก็คือ Vibrant Color Effect Pro ซึ่งเป็นการปรับการแสดงผลของสีสัน และคอนทราสต์ เพื่อให้ภาพมีความจัดจ้านมากยิ่งขึ้น


OnePlus 8 Pro มาพร้อมกับชิปประมวลผลภาพแบบพิเศษที่มีชื่อว่า MEMC ซึ่งจะช่วยปรับการแสดงผลของคอนเทนต์ต่างๆ ให้สามารถแสดงผลได้ที่ระดับ 120fps ตอบโจทย์การใช้งานร่วมกับหน้าจอแบบ 120Hz โดยผู้ใช้จะต้องเข้ามาเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ในเมนู Motion Graphics Smoothing ซึ่งปัจจุบันสามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันแบบ Third-Party ได้แล้ว อย่างเช่น YouTube และ Netflix


รองรับการทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Night Mode ซึ่งเป็นการปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอให้อยู่ในโทนอุ่น เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น


รวมถึง Reading Mode สำหรับปรับโทนสีของหน้าจอให้เหมาะสมแก่การอ่านหนังสือ


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Ambient Display หรือการแสดงผลการแจ้งเตือนต่างๆ ขณะดับหน้าจอ รวมทั้งยังมาพร้อมกับ Horizon Light ซึ่งเป็นการแสดงไฟแจ้งเตือนบริเวณขอบของหน้าจอแสดงผลเป็นสีสันต่างๆ โดยฟีเจอร์นี้จะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ใช้ล็อกหน้าจอแสดงผลเท่านั้นครับ


ในส่วนของฟีเจอร์ Dark Mode ก็มีให้ใช้งานเช่นกันใน OnePlus 8 Pro แต่จะถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้เมนูที่มีชื่อว่า Preset Theme โดยเราสามารถเลือกธีมเป็นสีดำ หรือ Nuanced Dark ระบบก็จะทำการเปิด Dark Mode ให้ใช้งานได้อย่างสบายตา และยังช่วยประหยัดการใช้งานแบตเตอรี่อีกด้วย


สามารถปรับการควบคุมหน้าจอแสดงผลได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ การใช้งานปุ่มสัมผัสบนหน้าจอ และการใช้งาน Navigation Gestures ซึ่งเป็นการลากนิ้วจากขอบด้านล่าง และขอบด้านข้าง เพื่อสั่งการ


Quick Gestures ฟีเจอร์สำหรับสั่งการตัวเครื่องขณะที่ล็อกหน้าจอแสดงผลผ่านท่าทางต่างๆ เช่น การคว่ำหน้าจอเพื่อปิดเสียงเรียกเข้า, ใช้สามนิ้วลากเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ, ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหูเพื่อรับสาย, แตะสองครั้งที่หน้าจอเพื่อปลุกหน้าจอแสดงผล หรือวาดภาพตัวอักษรเพื่อเปิดแอปพลิเคชันที่กำหนด


สามารถตั้งค่าการกดปุ่ม Power เพื่อเปิดใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ เช่น กดสองครั้งเพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ หรือกดค้างเพื่อเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant เป็นต้น


มาดูที่ความปลอดภัยกันบ้าง OnePlus 8 Pro รองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ ซึ่งสามารถบันทึกลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ


และรองรับสแกนใบหน้า โดยสามารถบันทึกใบหน้าผู้ใช้ได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น


ในส่วนของแบตเตอรี่ สามารถตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ใช้พลังงานได้อย่างสะดวก และสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ Optimized Charging ซึ่งเป็นการเรียนรู้พฤติกรรมการชาร์จแบตเตอรี่ของผู้ใช้งาน เพื่อนำไปปรับแต่งการใช้งานภายในให้เหมาะสม และยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานยิ่งขึ้น


และรองรับการชาร์จแบตเตอรี่ให้แก่อุปกรณ์อื่น ได้แบบไร้สายผ่านฟีเจอร์ Reverse Charge


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Digital Wellbeing สำหรับตรวจสอบปริมาณการใช้งานสมาร์ทโฟนในแต่ละวัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำไปบริหารเวลาการใช้สมาร์ทโฟนได้อย่างเหมาะสม


