ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 27/03/2020
Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

รีวิว (Review) Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

ตัวท็อปแห่งปี ดีที่สุดของค่าย ด้วยกล้อง 108MP ซูม 100 เท่า และจอ Dynamic AMOLED 2X ระดับ A+ ลื่นไหลระดับ 120Hz พร้อมสแกนนิ้ว 3D Ultrasonic, กล้องหน้า 40 ล้านพิกเซล, ชิปเซ็ต Exynos 990 ตัวท็อปล่าสุด, RAM LPDDR5 จัดเต็ม 12GB, แบตเตอรี่ 5000 mAh ชาร์จเร็วไร้สาย และลำโพงคู่ AKG เสียงกระหึ่ม บนบอดี้พรีเมียมกันน้ำดีไซน์ใหม่
 

27 มีนาคม 2020 - ย้อนกลับไปยังงาน Samsung Galaxy Unpacked 2020 ครั้งล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทาง Samsung ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนตระกูล S-Series รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Galaxy S20 Series ซึ่งสาเหตุที่ข้ามรุ่น Galaxy S11 ถึง S19 ก็เป็นเพราะ ปี 2020 เป็นการครบรอบ 10 ปีของสมาร์ทโฟน Galaxy รวมทั้งสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีการอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ๆ แบบครั้งใหญ่ จึงทำให้เหมาะกับการเป็นสมาร์ทโฟนที่จะเป็นมาตรฐานของทศวรรษใหม่แห่งวงการมือถือ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมใหม่ๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้าของ Samsung นั่นเอง โดยรุ่นท็อปที่เป็นไฮไลท์ในปีนี้ก็คือ Galaxy S20 Ultra 5G


Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพ และวิดีโอเป็นพิเศษ ด้วยกล้องหลักที่มาพร้อมกับความละเอียดจัดเต็มถึง 108 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงถึงระดับ 8K พร้อมเทคโนโลยี Space Zoom ที่รองรับการซูมภาพในระยะไกลสะใจถึง 100 เท่า นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการถ่ายภาพโดยเฉพาะ อย่างเช่น 8K Video Snap สำหรับบันทึกภาพนิ่งความละเอียด 33 ล้านพิกเซลจากวิดีโอ 8K หรือ Single Take ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลช็อตที่ดีที่สุด รวมถึงเลือกภาพนิ่งจากมุมต่างๆ ให้แบบอัตโนมัติ ซึ่งด้วยความโดดเด่นด้านกล้องถ่ายภาพนี้เอง ทำให้ Samsung ตัดสินใจหยิบยก Galaxy S20 Ultra 5G เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับใช้ถ่ายทอดสดงานเปิดตัว Unpacked ครั้งล่าสุดด้วย

ด้านประสิทธิภาพการทำงาน แน่นอนว่าไฮเอนด์จัดเต็มยกชุด ทั้งหน้าจอแสดงผลตัวใหม่ Dynamic AMOLED 2X ขนาดใหญ่จุใจถึง 6.9 นิ้ว พร้อมค่า Refresh Rate สูงถึง 120Hz ช่วยให้การแสดงผลของหน้าจอเป็นไปอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด พร้อมการันตีคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบหน้าจอชั้นนำระดับโลกอย่าง DisplayMate ในระดับ A+ ซึ่งผู้ใช้จะมั่นใจได้ว่าหน้าจอแสดงผลของ Galaxy S20 Ultra 5G จะมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับที่ไว้ใจได้ พร้อมตอบโจทย์ทุกความบันเทิง รวมทั้งยังอัดแน่นเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่นชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อปรุ่นใหม่อย่าง Exynos 990, หน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR5 ที่ใหญ่ถึง 12GB หรือแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 5000mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงทั้งแบบมีสาย และไร้สาย รวมถึงสามารถแชร์พลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้

นอกจากนี้ฟีเจอร์อื่นๆ ก็ครบเครื่องไฮเอนด์จัดเต็มตามสไตล์เรือธงตัวท็อป โดยเฉพาะด้านการเชื่อมต่อนั้นรองรับเครือข่ายความเร็วสูงระดับ 5G ได้เลยทีเดียว สำหรับ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเราเอาไว้ที่ 39,900 บาท ดังเราจะพาไปติตดามกันต่อว่าสมาร์ทโฟนเรือธงระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุดของ Samsung นี้ จะมีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง และมีความสามารถสมกับค่าตัวระดับนี้หรือไม่ ผ่านบทความรีวิวจากทีมงาน Thaimobilecenter ครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า Dynamic AMOLED 2X โดยเป็นหน้าจอแสดงผลขอบบางเฉียบที่มีการเจาะรูด้านบนสำหรับติดตั้งกล้องหน้า หรือที่เรียกว่าดีไซน์ Infinity-O Display แบบเดียวกับที่ใช้บนรุ่นพี่อย่าง Galaxy Note 10 Series นั่นเอง แต่ต่างกันตรงที่ Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่เต็มตาถึง 6.9 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดหน้าจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Galaxy S Series เคยมีมาก็ว่าได้


หน้าจอ Galaxy S20 Ultra 5G รวมถึง S20 Series มีการอัปเกรดอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ ค่า Refresh Rate ที่สูงถึง 120Hz เทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนประเภทเกมมิ่งโฟน หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ ในเวลา 1 วินาที Galaxy S20 Ultra 5G จะสามารถแสดงภาพได้มากถึง 120 ภาพ ซึ่งนั่นหมายความว่า ยิ่งค่า Refresh Rate มากเท่าไหร่ หน้าจอก็จะสามารถแสดงผลได้อย่างลื่นไหลมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเองครับ

 

นอกจากนี้ หน้าจอของ Galaxy S20 Ultra 5G ยังได้รับการทดสอบจาก DisplayMate หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบหน้าจอระดับโลก ด้วยผลคะแนนทดสอบโดยรวมสูงสุดระดับ A+ พร้อมทั้งยังทำลายสถิติเกี่ยวกับหน้าจอแสดงผลรวมกว่า 12 รายการ ยกตัวอย่างเช่น ค่าความเที่ยงตรงของสี ที่มีความผิดเพี้ยนเพียง 0.5 JNCD (Just Noticeable Color Differences : ค่าความผิดเพี้ยนของสีที่สามารถมองเห็นได้), ค่าความสว่างสูงสุด (Peak Brightness) ที่ 1,342nits หรือขอบเขตสี (Color Gamut) กว้างที่สุด โดยรองรับการแสดงสีแบบ DCI-P3 ครอบคลุม 110% และ sRGB ครอบคลุม 139% เป็นต้น


