ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 06/02/2021
Samsung Galaxy S21 Ultra 5G


 

รีวิว (Review) Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ตัวท็อปดีไซน์ใหม่ ใช้ปากกาได้ บวกกล้อง 108MP ซูม 100 เท่า และจอ 120Hz สุดลื่นไหล ด้วย 4 กล้อง 108 ล้านพิกเซล กับพลัง 100x Space Zoom, จอ 120Hz Edge Dynamic AMOLED 2X, ชิปเซ็ต Exynos 2100 ตัวท็อปล่าสุด, RAM สูงสุด 16GB, ROM สูงสุด 512GB, รองรับปากกา S Pen, แบตเตอรี่ชาร์จเร็วจุใจ 5000 mAh และลำโพงคู่ บนบอดี้ Gorilla Glass Victus สุดแกร่งดีไซน์ใหม่แบบ Contour-Cut Metal Camera
 

6 กุมภาพันธ์ 2021 - เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Samsung Galaxy S21 Series สมาร์ทโฟนเรือธงที่ถูกสร้างออกมาเพื่อทำคอนเทนต์ให้เกินคาดในทุกๆ ด้าน โดยในปีนี้ทาง Samsung ยังคงเปิดตัวมาทั้งหมด 3 รุ่นย่อยเช่นเคย ได้แก่ Galaxy S21, Galaxy S21+ และรุ่น Galaxy S21 Ultra 5G ซึ่งวางตัวเป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปสุดแห่งตระกูล Galaxy S21 Series 5G ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่จัดเต็มไปอีกระดับ และเป็นรุ่นที่เราหยิบมารีวิวให้ชมกันก่อนในวันนี้

 

สำหรับ Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมกับคุณสมบัติระดับไฮเอนด์จัดเต็มรอบด้าน เริ่มตั้งแต่ หน้าจอแสดงผลของโค้งแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาดใหญ่เต็มตา 6.8 นิ้ว บนความละเอียดสูงระดับ Quad HD+ พร้อมการแสดงผลที่ไหลลื่นเนียนตาด้วยเทคโนโลยี 120Hz Adaptive Refresh Rate และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass Victus สุดแกร่งทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง บนดีไซน์ตัวเครื่องสวยหรูพรีเมียมใหม่หมดจดแบบ Contour-Cut Metal Camera ที่มีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68

ทางด้านคุณสมบัติด้านการใช้งาน มาพร้อมกับความเร็วแรงด้วยชิปเซ็ตประมวลผตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Exynos 2100 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 5 นาโนเมตร พร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาดสูงสุด 16GB และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.1 ขนาดสูงสุด 512GB และแบตเตอรี่ชาร์จเร็วขนาดจุใจถึง 5000mAh เพื่อรองรับการใช้งานที่ยาวนานตลอดวัน


ด้านการถ่ายภาพนั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร ด้วยชุดกล้องหลัง Quad Camera ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ด้วยกล้องหลักความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล พร้อมกล้อง Ultra Wide และกล้อง Telephoto จำนวน 2 ตัวที่สามารถถ่ายภาพซูมในระยะที่ต่างกันออกไปในรูปแบบของ Dual Zoom โดยรองรับการซูมได้ไกลถึง 100 เท่าด้วยเทคโนโลยี Space Zoom พร้อมกันนี้ทาง Samsung ยังได้มีการเพิ่มฟีเจอร์สำหรับถ่ายวิดีโอที่น่าสนใจอย่าง Director’s View ไปจนถึง Zoom Lock

จุดขายอีกอย่างที่ยังไม่เคยมีมาก่อนก็คือ สามารถใช้งานร่วมกับปากกา S Pen ได้ (ในรุ่น S21 Ultra) ซึ่งนับเป็น Galaxy S รุ่นแรกที่ทำได้ โดยใช้งานได้ทั้งปากกา S Pen ของ Galaxy Note และ Galaxy Tab

สำหรับ Galaxy S21 Ultra 5G จะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจอีกบ้างนั้น ไปติดตามรับชมรีวิวแบบจัดเต็มจากทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED 2X บนดีไซน์แบบ Inifinity-O Display ขนาดใหญ่ถึง 6.8 นิ้ว ความละเอียดระดับระดับ Quad HD+ (3200x1440 พิกเซล) ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass Victus สุดแกร่ง พร้อมเทคโนโลยี Eye Comfort Shield สำหรับลดการปล่อยแสงสีฟ้าที่อาจเป็นอันตรายต่อดวงตา รวมทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Refresh Rate 120Hz Adaptive ที่สามารถแสดงผลตามค่า Refresh Rate ได้ตั้งแต่ 10-120Hz ตามคอนเทนต์ที่กำลังใช้งานอยู่ เพื่อช่วยประหยัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่


