ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 27/10/2020


รีวิว (Review) Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G

เพาเวอร์โฟนที่ทรงพลังที่สุด อัปเกรดครั้งใหญ่ พร้อม S Pen โฉมใหม่ ด้วยจอ 120Hz Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass Victus, กล้อง Triple Camera 108MP ผสานซูมไกล 50 เท่า กับถ่ายวิดีโอ 8K, ปากกา S-Pen ใหม่ Latency 9ms, ชิปเซ็ต Exynos 990 ตัวท็อป, RAM LPDDR5 จัดเต็ม 12GB และลำโพงคู่ Dolby Atmos บนบอดี้สวยหรูพรีเมียมดีไซน์ใหม่ที่ไม่กลัวน้ำ
 

 

สวัสดีครับ ก็กลับมาพบกันอีกครั้งกับผม และทีมงาน Thaimobilecenter และที่อยู่ในมือของผมตอนนี้ก็คือ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G เพาเวอร์โฟนที่ทรงพลังที่สุดในชั่วโมงนี้จาก Samsung ใช่แล้วครับเรือธงตัวท็อปรุ่นใหญ่ใหม่ล่าสุดรุ่นนี้ถูกแบรนด์ขนานนามให้เป็น Powerphone ด้วยความสามารถระดับสูงหลายๆ อย่างที่ยกระดับให้ Note 20 Ultra 5G เป็นได้ยิ่งกว่า Smartphone ทั่วไป รวมทั้งมีการอัปเกรดให้ดีขึ้นจาก Note 10+ ในหลายๆ จุด ทั้งดีไซน์ภายนอก, การแสดงผล, ปากกา S-Pen, กล้องถ่ายภาพ, การประมวลผล, แบตเตอรี่ และที่สำคัญคือรองรับ 5G ในไทยได้ตั้งแต่แกะกล่อง ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันได้เลยครับ

 

 

แกะกล่อง พร้อมสำรวจอุปกรณ์ด้านใน

ก่อนอื่นเรามาเปิดกล่องดูกันครับว่าด้านในมีอะไรมาให้บ้าง โดยกล่องนี้เป็นแพ็กเกจเครื่องศูนย์ที่วางจำหน่ายจริงในประเทศไทย ไม่ใช่เครื่องทดสอบแต่อย่างใด

 

เมื่อเปิดกล่องออกมา ด้านบนสุดก็จะพบกับตัวเครื่อง Note 20 Ultra 5G สวยๆ งามๆ วางอยู่ด้านบนสุด

 

นอกจากนี้ก็จะมีอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการใช้งานแถมมาให้ ได้แก่ อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่แบบ Super Fast Charging กำลังไฟสูงสุด 25W

 

สาย USB Type-C

 

หูฟัง AKG แบบ USB Type-C พร้อมจุกยางสำรอง 2 คู่

 

เข็มจิ้มถาดซิมการ์ด

 

และคู่มือการใช้งานเบื้องต้น

 

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

เริ่มแรกก็มาดูดีไซน์ภายนอกกันก่อนครับ สำหรับ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G เครื่องนี้เป็นเฉดสีใหม่ที่เรียกว่า Mystic Bronze ซึ่งดูสวยหรูพรีเมียมเป็นพิเศษ และถือเป็นสีไฮไลท์ของ Note 20 Series ในปีนี้

 

โดยที่ด้านหน้าถูกครอบทับด้วยกระจกหน้าจอ Gorilla Glass Victus ที่มีขอบโค้ง 2 ด้าน ซึ่งถือว่าเป็นกระจกนิรภัยรุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัท Corning ที่ตามข้อมูลสามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้ 2 เท่าเมื่อเทียบกับ Gorilla Glass 6 และเป็น 4 เท่า เมื่อเทียบกับกระจกหน้าจอทั่วไป

 

ที่ขอบด้านบนนั้นมีลำโพงเสียงตัวที่สองซ่อนอยู่

 

และถัดลงมาเล็กน้อยจะเป็นกล้องถ่ายภาพที่ฝังอยู่ในหน้าจอ หรือที่เรียกว่าเป็นดีไซน์ไร้รอยบากแบบ Infinity-O Display

 

ที่ด้านหลังตัวเครื่อง กับกล้องถ่ายภาพนั้นถูกครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 6 โดยพื้นผิวนั้นจะเป็นแบบด้าน ไม่มันวาว จึงช่วยป้องกันรอยนิ้วมือ หรือคราบเปื้อนได้ดี

 

เมื่อตกกระทบกับแสงในมุมต่างๆ ก็จะดูมีความหรูพรีเมียมเป็นพิเศษ

 

แต่สิ่งที่ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือส่วนของกล้องถ่ายภาพนั้นมีความนูนขึ้นมาค่อนข้างมาก ดังนั้นเวลาวางเครื่องลงบนโต๊ะ หรือบนพื้นผิวใดๆ ก็คงต้องระวังเป็นพิเศษ

 

หรือทางที่ดีก็คือควรหาเคสมาป้องกันไว้

 

กรอบด้านข้างของตัวเครื่องนั้นเป็นสแตนเลสที่สวยงามดูดี และมีความแข็งแรงทนทาน

 

โดยที่ด้านซ้ายมีเพียงแค่แถบเสารับสัญญาณ

 

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม Side Key ที่สามารถเลือกการทำงานได้หลายรูปแบบ, ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และแถบเสารับสัญญาณ

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สอง, แถบเสารับสัญญาณ และช่องใส่ถาดซิมการ์ด

 

โดยถาดซิมการ์ดนั้นเป็นแบบ Hybrid Slot ซึ่งรองรับการใส่ nanoSIM พร้อมกัน 2 ซิม หรือจะใส่ nanoSIM 1 ซิม พร้อมกับใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD แทนก็ได้เช่นกัน โดยรองรับได้สูงสุดที่ขนาด 1 TB และในกรณีนี้หากเราต้องการใช้อีกเบอร์ เราก็สามารถใช้งานเป็น eSIM แทนได้

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องใส่ปากกา S-Pen, แถบเสารับสัญญาณ 2 แถบ, ลำโพงเสียงตัวหลัก, พอร์ต USB Type-C และรูไมโครโฟน

 

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ทั้งตัวเครื่อง และปากกา S-Pen มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP68 เช่นเดิม เรียกว่าใช้งานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอุบัติเหตุทางน้ำ

 

คุณสมบัติพื้นฐาน และระบบปฏิบัติการของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

Note 20 Ultra 5G เครื่องที่ผมนำมารีวิวนี้เป็นรุ่นความจุสูงสุดในซีรีส์คือ 512GB โดยเป็นเครื่องศูนย์ไทยโมเดล SM-N986B/DS

 

ซึ่งเลือกใช้พลังการประมวลผลของชิปเซ็ตเรือธงตัวท็อปใหม่ล่าสุดของ Samsung เองอย่าง Exynos 990 ความเร็ว 2.73 GHz พร้อมชิปประมวลผลกราฟิก Mali-G77 MP11

 

หน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB กับหน่วยความจำ ROM แบบ UFS 3.1 ขนาด 512GB

 

และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ถูกครอบทับด้วย One UI เวอร์ชัน 2.5

 

จอแสดงผลของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

สำหรับหน้าจอแสดงผลนั้นเป็นแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาด 6.9 นิ้ว พร้อมขอบโค้งด้านข้าง 2 ด้านที่ช่วยเพิ่มความพรีเมียม

 

กับการเจาะรูกล้องหน้าที่บริเวณส่วนกลางของขอบจอด้านบน

 

ความละเอียดของการแสดงผลอยู่ที่ระดับ Quad HD+ หรือ 3088x1440 พิกเซล เทียบได้กับความหนาแน่น 496 พิกเซลต่อนิ้ว ในอัตราส่วนแบบ 19.3:9

 

จุดขายสำคัญของหน้าจอก็คือมีค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 120Hz ที่ช่วยให้การแสดงผลดูไหลลื่นเนียนตามากขึ้น และตอบสนองได้รวดเร็วแม่นยำกว่าเดิม

 

พร้อมฟังก์ชัน Adaptive ที่ช่วยปรับค่า Refresh Rate ให้แบบอัตโนมัติตามการใช้งาน เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ หรือจะปรับเป็น 60 Hz เองก็ได้เช่นกัน

