หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 4/12/2563

ทำไมชิปเซ็ต MediaTek Dimensity ซีรีส์ใหม่ ถึงน่าสนใจไม่แพ้ Snapdragon รุ่นท็อป ?

 

สำหรับท่านที่หมั่นติดตามข่าวสารในวงการสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องก็จะทราบดีว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ทางค่าย MediaTek ผู้ผลิตชิปเซ็ตมือถือสมาร์ทโฟน ได้เปิดตัวชิปเซ็ตซีรีส์ใหม่ในชื่อ Dimensity ที่มีจุดเด่นเป็นการรองรับ 5G และประสิทธิภาพในระดับท็อปสุดของค่าย

พร้อมประเดิมรุ่นแรกด้วย MediaTek Dimensity 1000 ในปี 2019 ที่มีความสามารถรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น รองรับการสแตนด์บาย 5G ได้ 2 ซิมการ์ดพร้อมกัน (Dual SIM 5G) เป็นรุ่นแรกของโลก และมีโมเด็ม 5G ในตัว รวมถึงมีผลทดสอบจากแอปชื่อดังอย่าง AnTuTu Benchmark เทียบเท่ากับชิปเซ็ต Snapdragon 855+ เรือธงของทางฝั่ง Qualcomm

ต่อมาในปีนี้ก็มีการเปิดตัวชิปเซ็ตรุ่นอัปเกรดอย่าง Dimensity 1000+ ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพแรงขึ้น และการอัปเกรดฟีเจอร์ต่างๆ โดยได้ผลทดสอบจากทาง AnTuTu สูงกว่า 5 แสนคะแนน ซึ่งมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับชิปเรือธงของทาง Qualcomm อย่าง Snapdragon 865 ด้วยเช่นกัน 

รวมถึงการเปิดตัวชิปเซ็ต 5G ในระดับรองลงมาอย่าง Dimensity 800U ที่มีประสิทธิภาพความแรงสูสีกับ Snapdragon 765G ชิปเซ็ตรุ่นรองเรือธงของทาง Qualcomm ด้วยผลทดสอบสูงกว่าเล็กน้อย จึงกล่าวได้ว่าการเปิดตัวชิปเซ็ตซีรีส์ Dimensity เป็นการท้าชนกับทาง Qualcomm โดยตรง

 

Dimensity 800U vs Snapdragon 765G

เมื่อลองมาพิจารณาถึงโครงสร้างต่างๆ และฟีเจอร์ที่น่าสนใจของชิปเซ็ตทางฝั่ง MediaTek Dimensity กับทาง Snapdragon ก็พบความน่าสนใจในหลายส่วน

เริ่มที่ชิปเซ็ต Dimensity 800U กับ Snapdragon 765G ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm เท่ากัน และเลือกใช้งาน CPU เดียวกัน อย่าง Cortex-A76 กับ Cortex-A55 แต่จะมีโครงสร้างของชิปเซ็ตต่างกัน 

โดย Dimensity จะเป็น 2 Core ใหญ่ แบ่งออกเป็น Cortex-A76 จำนวน 2-แกน สำหรับเน้นการประมวลผล และ Cortex-A55 อีกจำนวน 6-แกน เน้นในการประหยัดพลังงานเป็นหลัก ซึ่งสามารถทำคะแนน Benchmark ได้ถึง 3.3 - 3.4 แสน

ผลทดสอบจาก realme 7 5G ที่มาพร้อมชิป Dimensity 800U

 

ขณะที่ชิปเซ็ต Snapdragon แบ่งออกเป็น 3 Core ได้แก่ Cortex-A76 (Kryo 475) แบบ Prime-Core จำนวน 1-แกน ที่เป็นแกนหลักในการประมวลผล ที่มีหน้าที่ Boost การทำงานด้านต่างๆ พร้อมกับ  Cortex-A76 แบบปกติอีก 1-แกน สำหรับเน้นการประมวลผล และ Cortex-A55 อีกจำนวน 6-แกน เน้นในการประหยัดพลังงาน โดยมีผลทดสอบอยู่ที่ 3 - 3.2 แสน

ผลทดสอบจาก realme X50 5G ที่มาพร้อมชิป Snapdragon 765G

 

ด้านเทคโนโลยีอื่นๆ บนตัวชิปเซ็ต เรียกได้ว่าเทียบเท่ากันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การรองรับ 5G, การรองรับหน้าจอ Refresh Rate ระดับสูง และการบันทึกวิดีโอระดับ 4K ซึ่งจุดหนึ่งที่น่าสนใจบนชิปเซ็ต Dimensity ก็คือรองรับ 5G ได้ทั้ง 2 ซิมการ์ด (Dual SIM 5G) 

 

Dimensity 1000+ vs Snapdragon 865

สำหรับชิปเซ็ตในระดับท็อปของค่ายอย่าง Dimensity 1000+ และ Snapdragon 865 ก็ใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm เท่ากัน รวมถึงใช้ CPU ตัวเดียวกัน ได้แก่ Cortex-A77 และ Cortex-A55 