แม้ว่าหน้าจอของ Galaxy S21 Ultra 5G จะดูละม้ายคล้ายคลึงกับเรือธงรุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้อย่าง Galaxy S20 Ultra 5G พอสมควร แต่ทาง Samsung ได้อัปเกรดฟีเจอร์ใหม่อย่าง S Pen Compatibility หรือการรองรับการใช้งานร่วมกับปากกา S Pen ได้เป็นรุ่นแรกของ Galaxy S Series ทำให้ผู้ใช้สามารถจดบันทึกบนหน้าจอที่ลื่นไหลได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีอยู่บน Galaxy Note Series ไม่ว่าจะเป็น Air Command, Air View, Live Message, Samsung Notes, Screen off memo, Smart Select, Screen Write, Translate, Glance, Magnify, PENUP, Coloring, AR Doodle และ Write On Calendar แต่จะไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์ควบคุมผ่านระบบ Bluetooth อย่าง  Air  Gestures เหมือนกับ Galaxy Note Series ได้


สำหรับปากกา S Pen ที่จะนำมาใช้กับ Galaxy S21 Ultra ผู้ใช้จำเป็นต้องซื้อแยก ซึ่งหากท่านไหนมีปากกา S Pen ของแท็ปเล็ตตระกูล Galaxy Tab S อยู่แล้ว ก็สามารถนำมาใช้งานได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งยังสามารถนำปากกาของ Wacom รุ่นที่รองรับมาใช้งานได้ด้วย


ส่วนวิธีเก็บปากกา S Pen เนื่องจาก Galaxy S21 Ultra 5G ไม่มีช่องเสียบปากกาที่ด้านล่างตัวเครื่องเหมือนกับตระกูล Galaxy Note Series ทาง Samsung จึงได้วางจำหน่ายเคสในรูปแบบต่างๆ ที่มีการเว้นพื้นที่ด้านข้างสำหรับใส่ปากกาโดยเฉพาะ ทำให้พกพาได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น


ที่ด้านบนของหน้าจอแสดงผล มาพร้อมกับกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสงขนาด f2.2, เม็ดพิกเซลขนาด 0.7 ไมครอน, มุมรับภาพ 80 องศา, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF ช่วยให้เซลฟี่ได้คมชัดมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังมีโมดูล และเซนเซอร์สำคัญต่างๆ ติดตั้งเอาไว้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น ลำโพงสนทนา, Proximity Sensor สำหรับดับหน้าจอแสดงผลแบบอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู หรือ Ambient Light สำหรับปรับระดับแสงของหน้าจอแสดงผลให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ


ที่ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลมาพร้อมกับปุ่มควบ คุมบนหน้าจอ (On-Screen Navigation Buttons) ประกอบไปด้วย ปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานอยู่เบื้องหลัง, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับ


นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic ฝังอยู่ด้านใต้ของหน้าจอแสดงผล สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ แม้ว่าจะมีแสงรบกวน หรือจะมีคราบเปื้อนบนรอยนิ้วมือก็ตาม


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับไมโครโฟนตัว สำหรับตัดเสียงรบกวน


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิด เครื่อง


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Dual SIM (Dual Nano SIM) หรือจะใช้งาน 2 ซิมในรูปแบบของ Nano SIM + eSIM ก็ได้เช่นกัน ,พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก ซึ่งจะทำงานร่วมกับลำโพงสำหรับสนทนาที่ด้านบนสำหรับเล่นเสียงแบบรอบทิศทาง นอกจากนี้ ลำโพเสียงของ Galaxy S21 Ultra 5G ยังได้รับการปรับจูนเสียงจากแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำอย่าง AKG อีกด้วย


พลิกมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะพบกับบอดี้ กระจก Gorilla Glass Victus สุดแกร่งที่มีการเคลือบผิวสัมผัสแบบผิวด้าน ช่วยลดการเกิดรอยนิ้วมือบนตัวเครื่อง โดยด้านในตัวเครื่องสวยๆ แบบนี้ทาง Samsung มีการออกแบบดีไซน์ให้กันน้ำกันฝุ่นตามระดับ IP68 พร้อมทั้งยังติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 5000mAh เพื่อรองรับการใช้งานที่ยาวนานตลอดวัน