ที่ด้านบนของหน้าจอติดตั้งกล้องหน้าเซลฟี่ความ ละเอียด 40 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสงกว้าง f/2.2 องศาในการรับภาพกว้าง 80 องศา พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF รวมทั้งพื้นที่ในส่วนนี้ยังใช้สำหรับติดตั้งเซ็นเซอร์สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Proximity Sensor สำหรับดับหน้าจออัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู และ Ambient Light Sensor สำหรับปรับแสงของหน้าจอให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ


ที่ด้านล่างของหน้าจอมาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบ สัมผัส ประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิคเชันทั้งหมด, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับ นอกจากนี้ พื้นที่ด้านล่างของหน้าจอยังติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic เอาไว้


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ


ที่ด้านขวาตัวเครื่องประกอบไปด้วยปุ่มปรับระดับ เสียง และปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิด เครื่อง และยังใช้เป็นปุ่มเรียกใช้งาน Bixby ภายในตัว


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก


ที่ด้านบนมาพร้อมกับไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัด เสียงรบกวน และถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot รองรับการใช้งานร่วมกับซิมการ์ดแบบ nanoSIM จำนวน 2 ซิมการ์ด และรองรับการเพิ่มหน่วยความจำเสริมผ่าน microSD Card ความจุสูงสุด 1TB ผ่านช่องใส่ซิมการ์ดที่สอง


ส่วนที่ด้านหลังยังคงเลือกใช้บอดี้โลหะ ผสมกระจกมันเงาคล้ายกับ Galaxy S10 Series แต่ความแตกต่างของ Galaxy S20 Ultra 5G กับ Galaxy S20 รุ่นอื่นๆ อยู่ตรงที่ สีสันจะไม่ได้เล่นเฉด หรือสะท้อนแสงออกมาเป็นสีปริซึมเหมือนกับ Galaxy S20 Series รุ่นอื่นๆ แต่อย่างใด โดยสีที่ทีมงานได้รับมารีวิวในนั้นนี้ก็คือสี Cosmic Black ส่วนอีกสีที่วางจำหน่ายควบคู่กันด้วยคือสีเทา Cosmic Gray ครับ


ที่ด้านบนมาพร้อมกับชุดโมดูลกล้องขนาดใหญ่ที่ ทาง Samsung ระบุว่าได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด โดยเลือกใช้เซ็ตอัพกล้องจำนวน 4 ตัว แบ่งออกเป็น

- กล้องตัวหลักเซ็นเซอร์ Bright Night เลนส์ Wide-Angle ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.33 นิ้ว รูรับแสงกว้าง f/1.8 พร้อมระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 องศาในการรับภาพกว้าง 120 องศา
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.5
- กล้อง DepthVision Camera สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้นได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็ว



เจาะลึกกล้องถ่ายภาพของ Galaxy S20 Ultra 5G มีอะไรใหม่?

อย่างที่เรากล่าวไปตั้งแต่ด้านต้นว่า กล้องของ Galaxy S20 Ultra 5G ได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งชุด ส่งผลให้มีขนาดของโมดูลกล้องที่ใหญ่กว่า Galaxy S20 Series รุ่นอื่นๆ โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ Samsung ตัดสินใจนำเซ็นเซอร์กล้องตัวใหม่แบบ Bright Night ที่มีความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซลมาใช้งานกับกล้องตัวหลัก โดยข้อดีของเซ็นเซอร์ตัวนี้นอกเหนือจากจะสามารถ่ายภาพความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล ทำให้ไฟล์ภาพมีความใหญ่เป็นพิเศษ ต่อยอดการใช้งานด้านต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น การ Crop ภาพบางส่วนที่ต้องการความคมชัดเป็นพิเศษ รวมถึงการนำไฟล์ภาพไปพิมพ์ขึ้นป้ายโฆษณา เป็นต้น


เซ็นเซอร์ Bright Night ยังมีจุดเด่นในเรื่องของการถ่ายภาพกลางคืน หรือการถ่ายภาพแสงน้อย เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 9-in-1 Pixel Binning สำหรับรวม 9 พิกเซลเล็ก เป็น 1 พิกเซลใหญ่ผ่านการประมวลผลของ AI ดีส่งผลให้ตัวเซ็นเซอร์มีพื้นที่ในการรับแสงมากขึ้นราว 3 เท่าเมื่อเทียบกับ Galaxy S20 หรือ S20+


นอกจากกล้องตัวหลักที่มีความละเอียดสูงกว่า Galaxy S20 Series รุ่นอื่นๆ แล้ว Galaxy S20 Ultra 5G ยังมาพร้อมกับกล้อง Telephoto แบบใหม่ที่มีความก้าวล้ำด้านการซูมภาพ โดยปกติแล้วกล้องที่สามารถซูมระยะไกลจะมี Focal Length ของเลนส์ที่มากตามไปด้วย ส่งผลให้ตัวเลนส์มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเราจะเห็นได้จากเลนส์ส่องนก หรือเลนส์ที่ใช้ในสนามกีฬา เป็นต้น แต่สำหรับสมาร์ทโฟนแล้ว การเพิ่มขนาดเลนส์ให้ใหญ่เพื่อรองรับการซูมภาพให้ไกล อาจดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก เนื่องจากสมาร์ทโฟนยังจำเป็นต้องมีความบาง และขนาดที่สามารถพกพาได้ง่าย


ดังนั้น Samsung จึงได้พัฒนากล้อง Telephoto ให้ใช้เลนส์แบบใหม่ที่เรียกว่า Folded Lens ซึ่งเป็นการวางเลนส์ในแนวนอนขนานไปกับตัวเครื่อง สามารถรับแสง และท้อนเข้าไปยังตัวเซ็นเซอร์รับภาพได้โดยตรง ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ว่าเลนส์ Telephoto จะมีความลึกมากกว่าเลนส์ตัวปกติ ก็เนื่องมาจากเลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ในการติดตั้ง เพื่อรองรับการซูมภาพในระยะไกล ซึ่งทาง Samsung ระบุว่า กล้อง Telephoto ของ Galaxy S20 Ultra 5G รองรับการซูมภาพ Hybrid Optic Zoom ได้ 10 เท่า ซึ่งเป็นการใช้ซูมภาพโดยใช้เลนส์ผสานกับซอฟท์แวร์ เพื่อให้ภาพที่ซูมยังคงมีความคมชัด และเมื่อนำระยะการซูมนี้ไปผสานกับระบบซูม Digital Zoom 10 เท่าแล้ว ส่งผลให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ซูมได้ไกลถึง 100 เท่าตามชื่อฟีเจอร์ 100x Space Zoom  ซึ่งก็นับว่าเป็นการเปิดมุมมองการถ่ายภาพใหม่ๆ ได้ดีทีเดียว