 

มีค่าความสว่างสูงสุดมากถึง 1500 nits ดังนั้นจึงยังคงมองเห็นได้ชัดเจนแม้ต้องใช้งานในที่กลางแจ้ง

 

มีค่า Contrast Ratio สูงสุดถึง 3,000,000:1 ดังนั้นจึงสามารถแสดงรายละเอียดภาพได้มีมิติสมจริง สีสันสดใสสวยงาม พร้อมสีดำที่ดำสนิท

 

รองรับการแสดงผลคอนเทนต์แบบ HDR10+ พร้อมรองรับขอบเขตสีแบบ DCI-P3 ได้เต็ม 100% และได้รับการรับรองมาตรฐาน Eye Care Certification จากสถาบัน SGS

 

นอกจากนี้ ภายใต้หน้าจอยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Ultrasonic ติดตั้งไว้ พร้อมทั้งรองรับการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าด้วยเช่นกัน

 

และหากท่านใดที่ติดตั้งกระจกกันรอยเพิ่มเติม ก็แนะนำให้เปิดฟังก์ชัน Touch Sensitivity ไว้ เพื่อให้หน้าจอสามารถตอบสนองได้ดีขึ้น

 

ส่วนลูกเล่นต่างๆ สำหรับการใช้งานขอบหน้าจอ ก็ใส่มาให้มากมายเช่นเดิมครับ เริ่มที่ Edge Screen ที่มีทั้ง Edge Panels และ Edge Lighting

 

โดย Edge Panels เราก็สามารถใช้เป็นแถบทางลัดสำหรับเข้าถึงแอปพลิเคชัน, รายชื่อ, Smart Select, เครื่องมือ และอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว

 

ไม่เพียงแค่นั้น เรายังสามารถเข้าไปดาวน์โหลด Edge Panels เพิ่มได้อีกมากมายจาก Galaxy Store ด้วยครับ

 

และยังมี Edge Lighting ที่จะแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ ด้วยการโชว์เอฟเฟกต์แสงไฟสวยๆ หลากหลายรูปแบบบนขอบของหน้าจอ พร้อมแสดงข้อมูลการแจ้งเตือนแบบ Pop-Ups ให้เราเห็น

 

ซึ่งเราสามารถตั้งค่าการใช้งาน Edge Lighting ได้เองตามใจชอบ ได้แก่รูปแบบของการแสดงผล ทั้งเอฟเฟกต์, สีสัน, ความโปร่งใส, ความกว้าง, ระยะเวลา, แอปพลิเคชันที่เปิดใช้ และการเลือกว่าจะให้แสดงผลเมื่อไหร่

 

นอกจากนี้ยังสามารถนำคลิปวิดีโอมาทำเป็นภาพพื้นหลังได้ แต่ใช้งานได้เฉพาะที่หน้า Lock Screen และความยาวคลิปต้องไม่เกิน 15 วินาที

 

มีฟังก์ชัน Always On Display มาให้ใช้งานเช่นเดิม โดยสามารถแสดงคอนเทนต์ได้หลากหลาย ทั้งนาฬิกา, ปฏิทิน, รูปภาพ, Bitmoji, ภาพเคลื่อนไหวแบบ GIF, ข้อมูลเพลง และการแจ้งเตือน

 

สามารถกำหนดสีของตัวหนังสือได้ และแน่นอนว่าเราสามารถเข้าไปดาวน์โหลด Always One Display แบบอื่นๆ ได้อีกมากมายใน Galaxy Themes

 

รวมทั้งรองรับฟังก์ชัน FaceWidgets ซึ่งเป็นการเข้าถึงข้อมูลแบบด่วนบนหน้า Lock Screen และ Always On Display

 

รองรับการแสดงผลแบบ Dark Mode หรือโหมดกลางคืน ที่ช่วยให้เราสบายตามากขึ้นเมื่อต้องมองหน้าจอในที่มืด หรือตอนกลางคืน

 

รองรับการตั้งค่าความละเอียดของหน้าจอสูงสุดที่ระดับ WQHD+ แต่ความละเอียดนี้จะไม่รองรับ Refresh Rate ที่ 120 Hz

 

รองรับการใช้งาน 2 หน้าต่างพร้อมกันด้วยฟังก์ชัน Multi Window หรือก็คือการเลือกไปที่คำสั่ง Open in Split Screen View นั่นเอง

 

มีฟังก์ชัน Smart Pop-Up View สำหรับย่อหน้าต่างให้เล็กลงมาเป็นแบบ Pop-up ซึ่งช่วยให้เราสามารถใช้งานฟีเจอร์อื่นๆ ไปพร้อมๆ กันได้ โดยสามารถเลื่อนหน้าต่าง Pop-up ได้อย่างอิสระ รวมทั้งสามารถย่อให้กลายเป็นไอคอนเล็กๆ ขณะที่ยังไม่ใช้งานได้, ปรับระดับความโปร่งแสงได้ และขยายให้เต็มหน้าจอได้ตามปกติ

 

รองรับการบันทึกหน้าจอเป็นคลิปวิดีโอด้วยความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD พร้อมการบันทึกเสียง และเปิดกล้องหน้าไปพร้อมๆ กัน

 

รองรับการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบ

 

และรองรับการใช้งานโหมดมือเดียว

 

การใช้งานปากกา S-Pen บน Galaxy Note 20 Ultra 5G

ต่อไปเราก็จะมาลองนำเอาปากกา S-Pen ที่ทรงพลังที่สุดในโลกออกมาดูกันบ้างครับ ซึ่งจะเห็นว่าปากกา S-Pen ที่มากับ Note 20 Ultra 5G นี้จะมีสีเดียวกับตัวเครื่อง เรียกว่าดูสวยหรูพรีเมียมไม่แพ้กัน

 

ส่วนขนาด กับน้ำหนักนั้น เท่ากันกับปากกา S-Pen ของรุ่นพี่อย่าง Note 10+ ทุกประการ

 

รวมทั้งมีขนาดหัวปากกาที่ 0.7 มิลลิเมตร

 

มีเทคโนโลยี Bluetooth สำหรับใช้งานเป็นรีโมทในระยะไม่เกิน 10 เมตรในที่โล่ง

 

ตรวจจับแรงกดได้ 4,096 ระดับ

 

และมีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นในระดับ IP68 เช่นเดียวกัน

 

แต่ปากกา S-Pen บน Note 20 Ultra 5G ก็มีฟีเจอร์ที่ถูกอัปเกรดให้ดีขึ้นหลายอย่าง ตั้งแต่แบตเตอรี่ Lithium Titanate ที่ช่วยให้สแตนด์บายได้นานขึ้นเป็น 24 ชั่วโมง จากเดิม 10 ชั่วโมง

 

ค่าเวลาแฝง หรือ Latency ที่เหลือเพียง 9ms จากเดิม 42ms จึงช่วยให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วแม่นยำมากขึ้น ยิ่งได้ทำงานร่วมกับหน้าจอ 120Hz ก็จะช่วยให้เราขีดเขียนได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม ราวกับเขียนอยู่บนกระดาษจริงๆ

 

ฟังก์ชัน Air Action ที่เพิ่มการสั่งงานด้วยท่าทางแบบใหม่ 5 ท่าทาง จากเดิมใน Note 10 Series ที่มีอยู่แล้ว 6 ท่าทางคือ ปัดซ้าย, ปัดขวา, ปัดขึ้น, ปัดลง, ตวัดทางซ้าย และตวัดทางขวา

 

มาคราวนี้เพิ่มให้อีก 5 ท่าทางคือ ปัดซ้ายแล้วย้อนกลับ เพื่อย้อนกลับไปยังหน้าที่แล้ว, ปัดขวาแล้วย้อนกลับ เพื่อเปิดดูรายการแอปพลิเคชันล่าสุด, ปัดขึ้นแล้วลง เพื่อกลับหน้าโฮม, ปัดลงแล้วขึ้น เพื่อเรียกใช้ฟังก์ชัน Smart Select และลากเป็นเส้นหยักเพื่อจับภาพหน้าจอ

 

แต่หากเราไม่ชอบค่าเริ่มต้นของ Air Action เหล่านี้ เราก็สามารถเข้าไปกำหนดการทำงานเองได้เช่นกัน