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับชุดกล้องหลัง จำนวน 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบไปด้วย

- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 120 องศา (13 มิลลิเมตร), เม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Super Speed Dual Pixel AF กับ Laser Autofocus
- กล้อง Wide Angle ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8, มุมรับภาพ 83 องศา (24 มิลลิเมตร), เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.33 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Telephoto ตัวที่ 1 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 35 องศา (70 มิลลิเมตร), เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, ซูมภาพแบบ Optical สูงสุด 3 เท่า, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS 
- กล้อง Telephoto ตัวที่ 2 แบบ Periscope ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f4.9, มุมรับภาพ 10 องศา (240 มิลลิเมตร), เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, ซูมภาพแบบ Optical สูงสุด 10 เท่า, เทคโนโลยีซูมภาพแบบ Space Zoom สูงสุด 100 เท่า, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS



เมื่อลองนำ Galaxy S21 Ultra 5G มาเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟนในตระกูลอย่าง Galaxy S21 และ S21+ จะเห็นได้ว่า Galaxy S21 Ultra จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า Galaxy S21+ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมกับระบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย OneUI 3.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด


ในหน้าโฮมสกรีนมีการปรับจัดเรียงไอคอนพื้นฐาน เอาไว้อย่างครบถ้วน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ หากปัดจากหน้าโฮมสกรีนไปทางด้านซ้ายจะพบกับ Google Discover ที่รวบรวมข่าวสารต่างๆ ที่ถูกคัดสรรมาสำหรับผู้ใช้งานแต่ละท่านโดยเฉพาะ จากแต่ก่อนที่เป็น Samsung Daily หรือ Bixby Home


สำหรับ Galaxy S21 Ultra 5G รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ในซิมการ์ดที่ 1 โดยสามารถใช้งานเครือข่าย 5G ในประเทศไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องรออัปเดตซอฟต์แวร์เพิ่มเติมแต่อย่างใด (รองรับการแสตนด์บายบนเครือข่าย 5G แค่เพียง 1 ซิมการ์ด) นอกจากนี้ ยังรองรับระบบ VoLTE และ Wi-Fi Calling อีกด้วย


มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos สำหรับปรับเสียงให้มีความกระทึ่ม เล่นเสียงได้รอบทิศทาง และระบบ Dolby Atmos for gaming สำหรับปรับการเล่นเสียงให้เหมาะกับการเล่นเกมแบบอัตโนมัติ รวมทั้งยังรองรับการเล่นไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ UHQ 32-bit, DSD64/128 และ PCM 32-bit อีกด้วย


รองรับการใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ Dark Mode สำหรับปรับเปลี่ยนการแสดงผลของหน้า UI เป็นโทนสีดำ เพื่อช่วยประหยัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่ และช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตา


อย่างที่เรากล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า Galaxy S21 Ultra 5G รองรับเทคโนโนโลยี Refresh Rate 120Hz Adaptive ทำให้การปรับค่าการแสดงผลเปลี่ยนไปจาก Galaxy S20 Series โดยผู้ใช้จะไม่สามารถบังคับใช้งาน 120Hz เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป โดยสามารถปรับโหมดการแสดงผลได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Adaptive สำหรับปรับการแสดงผลให้มีความลื่นไหลสูงสุดระดับ 120Hz และ Standard สำหรับปรับการแสดงผลอยู่ในระดับ 60Hz เพื่อช่วยประหยัดการใช้พลังงานมากยิ่งขึ้น


สามารถปรับความละเอียดของหน้าจอแสดงผลได้ทั้ง หมด 3 ระแบบ ได้แก่ HD+, FHD+ และ WQHD+


มาพร้อมกับเทคโนโลยี Eye Comfort Shield สำหรับตัดแสงสีฟ้าที่อาจเป็นอันตรายต่อดวงตา พร้อมปรับโทนสีของหน้าจอให้อยู่ในโทนอุ่น เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น แต่ความพิเศษก็คือ Galaxy S21 Ultra 5G จะรองรับฟีเจอร์ Adaptive Eye Comfort Shield ที่ช่วยปรับการแสดงสีสันของหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแสงแวดล้อม เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตา


รองรับการปรับการแสดงสีสันของหน้าจอได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Vivid ซึ่งเป็นการแสดงสีสันให้มีความสดใส และ Natural สำหรับแสดงสีสันได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกปรับสมดุลของสี (White Balance) ได้ด้วยตนเอง