แม้ว่าในตอนนี้คะแนนทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง DxOMark ของ Galaxy S20 Ultra 5G จะยังไม่มีการเปิดเผยให้ทราบ แต่ Samsung ก็ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพของกล้อง Galaxy S20 Ultra 5G ให้เราได้เห็นกันแล้ว ผ่าน Live สดงาน Galaxy Unpacked 2020 ด้วย Galaxy S20 Ultra 5G รวมไปถึง Galaxy S20 Series รุ่นอื่นๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า กล้องถ่ายภาพของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีคุณภาพในระดับที่สามารถนำมาใช้กับงาน Professional ได้เต็มรูปแบบ


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI เวอร์ชัน 2.1 ใหม่ล่าสุดที่มีการเพิ่มลูกเล่นต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้งาน


ลากนิ้วจากขอบบนลงมาจะพบกับ Quick Panel ซึ่งเป็นแผงรวบรวมคีย์ลัดต่างๆ สำหรับตั้งค่าภายในตัวเครื่องอย่างรวดเร็ว


ผู้ใช้สามารถตั้งค่าปุ่มคีย์ลัดของแถบ Quick Panel ได้ด้วยตนเองผ่านการแตะที่ไอคอน 3 จุดบริเวณมุมขวาบน


หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่เราสามารถมองเห็นได้จาก แถบ Quick Panel คือ Live Caption สำหรับถอดเสียงจากคอนเทนต์ที่รับชมอยู่เป็นข้อความได้แบบเรียลไทม์ โดยในตอนนี้สามารถถอดเสียงภาษาไทยได้ด้วย


นอกจาก Live Caption ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Live Transcribe สำหรับแปลภาษาได้แบบเรียลไทม์ เพียงแค่พูดใช้พูดใส่สมาร์ทโฟนเท่านั้น


ส่วนพื้นที่ถัดลงมาจากแผง Quick Panel คือ Notification Center ซึ่งเป็นหน้าที่รวบรวมการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในตัวเครื่อง โดยเราสามารถปัดไปทางซ้ายหรือขวาอย่างรวดเร็วเพื่อลบการแจ้งเตือนได้ และหากปัดไปทางซ้ายหรือขวา และลากนิ้วค้างไว้ จะพบกับเมนูสั่งการทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ การตั้งค่าเกี่ยวกับการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ และ Snooze สำหรับเลื่อนการแจ้งเตือนออกไปตามระยะเวลาที่กำหนด


จากหน้าโฮมสกรีน เมื่อปัดไปทางซ้ายจะพบ Samsung Daily หรือก็คือ Bixby Home เวอร์ชันอัปเกรดใหม่นั่นเอง โดยภายในหน้านี้เราสามารถดูการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันที่เราเลือกเอาไว้ได้อย่าง ง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ, Flipboard สำหรับอ่านข่าว หรือเล่นเพลงได้โดยตรงจาก Spotify เป็นต้น

เมื่อแตะค้างที่ไอคอน จะพบกับคีย์ลัดสำหรับสั่งการสำหรับแอปพลิเคชันนั้นๆ แบบเร่งด่วน เช่น หากเป็นแอปพลิเคชัน Gallery จะปรากฏเมนูค้นหาภาพถ่าย หรือหากเป็นแอปพลิเคชัน Gmail จะปรากฏเมนูเขียนอีเมลแบบเร่งด่วน เป็นต้น


และหากแตะค้างที่โฟลเดอร์ จะสามารถปรับเปลี่ยนสีสันของพื้นหลังได้ด้วย


สำหรับแอปพลิเคชันพื้นฐานที่ติดตั้งมาให้ภายใน Galaxy S20 Ultra 5G จะแบ่งออกเป็น แอปพลิเคชันจากฝั่ง Google และแอปพลิเคชันจาก Samsung


แอปพลิเคชัน Gallery สามารถแสดงภาพถ่ายได้ทั้งหมด 4 หมวดหมู่ ได้แก่ Pictures สำหรับแสดงภาพถ่าย และคลิปวิดีโอทั้งหมดภายในตัวเครื่อง, Albums สำหรับแสดงภาพถ่ายแยกเป็นหมวดหมู่, Stories สำหรับแสดงภาพถ่ายที่ระบบทำการคัดสรรโดยแบ่งแยกตามเรื่องราวในชีวิตประจำวัน และ Shared สำหรับแสดงภาพถ่ายที่เราแชร์ให้กับผู้ใช้รายอื่นๆ


มาพร้อมกับแอปพลิเคชัน Galaxy Store แพลตฟอร์มสำหรับดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน และเกมยอดฮิตที่คัดสรรมาสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Galaxy โดยเฉพาะ


สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Galaxy Gift เพื่อเข้าถึงสิทธิ และดีลพิเศษสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน Galaxy เท่านั้น


นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Game Launcher สำหรับจัดเรียงแอพลิเคชันประเภทเกมให้เป็นหมวดหมู่ โดยภายในหน้า UI เราสามารถตรวจสอบเวลาที่เราใช้ไปกับการเล่นเกม, ปิดเสียงแจ้งเตือน รวมทั้งเข้าถึงแอปพลิเคชันแชทอย่าง Discord ได้ทันที


และที่สำคัญยังมีฟีเจอร์อย่าง Game Booster สำหรับช่วยรีดประสิทธิภาพการเล่นเกม โดยเราสามารถปรับรูปแบบการทำงานของสมาร์ทโฟนได้ทั้งหมด 3 แบบ Focus on performance ซึ่งจะเน้นไปในเรื่องของประสิทธิภาพการประมวลผลโดยรวมในระดับสูงสุด, Focus on balance ปรับประสิทธิภาพการทำงานให้สมดุลกับการใช้พลังงานแบตเตอรี่ และ Focus on power saving ซึ่งจะเน้นไปในเรื่องของการประหยัดพลังงานเป็นหลัก