 

สามารถเปิดแก้ไขไฟล์ PDF พร้อมบันทึก และแชร์ให้เพื่อนได้ทันที

 

รวมทั้งสามารถแปลงโน้ตให้เป็นไฟล์ PowerPoint หรือ Word ได้

 

มีฟังก์ชัน Audio Bookmark ที่สามารถบันทึกเสียงไปพร้อมๆ กับจดโน้ตได้

 

มีฟังก์ชัน AI Neat Note หรือ Auto Straighten ที่ช่วยปรับข้อความที่เขียนเอียง ให้กลับมาเป็นแนวตรงสวยงามได้

 

ฟีเจอร์ Auto Sync ที่เปิดโอกาสให้ใช้อุปกรณ์อื่นๆ เปิดดู และปรับแก้โน้ตร่วมกันได้ ทั้งพีซี, แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ผ่านทางระบบ Samsung Cloud

 

นอกจากฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่แล้ว ฟีเจอร์ดีๆ ที่เคยมีก็ยังจัดเต็มเช่นเดิม

 

ทั้ง Screen Off Memo ที่เราสามารถจดบันทึกได้โดยไม่ต้องปลดล็อกหน้าจอ พร้อมทั้งปักหมุดไว้ได้ และกลับมาอ่านได้ในภายหลังที่ Samsung Notes

 

สามารถแปลงลายมือให้เป็นตัวพิมพ์ได้ และสามารถคัดลอกแล้วนำไปวางได้

 

มีฟังก์ชัน Screen Write สำหรับจับภาพหน้าจอ แล้วเขียนลงไป

 

สามารถเปิดโน้ตบนอุปกรณ์อื่นๆ ได้ เช่นเครื่องพีซี โดยสามารถเชื่อมต่อ Samsung Notes เข้ากับ OneNote หรือ Outlook บนพีซีด้วยการติดตั้ง Samsung Notes บนพีซี และใช้บัญชี Samsung เดียวกัน

 

มีฟีเจอร์ Link to Windows ทำให้เราสามารถนำแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนไปใช้งานบนพีซีได้

 

และสามารถแชร์ผลงานใน Samsung Notes ของเราไปสู่สังคมออนไลน์ของผู้ใช้งาน Galaxy Note ด้วยกันได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน PENUP

 

กล้องถ่ายภาพตัวหลัก (กล้องหลัง) ของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของ Note 20 Ultra 5G ก็คือกล้องถ่ายภาพนั่นเองครับ โดยมาพร้อมกับกล้องหลังไฮเอนด์ 3 ตัว ที่ครอบคลุมการถ่ายภาพทุกระยะ ประกอบไปด้วย

 

กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2, เม็ดพิกเซลขนาด 1.2 ไมครอน และมุมรับภาพ 120 องศา

 

กล้องตัวหลัก หรือกล้อง Wide ความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล บนเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.33 นิ้ว พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8, ระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, เม็ดพิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน และมุมรับภาพ 79 องศา

 

กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f3.0, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, มุมรับภาพ 20 องศา, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, ซูมแบบ Optical ได้สูงสุด 5 เท่า และซูมแบบ Super Resolution ได้สูงสุด 50 เท่า

 

และที่อยู่ด้านข้างของเลนส์กล้องก็คือไฟแฟลช LED แบบ High CRI ที่ช่วยให้สีมีความเที่ยงตรง

 

เซนเซอร์ Laser Autofocus ที่ช่วยให้การโฟกัสรวดเร็วแม่นยำขึ้นแม้ในที่แสงน้อย และไมโครโฟนตัวที่สามตรงขอบด้านข้างของโมดูลกล้อง

 

โดยฟีเจอร์เด่นอย่างแรกของกล้องถ่ายภาพก็คือการเก็บภาพได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 108 ล้านพิกเซล หรือ 12000x9000 พิกเซล

 

ซึ่งช่วยให้สามารถเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างคมชัดครบถ้วน แม้จะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของภาพ เรียกว่าสามารถนำไปพิมพ์เป็นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่แบบที่เห็นกันบนตึกได้เลยทีเดียว แต่การเก็บภาพที่ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ก็จะตามมาด้วยไฟล์ภาพที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเช่นกัน

 

ดังนั้นกล้องของ Note 20 Ultra 5G จึงได้ใส่เทคโนโลยี 9-in-1 Pixel Binning เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นการรวม 9 พิกเซลเล็ก ให้กลายเป็น 1 พิกเซลใหญ่ สุดท้ายจากความละเอียดแบบเต็มๆ ของเซนเซอร์ที่ 108 ล้านพิกเซล ก็จะถูกรวมพิกเซลให้เหลือเป็นไฟล์ภาพความละเอียด 12 ล้านพิกเซลแทน และแต่ละพิกเซลก็จะมีคุณภาพสูงขึ้นจากการรับภาพร่วมกันของ 9 พิกเซล ซึ่งไฟล์ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลนี้ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว และขนาดไฟล์ก็ไม่ใหญ่จนกินพื้นที่เก็บข้อมูลมากเกินไปด้วยนั่นเอง

 

ฟีเจอร์ไฮไลท์อีกอย่างก็คือความสามารถของการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดถึงระดับ 8K ที่ความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที หรือมีความละเอียดคมชัดมากกว่าวิดีโอ 4K ถึง 4 เท่า

 

รวมทั้งสามารถจับภาพจากวิดีโอ 8K ให้กลายเป็นไฟล์รูปความละเอียด 33 ล้านพิกเซลได้อีกด้วย

 

เรื่องการซูมก็นับว่าเป็นไฮไลท์ด้วยเช่นกัน เพราะสามารถซูมแบบ Optical ได้ไกล 5 เท่า และสามารถซูมต่อไปได้ไกลสูงสุดถึง 50 เท่า ด้วยเทคโนโลยี Super Resolution Zoom ซึ่งด้วยระบบป้องการสั่นแบบ OIS จึงช่วยให้เราสามารถใช้มือถือเครื่องถ่ายขณะที่ซูมไกลๆ ให้นิ่งได้โดยไม่ยากนัก แม้จะเป็นการซูมสูงสุดที่ระดับ 50 เท่าก็ตาม แต่หากใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องได้ก็จะดีที่สุด

 

อย่างไรก็ดี ก็ต้องยอมรับว่ารายละเอียดของภาพที่ได้จากการซูมสูงสุด 50 เท่านั้น คงไม่ได้คมชัดเท่ากับระยะปกติ แม้จะยังพอมองเห็นรายละเอียด แต่ก็จะมีลักษณะเป็นวุ้น ดังนั้นหากจะนำไปใช้งานจริง แนะนำให้ซูมที่ระยะไม่เกิน 10 เท่า ก็จะได้ภาพที่ยังคงมีความคมชัดสวยงามแทบไม่ต่างไปจากระยะปกติ แต่ก็ควรจะมีสภาพแสงที่ดีด้วยเช่นกัน

 

ด้วยเซนเซอร์ Laser Autofocus เมื่อทำงานร่วมกับระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF จึงช่วยให้กล้องสามารถโฟกัสได้รวดเร็วแม่นยำมากขึ้นแม้ในมืด หรือในที่แสงน้อย และยังมาพร้อมกับระบบโฟกัสติดตามวัตถุ หรือ Tracking Focus อีกด้วย

 

ซึ่งระบบ Tracking Focus จะช่วยโฟกัสไปยังสิ่งที่เราเลือกเอาไว้ แม้สิ่งนั้นจะมีการเคลื่อนที่, มีการเปลี่ยนระยะ หรือหลุดออกจากเฟรมด้วยก็ตาม โดยรองรับทั้งการถ่ายภาพนิ่ง และการถ่ายวิดีโอ

 

มีระบบ Scene Optimizer ซึ่ง AI จะช่วยวิเคราะห์สิ่งที่เราถ่ายอยู่ว่าคืออะไร แล้วปรับตั้งค่ากล้องให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ

 

และหากตรวจเจอว่าเป็นหน้าเอกสาร กล้องก็จะแสดงปุ่มสแกนให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นภาพหน้าเอกสารที่ไม่บิดเบี้ยว

 