ฟีเจอร์ Quick Launch สำหรับเปิดแอปพลิเคชันที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วเมื่อปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ โดยวิธีใช้ก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ผู้ใช้แตะนิ้วมือค้างไว้หลังจากปลดล็อกตัวเครื่อง ระบบก็จะแสดงแอปพลิเคชัน หรือคีย์ลัดต่างๆ ให้เราเลือกใช้งานได้อย่างสะดวก


ฟีเจอร์ Parallel Apps สำหรับโคลนแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียให้ทำงานแยกออกจากกัน ส่งผลให้เราสามารถเล่นแอปพลิเคชันได้แบบ 2 แอคเคานท์นั่นเอง


แอปพลิเคชัน App Locker สำหรับล็อกแอปพลิเคชันที่ต้องการ โดยจะมีเพียงผู้ที่ลงทะเบียนลายนิ้วมือ, ใบหน้า รวมถึงผู้ที่รู้รหัสผ่านเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใช้งานได้


OnePlus Switch แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้ย้ายข้อมูลจาก OnePlus เครื่องเก่า หรือสมาร์ทโฟน Android เครื่องอื่นๆ มายัง OnePlus 8 Pro ได้อย่างง่ายดาย


ทางด้านประสิทธิภาพการทำงาน OnePlus 8 Pro มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผลระดับไฮเอนด์อย่าง Qualcomm Snapdragon 865 ประกบคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.0 + Turbo Write ความจุ 128GB และระบบปฏิบัติการ OxygenOS 10.5 ที่มีพื้นฐานมาจากระบบปฏิบัติการ Android OS 10 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด


สำหรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ที่มีอยู่ใน OnePlus 8 Pro จะมีความเร็วกว่าหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4x ที่ใช้บนสมาร์ทโฟนเรือธงทั่วไปประมาณ 30% แต่ประหยัดพลังงานมากกว่าราว 20% ขณะที่หน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ที่มีเทคโนโลยี Turbo Write จะช่วยให้เขียวข้อมูลได้เร็วขึ้นกว่า UFS 3.0 แบบปกติถึง 125% เลยทีเดียว


เมื่อลองนำไปทดสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม ด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่า OnePlus 8 Pro สามารถทำคะแนนได้ทั้งหมด 582642 คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU ด้วยแอปพลิเคชัน GeekBench 5 พบว่า ทำคะแนนแบบ Single-Core ได้ทั้งหมด 909 คะแนน และ Multi-Core ทั้งหมด 3,214 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของกราฟิกด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark พบว่า ทำคะแนนแบบ OpenGL ES 3.1 ได้ทั้งหมด 7,198 คะแนน และทำคะแนนแบบ Vulkan ได้ทั้งหมด 6,629 คะแนน


ลองนำไปเล่นเกม NBA 2K Mobile ที่มีการโหลดทรัพยากรของตัวเกมค่อนข้างเยอะ พร้อมกับปรับกราฟิกอยู่ในระดับสูงสุด ก็พบว่า OnePlus 8 Pro สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด และไม่มีอาการสะสมความร้อนให้พบเจอ



ส่วนการเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงก็ทำได้ ลื่นไหลเช่นเดียวกัน และยังสามารถรับชมได้อย่างเต็มอรรถรสเนื่องจากหน้าจอของ OnePlus 8 Pro รองรับการแสดงผลแบบ HDR10+


ส่วนระบบ GPS ก็ถือว่าจับตำแหน่งได้อย่างรวดเร็ว และมีค่าความคลาดเคลื่อน +- ไม่เกิน 7 เมตร


การใช้งานกล้อง สำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

สำหรับ UI กล้องถ่ายภาพของ OnePlus 8 Pro จะเน้นไปในเรื่องของความสะอาดตา และความง่ายต่อการใช้งาน ด้วยการวางคีย์ลัดสำหรับตั้งค่ากล้องเอาไว้ที่ด้านบน และโหมดการถ่ายภาพต่างๆ เอาไว้ที่ด้านล่าง โดยสามารถปรับการตั้งค่า เวลาถ่ายภาพ, เปิด-ปิดไฟแฟลช และการเปิด-ปิด โหมดการถ่ายภาพเต็มความละเอียด 48 ล้านพิกเซลได้


สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์การถ่ายภาพแบบ Macro โหมดผ่านการแตะที่ไอคอนรูปดอกไม้บริเวณด้านบน


สามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์เพื่อปรับโทนสีของภาพ ถ่ายเป็นแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการใช้ความสามารถของกล้องตัวใหม่อย่าง Color Filter ที่ถูกเพิ่มเข้ามานั่นเอง


สามารถสลับเลนส์กล้องได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ แตะที่ไอคอนรูปต้นไม้บริเวณ Viewfinder ด้านล่าง


มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานอย่างหลาก หลาย เริ่มตั้งแต่ โหมด Portrait ที่ผู้ใช้สามารถสลับระยะการถ่ายภาพได้ทั้งแบบแคบ และแบบกว้าง พร้อมเปิดใช้งานเอฟเฟ็กต์ Beauty ในเวลาเดียวกันได้


โหมด Nightscape 3.0 สำหรับถ่ายภาพในเวลากลางคืนให้มีความสว่างคมชัดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง สามารถใช้งานได้ที่กล้องตัวหลัก และกล้องเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide Angle


โหมด Pro สำหรับตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับกล้องได้เอง ไม่ว่าจะเป็น ISO, White Balance หรือ Speed Shutter รวมทั้งยังสามารถถ่ายภาพไฟล์ RAW ได้จากโหมดนี้อีกด้วย


รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Panorama


รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดระดับ 4K ที่ 60fps และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ 4K Cine ซึ่งเป็นการถ่ายวิดีโอความละเอียดระดับ 4K บนสัดส่วนแบบ 21:9 ช่วยให้ภาพที่ออกมาดูคล้ายกับภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ที่ระดับ 240fps บนความละเอียดระดับ Full HD


มาพร้อมกับระบบกันสั่นแบบ Super Stable และฟังก์ชันการถ่ายวิดีโอแบบ HDR ช่วยให้การถ่ายวิดีโอแบบย้อนแสงสามารถเก็บรายละเอียดได้ดีขึ้นกว่าเดิม


รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse ได้จากกล้องเลนส์ Ultra Wide, กล้องตัวหลัก และกล้อง Telephoto


มาดูที่กล้องหน้ากันบ้าง โดย UI จะจัดเรียงคีย์ลัด และโหมดถ่ายภาพเอาไว้เหมือนกับกล้องหลัง แต่บางฟังก์ชันจะไม่สามารถใช้งานได้ โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าเวลาถ่ายภาพ, การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิดใช้งานเอฟเฟ็กต์ Beauty รวมถึงเปิดใช้งานฟิลเตอร์ได้อย่างหลากหลาย


รองรับการเปิดใช้งานฟิลเตอร์เหมือนกับกล้องหลัง


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Portrait พร้อมสามารถเปิดเอฟเฟ็กต์ Beauty ได้ในเวลาเดียวกัน


รองรับการถ่ายวิดีโอบนความละเอียดระดับ Full HD พร้อมรองรับการเปลี่ยนฟิลเตอร์ขณะถ่ายวิดีโอ


และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียดระดับ 48+48+8+5 ล้านพิกเซล ของ OnePlus 8 Pro

ภาพถ่ายด้วยโหมดปกติ


ภาพถ่ายด้วยฟังก์ชัน Macro


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait




ภาพถ่ายจากโหมด Nightscape 3.0


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ OnePlus 8 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


สรุปผลการทดสอบของ OnePlus 8 Pro

การเปิดตัว OnePlus 8 Pro อาจเรียกได้ว่าเป็นการเติมเต็ม OnePlus 7T Pro ให้สมบูรณ์แบบขึ้นตามคอนเซ็ปต์สมาร์ทโฟนสุดยอดเรือธง หรือ Super Flagship ก็ว่าได้ เพราะครั้งนี้ OnePlus เลือกใส่เทคโนโลยีที่ถือว่าท็อปสุดในปี 2020 มาให้กับรุ่นนี้เกือบทั้งหมด เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแบบ Fluid Display ซึ่งเป็นหน้าจอ AMOLED ที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz ประกอบกับชิปประมวลผลภาพแยกโดยเฉพาะแบบ MEMC ที่ช่วยปรับการแสดงผลให้ลื่นไหลสอดคล้องกับหน้าจอ Refresh Rate ระดับสูง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ค่อนข้างพบได้ยากบนสมาร์ทโฟนเรือธงปัจจุบัน พร้อมรองรับการแสดงผลตามมาตรฐาน HDR10+ รวมถึงคุณภาพของหน้าจอที่ได้รับการการันตีจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบหน้าจอแสดงผล ชั้นนำระดับโลกอย่าง DisplayMate ด้วยคะแนนสูงสุดระดับ A+

