ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 07/10/2021

 

รีวิว vivo X70 5G | X70 Pro 5G เรือธงกล้อง ZEISS อัปเกรดใหม่ แบตใหญ่ขึ้นชาร์จไวกว่า มากับชิปตัวท็อป และจอสวยลื่น บนบอดี้สุดพรีเมียม ในราคาเอื้อมถึง
 

7 ตุลาคม 2021 - ก่อนหน้านี้แบรนด์ vivo ก็ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งานสายถ่ายภาพมาแล้วด้วย vivo X60 Pro 5G ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่จับมือร่วมกันพัฒนากล้องถ่ายภาพกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง ZEISS และล่าสุดก็ได้ทำการพัฒนาต่อยอดให้ดีเยี่ยมขึ้นไปอีกขั้นด้วยเรือธงตระกูล X Series ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในบ้านเราไปวันนี้อย่าง vivo X70 Series 5G ที่ในครั้งนี้มาพร้อมกัน 2 รุ่น ได้แก่ vivo X70 5G และ vivo X70 Pro 5G โดยชูโรงในด้านการถ่ายภาพด้วยกล้องไฮเอนด์ที่เกิดจากความร่วมมือกับทาง ZEISS ภายใต้สโลแกน Photography. Redefined.

vivo X70 5G | X70 Pro 5G มีจุดเด่นที่กล้องถ่ายภาพซึ่งพัฒนาร่วมกับ ZEISS ที่อัปเกรดขึ้นจากเดิมในหลายด้าน พร้อมเทคโนโลยีการเคลือบเลนส์แบบ ZEISS T* Coating ที่ช่วยลดแสงสะท้อนขณะถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้เป็นอย่างดี โดยมีกล้องตัวหลักที่ใช้เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766V ซึ่งมากับเทคโนโลยีกันสั่นแบบ Gimbal Stabilization 3.0 พร้อมกล้อง Ultra-Wide และกล้อง Portrait ที่ใช้เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX663 ซึ่งในรุ่น X70 Pro จะมีกล้องตัวที่สี่แบบ Periscope Telephoto ที่รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS และสามารถซูมภาพแบบ Optical ได้ไกล 5 เท่า และแบบ Digital ได้ไกลถึง 60 เท่า ซึ่งรองรับโหมด Pure Night View ที่มากับอัลกอริธึมใหม่ จึงสามารถถ่ายภาพเวลากลางคืนได้สว่างคมชัดมากขึ้น และ Super Portrait ที่คงเอกลักษณ์เลนส์ ZEISS อย่าง Biotar, Sonnar, Planar และ Distagon ไว้ครบครัน ไปจนถึงระบบกันสั่นสำหรับถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะแบบ VIS 5-Axis Ultra Stable Video

vivo X70 5G | X70 Pro 5G ประมวลผลด้วยชิปเซ็ตระดับท็อปของค่าย MediaTek อย่าง Dimensity 1200 บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 6 nm พร้อมรองรับเครือข่าย 5G กับ Wi-Fi 6 รวมทั้งจับคู่กับ RAM ขนาด 8 GB และ 12 GB ตามลำดับ + เทคโนโลยี Extended RAM 2.0 ที่สามารถขยาย RAM เพิ่มได้อีก 4GB และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 44W vivo FlashCharge บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ถูกครอบทับด้วย Funtouch OS 12 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด

 

สำหรับ vivo X70 5G มากับหน้าจอ AMOLED แบบแบนขนาด 6.56 นิ้ว ส่วนรุ่น X70 Pro 5G จะพรีเมียมกว่าด้วยหน้าจอขอบโค้ง 2 ด้านแบบ 3D Curved Display (E5 AMOLED) ขนาด 6.56 นิ้ว โดยมีความละเอียดเท่ากันที่ระดับ Full HD+ พร้อมรองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 120Hz ที่ช่วยให้การใช้งานลื่นไหลกว่าเดิม โดยมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังไว้ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) และมีฝาหลังดีไซน์หรูแบบ Fluorite AG ใหม่ล่าสุด ที่ให้ผิวสัมผัสแบบด้าน และป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือ

เรียกได้ว่า vivo X70 | X70 Pro 5G มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่หลายด้าน ทั้งการดีไซน์ตัวเครื่องระดับพรีเมียม พร้อมฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม และกล้องถ่ายภาพเทียบชั้นกล้องโปร กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 21,999 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเพียงใด ไปรับชมรีวิว vivo X70 5G | X70 Pro 5G พร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

vivo X70 Series  5G ทั้งสองรุ่นใหม่นี้มาในแพ็กเกจเดียวกัน ด้วยกล่องสีดำด้าน พร้อมระบุชื่อรุ่นไว้ตรงกลาง ที่มีลูกเล่นเป็นตัวอักษรสะท้อนแสง


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 44W vivo FlashCharge (11V/4A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, เคสใส, หูฟัง, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งาน


ภาพตัวอย่างการสวมใส่เคสใสที่แถมมาให้ภายในแพ็กเกจ


vivo X70 5G มาพร้อมหน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.56 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.8:9 ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2376 พิกเซล : 397 ppi) พร้อมพื้นที่การแสดงผล 92.76%, รองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 120Hz และครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ 2.5D บนตัวเครื่องขนาด 160.10x75.39x7.55 มิลลิเมตร โดยตัวเครื่องสีดำ Cosmic Black มีน้ำหนัก 181 กรัม ส่วนสีไล่เฉด Aurora Dawn หนัก 182 กรัม