มาพร้อมกับ Edge Panels สำหรับเรียกใช้งานแถบคีย์ลัดสำหรับเข้าถึงการตั้งค่า และแอปพลิเคชันแบบเร่งด่วน สามารถเรียกใช้งานได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ลากแถบสีขาวจากบริเวณขอบด้านขวาของหน้าจอแสดงผล


สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมของสมาร์ทโฟน ได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ Buttons สำหรับควบคุมสมาร์ทโฟนด้วยปุ่มแบบสัมผัสบนหน้าจอ และ Swipe gestures สำหรับลากนิ้วจากแถบด้านล่าง และด้านข้างของหน้าจอแสดงผลเพื่อสั่งการ


สามารถปรับเปลี่ยนธีม, วอลเปเปอร์ และรูปแบบการแสดงผลของ Always-on Display ได้ในแอปพลิเคชัน Galaxy Themes


สามารถควบคุมความเป็นส่วนตัว (Privacy) ได้ด้วยตนเอง เช่น การเปิด-ปิด การส่งข้อมูลเพื่อรับข้อมูลด้านการตลาด หรือการส่งข้อมูลเพื่อวิเคราะห์การใช้งาน เป็นต้นฃ


รองรับฟีเจอร์ Link to Windows สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน และเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ภายในตัวเครื่องได้อย่างสะดวก


ที่สำคัญยังรองรับ Samsung DeX สำหรับเปลี่ยนโหมดการทำงานของสมาร์ทโฟนให้อยู่ในรูปแบบ PC เพื่อตอบโจทย์การทำงานในระดับ Professional


รองรับฟีเจอร์ Android Auto สำหรับทำงานร่วมกับระบบบลูทูธภายในรถยนต์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆ บนสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย


ฟีเจอร์ Video Enhancer สำหรับปรับการแสดงสีสันของคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ โดยรองรับการทำงานร่วมกับแอปพลิเคัชน Video Player, Goolgle Play Moviews & TV, YouTube และ Netflix


และมาพร้อมกับฟีเจอร์ Dual Messenger สำหรับโคลนแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียเพื่อทำงานแยกออกจากกัน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเล่นแอปพลิเคชันได้แบบ 2 แอคเคานท์


รองรับระบบ Wireless PowerShare สำหรับแบ่งบันแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้แบบไร้สาย


รองรับระบบชาร์จเร็วแบบเสียบสาย 25W และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0


มาพร้อมกับ Game Launcher และ Game Booster สำหรับช่วยรีดประสิทธิภาพการเล่นเกมให้อยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งผู้ใช้ยังสามารถปิดการแจ้งเตือน, ค้นหาเกมใหม่ๆ รวมถึงตรวจสอบระยะเวลาที่ใช้ในการเล่นแต่ละเกมได้อีกด้วย



สำหรับ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Exynos 2100 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตแบบ 8 แกนประมวลผลที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 5 นาโนเมตรเป็นรุ่นแรกของ Samsung ประกบคู่การทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาดสูงสุด 16GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาดสูงสุด 512GB พร้อมรันด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย OneUI 3.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด


ทดสอบการประมวลผลโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่า Samsung Galaxy S21 Ultra 5G สามารถทำคะแนนได้ทั้งหมด 571,884 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ด้วยแอปพลิเคชัน GeekBench 5 พบว่า Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ทำคะแนนการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ได้ทั้งหมด 995 คะแนน และทำคะแนนประมวลผลแบบหลายแกน (Multi-Core) ได้ทั้งหมด 2,936 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark พบว่า สามารถทำคะแนนได้ทั้งหมด 5,236 คะแนน


ทดสอบความเร็วการอ่านเขียนด้วยแอปพลิเคชัน Androbench พบว่า มีค่าความเร็วในการอ่านเขียน (Sequential Read) อยู่ที่ 1,744.56 MB/s


ทดสอบการจับสัญญาณ GPS กลางแจ้ง จะเห็นได้ว่า Samsung Galaxy S21 Ultra 5G มีความคลาดเคลื่อนของการจับสัญญาณ +- ไม่เกิน เมตร


เมื่อลองนำไปทดสอบเล่นเกมที่มีกราฟิก 3 มิติสวยๆ และต้องการคุณสมบัติภายในตัวเครื่องอยู่ในระดับสูงอย่าง Genshin Impact พร้อมปรับกราฟิกในระดับสูงสุด ก็พบว่า Galaxy S21 Ultra 5G สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด แต่จะมีอาการสะสมความร้อนให้เห็นบ้างเมื่อเล่นเกมกราฟิกระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลา นาน