เรื่องการป้องกันการสั่นนั้นก็ยังคงมาพร้อมกับระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS ในกล้องหลัก

 

และสำหรับการถ่ายวิดีโอก็ยังมีระบบ Super Steady ให้เลือกใช้งานเพิ่มเติม ซึ่งมีเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยให้ภาพคมชัด, ลดการสั่นไหว และมีขนาดพิกเซลที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีระบบป้องกันการสั่นแบบ VDIS (Video Digital Image Stabilization) มาช่วยด้วยเช่นกัน

 

รองรับการถ่ายวิดีโอในโหมดโปร ซึ่งเราสามารถตั้งค่าไมโครโฟน, ความไวแสง, ความเร็วชัตเตอร์, ค่าชดเชยแสง, ระยะโฟกัส, สมดุลสีขาว, โทนสี, แสงเงา และกำหนดความเร็วของการซูมได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะต้องการซูมช้าๆ อย่างนุ่มนวล หรือจะซูมเร็วๆ ให้มีความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจก็ได้เช่นกัน

 

โดยการตั้งค่ารับเสียงของไมโครโฟนนั้นมีทั้งแบบ Omni ซึ่งจะรับเสียงจากทุกทิศทาง, แบบ Front ซึ่งจะรับเสียงจากด้านหน้า และแบบ Rear ซึ่งจะรับเสียงจากด้านหลัง เรียกได้ว่าสามารถเลือกสไตล์เสียงได้ตามใจชอบ

 

รวมทั้งรองรับไมโครโฟนภายนอกที่เชื่อมต่อผ่านทางพอร์ต USB Typc-C และ Bluetooth ด้วยเช่นกัน

 

ที่น่าสนใจก็เช่นเราสามารถนำเอาหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Galaxy Buds Live มาใช้เป็นไมโครโฟนไร้สายได้ เรียกว่าช่วยเพิ่มความคล่องตัว และช่วยให้เสียงพิธิกรดังชัดเจนไม่ถูกรบกวนจากเสียงรอบข้างนั่นเอง

 

ไม่เพียงเท่านั้น เพราะยังมาพร้อมกับระบบการบันทึกเสียงแบบ Zoom-in-Mic ที่จะเพิ่ม-ลดระดับเสียงที่บันทึกตามระยะการซูม นั่นคือซูมเข้าใกล้เสียงจะยิ่งดังขึ้น และซูมออกเสียงจะเบาลง

 

มีโหมด Single Take ที่กดถ่ายเพียงแค่ครั้งเดียว เราก็จะได้ผลลัพธ์เป็นเซ็ตรูป กับวิดีโอหลากหลายรูปแบบ พร้อมการแนะนำช็อตที่ดีที่สุด และสำหรับภาพบุคคลเราก็สามารถเลือกสีพื้นหลังได้ด้วย โดยเราสามารถเลือกช่วงเวลาของการบันทึกได้ตั้งแต่ 5 วินาที ไปจนถึง 15 วินาที

 

การถ่ายภาพกลางคืน ก็จะมี Night Mode ให้ใช้งาน ซึ่งอาศัยเทคโนโลยี Nona-Binning ที่จะรวมภาพหลายเฟรมเข้าด้วยกัน พร้อมประมวลผลให้ภาพสุดท้ายที่ได้มีสีสันที่สวยงาม, มีรายละเอียดคมชัด และมีจุดรบกวนน้อย

 

มีโหมด Live Focus สำหรับการถ่ายภาพนิ่ง และโหมด Live Focus Video สำหรับการถ่ายวิดีโอ ซึ่งสามารถช่วยเบลอฉากหลังได้ 7 ระดับตามที่เราต้องการ รวมทั้งสามารถเลือกเอฟเฟกต์ของการเบลอได้หลากหลายรูปแบบ โดยภาพนิ่งจะมีแบบ Blur, Big Circle, Spin, Zoom และ Color Point ส่วนวิดีโอจะมีแบบ Blur, Big Circle, Color Point และ Glitch

 

มีฟังก์ชัน Shot Suggestions ที่ช่วยแนะนำมุมถ่ายภาพสวยๆ ให้เรา หรือช่วยปรับแนวขอบฟ้าให้ตรงหากเราถือเครื่องเอียง

 

นอกจากนี้ก็จะมีโหมดถ่ายภาพแบบ Pro ที่เราสามารถปรับตั้งค่าได้เอง ทั้งความไวแสง, ความเร็วชัตเตอร์, ค่าชดเชยแสง, ระยะโฟกัส, สมดุลสีขาว, สีสัน และแสงเงา

 

มีโหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง ซึ่งรองรับการถ่ายทั้งแนวตั้ง และแนวนอน

 

มีโหมดถ่ายภาพอาหาร ที่สามารถเปิด-ปิดการเบลอฉากหลัง และปรับโทนสีได้

 

การถ่ายวิดีโอ 4K เราสามารถสลับกล้องหลัง กับกล้องหน้า ระหว่างการถ่ายวิดีโอ 4K ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด

 

หากเราเลือกถ่ายวิดีโอแบบ Full HD ที่ความเร็ว 120 เฟรมต่อวินาที เมื่อนำมาเปิดเล่น หน้าจอก็จะปรับการแสดงผลเป็นแบบ 120Hz ให้โดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน

 

รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Super Slow Motion ที่ความเร็วสูงสุด 960 เฟรมต่อวินาที แต่ก็ยังได้เพียงแค่ความละเอียดที่ระดับ HD 720p เช่นเดิม ซึ่งหากต้องการคลิปวิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ความเร็วสูงสุดจะเป็นแบบ Slow Motion ปกติ ซึ่งจะอยู่ที่ 240 เฟรมต่อวินาที

 

รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Hyperlapse ที่ความละเอียดระดับ Full HD 1080p ซึ่งเราสามารถเปิดใช้ระบบป้องกันการสั่นแบบ Super Steady ได้, เปิดโหมด Night Hyperlapse เพื่อถ่ายตอนกลางคืนได้ และปรับความเร็วได้ตั้งแต่ 4 เท่า ไปจนถึง 64 เท่า

 

รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ HDR10+ พร้อมเทคโนโลยี Dynamic Tone Mapping ที่ช่วยให้กล้องสามารถปรับการรับแสงรับสีให้เหมาะสมได้แบบ Real-Time

 

รองรับการบันทึกด้วยการเข้ารหัสวิดีโอคุณภาพสูงแบบ HEVC หรือ High Efficiency Video Coding

 

และมีแอปพลิเคชันสำหรับตัดต่อวิดีโอมาให้พร้อมใช้งาน ซึ่งมีฟังก์ชันพื้นฐานมาให้ครบครัน ทั้งการตัด, การใส่ฟิลเตอร์, การใส่สติกเกอร์,  การวาดรูป, การใส่ข้อความ, ฟังก์ชันบิวตี้, การปรับความเร็ว และการใส่เพลงประกอบ

 

กล้องถ่ายภาพด้านหน้าของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

มาดูฟีเจอร์ของกล้องหน้าแบบ In-Display ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล กันบ้างครับ อย่างแรกคือแม้จะเป็นเพียงแค่กล้องหน้า แต่ก็มีระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติที่รวดเร็วแม่นยำแบบ Dual Pixel ติดตั้งมาให้ด้วย พร้อมระบบตรวจจับใบหน้า

 

โดยกล้องหน้านี้มาพร้อมกับรูรับแสงขนาด f2.2, เม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน และมุมรับภาพ 80 องศา

 

ฟังก์ชันที่น่าสนใจอันต่อมาก็คือ Smart Selfie Angle โดยหากกล้องเห็นว่าเรากำลังเซลฟี่อยู่คนเดียวก็จะเลือกใช้มุมรับภาพแบบปกติ แต่หากมีคนเข้ามาเพิ่มในเฟรม กล้องก็จะทำการขยายมุมรับภาพให้กว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เราก็ยังสามารถกดเลือกมุมรับภาพเองได้เช่นเดิมว่าจะให้เป็นมุมปกติ หรือมุมกว้าง

 

รองรับการถ่ายภาพด้วยโหมด Single Take เช่นเดียวกับกล้องหลัง

 

สามารถใช้โหมดถ่ายภาพกลางคืนได้

 