สำหรับ vivo X70 Pro มีหน้าจอลงขอบโค้งทั้ง 2 ด้านแบบ 3D Curved Display (E5 AMOLED) ขนาด 6.56 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.8:9 ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2376 พิกเซล : 397 ppi) พร้อมรองรับค่า Refresh Rate สูงสุด 120Hz ผสานค่า Touch Sampling Rate ระดับ 240Hz และรองรับการแสดงคอนเทนต์แบบ HDR10+ พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐาน SGS Eye Care และ SGS Seamless ที่ช่วยให้แสดงผลได้อย่างคมชัด และถนอมสายตาในตัว โดยตัวเครื่องสีดำ Cosmic Black มีขนาด 158.30x73.21x7.99 มิลลิเมตร กับน้ำหนัก 183 กรัม ส่วนสีไล่เฉด Aurora Dawn มีขนาด 158.30x73.21x8.08 มิลลิเมตร กับน้ำหนัก 184 กรัม


เปรียบเทียบดีไซน์หน้าจอระหว่าง vivo X70 5G และ X70 Pro 5G


ที่ด้านบนหน้าจอมีการเจาะรูกล้องหน้าความละเอียดเท่ากันที่ 32 ล้านพิกเซล (f2.45) เหนือขึ้นไปเป็นลำโพงสำหรับสนทนา พร้อมติดตั้งเซนเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซนเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม


ด้านหน้าส่วนล่างประกอบด้วยปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่มย้อนกลับ, ปุ่มโฮม และปุ่ม Recent Apps หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


และมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังไว้ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)


ที่ด้านบนของตัวเครื่อง vivo X70 5G | X70 Pro 5G มีข้อความ Professional Photography ที่สื่อถึงความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพ พร้อม IR Blaster สำหรับใช้งานแทนรีโมตคอนโทรล โดยจะเห็นเส้นเสาสัญญาณทั้ง 2 ด้านในรุ่น X70 Pro


ที่ด้านล่างประกอบด้วยลำโพงเสียงตัวหลัก, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และช่องสำหรับถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Dual-Slot โดยไม่มีช่องสำหรับใส่ microSD Card และไม่มีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรทั้งสองรุ่น โดย X70 Pro จะมีเส้นสัญญาณที่ใกล้กับลำโพง 1 เส้น


ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีช่อง หรือปุ่มสั่งการใด ๆ โดย X70 Pro จะมีเส้นสัญญาณอยู่ 1 เส้น


ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง พร้อมปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ และเปิด-ปิด เครื่อง โดย X70 Pro จะมีเส้นสัญญาณอยู่ 2 เส้น


vivo X70 5G | X70 Pro 5G มีฝาหลังดีไซน์พรีเมียมแบบ Fluorite AG ใหม่ล่าสุด ที่เป็นผิวสัมผัสแบบด้าน พร้อมป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี


โดยรุ่น vivo X70 5G ที่นำมารีวิวในวันนี้เป็นสีดำ Cosmic Black ที่ได้แรงบันดาลใจจากความกว้างใหญ่ของจักรวาล ที่มีดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน


สำหรับ vivo X70 Pro 5G จะเป็นสีไล่เฉด Aurora Dawn ที่ได้แรงบันดาลใจจากแสงออโรร่าบนท้องฟ้าในเวลาเช้า


vivo X70 5G | X70 Pro 5G มาพร้อมกล้องถ่ายภาพที่เกิดจากความร่วมมือกับทาง ZEISS (vivo ZEISS Co-Engineered Imaging System) พร้อมเลนส์ถ่ายภาพจาก ZEISS รวมทั้งเลือกใช้กระจกครอบเลนส์ Xensation จาก SCHOTT ที่ทำมาจาก Lithium Alumino-Silicate (LAS) Glass ซึ่งทนต่อการตกกระแทกจากความสูงมากกว่ากระจก Alumino-Silicate Glass ที่ใช้กันทั่วไป 6 เท่า พร้อมเคลือบเลนส์แบบ ZEISS T* Coating ที่ช่วยลดแสงสะท้อน โดยตัวเครื่องจะนูนออกมาจากตัวเครื่องอย่างเห็นได้ชัด


โดยรุ่น vivo X70 5G มีชุดกล้องหลัง ZEISS 3 ตัว (Triple Camera) ที่จัดวางในรูปแบบ Cloud Valley ใหม่ล่าสุด แบ่งออกเป็น

- กล้อง Wide ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766V, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน (หรือ 2.0 ไมครอนแบบ 4-in-1 Pixel), รูรับแสงขนาด f1.89, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 7 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, ทางยาวโฟกัส 16 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 116 องศา) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX663 ขนาด 1/2.93 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.98, ทางยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 2X Optical Zoom และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF


สำหรับ vivo X70 Pro 5G มีชุดกล้องหลัง ZEISS 4 ตัว (Quad Camera) ที่จัดวางในรูปแบบ Cloud Valley ใหม่ล่าสุดเช่นเดียวกัน พร้อมชิป V1 สำหรับประมวลภาพ (ISP) ที่ทาง vivo พัฒนาขึ้นเองเป็นรุ่นแรก ซึ่งกล้องทั้ง 4 ตัวประกอบไปด้วย

- กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766V ขนาด 1/1.56 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน (หรือ 2.0 ไมครอนแบบ 4-in-1 Pixel), รูรับแสงขนาด f1.75, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF+Laser AF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 7 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, ทางยาวโฟกัส 16 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 116 องศา) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX663 ขนาด 1/2.93 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.98, ทางยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 2X Optical Zoom และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้อง Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f3.4, ทางยาวโฟกัส 125 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 5X Optical Zoom กับ 60X Super Zoom, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่าง ๆ

vivo X70 5G | X70 Pro 5G ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย Funtouch OS 12 เวอร์ชันล่าสุด ที่มี User Interface รูปแบบใหม่ โดยยังคงเน้นความมินิมอล เรียบหรู สบายตา และใช้งานง่าย โดยมี RAM ขนาด 8GB และ 12GB ตามลำดับ พร้อมเทคโนโลยี Extended RAM 2.0 ที่สามารถขยาย RAM เพิ่มได้อีก 4GB และมี ROM ความจุตัวเครื่อง 128GB และ 256GB ตามลำดับ โดยไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกได้


และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ในประเทศไทย


เมื่อกดค้างที่หน้าจอจะเป็นการเข้าสู่เมนูการ ปรับแต่งหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมตั้งค่า Home, Widgets และเปลี่ยน Wallpaper ได้


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Notification Center ซึ่งเป็นหน้ารวมสำหรับการแสดงแจ้งเตือนต่าง ๆ และเมื่อปัดลงอีกหนึ่งครั้งจะเป็นการขยายหน้าจอ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชัน ต่าง ๆ


โดยผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งตำแหน่งของคีย์ลัด เองได้ด้วย


พร้อมหน้า Jovi Home ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่มีเมนู Shortcut ทางลัดสำหรับเข้าถึงการเคลียร์พื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ , Suggestions คำแนะนำช่วยเตือนความจำอันชาญฉลาดเกี่ยวกับสภาพอากาศ การเดินทาง และการพักผ่อนในแต่ละวัน, My Services ช่วยจัดสรรกิจกรรมให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แจ้งเตือนการดื่มน้ำ, รายงานสภาพอากาศ และแจ้งเตือนรายการบันเทิงใหม่ ๆ


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Google Discover หน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ โดยอ้างอิงจากการค้นหาของผู้ใช้


vivo X70 5G | X70 Pro 5G สามารถปรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอได้อย่างหลากหลาย ได้แก่ การปรับความสว่างแบบอัตโนมัติ พร้อมโหมด Eye Protection รวมถึงการปรับโทนสีได้ 3 รูปแบบ และอุณหภูมิสีของหน้าจอ


พร้อม Dark theme ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ


และสามารถปรับค่า Refresh Rate ได้สูงสุดที่ระดับ 120Hz โดยจะช่วยให้การใช้งานต่าง ๆ ลื่นไหลกว่าเดิม


รองรับฟังก์ชัน Always On Display สำหรับแสดงเวลา วันที่ และการแจ้งเตือนในต Lockscreen ได้ พร้อมเลือกรูปแบบนาฬิกาได้หลากหลายสไตล์


สามารถเลือกใช้งานปุ่ม Navigation Buttons ที่สามารถปรับตามความถนัดของผู้ใช้


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Navigation Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ vivo X70 5G | X70 Pro 5G มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ฝังอยู่ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และระบบการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Wake) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถลงทะเบียนได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น


vivo X70 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4400 mAh ส่วน X70 Pro 5G มีแบตเตอรี่ความจุ 4450 mAh พร้อมโหมดประหยัดพลังงานแบบ Battery Saver ที่เมื่อเปิดใช้งานสัญลักษณ์แบตเตอรี่จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พร้อมสัญลักษณ์ + ที่ด้านใน พร้อมปรับการแสดงผลให้เป็น Dark theme และใช้งานอินเทอร์เน็ต 4G+


และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 44W Vivo FlashCharge ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้เร็วยิ่งขึ้น โดยสามารถชาร์จจากระดับ 0-60% ในเวลา 30 นาที


สามารถเปลี่ยนรูปแบบ Animation ได้ที่ Dynamic effect ไม่ว่าจะเป็น ไฟวิ่งรอบจอเมื่อมีสายเรียกเข้า, การเข้าสู่หน้า Home, การสแกนใบหน้า และการชาร์จ


รองรับฟังก์ชัน App Clone สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook, Line และ Instagram จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


สามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้


และมีฟังก์ชัน Screen-Split ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อม ๆ กัน โดยรองรับทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน


vivo x70 5G | X70 Pro 5G ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Ultra Game Mode ซึ่งเป็นโหมดพิเศษที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ พร้อมรองรับระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ป้องกันปัญหาเฟรมเรตตกระหว่างเล่นเกมได้ดีขึ้น และฟังก์ชัน 4D Game Vibration ในการสั่นตามเหตุการณ์ในเกมด้วยมอเตอร์แบบ Linear Motor ที่ติดตั้งภายในตัวเครื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการเล่นเกมอีกด้วย


รวมถึงมี Performance Mode สำหรับเร่งประสิทธิภาพให้อยู่ในขั้นสูงสุด เพื่อการเล่นเกมอย่างลื่นไหล พร้อมฟีเจอร์ป้องกันการโดนขัดจังหวะขณะเล่นเกม โดยการโชว์เบอร์โทรสายเรียกเข้าในรูปแบบ Pop-up ทำให้เกมไม่ถูกสลับไปยังหน้ารับสายสนทนา


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง vivo X70 5G | X70 Pro 5G นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor รวมถึง IR Blaster สำหรับใช้งานตัวเครื่องแทนรีโมตต่าง ๆ