ในส่วนของการเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูง สามารถทำได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

Samsung Galaxy S21 Ultra 5G มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลัก (Wide) ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, กล้อง Telephoto ตัวที่ 1 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล และกล้อง Telephoto ตัวที่ 2 แบบ Periscope ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล โดยในหน้า UI ผู้ใช้สามารถตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพได้อย่างอิสระ พร้อมสลับเลนส์กล้องถ่ายภาพได้ด้วยการแตะที่ไอคอนรูปต้นไม้ด้านล่าง


รองรับการซูมภาพคมชัดแบบ Optical ที่ระดับ 3 เท่า และ 10 เท่า พร้อมรองรับการซูมภาพแบบดิจิทัลไกลสุดที่ระดับ 100 เท่า (Space Zoom)


มาพร้อมกับ My Filters สำหรับโคลนโทนสีจากรูปภาพที่เราชื่นชอบ เพื่อนำมาถ่ายภาพในโทนสีที่เราต้องการได้แบบอัตโนมัติ


ส่วนใครที่อยากใช้ฟิลเตอร์อื่นๆ ภายในตัวเครื่อง ก็มีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย


มาพร้อมกับ Single Take สำหรับถ่ายวิดีโอเป็นเวลานานสูงสุด 10 วินาที โดยระบบจะทำการคัดเลือกภาพนิ่ง และวิดีโอในแอคชันต่างๆ พร้อมกับนำมาปรับแต่ง และใส่เอฟเฟกต์ให้แบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้นำไปแชร์ต่อให้แบบอัตโนมัติ


ฟีเจอร์ Focus Enhancer สำหรับช่วยโฟกัสวัตถุได้อย่างคมชัดมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ยังรองรับฟีเจอร์ 12-bit HDR สำหรับช่วยเก็บสีสันได้ดีกว่าเดิมถึง 64 เท่า รวมทั้งยังเก็บ Dynamic Range ได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่าด้วยกัน


โหมดการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอมีการเปลี่ยนชื่อ ใหม่เป็น Portrait ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกระยะการถ่ายภาพได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ  รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนเอฟเฟกต์การละลายของฉากหลังได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Studio, High-Key Mono, Low-Key Mono, Backdrop และ Color Point


รองรับการถ่ายภาพกลางคืนแบบ Night Mode ที่ได้รับการปรับปรุงด้านการจัดการ Noise ให้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ Bright Night ที่มีความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเวล พร้อมเทคโนโลยี 12MP Nona-binning แล้ว จะช่วยให้การถ่ายภาพกลางคืนมีความสวยงามมากกว่าที่เคย



มาพร้อมกับโหมดการถ่ายภาพแบบ Pro ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องได้ด้วยตนเอง และที่สำคัญ Galaxy S21 Ultra 5G ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่ายที่รองรับการถ่ายภาพไฟล์ RAW แบบ 12-bit ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลภาพได้มากกว่าเดิม ตอบโจทย์การนำไปปรับแต่งต่อในแอปพลิเคชันแต่งรูปต่างๆ โดยที่ไม่เสียคุณภาพไฟล์


ด้านการถ่ายวิดีโอ รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดถึงระดับ 8K ที่ 24FPS สำหรับกล้องตัวหลัก ส่วนกล้องตัวอื่นๆ จะรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K ที่ระดับ 60FPS พร้อมรองรับฟีเจอร์ป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวแบบ Super Steady แต่จะสามารถเปิดใช้งานได้เมื่อบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด Full HD ที่ระดับ 60FPS เท่านั้น


สำหรับฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอรูปแบบใหม่ที่ถูก เพิ่มเข้ามาให้กับ Galaxy S21 Ultra 5G คือ Director’s View ที่สามารถพรีวิวภาพที่ได้จากกล้องหน้า หรือกล้องหลังทั้ง 4 ตัวแบบ real-time ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสลับไปใช้งานกล้องต่างๆ ได้ในขณะถ่ายวิดีโอได้อย่างสะดวก ไม่จำเป็นต้องนำไปตัดต่อในแอปพลิเคชันอื่นๆ อีกต่อไป ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง


พร้อมทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Zoom Lock ที่สามารถล็อกวัตถุ หรือ Subject ที่เราต้องการ เมื่อทำการซูมภาพในระดับ 30x ขึ้นไป ซึ่งเป็นการแก้ปัญหามือสั่น หรือภาพเบลอเมื่อซูมภาพในระยะไกลนั่นเอง


นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Portrait Video สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอที่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับเอฟเฟกต์การละลาย ของฉากหลังได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Big Circle, Colour Point และ Glitch


ฟีเจอร์ Pro Video ที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าเกี่ยวกับการถ่ายวิดีโอได้ด้วยตนเองเหมือนกับการถ่ายภาพนิ่ง รวมทั้งยังสามารถเลือกรูปแบบการรับเสียงของไมโครโฟน, ตรวจสอบระดับความดังของเสียงที่บันทึก และสามารถตรวจสอบ Histogram ขณะบันทึกวิดีโอได้ โดย Pro Video จะรองรับการใช้งานกับกล้องจำนวน 2 ระยะคือ กล้องตัวหลัก และกล้อง Ultra Wide


รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow-Mo และ Super Slow-Mo เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละเสี้ยววินาทีได้อย่างชัดเจน มากยิ่งขึ้น


ในส่วนของกล้องหน้าเซลฟี่ มาพร้อมกับความละเอียด 40 ล้านพิกเซล โดยผู้ใช้สามารถเลือกระยะการถ่ายภาพเซลฟี่ได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ รวมทั้งยังสามารถเลือกปรับแต่งโทนสีของการถ่ายภาพเซลฟี่ได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Vivid ที่เน้นสีสันสดใส และ Natural ที่เน้นสีสันแบบธรรมชาติ


รองรับการค่าผิวเนียนได้ทั้งหมด 3 ระดับ และสามารถปรับส่วนต่างๆ ของใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น กราม, ดวงตา หรือสีผิวได้อย่างอิสระ


มาพร้อมกับโหมด Single Take ที่สามารถบันทึกวิดีโอสั้นๆ เป็นเวลา 10 วินาที และให้ระบบคัดสรรรูป รวมถึงวิดีโอในแอคชันต่างๆ พร้อมกับปรับแต่งให้แบบอัตโนมัติ


รองรับโหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ สามารถปรับเอฟเฟกต์การละลายของฉากหลังได้ทั้งหมด 6 รูปแบบเหมือนกับกล้องหลัง


และรองรับโหมด Night สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่กลางคืน


รองรับการถ่ายวิดิโอด้วยกล้องหน้าที่ความ ละเอียดสูงสุด 4K ที่ระดับ 60FPS และรองรับการถ่ายวิดีโอเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอแบบ Portrait Video ซึ่งสามารถปรับเอฟเฟกต์การละลายฉากหลังได้ทั้งหมด 4 รูปแบบเหมือนกับกล้องหลัง



ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียด 108+12+10+10 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide)


ภาพถ่ายจากโหมด Night


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 40 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติพร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


สรุปผลการทดสอบของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

เรียกได้ว่าการมาของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G รอบนี้เป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy S-Series ขึ้นไปอีกระดับ เพราะในปีนี้ Samsung จัดเต็มด้านคุณสมบัติภายในตัวเครื่องมาให้ในระดับไฮเอนด์ เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลขอบโค้งแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาดใหญ่เต็มตา 6.8 นิ้ว พร้อมความละเอียดจัดเต็มระดับ Quad HD+ และค่า Refresh Rate 120Hz แบบ Adaptive ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยให้การใช้งานทั่วไปดูลื่นไหลเนียนตามากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การรับชมคอนเทนต์ได้อย่างเต็มอรรถรส


ด้านงานออกแบบยังความพรีเมียมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน และสดใหม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยบอดี้กระจกสุดแกร่งแบบ Gorilla Glass Victus ใหม่ล่าสุด ทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง ที่มีการเคลือบผิวสัมผัสแบบด้านช่วยให้ตัวเครื่องดูเรียบหรู และช่วยลดรอยนิ้วมือ กับดีไซน์กล้องด้านหลังใหม่หมดจดแบบ Contour-Cut Metal Camera พร้อมคุณสมบัติป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่น ในระดับ IP68 ทำให้มั่นใจในการใช้งานได้ทุกสถานการณ์


ด้านประสิทธิภาพการทำงานก็เร็วแรงขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการมาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผลระดับ 5 นาโนเมตรรุ่นล่าสุดอย่าง Exynos 2100 ประกบคู่การทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาดสูงสุด 16GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาดสูงสุด 512GB พร้อมแบตเตอรี่ขนาดจุใจถึง 5000 mAh และที่สำคัญยังเป็นสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy S รุ่นแรกที่รองรับการใช้งานร่วมกับปากกา S Pen คล้ายกับเรือธงตระกูล Galaxy Note Series ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจดบันทึกสิ่งต่างๆ ได้อย่างสะดวกคล่องตัวมากขึ้น