มีโหมด Live Focus กับ Live Focus Video ซึ่งสามารถเลือกระดับความเบลอ กับเอฟเฟกต์ได้ไม่ต่างจากกล้องหลัง

 

กล้องหน้าสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ที่ความเร็ว 60 เฟรมต่อวินาที เลยทีเดียวครับ

 

พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion และ Hyperlapse

 

การใช้งาน Bixby Vision และ AR (Augmented Reality) ของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

กล้องของ Note 20 Ultra 5G ไม่เพียงแค่โดดเด่นด้านการถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ทำงานร่วมกับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Bixby และเทคโนโลยี AR อีกด้วย

 

เริ่มที่ Bixby Vision ที่เราสามารถส่องกล้องไปยังสิ่งที่เราต้องการทราบข้อมูลได้ ทั้งข้อมูลไวน์, การแปลภาษา ซึ่งรองรับภาษาไทยได้ด้วย, การหาว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร, การหาข้อมูลร้านค้า พร้อมราคาของสิ่งที่เราสนใจ และการสแกน QR Code

 

ต่อด้วยการใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AR หรือ Augmented Reality ซึ่งใน Note 20 Ultra 5G นั้นมีใส่มาให้แบบจัดเต็มเลยทีเดียวภายใน AR Zone ทั้ง AR Emoji Camera ที่เราสามารถสร้างตัวละคร 3 มิติด้วยใบหน้าของเราเองได้แบบเสมือนจริง

 

ซึ่งเราสามารถปรับแต่งรายละเอียดได้เองทั้งใบหน้า, ทรงผม, เครื่องสำอาง, เสื้อ, กางเกง, รองเท้า และอุปกรณ์สวมใส่อื่นๆ

 

รวมทั้งตัวละครที่มีอยู่แล้วในเครื่อง โดยเฉพาะตัวละครยอดนิยมจากค่าย Disney

 

โดยตัวละคร AR Emoji เหล่านี้เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งถ่ายเป็นภาพ หรือคลิปวิดีโอสนุกๆ เก็บไว้ได้ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนฉากหลัง, การใส่เป็นหน้ากาก

 

การส่องกระจกแล้วทำท่าทาง และการนำตัวละครของเราไปยืนบนจุดใดๆ ในกล้อง รวมทั้งให้เดิน หรือเต้นไปตามเส้นทางที่เราลากเอาไว้ได้

 

มี AR Emoji Stickers ที่เราสามารถนำเอาตัวละคร AR Emoji มาทำเป็นสติกเกอร์แบบเคลื่อนไหวไฟล์ GIF หรือแบบภาพนิ่งได้ ซึ่งมีทั้งที่เครื่องสร้างไว้ให้แล้วกว่า 30 แบบ

 

และเราก็ยังสามารถสร้างสติกเกอร์ใหม่ขึ้นมาเองได้ โดยเลือกได้ทั้งพื้นหลัง, การแสดงสีหน้า, การแสดงท่าทาง, การแทรกสติกเกอร์, การใส่ข้อความ และการวาดรูป

 

มี AR Emoji Studio ที่เป็นศูนย์รวมคอนเทนต์ทุกอย่างเกี่ยวกับ AR Emoji เอาไว้ในที่เดียว ซึ่งเราสามารถเข้ามาดาวน์โหลดคอนเทนต์ และมองหาไอเดียใหม่ๆ เกี่ยวกับ AR Emoji ได้ที่นี่

 

มี AR Doodle ที่ช่วยให้เราสามารถบันทึกคลิปวิดีโอ พร้อมกับวาดรูปด้วยลายเส้นแบบต่างๆ ลงไปบนใบหน้าของเรา หรือบนฉากในคลิปได้แบบ Real-Time และมีการเคลื่อนตำแหน่งไปตามการเคลื่อนไหวในรูปแบบของ AR

 

มี Deco Pic ที่ช่วยให้เราสามารถใส่กราฟิกเคลื่อนไหวแบบ GIF, หน้ากาก, กรอบ และตราประทับ ลงไปบนใบหน้าของเราได้

 

มีแอปพลิเคชัน Picture Link ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างคอนเทนต์แบบ AR ลงไปบนพื้นผิวที่แบนราบธรรมดาๆ ให้ดูมีความเคลื่อนไหว, สวยงามแปลกใหม่ และดึงดูดสายตา

 

มีฟังก์ชัน Quick Measures สำหรับใช้วัดระยะห่างจากตัวเครื่อง หรือวัดระยะบนพื้นผิวต่างๆ ที่มองเห็นผ่านกล้องด้วยเทคโนโลยี AR เรียกว่านำมาใช้งานแทนไม้บรรทัด, ตลับเมตร หรือสายวัดในเบื้องต้นได้เลยทีเดียว

 

แบตเตอรี่ของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

แบตเตอรี่ของ Note 20 Ultra นั้นมีความจุอยู่ที่ 4500 mAh พร้อมระบบปรับการใช้พลังงานอัตโนมัติให้เหมาะสมกับการใช้งาน

 

มีระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Super Fast Charging 2.0 ด้วยกำลังไฟสูงสุด 25W นั่นคือสามารถชาร์จได้มากกว่า 50% ภายในเวลา 30 นาที แต่ก็น่าเสียดายที่ถูกตัดการชาร์จด้วยกำลังไฟ 45W ออกไป และรองรับระบบชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายความเร็วสูงแบบ Fast Wireless Charging 2.0 ด้วยกำลังไฟสูงสุด 15W

 

และรองรับฟีเจอร์ Wireless PowerShare ด้วยกำลังไฟสูงสุด 4.5W ซึ่งด้วยฟีเจอร์นี้จะช่วยให้เครื่อง Note 20 Ultra 5G สามารถแชร์พลังงานให้กับสมาร์ทโฟน, หูฟัง, นาฬิกา และอื่นๆ ที่รองรับได้แบบไร้สาย

 

คุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

ในเรื่องของเทคโนโลยีเครือข่าย และการเชื่อมต่อ แน่นอนครับว่าใส่มาให้แบบเต็มๆ เริ่มตั้งแต่รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G ทั้งแบบ Non-Standalone และ Standalone พร้อมรองรับเทคโนโลยี Sub6 และ mmWave ตามมาตรฐาน และรองรับเครือข่าย 4G LTE Cat.20 ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 2.0Gbps พร้อมรองรับการรวมคลื่นความถี่สูงสุด 7 คลื่นความถี่ หรือ 7CA

 

รองรับเครือข่าย Wi-Fi 6 ที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 1.2Gbps พร้อม Wi-Fi Optimizer ที่ช่วยลดความหน่วงขณะใช้งาน

 

มีเทคโนโลยี Bluetooth 5.0 พร้อมฟังก์ชัน Dual Audio ที่เราสามารถเล่นเพลง หรือเสียงจากสมาร์ทโฟน บนอุปกรณ์บลูทูธ 2 อุปกรณ์พร้อมกันได้

 

พร้อมรองรับเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้แบบ NFC กับ MST และแน่นอนว่า Note 20 Ultra 5G เครื่องนี้สามารถใช้งานร่วมกับบริการ Samsung Pay ได้

 

รองรับการเชื่อมต่อแบบ UWB ซึ่งการเชื่อมต่อแบบ Ultra Wide Band นี้มีเพื่อการใช้งานแบบ Point to Share บนเทคโนโลยี Advanced Spatial Awareness ที่ช่วยให้แชร์ข้อมูลได้ง่าย และรวดเร็ว เพียงแค่ชี้สมาร์ทโฟน ไปยังสมาร์ทโฟนอีกเครื่องที่รองรับ

 

รองรับการระบุตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม GPS, A-GPS, Galileo, Glonass และ BeiDou ซึ่งสามารถรับสัญญาณได้รวดเร็ว และมีความแม่นยำ

 

รองรับการเชื่อมต่อกับจอทีวีผ่านทาง Smart View แบบไร้สายที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที หรือทาง DisplayPort ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ที่ความเร็ว 60 เฟรมต่อวินาที

 

รองรับการใช้งาน Video Calling ผ่านทาง Google Duo ที่ความละเอียดระดับ Full HD บนเครือข่าย 5G และ Wi-Fi 6 พร้อมเทคโนโลยี Wi-Fi Optimizer

 