ด้านคุณสมบัติพื้นฐานก็จัดอยู่ในระดับไฮเอนด์เช่นเดียวกัน ด้วยชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อปใหม่ล่าสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 865 ที่มีความแรงเกินพอสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติหนักๆ รวมถึงการมาพร้อมกับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB ที่ช่วยให้การเปิดแอปพลิเคชันพร้อมกันเป็นไปอย่างลื่นไหล สามารถสลับใช้งานได้ไม่มีสะดุด พร้อมหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.0 ขนาด 256GB ที่มีเทคโนโลยี Turbo Write ที่ช่วยให้เขียนข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันที่ข้อมูลต่างๆ มีขนาดไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการมีหน่วยความจำที่อ่านไฟล์ หรือเขียนข้อมูลลงเครื่องได้อย่างรวดเร็ว ก็ช่วยลดอาการหน่วง หรือค้างได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 4510 mAh ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานตลอดวัน รวมทั้งยังสามารถเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี Warp Charge 30T กับ Warp Charge 30 Wireless ที่รองรับการชาร์จด้วยกำลังไฟ 30W ทั้งแบบเสียบสาย และแบบไร้สาย


การถ่ายภาพก็ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะ OnePlus 8 Pro เป็นรุ่นแรกของแบรนด์ที่อัปเกรดมาใช้ระบบกล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียดสูงสุดที่ 48 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องย่อยแต่ละตัวที่ถือว่าครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น กล้อง Ultra Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา สำหรับเก็บภาพวิวทิวทัศน์ หรือกล้อง Telephoto สำหรับเก็บภาพที่อยู่ไกลตัวผู้ถ่ายได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งกล้องหลักระดับไฮเอนด์ และกล้อง Color Filter นอกจากนี้ทาง OnePlus ยังมีการปรับปรุงในเรื่องของซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพใหม่ เช่น การถ่ายวิดีโอแบบ HDR (Dynamic Video) ช่วยให้การถ่ายวิดีโอย้อนแสงทำได้ดียิ่งขึ้น หรือ Nightscape 3.0 ที่ช่วยให้การถ่ายภาพกลางคืนมีความคมชัดโดยไม่ต้องตั้งค่าใดๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นจุดเด่นของ OnePlus มาอย่างยาวนาน และยังเป็นจุดเด่นของ OnePlus 8 Pro ด้วย นั่นก็คือ ระบบปฏิบัติการ OxygenOS ที่มีความสะอาดตาเหมือนกับระบบปฏิบัติการ Pure Android แต่ OnePlus มีการปรับแต่งซอฟต์แวร์ใหม่ ใส่ Tweak ต่างๆ เพื่อให้ทำงานได้อย่างลื่นไหลขึ้นไปอีกขั้น อีกทั้ง OxygenOS ยังมีจุดเด่นในเรื่องของการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้แก่ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจได้ว่าผู้ใช้จะไม่พลาดฟีเจอร์ใหม่ๆ

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อก็ไม่เป็นรองใคร ด้วยการรองรับการใช้งานร่วมกับระบบเครือข่ายความเร็วสูงแห่งอนาคตแบบ 5G แต่ก็คงจะต้องรอการอัปเดตซอฟต์แวร์จากทาง OnePlus กันก่อน รวมถึงรองรับการใช้งานร่วมกับเครือข่าย Wi-Fi 6 ที่เป็นมาตรฐานใหม่ด้วยเช่นกัน

และสำหรับการใช้งานด้านความบันเทิงนั้น นอกจากจะตอบโจทย์ได้ดีด้วยหน้าจอแสดงผลที่ยอดเยี่ยมแล้ว เรื่องระบบเสียงก็นับว่าไม่ธรรมดา ด้วยลำโพงแบบคู่ ที่มาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos

ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกใส่ไว้ในตัวเครื่องพรีเมียมสวยหรูโค้งมน ด้วยกระจกหลังแบบ Matte AG ที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดรอยนิ้วมือ และที่สำคัญคือมีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP68 อีกด้วย