 


ด้านการถ่ายภาพถือว่าเป็นไฮไลท์เด่นของ Galaxy S21 Ultra 5G เลยก็ว่าได้ เพราะมาพร้อมกับระบบกล้องหลังที่ตอบโจทย์เหล่า Content Creator ได้เป็นอย่างดี ด้วยกล้องตัวหลัก (Wide) ความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล ที่เก็บภาพได้คมชัดทุกสภาพแสง, กล้อง Ultra Wide มุมกว้าง 120 องศา เก็บภาพครบไม่หลุดเฟรม และกล้อง Telephoto แบบคู่ ที่มีกำลังการซูมภาพแบบคมชัดด้วยชิ้นเลนส์ (Optical Zoom) ที่ระดับ 3 เท่า กับ 10 เท่า และยังรองรับการซูมภาพสูงสุดถึง 100 เท่า ด้วยเทคโนโลยี Space Zoom


นอกจากนี้ทาง Samsung ยังได้เพิ่มฟีเจอร์เกี่ยวกับการถ่ายภาพนิ่ง และการถ่ายวิดีโอใหม่ๆ มาให้แบบจุใจ ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพดิบด้วยไฟล์ 12-bit RAW หรือ Director's View สำหรับพรีวิวภาพที่ได้จากกล้องทุกเลนส์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถสลับมุมมองของวิดีโอขณะถ่ายทำได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญคือรองรับการถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึงระดับ 8K เลยทีเดียว

ในส่วนของสีสันตัวเครื่องของ Galaxy S21 Ultra 5G จะมีให้เลือกทั้งหมด 5 เฉดสี ได้แก่ Phantom Black, Phantom Silver, Phantom Titanium*, Phantom Navy* และ Phantom Brown* (*เมื่อซื้อผ่าน Samsung.com)

สำหรับท่านใดที่สนใจจับจองเป็นเจ้าของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ก็มีวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่

- Samsung Galaxy S21 Ultra 5G RAM 12GB+ROM 128GB ราคา 39,900 บาท
- Samsung Galaxy S21 Ultra 5G RAM 12GB+ROM 256GB ราคา 41,900 บาท
- Samsung Galaxy S21 Ultra 5G RAM 16GB+ROM 512GB ราคา 45,900 บาท

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทาง Samsung (ประเทศไทย) ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Galaxy S21 Ultra 5G มาให้เราได้ทดสอบใช้งานกัน ส่วนวันนี้คงต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

- ดีไซน์กล้องด้านหลังใหม่หมดจดแบบ Contour-Cut Metal Camera พร้อมกรอบตัวเครื่องผลิตจากโลหะอะลูมิเนียมที่เรียกว่า AL7s10 Metal Frame, พื้นผิวด้านแบบ Premium Frosted Haze Effect ที่ดูหรูหราแล้ว พร้อมช่วยป้องกันคราบเปื้อน คราบมัน หรือรอยนิ้วมือได้ดี และกระจกนิรภัยใหม่ล่าสุดแบบ Gorilla Glass Victus ทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง
- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP68
- ตัวเครื่องมีให้เลือก 5 สี (Phantom Black, Phantom Silver) + (Phantom Titanium, Phantom Navy, Phantom Brown สีพิเศษเฉพาะที่ Samsung.com ซึ่งใช้เวลาผลิต 4-5 สัปดาห์)
- หน้าจอแสดงผลขอบโค้งแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียดระดับ Quad HD+ (3200x1440 พิกเซล : 515 ppi) พร้อมเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ Refresh Rate 120Hz Adaptive สามารถปรับค่า Refresh Rate ได้ตั้งแต่ 10-120Hz แบบอัตโนมัติ, รองรับการแสดงผลแบบ HDR10+, เทคโนโลยี Eye Comfort Shield
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ Ultrasonic และระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Recognition)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Exynos 2100 Octa-Core ความเร็ว 2.9 GHz ซึ่งผลิตบนสถาปัตยกรรมระดับ 5nm พร้อม AI Engine ที่ทำงานได้เร็วกว่าเดิม 2 เท่า
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G78 MP14
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB หรือ 16GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 128GB, 256GB หรือ 512GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย OneUI 3.1
- รองรับการใช้งานร่วมกับปากกา S Pen พร้อมรองรับฟีเจอร์ Air Command, Air View, Live Message, Samsung Notes, Screen off memo, Smart Select, Screen Write, Translate, Glance, Magnify, PENUP, Coloring, AR Doodle และ Write On Calendar