ในฟังก์ชัน Game Booster ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจซ่อนอยู่ด้วย อย่างเช่น การเปิดใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos for Gaming เพื่อช่วยขับเสียงขณะเล่นเกมให้มีความกระหึ่มสมจริง หรือการเปิดใช้งานค่า Refresh Rate หน้าจอระดับ 48Hz เพื่อช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้นอีกขั้น


มาดูด้านลูกเล่นการใช้งานกันบ้าง สำหรับ Galaxy S20 Ultra 5G รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด โดยซิมการ์ดที่หนึ่งจะรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ขณะที่ซิมการ์ดที่สองจะรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่ายระดับสูงสุดที่ 4G ส่วนฟีเจอร์ VoLTE (Voice Over LTE) รองรับการใช้งานทั้งสองซิมการ์ด


มาพร้อมกับระบบ NFC ทำให้ผู้ใช้สามารถโอนถ่ายข้อมูลผ่าน Android Beam รวมถึงใช้สมาร์ทโฟนสำหรับจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Pay


มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์บนสมาร์ทโฟน ผ่านการเล่นเสียงได้แบบรอบทิศทาง


รองรับการทำงานร่วมกับ Dark Mode สำหรับปรับโทนสีของ UI ภายในตัวเครื่องให้อยู่ในรูปแบบสีดำ เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และยังช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกสบายตามากยิ่งขึ้น


หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกใส่เข้ามาบน Galaxy S20 Ultra 5G ก็คือ ค่า Refresh Rate ระดับสูงถึง 120Hz เทียบชั้นสมาร์ทโฟนระดับเกมมิ่ง โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะรองรับการทำงานก็ต่อเมื่อผู้ใช้ตั้งค่าความละเอียดหน้าจอไม่ เกินระดับ Full HD+


สามารถเลือกเปิดโหมดตัดแสงสีฟ้า เพื่อช่วยลดการเปล่งแสงสีฟ้าที่อาจเป็นอันตรายต่อดวงตา และยังทำให้สามารถใช้งานในสภาวะแสงน้อยได้อยางสบายตามากยิ่งขึ้น


สามารถปรับรูปแบบการแสดงสีสันของหน้าจอได้ทั้ง หมด 2 แบบ ได้แก่ Natural สำหรับปรับโทนสีให้เป็นธรรมชาติ และ Vivid สำหรับปรับโทนสีของหน้าจอให้มีความสดใส รวมทั้งผู้ใช้ยังสามารถปรับ White Balance ของหน้าจอได้ด้วยตนเอง


รองรับการปรับขนาดของตัวอักษรได้ทั้งหมด 8 ระดับ




และรองรับขนาดของการแสดงผลได้ทั้งหมด 5 ระดับ


สามารถปรับความละเอียดของหน้าจอได้ทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่ HD+, FHD+ และ WQHD+


รองรับการทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Video Enhancer สำหรับปรับแต่งประสิทธิภาพการทำงานขณะเล่นคอนเทนต์วิดีโอ โดยรองรับการทำงานร่วมกับ Youtube และ Netflix อีกด้วย


มาพร้อมฟีเจอร์ Easy Mode ซึ่งจะเป็นการขยายขนาดของไอคอน และรูปแบบการแสดงผลของหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกง่ายดาย


สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ Edge Screen หรือแถบคีย์ลัดที่ซ่อนเอาไว้บริเวณขอบหน้าจอ


 

รวมถึงฟีเจอร์ Edge Lighting สำหรับเปล่งแสงบริเวณขอบหน้าจอเมื่อมีการแจ้งเตือน


สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมสมาร์ทโฟนได้ ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ การใช้งานแถบสัมผัสบนหน้าจอ และการควบคุมด้วยท่าทาง (Gestures) ซึ่งเป็นการใช้นิ้วลากบริเวณขอบด้านล่างเพื่อสั่งการ ทำให้สมาร์ทโฟนแสดงผลได้อย่างเต็มพื้นที่


สามารถปรับเปลี่ยนธีม และวอลเปเปอร์ได้ที่แอปพลิเคชัน Galaxy Themes ซึ่งมีธีมพิเศษให้เลือกสรรอย่างมากมายทั้งแบบฟรี และจ่ายเงิน



แน่นอนว่าการที่ Galaxy S20 Ultra 5G เลือกใช้แผงหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X จะต้องรองรับการทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Always On Display หรือการแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ ขณะดับหน้าจออยู่ โดยเราสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลของนาฬิกา และสีสันได้อย่างอิสระ


ในส่วนของระบบความปลอดภัย Galaxy S20 Ultra 5G รองรับการสแกนใบหน้า ซึ่งบันทึกใบหน้าผู้ใช้งานได้สูงสุด 1 ใบหน้า และการสแกนลายนิ้วมือผ่านเซ็นเซอร์ Ultrasonic ซึ่งรองรับการบันทึกลายนิ้วมือสูงสุด 5 ลายนิ้วมือ


ในส่วนของการสแกนใบหน้านั้น ผู้ใช้สามารถตั้งค่าความปลอดภัยได้เองเพิ่มเติม อย่างเช่น การสแกนใบหน้าเมื่อผู้ใช้ลืมตาเท่านั้น


สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ Biometrics ที่ผู้ใช้ลงทะเบียนไว้ สามารถใช้งานร่วมกับ Samsung Pass ซึ่งเป็นการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่ถูกบันทึกไว้ อย่างเช่น ที่อยู่ , รหัสล็อกอิน หรือเลขบัตรเครดิต เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้สามารถยืนยันข้อมูลส่วนตัวกับแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย


สำหรับปุ่ม Power ด้านขวาตัวเครื่อง สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสั่งการได้ด้วยตนเอง เช่น กดสองครั้งเพื่อเรียกใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องการ หรือกดค้างไว้เพื่อเรียกใช้งาน Bixby เป็นต้น


ฟีเจอร์ Link To Windows สำหรับเชื่อมต่อ Galaxy S20 Ultra 5G เข้ากับ PC ได้แบบไร้สาย โดยผู้ใช้สามารถตอบข้อความแจ้งเตือน หรือดูรูปภาพล่าสุดภายใน Galaxy S20 Ultra 5G ได้จากคอมพิวเตอร์โดยตรง