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย ซึ่งคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศ ณ ตอนนั้น


vivo X70 5G มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 1200 บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 6nm แบบ 8-แกน (Octa-Core) มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 3.0 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G77 MC9, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB + เทคโนโลยี Extended RAM 2.0 อีก 4GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB


สำหรับ vivo X70 Pro 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 1200 เช่นเดียวกัน จับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 12GB + เทคโนโลยี Extended RAM 2.0 อีก 4GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 256GB โดยทั้งสองรุ่นทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย Funtouch OS 12 เวอร์ชันล่าสุด


และ vivo X70 5G | X70 Pro 5G รองรับเทคโนโลยี Multi-Turbo 5.0 สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่าง ๆ ของตัวเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น CPU, กราฟิก และการเล่นเกม, การเชื่อมต่อเครือข่าย และการจัดการความร้อน


vivo X70 Pro 5G มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 697,327 คะแนน และจากทาง Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 878 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 2,948 คะแนน


สำหรับ vivo X70 5G มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 692,538 คะแนน และจากทาง Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 878คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 2,861 คะแนน


vivo X70 Pro 5G มีผลทดสอบการประมวลผลด้านกราฟิกจากแอปพลิเคชัน 3DMark แบบ OpenGL ES 3.0 อยู่ที่ 7,494 คะแนน


ด้านรุ่น vivo X70 5G มีผลทดสอบการประมวลผลด้านกราฟิกจากแอปพลิเคชัน 3DMark แบบ OpenGL ES 3.0 อยู่ที่ 7,466 คะแนน


vivo X70 5G | X70 Pro 5G รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile, Marvel Future Fight, A3 : Still Alive และ Cookie Run : Kingdom ก็พบว่า vivo X70 Pro 5G นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี มีความลื่นไหลกับกราฟิกในระดับสูง (60 fps) ด้วยการรองรับค่า Refresh Rate ในระดับสูงสุดที่ 120Hz โดยไม่มีการหน่วง หรือกระตุกให้ได้เห็น แต่มีการสะสมความร้อนในระดับหนึ่งเมื่อเล่นเกมติดต่อกันเป็นเวลานาน

และสามารถเล่นได้ยาวนานต่อเนื่องด้วยแบตเตอรี่ ความจุ 4450 mAh อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 44W Vivo FlashCharge ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้เร็วยิ่งขึ้น แต่ก็มีการสะสมความร้อนให้ได้เห็นบ้างเมื่อใช้งานเวลานาน หรือใช้งานขณะชาร์จ


vivo X70 Pro 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล E5 AMOED ขนาด 6.56 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2376 พิกเซล : 397 ppi) มีสัดส่วนการแสดงผล 92.76% ในอัตราส่วนแบบ 19.8:9 จึงสามารถรับชมคอนเทนท์ต่าง ๆ ที่ความละเอียด Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ รวมถึงรองรับคอนเทนต์แบบ HDR10+ พร้อมฟังก์ชันลดแสงสีฟ้าที่ผ่านมาตรฐาน SGS Eye Care และ SGS Seamless ที่ช่วยให้แสดงผลได้อย่างคมชัด และถนอมสายตาในตัว


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

สำหรับ vivo X70 5G และ X70 Pro 5G ใช้กล้องชุดเดียวกัน แตกต่างที่รุ่น Pro จะมีกล้อง Periscope Telephoto เพิ่มเข้ามา ซึ่งทางทีมงานจะขอเน้นไปที่รุ่น vivo X70 Pro 5G ที่มาพร้อมระบบกล้องหลัง 4 ตัว (ZEISS Quad Camera) โดยแบ่งออกเป็น

- กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766V ขนาด 1/1.56 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน (หรือ 2.0 ไมครอนแบบ 4-in-1 Pixel), รูรับแสงขนาด f1.75, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF+Laser AF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 7 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, ทางยาวโฟกัส 16 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 116 องศา) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX663 ขนาด 1/2.93 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.98, ทางยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 2X Optical Zoom และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้อง Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f3.4, ทางยาวโฟกัส 125 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 5X Optical Zoom กับ 60X Super Zoom, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน ซึ่งรองรับฟังก์ชันพื้นฐานครบครัน โดยรองรับโหมด HDR, ฟังก์ชัน AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนต่างๆ และโหมด Super Macro สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้ โดยรองรับการถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide (0.6x) ไปจนถึงการซูมไกลสุดที่ 60 เท่า (60x) ด้วยกล้อง Periscope Telephoto


รองรับการถ่ายภาพบุคคล Portrait Bokeh ที่รองรับการถ่ายในเวลากลางคืน (HDR Super Night Portrait) และสามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ระหว่าง f0.95-f16 (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ f2.0) รวมถึงปรับรูปแบบ Bokeh ได้ 5 แบบ ได้แก่ ปกติ, Heart, Star, Butterfly และ Cherry Blossom


มีโหมด Face Beauty ปรับให้ผิวเนียนสวยเป็นธรรมชาติ รวมถึงปรับโครงสร้างส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าได้อย่างอิสระ


และโหมด Style ในการปรับโทนสีของการถ่าย Portrait โดยประกอบไปด้วย ลูกเล่นคลาสสิกของ ZEISS อย่าง Biotar, Sonnar, Planar และ Distagon รวมถึงโทนสีอื่น ๆ ให้ได้เลือกถ่ายอีกมากมาย