รองรับการใช้งาน Samsung DeX ด้วยการเชื่อมต่อกับจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์แบบไร้สาย ช่วยให้เราสามารถชมภาพยนตร์ หรือใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ได้พร้อมกัน โดยยังสามารถใช้สมาร์ทโฟนทำงานอย่างอื่นไปด้วยได้

 

ระบบเสียงของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

เรื่องระบบเสียงของ Note 20 Ultra 5G ก็นับว่ายอดเยี่ยมเช่นกัน โดยมากับลำโพงคู่ พร้อมรองรับระบบเสียง Dolby Atmos, Dolby Digital และ Dolby Digital Plus, รองรับไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ UHQ 32-bit, DSD64/128 และ PCM 32-bit นอกจากนี้ก็มีหูฟัง AKG เสียงดีที่แถมมาให้ในกล่อง และเลือกใช้ไมโครโฟนแบบ High AOP Mic ที่ให้เสียงชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน แม้อยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวน

 

นอกจากนี้ก็ยังรองรับการปรับ Equalizer, ฟังก์ชัน UHQ Upscaler และฟังก์ชัน Adapt Sound

 

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

ฟังก์ชันที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Bixby Routine ซึ่งจะทำงานในลักษณะของชุดคำสั่งหลายๆ อย่างตามที่เรากำหนดไว้

 

เช่นหากถึงเวลา 3 ทุ่ม ก่อนเข้านอน เราต้องการให้เครื่องปิดเสียง, เปิดฟังก์ชันลดแสงสีฟ้า, ลดความสว่างของหน้าจอ, เปิด Dark Mode และอื่นๆ เราก็สามารถให้ Bixby Routine ช่วยทำให้ได้โดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่ต้องเสียเวลามาทำเองทีละอย่าง

 

มีฟังก์ชัน Quick Commands ที่เราแค่สั่งงานง่ายๆ ด้วยคำๆ เดียว หรือประโยคสั้นๆ แต่เครื่องสามารถทำงานแทนเราได้หลายอย่างเป็นชุดภายในคำสั่งเดียว

 

สำหรับบรรดาเกมเมอร์ ก็จะมีส่วนของ Game Launcher ที่เราสามารถจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับการเล่นเกมได้ภายในที่เดียว

 

พร้อม Game Booster ที่ช่วยให้การเล่นเกมมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยให้เราเล่นเกมได้ต่อเนื่องราบรื่น เช่นการดูการแจ้งเตือน, การแชทผ่าน Discord, การตรวจสอบอุณหภูมิ, การตรวจสอบหน่วยความจำ, การตรวจสอบแบตเตอรี่, การปิดกั้นการรบกวนขณะเล่นเกม, ระบบเสียง Dolby Atmos, การล็อกหน้าจออัตโนมัติ และแถบเครื่องมือแบบ Pop-Up

 

มีส่วนของ Device Care ที่ช่วยให้เราสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานของแบตเตอรี่, หน่วยความจำ ROM, หน่วยความจำ RAM และระบบความปลอดภัย ได้ง่ายๆ ภายในที่เดียว

 

มีแอปพลิเคชัน Microsoft Office ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน ซึ่งเราสามารถจัดการกับไฟล์ Word, Excel และ PowerPoint ได้ทันที พร้อมแอปพลิเคชัน OneDrive, LinkedIn และ Outlook

 

มีแอปพลิเคชัน SmartThings ที่ช่วยให้เราสามารถจัดการกับระบบบ้านอัจฉริยะได้ ด้วยการเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านเข้าไว้ด้วยกัน และควบคุมการทำงานได้จากสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว อีกทั้งยังรองรับการใช้งานร่วมกับแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำอีกมากมาย

 

มีแอปพลิเคชัน Voice Recorder ที่สามารถบันทึกเสียงได้ 3 รูปแบบ ทั้งแบบมาตรฐาน, แบบสัมภาษณ์ที่ใช้ไมโครโฟนด้านบน กับด้านล่างพร้อมกัน และแบบ Speech-to-text ที่จะช่วยแปลงคำพูดของเราให้กลายเป็นข้อความโดยอัตโนมัติ

 

มีแอปพลิเคชัน Samsung Health ที่ช่วยให้เราสามารถติดตามการออกกำลังกาย, การกินอาหาร และการพักผ่อนได้

 

มีแอปพลิเคชัน Galaxy Wearable ที่ช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อ และจัดการกับอุปกรณ์สวมใส่ในตระกูล Galaxy ได้มากมาย เช่น Galaxy Watch3, Galaxy Buds Live, Galaxy Fit2 และอีกมากมาย ผ่านเทคโนโลยี Bluetooth 5.0 กับ ANT+

 

มีแอปพลิเคชัน EZY Rewards หรือ Galaxy Rewards ในชื่อเดิม ที่ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบคะแนนสะสม และแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้มากมาย

 

มีแอปพลิเคชัน Galaxy Gift ซึ่งเป็นศูนย์รวมโปรโมชั่น, ส่วนลด, ของขวัญ หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับผู้ใช้งาน Samsung Galaxy เท่านั้น

 

มีแอปพลิเคชัน Samsung Members ที่ทำให้เราเหมือนมีฝ่ายบริการลูกค้าติดตามไปด้วยทุกที่ทุกเวลา ที่พร้อมให้การช่วยเหลือเพื่อให้เราใช้อุปกรณ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมคอนเทนต์ต่างๆ ที่น่าสนใจ, ชุมชมผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Samsung, ข้อเสนอพิเศษต่างๆ และเคล็ดลับการใช้งานที่เป็นประโยชน์มากมาย

 

มีแอปพลิเคชันยอดนิยมจาก Google ติดตั้งมาให้ครบถ้วน และสามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้

 

และหากต้องการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนเครื่องเก่ามาเป็น Note 20 Ultra 5G เราก็สามารถย้ายข้อมูลทั้งหมดมาได้ง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชัน Smart Switch

 

และนอกจากการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบน Google Play Store แล้ว เราก็ยังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน, เกม และคอนเทนต์อื่นๆ ได้อีกมากมายจาก Galaxy Store

 

นอกจากนี้ก็ยังมีแอปพลิเคชัน และลูกเล่นยิบย่อยอีกมากมายที่ยังไม่ได้พูดถึงใน Note 20 Ultra 5G รุ่นนี้ ซึ่งหากมีโอกาสผมก็จะนำมาแชร์ให้ฟังกันอีกครั้งหนึ่งครับ

 

ทดสอบประสิทธิภาพในการทำงานของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ก็พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 530,843 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของสมาร์ทโฟนในตลาดขณะนี้ แต่ก็ยังแรงน้อยกว่า Note 20 Ultra 5G รุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 865+

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน PCMark ก็พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 9,903 คะแนน และแยกย่อยออกเป็นคะแนนในด้านต่างๆ ดังนี้

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 5 ก็พบว่าได้คะแนนการประมวลผลแบบ Single-Core ที่ 482 คะแนน และได้คะแนนการประมวลผลแบบ Multi-Core ที่ 2,636 คะแนน

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้านกราฟิกด้วยแอปพลิเคชัน 3DMark ก็พบว่าได้ผลทดสอบแบบ OpenGL ที่ 5,630 คะแนน และได้ผลทดสอบแบบ Vulkan ที่ 5,225 คะแนน

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยความจำด้วยแอปพลิเคชัน Androbench ก็พบว่ามีความเร็วในการอ่านข้อมูลแบบ Sequential ที่ 1671.7 MB/s และมีความเร็วในการเขียนข้อมูลแบบ Sequential ที่ 771.29 MB/s ซึ่งเป็นระดับความเร็วของหน่วยความจำแบบ UFS 3.1 นั่นเอง

 

ด้วยชิปเซ็ตตัวท็อปอย่าง Exynos 990 บวกกับชิปกราฟิก Mali-G77 MP11 และหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB จึงช่วยมอบประสบการณ์การเล่นเกมทุกรูปแบบได้อย่างดีเยี่ยม สามารถเล่นเกมที่มีกราฟิกระดับสูงได้อย่างลื่นไหลไร้อาการสะดุด ยิ่งได้เล่นเกมที่รองรับการแสดงผล Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งได้อรรถรสเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น

 