Dimensity 1000+ มาพร้อมโครงสร้าง 2 Core ใหญ่เช่นเดิม ประกอบด้วย Cortex-A77 จำนวน 2-แกน สำหรับเน้นการประมวลผล และ Cortex-A55 อีกจำนวน 6-แกน เน้นในการประหยัดพลังงาน 

ส่วนทาง Snapdragon 865 แบ่งออกเป็น 3 Core ได้แก่ Cortex-A77 (Kryo 585) แบบ Prime-Core จำนวน 1-แกน ที่เป็นแกนหลักในการประมวลผล ที่มีหน้าที่ Boost การทำงานด้านต่างๆ พร้อมกับ  Cortex-A77 แบบปกติอีก 1-แกน สำหรับเน้นการประมวลผล และ Cortex-A55 อีกจำนวน 6-แกน เน้นในการประหยัดพลังงาน

สำหรับผลการทดสอบจากแอป AnTuTu เผยให้เห็นว่า Snapdragon 865 จะอยู่ที่ราว 5.7 - 6.1 แสนคะแนน ขณะที่ Dimensity 1000+ จะอยู่ที่ราว 5.1 - 5.3 แสน

อ้างอิง : Weibo

 

อ้างอิง : AnTuTu

 

แม้ว่าผลทดสอบของ Dimensity 1000+ อาจดูน้อยกว่าทาง Snapdragon 865 แต่ฟีเจอร์อื่นๆ ที่มาพร้อมกับตัวชิปเซ็ตนั้นมีความสนใจไม่แพ้ทาง Qualcomm ไม่ว่าจะเป็น การรองรับ 5G ได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ดแบบ Dual SIM 5G, การถ่ายภาพ / บันทึกวิดีโอความละเอียดสูง, รองรับหน้าจอ Refresh Rate ระดับสูง โดยชิป Dimensity 1000+ รองรับสูงสุดที่ระดับ 144Hz เลยทีเดียว, เทคโนโลยี AI ที่ชาญฉลาด และหน่วยประมวลผลกราฟิกที่แสดงผลภาพได้ดียิ่งขึ้น

 

ชิปเซ็ต Dimensity สู้กับ Snapdragon ได้หรือไม่ ?

 

จากการเปรียบเทียบชิปเซ็ตรุ่นที่น่าสนใจของทั้งสองค่าย จะเห็นได้ว่าสำหรับชิปรุ่นท็อป ทางฝั่ง Snapdragon 865 ดูจะมีประสิทธิภาพที่แรงกว่า หากพิจารณาจากคะแนน AnTuTu แต่การเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่อง การจะดูแต่ตัวเลขผลทดสอบอาจจะไม่เพียงพอ และตัวเลขไม่ได้บ่งบอกถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของสมาร์ทโฟนเสมอไป อีกทั้งยังฟีเจอร์อื่นๆ ก็ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น RAM, เวอร์ชันของระบบปฏิบัติการ, หน้าจอ, ความจุแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีชาร์จเร็ว รวมถึงกล้องถ่ายภาพ ทางด้าน ราคา ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อเป็นอันดับต้นๆ 

 

เรามาลองพิจารณาถึงราคาสมาร์ทโฟนเรือธงที่ใช้งานชิปเซ็ต Snapdragon 865 กันก่อน โดยมีตัวอย่างรุ่นที่น่าสนใจดังนี้

  • Samsung Galaxy S20 FE 5G : 23,900 บาท
  • OnePlus 8T 5G : 24,990 บาท
  • realme X50 Pro 5G : 28,990 บาท
  • Sony Xperia 5 II : 28,990 บาท

 

สำหรับสมาร์ทโฟนระดับท็อปที่มาพร้อมกับชิปเซ็ต Dimensity 1000+ มีรุ่นที่น่าสนใจมีดังนี้

  • realme X7 Pro : เริ่มต้น 2,199 หยวน (ประมาณ 10,000 บาท)
  • Redmi K30  Ultra : เริ่มต้น 1,999 หยวน (ประมาณ 9,200 บาท)
  • iQOO Z1 : เริ่มต้นประมาณ 2,198 หยวน (ประมาณ 10,000 บาท)

 

จากข้อมูลราคาเปิดตัวข้างต้นจะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนชิปเซ็ต Dimensity 1000+ มีราคาย่อมเยากว่ารุ่นที่ใช้งาน Snapdragon 865 อยู่พอสมควรเลยทีเดียว จึงถือเป็นจุดที่น่าสนใจหากท่านกำลังมองหาสมาร์ทโฟนสเปกแรงในราคาเอื้อมถึงได้ 

แต่อย่างไรก็ดีสมาร์ทโฟนชิป Dimensity 1000+ ทุกรุ่นวางจำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น และยังไม่มีข้อมูลว่าจะเริ่มมีการนำเข้ามาวางขายในบ้านเราช่วงใด ซึ่งรุ่นที่ดูมีความเป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็น realme X7 Pro ที่ผ่านการรับรองจากทาง กสทช. มาสักพักใหญ่แล้ว ซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันค่ะว่าจะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้หรือไม่

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 4/12/2563