รวมถึงโหมด Pure Night view สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนที่มากับเทคโนโลยี Real-Time Extreme Night Vision จึงทำให้องค์ประกอบของภาพมีความสว่างมากขึ้น และคมชัด ที่รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide (0.6x)


พร้อมโหมด Tripod เพื่อเก็บแสงให้มากขึ้น และแบบ Panorama รวมถึงโหมดถ่ายดวงจันทร์ (Supermoon) กับดวงดาว (Astro) ซึ่งสองโหมดนี้เหมาะกับการถ่ายท้องฟ้าในคืนที่ปลอดโปร่ง


พร้อมด้วย Night Style ฟิลเตอร์สำหรับปรับโทนสีของภาพให้มีความน่าสนใจมากขึ้นทั้งหมด 9 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่

- Black & Gold - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีดำ และสีทอง
- Cyberpunk - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีม่วง และน้ำเงิน คล้ายกับโลกอนาคต
- Dreamy Spotlight - ถ่ายภาพบรรยากาศฟุ้ง ๆ ราวกับในความฝัน
- Textured Black & White - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีขาว-ดำ
- Blue Ice - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีน้ำเงินเย็น
- Green Orange - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีเขียว และส้ม
- Dark Red - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีแดงเข้ม
- Blue Orange - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีน้ำเงิน และสีส้ม
- Silver Orange - ถ่ายภาพโดยเน้นโทนสีเงิน และสีส้ม


vivo X70 Pro 5G มาพร้อมกับ โหมด Pro ที่มีรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด โดยรองรับการถ่ายภาพไฟล์ RAW HDR 3.0 ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลภาพได้มากกว่าเดิม ตอบโจทย์การนำไปปรับแต่งในโปรแกรมต่างๆ อย่างเช่น Lightroom โดยไม่สูญเสียคุณภาพไฟล์


โดย vivo X70 Pro 5G รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD (60 fps) พร้อมเทคโนโลยีกันสั่นแบบ VIS 5-Axis Ultra Stable Video ที่นำระบบ EIS แบบ 5 แกน มาช่วยป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวจากทุกทิศทาง โดยสามารถปรับการทำงานได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Standard Stabilization และ Ultra Stable


พร้อมฟังก์ชันถ่ายวิดีโอ Bokeh แบบ real-time ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ระหว่าง f16-f1.0


โหมด Face Beauty ปรับผิวให้เนียนสวย (รองรับที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p 30fps)


รวมถึง Super Night Video สำหรับถ่ายวิดีโอในเวลากลางคืน ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยกล้อง Gimbal แบบ Ultra-Sensing ผสานอัลกอริธึมขึ้นสูงเพื่อให้ได้ภาพวิดีโอสว่าง และชัดเจนในที่แสงน้อย


นอกจากนี้ยังมี Pro Cinematic Mode โหมดสำหรับการถ่ายวิดีโอสำหรับสร้างภาพยนตร์บนมือถือ ด้วยฟังก์ชันต่าง ๆ ครบครัน และจะปรับสัดส่วนของภาพเป็น 16:9


ทางด้านกล้องหน้า vivo X70 5G | X70 Pro 5G มีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล (f2.45)


รองรับโหมดยอดนิยมอย่าง Portrait Bokeh ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ระหว่าง f0.95-f16


มีโหมด Face Beauty ปรับให้ผิวเนียนสวยเป็นธรรมชาติ รวมถึงปรับโครงสร้างส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าได้อย่างอิสระ


และโหมด Style ในการปรับโทนสีของการถ่าย Portrait


รวมถึงโหมด Night สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่ในเวลากลางคืน ที่สามารถทำงานร่วมกับ Face Beauty ในการปรับผิวเนียน


โดยรองรับการบันทึกวิดีโอด้วยกล้องหน้าความ ละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p (30 fps)


พร้อมฟังก์ชันถ่ายวิดีโอ Bokeh แบบ real-time ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ระหว่าง f16-f1.0


โหมด Face Beauty ปรับผิวให้เนียนสวย (รองรับที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p 30fps)


โหมด Style ในการปรับโทนสีของวิดีโอ


รวมถึง Super Night Video สำหรับถ่ายวิดีโอเซลฟี่ในเวลากลางคืน


นอกจากนี้ยังมี Pro Cinematic Mode โหมดสำหรับการถ่ายวิดีโอสำหรับสร้างภาพยนตร์บนมือถือเหมือนกล้องหลังด้วยเช่นกัน


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (ZEISS Quad Camera) ความละเอียด 50+12+12+8 ล้านพิกเซล ของ vivo X70 Pro 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh แบบ Heart


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh แบบ Biotar


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh แบบ Sonnar


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh แบบ Planar


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh แบบ Distagon


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait Bokeh แบบ HDR Super Night ในที่แสงน้อย


ภาพถ่ายจากโหมด Super Macro


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด Pure Night view


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด Pure Night view มุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด Pure Night view แบบ Panorama


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด Pure Night view พร้อมฟิลเตอร์แบบต่าง ๆ


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด Pure Night view



ตัวอย่างวิดีโอเปรียบเทียบระบบป้องกันภาพสั่น ไหวแบบ VIS 5-Axis Video Stabilization บน vivo X70 Pro