ส่วนฟังก์ชัน Samsung DeX ซึ่งเป็นการปรับรูบแบบการทำงานของสมาร์ทโฟนให้อยู่ในโหมด PC ก็มีให้ใช้งานเช่นเดียวกัน


อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ Motions and Gestures หรือการสั่งการตัวเครื่องด้วยท่าทางต่างๆ อย่างเช่น การยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาในระดับพร้อมใช้งานเพื่อปลุกหน้าจอแบบอัตโนมัติ, แตะสองครั้งบนหน้าจอขณะที่ดับหน้าจออยู่ เพื่อปลุกหน้าจอ เป็นต้น


การเปิดเสียงเรียกเข้าผ่านการโบกมือเหนือหน้า จอ, การใช้สันมือปาดหน้าจอเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ หรือการปัดไปทางด้านขวาบนแอปพลิเคชัน Contact เพื่อโทรออกแบบอัตโนมัติ เป็นต้น


มาพร้อมกับ One Handed Mode หรือการใช้งานด้วยมือเดียว ซึ่งเป็นการย่อหน้า UI ของแอปพลิเคชันนั้นๆ ให้เล็กลงนั่นเอง โดยเราสามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ ปัดนิ้วจากตรงกลางของหน้าจอลงไปยังด้านล่าง และการแตะที่ปุ่ม Home เป็นจำนวน 2 ครั้ง


ฟีเจอร์ที่อยู่คู่กับสมาร์ทโฟน Samsung มาอย่างยาวนานนั่นก็คือ Dual Messenger ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโคลนแอปพลิเคชันเพื่อทำงานแยกออกจากกัน ทำให้เล่นโซเชียลมีเดียได้แบบ 2 แอคเคานท์นั่นเอง


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Direct Share สำหรับแชร์คอนเทนต์ให้กับรายชื่อผู้ติดต่อที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งฟีเจอร์นี้จะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ใช้อีกฝ่ายมี Direct Share เหมือนกันครับ


ฟีเจอร์ Digital Wellbeing สำหรับตรวจสอบปริมาณการใช้งานสมาร์ทโฟนในแต่ละวัน เพื่อให้ผู้ใช้บริหารเวลาการใช้งานได้อย่างเป็นระบบ


พร้อม Focus Mode สำหรับปิดการแจ้งเตือนต่างๆ เพื่อให้ผู้ใข้มีสมาธิอยู่กับการทำงาน หรือผู้ที่ต้องการเวลาส่วนตัว


นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ Wind Down สำหรับปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันทั้งหมด พร้อมกับปรับหน้าจอแสดงผลให้อยู่ในโทนสีเทา เพื่อเป็นการลดการรบกวนผู้ใช้ขณะเข้านอนนั่นเอง


รวมถึงฟีเจอร์ Family Link สำหรับควบคุมสมาร์ทโฟน และจำกัดสิทธิใช้งานต่างๆ ได้แบบระยะไกล ตอบโจทย์ผู้ปกครองที่ต้องการควบคุมปริมาณการใช้งานของลูกๆ




Bixby Routines สำหรับตั้งค่าคำสั่งลัดในรูปแบบ If Clause เช่น หากถึงที่ทำงาน ให้ปิดเสียแจ้งเตือน พร้อมกับปิด Wi-Fi เป็นต้น


ข้ามมาดูในส่วนของประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ต Exynos 990 Octa-Core Processor ตัวใหม่ล่าสุด ประกบคู่กับหน่วยตวามจำ RAM แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.0 ความจุ 128GB และระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย One UI 2.0 ตั้งแต่แกะกล่อง


เมื่อลองไปทดสอบการประมวลผลโดยรวมด้วยแอปพลิเค ชัน AnTuTu พบว่า สามารถทำคะแนนทดสอบได้ราว 505975 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว


ทดสอบการประมวลผลของ CPU ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 5 พบว่า ทำคะแนนทดสอบแบบ Single-Core ได้ทั้งหมด 426 คะแนน และทำคะแนนทดสอบแบบ Multi-Core ได้ทั้งหมด 2583 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิกด้วยแอ ปพลิเคชัน 3D Mark พบว่า ทำคะแนนทดสอบแบบ OpemGL ES 3.1 ได้ทั้งหมด 5476 คะแนน และทำคะแนนทดสอบแบบ Vulkan ได้ทั้งหมด 5195 คะแนน


ทดสอบความเร็วในการอ่านเขียนของหน่วยความจำ ROM พบว่าทำความเร็วในการอ่านได้สูงถึง 1549.73 MB/s


ส่วน GPS สามารถตรวจจับสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำ +- ไม่เกิน 6 เมตร


แน่นอนว่าด้วยคุณสมบัติระดับไฮเอนด์ การเล่นเกม 3 มิติยอดฮิตจะต้องลื่นไหลอย่างแน่นอน ซึ่งจากที่ทีมงานได้ทดสอบด้วยเกมที่มีกราฟิกค่อนข้างสวยงามอย่าง Mortral Kombat X และ Vainglory ก็พบว่าเล่นได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด แต่เมื่อเล่นเป็นระยะเวลานาน ก็พบว่าตัวเครื่องมีความร้อนปรากฏให้เห็นบ้าง แต่ก็สามารถถ่ายเทอุณหภูมิออกไปจากตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากภายในตัว เครื่อง Galaxy S20 Ultra 5G มีระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber นั่นเอง



ส่วนการเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงก็สามารถทำ ได้อย่างลื่นไหลเช่นกัน


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

หน้า UI ของ Galaxy S20 Ultra 5G ถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย จัดวางสัดส่วนคีย์ลัดสำหรับตั้งค่าเอาไว้ที่ด้านบน และโหมดการถ่ายภาพเอาไว้ที่ด้านล่าง โดยในส่วนของคีย์ลัดผู้ใช้สามารถตั้งค่าการเปิด-ปิด ไฟแฟลช, ตั้งเวลาถ่ายภาพ, เลือกอัตราส่วนของภาพถ่าย ได้ด้วยตนเอง


รองรับการถ่ายภาพในโหมด 108MP ซึ่งเป็นการถ่ายภาพเต็มความละเอียดของกล้องตัวหลัก โดยเราสามารถใช้งานฟังก์ชันนี้ได้ผ่านคีย์ลัดการตั้งค่าสัดส่วนภาพถ่าย