 

อุปกรณ์เสริมของ Galaxy Note 20 Ultra 5G

สำหรับอุปกรณ์เสริมของ Note 20 Ultra 5G นั้นก็มีที่น่าสนใจอยู่หลายอย่างเลยนะครับ ซึ่งที่ผมมีอยู่ตอนนี้ก็จะเป็นเคส Smart LED View Cover ซึ่งเป็นเคสฝาพับที่มีจุดขายตรงจอแสดงผล LED ขนาดใหญ่

 

ที่ช่วยให้เรามองเห็นเวลา, ไอคอน หรือการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดฝาพับ พร้อมรองรับการสั่งงานด้วยระบบสัมผัส เช่นการสไลด์รับสายเรียกเข้า

 

รวมทั้งเราสามารถกำหนดรูปไอคอนให้กับผู้ติดต่อแต่ละหมายเลขได้

 

และด้านในฝาพับก็ยังมีช่องใส่บัตรให้อีกด้วย

 

อุปกรณ์เสริมอีกอย่างที่ผมมีอยู่ก็คือหูฟังถั่วไร้สายมหัศจรรย์ใหม่ล่าสุดอย่าง Galaxy Buds Live ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันสดใหม่ เสียงใสคมชัดเบสแน่น ดีไซน์สวยเด่นดูดีไม่ซ้ำใคร ใส่สบายโค้งรับสรีระใบหู

 

และยังสามารถใช้งานเป็นไมโครโฟนไร้สายคู่กับกล้องวิดีโอบน Note 20 Ultra 5G ได้ด้วย ซึ่งเราก็ได้นำมารีวิวให้ชมกันไปแล้วก่อนหน้านี้

 

ส่วนอุปกรณ์เสริมอื่นๆ นอกจากนี้ก็มีทั้งสมาร์ทวอทช์, แท่นชาร์จไร้สาย และอื่นๆ ในระบบนิเวศ หรือ Ecosystem ของ Samsung เอง ท่านใดสนใจก็ลองแวะไปลองเล่นที่ Samsung Experience Store กันก่อนได้ครับ

 

เปรียบเทียบ Galaxy Note 20 Ultra กับ Galaxy Note 20

คำถามสำคัญของผู้ซื้อก็คือ ระหว่างรุ่นใหญ่อย่าง Note 20 Ultra กับรุ่นมาตรฐานอย่าง Note 20 นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร กับราคาที่ต่างกันอยู่ 9,000 บาท วันนี้ผมก็มีคำตอบให้ครับ

 

เริ่มที่ตัวเครื่องกันก่อน ด้านของ Note 20 มีขนาดอยู่ที่ 161.6x75.2x8.3 มิลลิเมตร กับน้ำหนักตัว 194 กรัม ส่วน Note 20 Ultra มีขนาดอยู่ที่ 164.8x77.2x8.1 มิลลิเมตร กับน้ำหนักตัว 208 กรัม ดังนั้น Note 20 จะมีขนาดที่กะทัดรัด และเบากว่า แต่ในขณะเดียวกัน Note 20 Ultra กลับมีความบางเฉียบมากกว่า

 

เรื่องหน้าจอแสดงผล ด้านของ Note 20 ใช้หน้าจอขอบแบนแบบ Flat Super AMOLED Plus Infinity-O Display ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ พร้อมครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 ส่วน Note 20 Ultra ใช้หน้าจอขอบโค้งแบบ Edge Dynamic AMOLED 2X Infinity-O Display ขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียดระดับ Quad HD+ พร้อมครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass Victus และมีค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 120 Hz ดังนั้นเรื่องการแสดงผลของ Note 20 Ultra จึงดีกว่าค่อนข้างมาก

 

เรื่องวัสดุที่ด้านหลังตัวเครื่อง ฝั่งของ Note 20 นั้นครอบทับด้วยวัสดุที่เรียกว่า Glasstic ซึ่งเป็นพลาสติกที่ให้สัมผัส และรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายกระจก ส่วน Note 20 Ultra นั้นถูกครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 6 ดังนั้นความพรีเมียมในส่วนนี้จึงต้องยกให้กับ Note 20 Ultra

 

ส่วนสีตัวเครื่อง ในด้านของ Note 20 มีให้เลือก 3 สี คือ Mystic Bronze, Mystic Green และ Mystic Gray ในขณะที่ Note 20 Ultra มีให้เลือกเพียงแค่ 2 สี คือ Mystic Bronze และ Mystic Black

 

เรื่องปากกา S-Pen แม้โดยรวมจะมีฟีเจอร์ที่ไม่แตกต่างกัน แต่ปากกา S-Pen ของ Note 20 นั้นมีค่า Latency หรือค่าเวลาแฝงอยู่ที่ 26 ms ในขณะที่ปากกา S-Pen ของ Note 20 Ultra มีค่า Latency อยู่ที่เพียง 9 ms ดังนั้นการขีดเขียนบน Note 20 Ultra นั้นจึงให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่า และมีการตอบสนองที่ดีกว่า

 

เรื่องการเพิ่มหน่วยความจำ ในด้านของ Note 20 นั้นไม่สามารถใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD หรือแบบอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ในขณะที่ Note 20 Ultra สามารถใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD เพิ่มได้สูงสุด 1 TB

 

เรื่องแบตเตอรี่ ในด้านของ Note 20 มีแบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh ส่วน Note 20 Ultra มีแบตเตอรี่มากกว่าเล็กน้อยที่ 4500 mAh

 

เรื่องกล้องถ่ายภาพ กล้องของ Note 20 ไม่มีเซนเซอร์ Laser Autofocus ติดตั้งมาให้ ในขณะที่กล้องของ Note 20 Ultra มีติดตั้งมาให้ ด้านกล้องหลักของ Note 20 เป็นกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล บนเซนเซอร์ขนาด 1/1.76 นิ้ว ส่วนกล้องหลักของ Note 20 Ultra เป็นกล้องที่มีความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล บนเซนเซอร์ขนาด 1/1.33 นิ้ว ดังนั้นคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้ในระยะปกติจึงดีกว่า Note 20 อยู่พอสมควร แต่หากพูดถึงส่วนของกล้อง Telephoto ในด้านของ Note 20 นั้นมีความละเอียดมากกว่าที่ 64 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงกว้างกว่าที่ f2.0

 

เรื่องของการซูมก็แตกต่างกันชัดเจน ในด้านของ Note 20 ซูมแบบ Hybrid Optic Zoom ได้สูงสุด 3 เท่า และซูมแบบ Super Resolution Zoom ได้สูงสุด 30 เท่า ส่วน Note 20 Ultra ซูมแบบ Optcial Zoom ได้สูงสุด 5 เท่า และซูมแบบ Super Resolution Zoom ได้สูงสุด 50 เท่า ดังนั้นหากใครชอบถ่ายรูปด้วยการซูมบ่อยๆ Note 20 Ultra ก็จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า

 

เรื่องการแชร์ข้อมูลแบบ Point to Share ด้วยเทคโนโลยี Advanced Spatial Awareness หรือ Ultra Wide Band ในด้านของ Note 20 นั้นไม่รองรับ ในขณะที่ Note 20 Ultra รองรับ

 

สุดท้ายเรื่องของหน่วยความจำ RAM ในด้านของ Note 20 มีขนาดสูงสุด 8GB ในขณะที่ Note 20 Ultra มีขนาดสูงสุดอยู่ที่ 12GB สำหรับรุ่น 5G

 

เปรียบเทียบ Galaxy Note 20 Ultra 5G กับ Galaxy Note 10+

อีกรุ่นที่ไม่จับมาเทียบกันคงไม่ได้ก็คือ Galaxy Note 10+ ตัวท็อปรุ่นใหญ่ของปีที่แล้วนั่นเองครับ ซึ่งพอมาถึง Note 20 Ultra ในปีนี้ ก็ถูกอัปเกรดให้ดีขึ้นในหลายๆ จุดเลยทีเดียว

 

เริ่มตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอก ที่ในด้านของ Note 20 Ultra นั้นดูสวยทันยุคทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะดีไซน์กล้องด้านหลังที่ปรับมาใช้เทรนด์ใหม่ของสมาร์ทโฟนปีนี้แบบ Square Camera และพื้นผิวของตัวเครื่องก็ดูมีความพรีเมียมมากขึ้น