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลของ vivo X70 Pro 5G

ภาพถ่ายเซลฟี่ในโหมดปกติ


ภาพถ่ายเซลฟี่ในโหมด Face Beauty แบบ Natural


ภาพถ่ายเซลฟี่ในโหมด Portrait Bokeh


ภาพถ่ายเซลฟี่ในโหมด Portrait Bokeh พร้อมเลือก Style แบบ Tokyo Style


สรุปผลการทดสอบของ vivo X70 5G | X70 Pro 5G

จากที่มีโอกาสได้ใช้งาน vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นใหม่นี้มาได้ระยะหนึ่งก็กล่าวได้ว่า vivo X70 5G กับ X70 Pro 5G เป็นการต่อยอดความสามารถด้านการถ่ายภาพ และวิดีโอให้สมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกขั้น จากการพัฒนาร่วมกับทาง ZEISS พร้อมใช้ชิป V1 หน่วยประมวลผลภาพ (ISP) ที่ทาง vivo พัฒนาขึ้นเองในรุ่น X70 Pro 5G ซึ่งถือเป็นมือถือที่มีฟีเจอร์เทียบชั้นกล้องโปร และสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย

สำหรับฟีเจอร์การถ่ายภาพที่ทั้งสองรุ่นมีเหมือนกันได้แก่ โหมด Portrait Bokeh ที่สามารถปรับระดับความเบลอ หรือค่ารูรับแสงได้ (f16-f0.95) พร้อมเปลี่ยนรูปแบบ Bokeh รวมถึงลูกเล่นคลาสสิกของ ZEISS อย่าง Biotar, Sonnar, Planar และ Distagon ก็มีมาให้แบบครบครัน, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Pure Night view สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนที่มากับเทคโนโลยี Real-Time Extreme Night Vision จึงทำให้องค์ประกอบของภาพมีความสว่างมากขึ้น และคมชัด พร้อมด้วย Night Style ฟิลเตอร์สำหรับปรับโทนสีของภาพให้มีความน่าสนใจมากขึ้นทั้งหมด 9 รูปแบบ, โหมดถ่ายดวงจันทร์ (Supermoon) และดวงดาว (Astro), รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K UHD (60 fps) พร้อมเทคโนโลยีกันสั่นแบบ VIS 5-Axis Ultra Stable Video, โหมด Super Night Video สำหรับถ่ายวิดีโอในเวลากลางคืน ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยกล้อง Gimbal แบบ Ultra-Sensing และ Pro Cinematic Mode โหมดสำหรับการถ่ายวิดีโอสำหรับ สร้างภาพยนตร์บนมือถือ โดยรุ่น vivo X70 Pro 5G จะไฮเอนด์ไปอีกขั้นด้วยกล้องตัวที่ 4 แบบ Periscope Telephoto ที่รองรับการซูมแบบ 5X Optical Zoom และซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60X Super Zoom) รวมถึงมีกล้องตัวหลักความละเอียดสูงถึง 50 ล้านพิกเซล

 

vivo X70 5G | X70 Pro 5G มากับคุณสมบัติภายในระดับไฮเอนด์ด้วยชิปเซ็ตระดับท็อปอย่าง MediaTek Dimensity 1200 มีความเร็วในการประมวลผล 3.0GHz ที่ผลิตบนเทคโนโลยีระดับ 6 nm พร้อมเทคโนโลยี Multi-Turbo 5.0 สำหรับ เร่งการประมวลผลด้านต่าง ๆ ของตัวเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นซีพียู, กราฟิก และการเล่นเกม, การเชื่อมต่อเครือข่าย และการจัดการความร้อน โดยทำงานร่วมกับ RAM ขนาด 8 GB และ 12 GB ตามลำดับ บวกกับเทคโนโลยี Extended RAM 2.0 ที่สามารถขยาย RAM เพิ่มได้อีก 4GB จากพื้นที่ ROM จึงสามารถใช้งานแบบ Multi-Task รวมถึงเล่นเกมที่เน้นกราฟิก 3 มิติในระดับสูงได้อย่างลื่นไหล และมี ROM ขนาด 128 GB กับ 256 GB ตามลำดับ อย่างไรก็ดีทั้ง 2 รุ่นนี้ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยการ์ดแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ ได้ แต่ก็ถือว่าสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ เหมาะสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน นอกจากนี้ก็ยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4400 mAh และ 4450 mAh ที่สามารถใช้งานได้้ยาวนาน พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 44W vivo FlashCharge ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี เพียง 30 นาทีก็สามารถชาร์จได้ถึงระดับ 60% ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ถูกครอบทับด้วย Funtouch OS 12 ใหม่ล่าสุด

ด้านการดีไซน์ก็มีความพรีเมียมสมกับตระกูล X Series ด้วยหน้าจอ AMOLED แบบแบนเรียบในรุ่น X70 5G และหน้าจอขอบโค้ง 2 ด้านแบบ 3D Curved Display (E5 AMOLED) ในรุ่น X70 Pro 5G ขนาดเท่ากันที่ 6.56 นิ้ว พร้อมความละเอียดระดับ Full HD+ และมีค่า Refresh Rate ในเลือกใช้สูงสุดที่ระดับ 120Hz ซึ่งช่วยให้การปัดใช้งานลื่นไหลกว่าเดิม รวมถึงการเล่นเกมก็ไม่มีการหน่วง หรือกระตุกมากวนใจ รวมถึงมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) และฝาหลังดีไซน์ใหม่ในชื่อ Fluorite AG ที่ให้ผิวสัมผัสแบบด้าน พร้อมป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี ไปจนถึงลูกเล่นเล็ก ๆ อย่างการประทับตรา vivo ที่มีความมันวาวผิวสัมผัสลื่นไว้อย่างชัดเจน และการจัดเรียงกล้องแบบใหม่ในชื่อ Cloud Valley