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียด 108+12+10+10 ล้านพิกเซล ประกอบด้วย

> กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2, มุมรับภาพ 120 องศา (13 มิลลิเมตร), เม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Super Speed Dual Pixel AF กับ Laser Autofocus
> กล้อง Wide Angle ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8, มุมรับภาพ 83 องศา (24 มิลลิเมตร), เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.33 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
> กล้อง Telephoto ตัวที่ 1 ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4, มุมรับภาพ 35 องศา (70 มิลลิเมตร), เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, ซูมภาพแบบ Optical สูงสุด 3 เท่า, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS 
> กล้อง Telephoto ตัวที่ 2 แบบ Periscope ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f4.9, มุมรับภาพ 10 องศา (240 มิลลิเมตร), เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน, ซูมภาพแบบ Optical สูงสุด 10 เท่า, เทคโนโลยีซูมภาพแบบ Space Zoom สูงสุด 100 เท่า, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel AF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS

พร้อมเซนเซอร์ 108 ล้านพิกเซลรุ่นที่ 2 (2nd Gen), เทคโนโลยี 9-in-1 Nona-Binning, เทคโนโลยี AI ISP Algorithm, ระบบการซูมภาพแบบ Dual Optical Zoom ระดับ 3 เท่า และ 10 เท่า, เทคโนโลยี Super Resolution AI สำหรับการซูมระยะไกล, ฟังก์ชัน Intelligent Zoom Lock, รองรับการถ่ายภาพไฟล์ดิบแบบ 12-bit RAW, โหมดถ่ายภาพ Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ, โหมดถ่ายภาพกลางคืนแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง สามารถใช้งานได้กับกล้องทุกระยะ, ระบบป้องกันการสั่นแบบ Super Steady สำหรับช่วยลดอาการสั่นไหวขณะถ่ายวิดีโอ, ฟังก์ชัน Director's View สำหรับสลับพรีวิวภาพจากกล้องทุกเลนส์ขณะถ่ายวิดีโอได้แบบ Realtime, รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 8K (24fps) ที่กล้องหลัง, รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K (60fps) ได้ทุกกล้อง, รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ HDR10+, โหมดการถ่ายวิดีโอแบบ Portrait Video สำหรับถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดการถ่ายวิดีโอแบบ Pro Video สำหรับตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพได้อย่างอิสระ

กล้องดิจิทัลด้านหน้า ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2, เม็ดพิกเซลขนาด 0.7 ไมครอน, มุมรับภาพ 80 องศา และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF

- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง 25W, ระบบการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0 และระบบ Wireless PowerShare สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นๆ แบบไร้สาย
- ลำโพงเสียงแบบคู่ (Stereo Speaker) ที่ได้รับการปรับจูนเสียงโดย AKG พร้อมรองรับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 5G, 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi 6E
- รองรับการใช้งานระบบซิมคู่ (Dual SIM) ในรูปแบบของ Nano SIM+Nano SIM หรือ Nano SIM+eSIM
- รองรับเทคโนโลยีเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายแบบ Bluetooth 5.2, NFC และ Ultra Wide Band
- รองรับการระบุตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม GPS ของประเทศสหรัฐอเมริกา, GLONASS ของประเทศรัสเซีย, Beidou ของประเทศจีน และ GALILEO ของสหภาพยุโรป
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

- ไม่แถมอแดปเตอร์สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และหูฟังมาให้ภายในกล่องผลิตภัณฑ์
- ตัวเครื่องมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ และมีน้ำหนักพอสมควร คนมือเล็กอาจถือใช้งานลำบาก
- ตัวเครื่องค่อนข้างร้อนหากมีการถ่ายภาพกลางแจ้ง หรือเล่นเกมกราฟิกสูงเป็นเวลานาน
- ฟีเจอร์ที่รองรับการใช้งานร่วมกับปากกา S Pen ยังไม่หลากหลายเท่าสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy Note และไม่มีช่องเก็บปากกาในตัว (ต้องใส่เคสรุ่นเฉพาะ)
- ไม่รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอก
- ไม่มีช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร

 

รีวิว Samsung Galaxy S21 5G | S21+ 5G

รีวิว (Review) Samsung Galaxy S21 5G | S21+ 5G

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


วันที่ : 06/02/2021