 

แต่ขนาด, ความหนา และน้ำหนักของ Note 20 Ultra จะมากกว่าเดิมเล็กน้อย นั่นคือขนาด 164.8x77.2x8.1 มิลลิเมตร กับน้ำหนักตัว 208 กรัม ในขณะที่ Note 10+ มีขนาด 162.3x77.2x7.9 มิลลิเมตร กับน้ำหนัก 196 กรัม

 

ด้านสีของตัวเครื่อง ในฝั่งของ Note 10+ มีให้เลือก 3 สี คือ Aura Glow, Aura Black และ Aura White ส่วนในฝั่งของ Note 20 Ultra มีให้เลือกเพียง 2 สี คือ Mystic Bronze และ Mystic Black

 

เรื่องของจอแสดงผล ในด้านของ Note 10+ ใช้หน้าจอแบบ Dynamic AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ในอัตราส่วนแบบ 19:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 6 ส่วน Note 20 Ultra ใช้หน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.9 นิ้ว ในอัตราส่วนแบบ 19.3:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass Victus และมีค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 120 Hz ดังนั้นการแสดงผลของ Note 20 Ultra จึงดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง

 

เรื่องปากกา S-Pen ของ Note 10+ นั้นมีค่า Latency หรือค่าเวลาแฝงอยู่ที่ 42 ms ส่วนปากกา S-Pen ของ Note 20 Ultra นั้นมีค่า Latency อยู่ที่ 9 ms ดังนั้นจึงขีดเขียนได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ตอบสนองได้ดีขึ้น รวมทั้งมี Air Gesture เพิ่มเข้ามาใหม่อีก 5 ท่าทาง, สามารถแก้ไขไฟล์ PDF ได้, บันทึกเสียงพร้อมจดโน้ตได้, ปรับข้อความเอียงให้ตรงได้ และแปลงโน้ตไปเป็น PowerPoint ได้ เรียกว่าลูกเล่นของปากกาก็เยอะขึ้นเช่นกัน

 

เรื่องของกล้องถ่ายภาพก็ถูกอัปเกรดขึ้นเช่นกัน โดยกล้องหลังของ Note 10+ นั้นประกอบไปด้วยกล้อง Ultra Wide 16 ล้านพิกเซล, กล้อง Wide Angle 12 ล้านพิกเซล, กล้อง Telephoto 12 ล้านพิกเซล และกล้อง DepthVision ส่วนกล้องหลังของ Note 20 Ultra นั้นประกอบไปด้วยกล้อง Ultra Wide 12 ล้านพิกเซล, กล้อง Wide Angle 108 ล้านพิกเซล, กล้อง Telephoto 12 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์ Laser Autofocus ซึ่งในเบื้องต้นก็คือมีความละเอียดของกล้องหลักเพิ่มขึ้นเป็น 108 ล้านพิกเซล และมี Laser Autofocus เพิ่มเข้ามา

 

แต่ไม่เพียงเท่านี้ เพราะยังถูกอัปเกรดเรื่องการซูม กับการถ่ายวิดีโอด้วยเช่นกัน โดยในด้านของ Note 10+ นั้นซูมแบบ Optical ได้สูงสุดเพียง 2 เท่า ในขณะที่ Note 20 Ultra ซูมแบบ Optical ได้สูงสุดถึง 5 เท่า และ Note 10+ สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ในขณะที่ Note 20 Ultra ถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึงระดับ 8K ซึ่งละเอียดคมชัดมากกว่าวิดีโอ 4K ถึง 4 เท่าเลยทีเดียว

 

เรื่องของหน่วยประมวลผล ด้านของ Note 10+ ใช้ชิปเซ็ต Exynos 9825 ซึ่งเป็นตัวท็อปของปีที่แล้ว ในขณะที่ Note 20 Ultra ใช้ชิปเซ็ต Exynos 990 ซึ่งเป็นตัวท็อปของปีนี้ ดังนั้นประสิทธิภาพของการประมวลผลโดยรวมจึงดีขึ้น

 

เรื่องของหน่วยความจำ RAM แม้จะมีขนาดสูงสุดอยู่ที่ 12GB เท่ากัน แต่ในฝั่งของ Note 10+ ยังคงใช้เทคโนโลยีหน่วยความจำแบบ LPDDR4X ในขณะที่ Note 20 Ultra ได้ใช้เทคโนโลยีหน่วยความจำใหม่ล่าสุดแบบ LPDDR5 ซึ่งทำงานได้เร็วกว่า

 

เรื่องของแบตเตอรี่ ด้านของ Note 10+ ให้ความจุมาที่ 4300 mAh ในขณะที่ Note 20 Ultra ให้ความจุเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เป็น 4500 mAh

 

เรื่องของเทคโนโลยีเครือข่ายก็ถูกอัปเกรดขึ้นเช่นกัน โดย Note 10+ นั้นไม่รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ในขณะที่ Note 20 Ultra รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G ตั้งแต่แกะกล่อง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด 108+12+12 ล้านพิกเซล ของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G

 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 0.5x Ultra Wide ไปจนถึงระยะ 50x Super Resolution Zoom ของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 0.5x Ultra Wide

 


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 1x Wide

 


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 5x Optical Zoom

 


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 10x Zoom

 


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 20x Zoom

 


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 30x Zoom

 


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 40x Zoom

 


 

ตัวอย่างภาพถ่ายระยะ 50x Super Resolution Zoom

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า In-Display Selfie Camera ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G

เปรียบเทียบมุมเซลฟี่แบบกว้าง (หรือแบบกลุ่ม) กับแบบปกติ

 

เปรียบเทียบการเซลฟี่พร้อมเปิดใช้ฟังก์ชัน Beauty ในระดับ 0, 1, 2 และ 3

 

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่โหมด Live Focus พร้อมเอฟเฟกต์แบบ Blur

 

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่โหมด Live Focus พร้อมเอฟเฟกต์แบบ Circle

 

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่โหมด Live Focus พร้อมเอฟเฟกต์แบบ Spin

 

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่โหมด Live Focus พร้อมเอฟเฟกต์แบบ Zoom

 

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่โหมด Live Focus พร้อมเอฟเฟกต์แบบ Color Point

 

สรุปผลการทดสอบของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G

จากที่ได้เห็นความสามารถของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G กันไปข้างต้น สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็นับว่าเหมาะกับการถูกขนานนามว่าเป็น Powerphone จริงๆ ครับ ด้วยฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์มากมายสมกับที่เป็นเรือธงตัวท็อปของค่าย บวกกับความสามารถของปากกา S-Pen เวอร์ชันใหม่ที่ช่วยเสริมการใช้งานให้เหนือกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปอีกขั้น พร้อมทั้งรูปลักษณ์ที่สวยพรีเมียมกว่าเดิม, กล้องถ่ายภาพที่ดีขึ้น, การประมวลผลที่เร็วแรงขึ้น, แบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าเดิม และสามารถใช้งาน 5G ในไทยได้ทันที หรือหากไม่ต้องการใช้งาน 5G ก็ยังมีรุ่น 4G ให้เลือกในราคาที่ประหยัดลงไป 4,000 บาท

โดยทั้ง Note 20 และ Note 20 Ultra ที่วางจำหน่ายในไทย มีให้เลือก 6 รุ่นย่อย 6 ราคาดังนี้ครับ

ซึ่งตัวเริ่มต้นอย่าง Note 20 4G ความจุ 256GB ราคา 29,900 บาท ในโดยรวมก็ถือว่าสามารถมอบประสบการณ์ในการใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว แต่หากต้องการไปให้สุดในทุกทาง รวมทั้งไม่ติดขัดในเรื่องงบประมาณ การเลือกรุ่นใหญ่อย่าง Note 20 Ultra 5G ก็ไม่น่าจะทำให้ท่านผิดหวังเช่นกัน ซึ่งราคาสูงสุดจะไปหยุดอยู่ที่ 46,900 บาทครับ

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม หวังว่าจะได้รายละเอียดกลับไปอย่างเต็มอิ่มครบถ้วน แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

 

สรุปคุณสมบัติเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G

 

 

 

วันที่ : 27/10/2020