 

สรุปแล้วหากใครกำลังต้องการสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ที่มีกล้องถ่ายภาพที่ดีเยี่ยมไว้ใจได้ในทุกสถานการณ์ บวกกับประสิทธิภาพด้านการประมวลผลที่เร็วแรง, แบตเตอรี่ใหญ่ชาร์จไว, จอสวยลื่น, ฟีเจอร์ที่สดใหม่ครบเครื่อง และมีดีไซน์ที่สวยพรีเมียมน่าใช้งาน ในราคาที่เอื้อมถึงได้ vivo X70 5G กับ X70 Pro 5G ก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

 

สำหรับ vivo X70 5G เปิดราคาจำหน่ายอย่างทางการในประเทศไทยแล้วที่ 21,999 บาท ส่วน vivo X70 Pro 5G เปิดราคาที่ 27,999 บาท พร้อมเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 16 ตุลาคม 2564 กับตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Cosmic Black) และสีไล่เฉด (Aurora Dawn)

 

พิเศษ! สำหรับท่านที่สั่งจอง vivo X70 Series 5G ล่วงหน้า (Pre-Order) ที่ vivo Brandshop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รับฟรีของสมนาคุณรวมมูลค่ากว่า 12,000 บาท ได้แก่หูฟังไร้สาย vivo TWS 2e มูลค่า 2,499 บาท + บัตร VIP Card ประกันเครื่อง กับหน้าจอ มูลค่า 7,999 บาท และ X Series Premium Gift มูลค่า 1,999 บาท

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Vivo ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง vivo X70 Series 5G ทั้งสองรุ่นใหม่นี้มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ


จุดเด่นของ vivo X70 5G

- ฝาหลังดีไซน์พรีเมียมแบบ Fluorite AG ใหม่ล่าสุด ให้ผิวสัมผัสแบบด้านป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี พร้อมการจัดวางกล้องแบบ Cloud Valley
- มีตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Cosmic Black) และสีไล่เฉด (Aurora Dawn)
- จอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.56 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2376x1080 พิกเซล : 398 PPI) พร้อมอัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุดที่ 120Hz, อัตราส่วนการแสดงผลแบบ 19.8:9, พื้นที่แสดงผล 92.76% และรองรับการแสดงผลคอนเทนต์แบบ HDR10+
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint Scanning) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Wake) 
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 1200 (MT6893) ความเร็ว 3.0 GHz บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 6 nm
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G77 MC9
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB พร้อมเทคโนโลยี Extended RAM 2.0 ที่สามารถขยาย RAM เพิ่มได้อีก 4 GB ด้วย Internal Storage (ROM)
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 128GB
- แบตเตอรี่ Li-Ion ความจุ 4400 mAh พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 44W vivo FlashCharge
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย Funtouch OS 12 

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

> กล้อง Wide ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766V, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน (หรือ 2.0 ไมครอนแบบ 4-in-1 Pixel), รูรับแสงขนาด f1.89, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และโครงสร้างแบบ 7 ชิ้นเลนส์
> กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, ทางยาวโฟกัส 16 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 116 องศา) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
> กล้อง Portrait ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX663 ขนาด 1/2.93 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.98, ทางยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 2X Optical Zoom และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF

พร้อมการพัฒนากล้องร่วมกับ ZEISS (Co-Engineered with ZEISS), เทคโนโลยีการเคลือบเลนส์กล้องแบบ ZEISS T* Coating ซึ่งช่วยลดการเกิด Stray Lights และ Ghosting Effects เพื่อให้เก็บข้อมูลสีได้ถูกต้องทั้งตอนกลางวัน และกลางคืน, รองรับโหมด Portrait Bokeh ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ (f16-f0.95) พร้อมรูปแบบ Bokeh, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 40MP (5568x7424 พิกเซล), โหมดถ่ายภาพกลางคืน Pure Night view สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนที่มากับเทคโนโลยี Real-Time Extreme Night Vision จึงทำให้องค์ประกอบของภาพมีความสว่างมากขึ้น และคมชัด พร้อมด้วย Night Style ฟิลเตอร์สำหรับปรับโทนสีของภาพให้มีความน่าสนใจมากขึ้นทั้งหมด 9 รูปแบบ, โหมดถ่ายดวงจันทร์ (Supermoon) และดวงดาว (Astro), รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K UHD (60 fps) พร้อมเทคโนโลยีกันสั่นแบบ VIS 5-Axis Ultra Stable Video, Super Night Video สำหรับถ่ายวิดีโอในเวลากลางคืน ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยกล้อง Gimbal แบบ Ultra-Sensing และ Pro Cinematic Mode โหมดสำหรับการถ่ายวิดีโอสำหรับสร้างภาพยนตร์บนมือถือ

กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล

พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.8 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.45, รองรับโหมด Face Beauty ปรับผิวให้สวยเป็นธรรมชาติ พร้อม Pose Master ในการแนะนำท่าโพสต์ที่สวยงามให้กับผู้ถ่าย, โหมดถ่ายภาพบุคคล Portrait ที่สามารถปรับค่าความเบลอได้ (f16-f1.0), โหมด Night สำหรับถ่ายเซลฟี่เวลากลางคืนหรือที่แสงน้อย และการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p พร้อม Face Beauty และถ่ายวิดีโอแบบ Bokeh ได้ real-time

- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 6 (Dual Band (2.4/5 GHz), 5G, 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.2
- ระบุตำแหน่ง และนำทางด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass, Galileo, BeiDou และ QZSS
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (USB 2.0) พร้อมรองรับการใช้งาน OTG (USB On-the-Go)
- มอเตอร์ระบบสั่นแบบ Linear Motor
- ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (Jovi)
- ฟังก์ชัน App Clone สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ราคา 21,999 บาท


จุดเด่นของ vivo X70 Pro 5G

- ฝาหลังดีไซน์พรีเมียมแบบ Fluorite AG ใหม่ล่าสุด ให้ผิวสัมผัสแบบด้านป้องกันการเกิดรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี พร้อมการจัดวางกล้องแบบ Cloud Valley
- มีตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Cosmic Black) และสีไล่เฉด (Aurora Dawn)
- จอแสดงผลขอบโค้งแบบ 3D Curved Display (E5 AMOLED) ขนาด 6.56 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2376x1080 พิกเซล : 398 ppi) พร้อมอัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุดที่ 120Hz, ค่า Touch Sampling Rate สูงสุดที่ 240Hz, อัตราส่วนการแสดงผลแบบ 19.8:9 และรองรับการแสดงคอนเทนต์แบบ HDR10+
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint Scanning) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Wake) 
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 1200 (MT6893) ความเร็ว 3.0 GHz บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 6 nm
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G77 MC9
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 12GB พร้อมเทคโนโลยี Extended RAM 2.0 ที่สามารถขยาย RAM เพิ่มได้อีก 4 GB ด้วย Internal Storage (ROM)
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB
- แบตเตอรี่ Li-Ion ความจุ 4450 mAh พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 44W vivo FlashCharge
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย Funtouch OS 12 

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบ ด้วย

- กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX766V ขนาด 1/1.56 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน (หรือ 2.0 ไมครอนแบบ 4-in-1 Pixel), รูรับแสงขนาด f1.75, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF+Laser AF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 7 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, ทางยาวโฟกัส 16 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 116 องศา) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX663 ขนาด 1/2.93 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.98, ทางยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 2X Optical Zoom และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้อง Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f3.4, ทางยาวโฟกัส 125 มิลลิเมตร, ระบบซูมแบบ 5X Optical Zoom กับ 60X Super Zoom, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF

พร้อมการพัฒนากล้องร่วมกับ ZEISS (Co-Engineered with ZEISS), เทคโนโลยีการเคลือบเลนส์กล้องแบบ ZEISS T* Coating ซึ่งช่วยลดการเกิด Stray Lights และ Ghosting Effects เพื่อให้เก็บข้อมูลสีได้ถูกต้องทั้งตอนกลางวัน และกลางคืน, โหมด Portrait Bokeh ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ (f16-f0.95) พร้อมรูปแบบ Bokeh, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 50MP (6144x8192 พิกเซล), โหมดถ่ายภาพกลางคืน Pure Night view สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนที่มากับเทคโนโลยี Real-Time Extreme Night Vision จึงทำให้องค์ประกอบของภาพมีความสว่างมากขึ้น และคมชัด พร้อมด้วย Night Style ฟิลเตอร์สำหรับปรับโทนสีของภาพให้มีความน่าสนใจมากขึ้นทั้งหมด 9 รูปแบบ, โหมดถ่ายดวงจันทร์ (Supermoon) และดวงดาว (Astro), รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K UHD (60 fps) พร้อมเทคโนโลยีกันสั่นแบบ VIS 5-Axis Ultra Stable Video, Super Night Video สำหรับถ่ายวิดีโอในเวลากลางคืน ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยกล้อง Gimbal แบบ Ultra-Sensing และ Pro Cinematic Mode โหมดสำหรับการถ่ายวิดีโอสำหรับสร้างภาพยนตร์บนมือถือ

กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล

พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.8 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.45, รองรับโหมด Face Beauty ปรับผิวให้สวยเป็นธรรมชาติ พร้อม Pose Master ในการแนะนำท่าโพสต์ที่สวยงามให้กับผู้ถ่าย, โหมดถ่ายภาพบุคคล Portrait ที่สามารถปรับค่าความเบลอได้ (f16-f1.0), โหมด Night สำหรับถ่ายเซลฟี่เวลากลางคืนหรือที่แสงน้อย และการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p พร้อม Face Beauty และถ่ายวิดีโอแบบ Bokeh ได้ real-time

- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 6 (Dual Band (2.4/5 GHz), 5G, 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.2
- ระบุตำแหน่ง และนำทางด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, Glonass, Galileo, BeiDou และ QZSS
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (USB 2.0) พร้อมรองรับการใช้งาน OTG (USB On-the-Go)
- มอเตอร์ระบบสั่นแบบ Linear Motor
- ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (Jovi)
- ฟังก์ชัน App Clone สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ราคา 27,999 บาท

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ vivo X70 5G | X70 Pro 5G

- ไม่รองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย
- ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอก ด้วยการ์ดแบบ microSD Card หรือแบบอื่น ๆ ได้
- ลำโพงเสียงเป็นแบบเดี่ยว
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่น
- ไม่มีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
- ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อนเมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน


สรุปคุณสมบัติเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ vivo X70 5G และ vivo X70 Pro 5G ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ vivo X70 5G
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ vivo X70 Pro 5G

 

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


วันที่ : 07/10/2021