สำหรับ OnePlus 8 Pro เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยเอาไว้ที่ 34,990 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สี Glacial Green และสี Ultramarine Blue โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม - 22 พฤษภาคม 2563 ผ่านช่องทางออนไลน์ AIS, Lazada, JD Central, Shopee และ Thisshop ซึ่งผู้ที่สั่งจองในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้รับฟรี Special Box Set (จำนวนจำกัด) และบัตร VIP Card รับประกันจอแตกนาน 1 ปี

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OnePlus ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OnePlus 8 Pro มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ OnePlus 8 Pro

- ดีไซน์ตัวเครื่องกระจกตามแนวคิด CMF (กระจกแบบ Matte AG) ที่มีการเคลือบสารป้องกันรอยนิ้วมือ พร้อมคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
- หน้าจอแสดงผล Fluid AMOLED Display ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ 3168x1440  พิกเซล (Quad HD+) พร้อมค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz, สัดส่วนการแสดงผลแบบ 19.8:9, รองรับการแสดงผลตามมาตรฐาน HDR10+, รองรับการแสดงสีสันได้มากกว่า 1.07 พันล้านสี, รองรับช่วงสีแบบ sRGB, รองรับช่วงสีแบบ Display P3 และความสว่างของหน้าจอสูงสุดที่ระดับ 1,300 nits
- ชิปเซ็ตประมวลผล MEMC (Motion Estimation and Motion Compensation) สำหรับปรับการแสดงผลของคอนเทนต์ให้ลื่นไหลเข้ากับหน้าจอระดับ 120Hz
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 865
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 650
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.0 (2-Lane) ขนาด 256GB พร้อมเทคโนโลยี Turbo Write ช่วยให้เขียนข้อมูลลงตัวเครื่องได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ OxygenOS (พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android 10)

- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Dynamic Quad Camera) ความละเอียด 48+8+48+5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.78+f/2.44+f/2.2+f/2.4 พร้อมฟีเจอร์ Dynamic Video สำหรับถ่ายวิดีโอแบบย้อนแสง, ฟีเจอร์ Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และฟีเจอร์ Nightscape 3.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืนโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง, ไฟแฟลชแบบ Dual LED และระบบโฟกัสภาพแบบ Multi Autofocus (All Pixel Omni-directional PDAF+LAF+CAF) โดยกล้องแต่ละตัวประกอบไปด้วย

> กล้อง Color Filter ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4
> กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 องศาในการรับภาพกวาง 120 องศา พร้อมรองรับการถ่ายภาพมาโครระยะใกล้สุดที่ระดับ 3 เซนติเมตร
> กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.78 เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX689 โครงสร้างแบบ 7 ชิ้นเลนส์ พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS และ EIS
> กล้อง Telephoto (Hybrid Zoom) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.44 รองรับการซูมภาพแบบ Hybrid Zoom 3x พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบเจาะรูบนหน้าจอ ความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX471, รูรับแสงกว้าง f/2.45, เม็ดพิกเซล 1.0 ไมครอน และระบบป้องกันการสั่นแบบ EIS 
- ลำโพงคู่ Stereo Speakers พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- ฟังก์ชัน Parallel Apps สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Fnatic Mode สำหรับรีดประสิทธิภาพการเล่นเกมให้อยู่ในระดับสูงสุด
- แบตเตอรี่ความจุ 4510 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Warp Charge 30T กับ Warp Charge Wireless
- รองรับเทคโนโลยี Reverse Charge สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์เครื่องอื่นแบบไร้สาย
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 5G (ชิปเซ็ต X55), 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ Wi-Fi 6
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย, Beidou ของประเทศจีน และ GALILEO ของสหภาพยุโรป
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (USB 3.1 GEN1)


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OnePlus 8 Pro

- มีราคาวางจำหน่ายที่ค่อนข้างสูง (34,990 บาท) เมื่อเทียบกับ OnePlus รุ่นอื่นๆ แต่ก็ถือว่าเหมาะสมกับคุณสมบัติภายในตัวเครื่อง
- ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card หรือแบบอื่นๆ ได้
- การเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ในประเทศไทย ยังต้องรอการอัปเดตซอฟต์แวร์เพิ่มเติม
- ไม่มีช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
- กล้องถ่ายภาพด้านหน้าไม่มีระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

วันที่ : 18/05/2020