สำหรับไฟล์กล้องความละเอียด 108 ล้านพิกเซล จะอยู่ที่ประมาณ 28-40 MB ขึ้นอยู่กับดีเทลของภาพถ่ายครับ


สามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์ได้อย่างหลากหลาย แต่ที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ Galaxy S20 Ultra 5G จะมีฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า My Filters ซึ่งผู้ใช้สามารถดึงโทนสีจากภาพถ่ายที่ต้องการเพื่อนำมาเป็นฟิลเตอร์สำหรับถ่ายภาพ ได้


สามารถสลับเลนส์กล้องได้อย่างง่ายๆ เพียงแตะที่ไอคอนรูปต้นไม้ที่อยู่บริเวณด้านล่าง โดยระหว่างสลับเลนส์กล้องจะปรากฏแถบด้านล่างที่บอกถึงระยะซูมต่างๆ โดย Galaxy S20 Ultra 5G จะสามารถซูมภาพแบบ Digital Zoom ได้ไกลสุดถึง 100 เท่าเลยทีเดียว


สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์บิวตี้สำหรับปรับแต่งใบ หน้าให้มีความเรียบเนียนได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกปรับส่วนต่างๆ ของใบหน้าได้อีกด้วย


อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Galaxy S20 Ultra 5G ก็คือ Single Take ซึ่งเป็นการถ่ายวิดีโอเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยระบบจะนำเอาวิดีโอนั้นๆ มาปรับแต่งในรูปแบบต่างๆ รวมถึงคัดเลือกช็อตที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้แบบอัตโนมัติ



มาดูที่โหมดถ่ายภาพกันบ้าง เริ่มจากโมหด Live Focus สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ สามารถปรับระยะการถ่ายภาพได้ทั้งแบบกว้างเพื่อเก็บรายละเอียดของพื้นหลังร่วมกับแบบ และแคบเพื่อเน้นเก็บรายละเอียดของตัวแบบเป็นหลัก


นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบการเบลอฉากหลังได้ทั้งหมด 5 รูปแบบด้วยกัน


และสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์บิวตี้ในโหมด Live Focus ได้อีกด้วย


Night Mode สำหรับถ่ายภาพกลางคืนโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง สามรถใช้ได้ทั้งกล้องตัวหลัก, กล้องเลนส์มุมกว้าง และกล้องเลนส์ซูม โดยระบบจะทำการคำนวนระยะเวลาที่ใช้ถ่ายภาพโดยอ้างอิงจากสภาพแสงโดยรอบให้แบบ อัตโนมัติ


โหมด Pro สำหรับปรับแต่งการตั้งค่าของกล้องถ่ายภาพได้ด้วยตนเองคล้ายกับกล้องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ค่า ISO, ค่า White Balance หรือรูปแบบการโฟกัส เป็นต้น


โหมด Pano สำหรับถ่ายภาพในมุมกว้างพิเศษ ตอบโจทย์การเก็บภาพแบบวิวทิวทัศน์


โหมด Food สำหรับถ่ายภาพอาหาร ซึ่งระบบจะทำการเบลอส่วนต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม เพื่อดึงรายละเอียดของอาหารจานโปรดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Scene Optimizer สำหรับปรับแต่งการตั้งค่า และสีสันของภาพถ่ายตามวัตถุ หรือสภาพแวดล้อมให้แบบอัตโนมัติ



ด้านการถ่ายวิดีโอ สามารถบันทึกวิดีโอได้จากกล้องเลนส์ทุกระยะ พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K


นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ 8K Video Snap ซึ่งเป็นการบันทึกภาพนิ่งความละเอียด 33 ล้านพิกเซจากไฟล์วิดีโอความละเอียด 8K โดยผู้ใช้สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ผ่านแอปพลิเคชันเล่นวิดีโอภายในตัวเครื่องครับ


สามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์, My Filter รวมถึงฟีเจอร์บิวตี้ขณะถ่ายวิดีโอได้


สำหรับการซูมภาพในโหมดวิดีโอ จะสามารถซูมได้ไกลสุดที่ระดับ 20 เท่า


และยังมาพร้อมกับโหมด Pro Video สำหรับปรับแต่งการตั้งค่าขณะบันทึกวิดีโอได้เหมือนกับการถ่ายภาพนิ่ง


มาพร้อมกับโหมด Super Slow-mo สำหรับถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ที่ระดับ 960fps


และการถ่าย Slow Motion ที่ระดับ 480fps


รวมถึงการถ่ายวิดีโอแบบ Hyperlapse ซึ่งสามารถตั้งความเร็วได้สูงสุด 64 เท่า และยังสามารถใช้ถ่ายในเวลากลางคืนได้อีกด้วย


มาพร้อมกับ AR Zone ซึงภายในจะเป็นลูกเล่นสำหรับเทคโนโลยี AR ซึ่งตอบโจทย์ Galaxy S20 Ultra 5G ที่มีกล้อง Depth Vision เป็นอย่างมาก อย่างเช่น การสแกนวัตถุแบบ 3 มิติ ซึ่งสามารถสแกนได้ทั้งคน และสิ่งของ




โดยสิ่งที่เราสแกนมาสามารถนำไปใช้กับฟังก์ชัน ถ่ายภาพ และวิดีโอ หรือจะส่งต่อเป็นไฟล์ GIF ให้แก่เพื่อนๆ ก็ทำได้เช่นเดียวกัน




หรือ AR Doodles สำหรับวาดสิ่งต่างๆ ลงบนเฟรมถ่ายภาพ เพื่อช่วยเติมสีสันให้แก่การถ่ายวิดีโอ ซึ่งฟีเจอร์นี้ใช้งานได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลังครับ



มาดูที่กล้องหน้ากันบ้าง สำหรับอินเทอร์เฟสของกล้องหน้าถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายเหมือนกับกล้องหลัง โดยเราสามารถตั้งค่าเบื้องต้นเกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพได้ที่ด้านบน เช่น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การตั้งเวลาถ่ายภาพ, การตั้งสัดส่วนของภาพถ่าย


รวมถึงการเปิดใช้งานฟิลเตอร์ที่มีให้เลือกอย่าง หลากหลาย


รองรับการใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ My Filter


และฟีเจอร์บิวตี้สำหรับปรับใบหน้าของผู้ใช้งาน ให้มีความสวยงามแบบอัตโนมัติ รวมทั้งยังสามารถเลือกปรับส่วนต่างๆ ของใบหน้าได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น สกินโทน, ดวงตา หรือความเรียบเนียนของผิว


สามารถสลับองศาของกล้องหน้าเซลฟี่ให้กว้างขึ้น ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่แตะที่ไอคอนรูปคนด้านล่าง


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่ผ่านโหมด Single Take ซึ่งระบบจะทำการคัดเลือกภาพที่ดีที่สุด รวมถึงปรับแต่งภาพให้แบบอัตโนมัติ


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังละลาย หรือ Live Focus


และสามารถปรับรูปแบบการเบลอของฉากหลังได้ทั้ง หมด 5 รูปแบบ


รวมทั้งยังสามารถปรับระดับความเรียบเนียนของผิว ได้อีกด้วย


ในส่วนของการถ่ายวิดีโอ รองรับการบันทึกภาพที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K


พร้อมรองรับการเปิดใช้งานฟิลเตอร์


รวมถึงฟีเจอร์บิวตี้สำหรับปรับให้ใบหน้ามีความ เรียบเนียนมากยิ่งขึ้น




มาพร้อมกับ AR Emoji สำหรับสร้างตัวการ์ตูนอีโมจิน่ารักๆ เพื่อนำมาประกอบกับการถ่ายภาพ และการถ่ายวิดีโอ


AR Doodle สำหรับวาดข้อความที่ต้องการลงบนเฟรม เพื่อบันทึกเป็นวิดีโอไว้แชร์ต่อให้แก่เพื่อนๆ


รองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ หรือ Video Live Focus


โดยผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบการเบลอของฉากหลังได้ ทั้งหมด 4 รูปแบบด้วยกัน


พร้อมเปิดใช้งานฟีเจอร์บิวตี้ขณะอยู่ในโหมด Video Live Focus ได้ด้วย


รองรับการถ่ายวิดีโอเซลฟี่แบบ Slow Motion


และรองรับการถ่ายวิดีโอเซลฟี่แบบ Hyperlapse ซึ่งสามารถตั้งความเร็วได้สูงสุด 64 เท่า

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra Wide Angle


ภาพถ่ายในโหมด Night

 

เปรียบเทียบภาพถ่ายจากเลนส์มุมกว้างไปจนถึง 100x Zoom


ภาพถ่ายจากโหมด Live Focus

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ พร้อมเปิดเอฟเฟกต์บิวตี้


ภาพถ่ายจากโหมด Live Focus


ภาพถ่ายจากโหมด Live Focus พร้อมเปิดเอฟเฟกต์บิวตี้


สรุปผลการทดสอบของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเรือธงที่น่าสนใจมากที่สุดในปีนี้ของ Samsung เลยทีเดียวสำหรับ Galaxy S20 Ultra 5G เนื่องจากในปีนี้ทาง Samsung เน้นจัดเต็มทางด้านคุณสมบัติเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานแบบรอบด้าน ทั้งหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว คมชัดระดับ Quad HD+ การันตีคุณภาพระดับ A+ จาก DisplayMate เหมาะสำหรับการใช้งานสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่ผู้ใช้หันมาเสพคอนเทนต์บนหน้าจอมือถือกันมากขึ้น รวมทั้งยังตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบด้านการเล่นเกม เพราะ Samsung เลือกใส่ฟีเจอร์ Refresh Rate สูงถึง 120Hz ช่วยให้การแสดงผลดูลื่นไหลเนียนตา

ส่วนทางด้านประสิทธิภาพการทำงาน ก็ถือว่าอยู่ในระดับสูงสุด ทั้งชิปเซ็ตประมวลผลเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดของค่ายอย่าง Exynos 990 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7nm EUV ส่งผลให้ประหยัดพลังงาน และเร็วแรงยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเมื่อประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM แบบใหม่อย่าง LPDDR5 ที่ให้มาจุใจถึง 12GB ทำให้การสลับแอปพลิเคชันไปมาเป็นไปอย่างลื่นไหล ส่วนหน่วยความจำภายในเลือกใช้แบบ UFS 3.0 ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องของความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล ทำให้เราสามารถเปิดแอปพลิเคชัน บันทึกวิดีโอความละเอียดสูง รวมถึงดูรูปภาพ และดูไฟล์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่น่าเสียดายที่ในเบื้องต้นทาง Samsung นำ Galaxy S20 Ultra 5G เข้ามาวางจำหน่ายเพียงรุ่นความจุเดียวคือ 128GB แต่ก็ทดแทนด้วยการมอบคุณสมบัติการเพิ่มหน่วบความจำเสริมผ่าน microSD Card ได้สูงถึง 1TB



ไฮไลท์เด่นของรุ่นนี้ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้เลย นั่นก็คือชุดกล้องถ่ายภาพ 4 ตัวรูปแบบใหม่ ที่มาพร้อมกับกล้องตัวหลักความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล ทำให้เก็บรายละเอียดต่างๆ บนภาพถ่ายได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งทาง Samsung ยังยกระดับการถ่ายวิดีโอไปอีกขั้นด้วยระบบซูม 100x Space Zoom ช่วยเปิดมุมมองการถ่ายภาพในรูปแบบใหม่ๆ และ 8K Video Recording หรือการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงระดับ 8K พร้อมทั้ง Samsung ยังนำไปต่อยอดเป็นฟีเจอร์ 8K Video Snap สำหรับบันทึกภาพนิ่งจากวิดีโอ 8K รวมถึงฟังก์ชัน Single Take ที่ช่วยคัดเลือกภาพสวยๆ ในหลายๆ มุม จากการถ่ายวิดีโอเพียงไม่กี่วินาที ที่สำคัญอีกอย่างก็คือกล้องหน้านั้นมีความละเอียดสูงถึง 40 ล้านพิกเซล ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy ทุกรุ่นที่เคยมีมา

ส่วนฟีเจอร์อื่นๆ ก็นับว่าไฮเอนด์จัดเต็มสมกับเป็นเรือธงตัวท็อปของค่าย ทั้งการรองรับเครือข่ายความเร็วสูงระดับ 5G, ลำโพงคู่ที่ได้รับการปรับแต่งเสียงโดย AKG พร้อมรองรับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos, แบตเตอรี่ความจุสูงระดับ 5000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงทั้งแบบมีสาย และไร้สาย รวมถึงแชร์พลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ผ่านฟีเจอร์ Wireless PowerShare, ระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ 3 มิติ บนเทคโนโลยี Ultrasonic และตัวเครื่องดีไซน์ใหม่ที่ป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นได้หายห่วงในระดับ IP68

 




Samsung Galaxy S20 Ultra 5G เปิดราคาในประเทศไทยที่ 39,900 บาท กับตัวเลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สี Cosmic Black และ Cosmic Grey สามารถเป็นเจ้าของได้ที่ Samsung Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และพิเศษสำหรับผู้ที่สั่งซื้อ Galaxy S20 Ultra 5G ผ่าน Samsung Online Store ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม - 31 มีนาคม สามารถเลือกซื้อ Galaxy S20 Ultra 5G แบบชุดบันเดิลได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่


1. Galaxy S20 Ultra 5G & เตาอบไมโครเวฟ ราคา 37,626.89 บาท ซึ่งจะได้รับของแถมเป็น เตาอบไมโครเวฟ MS23K3555EW 23 ลิตร, Galaxy Fit e และ Galaxy S20 Ultra Leather Cover สีน้ำตาล

2. Galaxy S20 Ultra 5G & Gift Voucher ราคา 37,646.40 บาท ซึ่งจะได้รับของ แถมเป็น Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท, Galaxy Fit e และ Galaxy S20 Ultra Leather Cover สีน้ำตาล

 

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Samsung ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Samsung Galaxy S20 Ultra 5G มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ



จุดเด่นของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

- หน้าจอแสดงผลขอบโค้ง Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียดระดับ Quad HD+ (3200x1440 พิกเซล) ครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 6 พร้อมเทคโนโลยี 120Hz Display สำหรับแสดงผลบนตามค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz, รองรับช่วงสีแบบ DCI-P3 ไ้ด 100%, รองรับการแสดงผลแบบ HDR10+, ระดับความสว่างสูงสุด 1200 nits และอัตราส่วนค่าความเปรียบต่าง (Contrast Ratio) สูงสุด 2,000,000:1
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Ultrasonic ที่ตรวจจับลายนิ้วมือผู้ใช้งานได้แบบ 3 มิติ
- ฟีเจอร์ Eye Care Display สำหรับตัดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา
- ฟีเจอร์ Always On Display สำหรับแสดงการแจ้งเตือนขณะดับหน้าจอแสดงผล
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Exynos 990 ความเร็ว 2.73GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Mali-G77 MP11
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.0 ขนาด 128GB
- รองรับการเพิ่มหน่วยความจำแบบ microSD Card ความจุสูงสุด 1TB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย One UI 2.0

- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ดีไซน์ใหม่แบบ Square Camera แบ่งออกเป็น

            > กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล  รูรับแสงกว้าง f/2.2 พร้อมมุมรับภาพกว้าง 120 องศา
            > กล้องตัวหลัก (Wide Angle) ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ ISCOCELL Bright HMX ขนาด 1/1.33 นิ้ว พร้อมรูรับแสงกว้าง f/1.8, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และมุมรับภาพ 79 องศา
            > กล้อง Telephoto แบบ Folded Lens ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.5, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และมุมรับภาพ 24 องศา
            > กล้อง DepthVision (ToF)

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.2 พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ, รองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังละลาย Live Focus และ Single Take

- ฟังก์ชัน Scene Optimizer สำหรับประมวลผลภาพถ่ายให้สวยงามผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์
- ฟีเจอร์ Single Take สำหรับคัดเลือกภาพถ่าย และปรับแต่งให้อัตโนมัติโดย AI
- รองรับการซูมภาพแบบ Hybrid Optic Zoom 10 เท่า และรองรับการซูมภาพแบบ Digital Zoom ได้ที่ 100 เท่า (100x Space Zoom)
- ฟังก์ชัน Super Steady สำหรับช่วยลดอาการสั่นไหวขณะถ่ายวิดีโอ
- รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 8K ที่กล้องหลัง และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slo-Mo ที่ระดับ 960FPS
- ฟีเจอร์ 8K Video Snap สำหรับบันทึกภาพนิ่ง 33 ล้านพิกเซลจากวิดีโอ 8K
- รองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง
- โหมดถ่ายภาพกลางคืนแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง สามารถใช้งานได้กับกล้องทุกระยะ
- ฟังก์ชัน Dual Messenger สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Game Launcher สำหรับช่วยจัดระเบียบแอปพลิเคชันเกม และสรรทรัพยากรภายในตัวเครื่องให้เหมาะแก่การเล่นเกม
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ลำโพงคู่ (Stereo Speakers) ที่ปรับแต่งโดย AKG พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos และ Dolby Atmos for Gaming
- ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber
- คุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 สามารถกันน้ำได้ลึกสุด 1.5 เมตร เป็นเวลานานสูงสุด 30 นาที
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Super Fast Charging 45W, ระบบการชาร์จไร้สายความเร็วสูงแบบ Fast Wireless Charging 2.0 และระบบ Wireless PowerShare สำหรับแบ่งปันแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้แบบไร้สาย
- ฟีเจอร์ Link to Windows สำหรับเชื่อมต่อกับ PC ได้แบบไร้สาย
- ฟีเจอร์ Samsung DeX สำหรับเปลี่ยนการทำงานของสมาร์ทโฟนให้อยู่ในโหมด PC
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 5G NSA/SA Sub6/ mmWave, 4G LTE 4*4 MIMO, 3G, EDGE, GPRS, WiFi MIMO และ Wi-Fi 6
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Bluetooth 5.0, ANT+, NFC และ MST
- รองรับการทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Samsung Pay สำหรับทำธุรกรรมการเงินผ่านสมาร์ทโฟน
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของประเทศรัสเซีย, ระบบ Beidou ของประเทศจีน และระบบ GALILEO ของสหภาพยุโรป


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

- มีให้เลือกเพียงความจุเดียวคือ 128GB ซึ่งถือว่าเป็นความจุที่ไม่มากนักสำหรับสมาร์ทโฟนระดับเรือธงตัวท็อป
- ฝาหลังเป็นกระจกผิวสัมผัสมันเงา จึงทำให้เกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่ายหากไม่ใส่เคสป้องกัน
- เนื่องจากชุดกล้องหลัง 4 ตัวมีความนูนออกจากตัวเครื่องเป็นพิเศษ จึงทำให้จำเป็นต้องใส่เคสเพื่อปกป้องเลนส์กล้องจากรอยขีดข่วน และการตกกระแทก


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G


 

วันที่ : 27/03/2020