ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 31/01/2020
Samsung Galaxy Fold


 

รีวิว (Review) Samsung Galaxy Fold

สมาร์ทโฟนจอพับได้ ขีดสุดนวัตกรรมแห่งอนาคต พร้อมกล้อง 6 ตัว และฟีเจอร์ไฮเอนด์จัดเต็ม ด้วยจอ Dynamic AMOLED Infinity Flex ใหญ่จุใจ 7.3 นิ้ว ผสานจอหน้า ที่เป็นได้ทั้งมือถือ และแท็บเล็ต, ชิปเซ็ต Snapdragon 855 ตัวท็อป, ROM 512GB+RAM 12GB, แบตเตอรี่เซลล์คู่ 4380 mAh และลำโพงคู่ AKG บนดีไซน์หรูพรีเมียมงามหยด
 

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว Samsung ได้เผยโฉมสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ให้เห็นเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้แก่มือถือ Samsung นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยเมื่อปี 2019 ทาง Samsung ก็ได้ปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนโลกอีกครั้งด้วยการเปิดอนาคตใหม่ของมือถือกับ Galaxy Fold มือถือพับได้รุ่นแรกของค่ายภายใต้คอนเซ็ปต์ The Future Unfolds

Galaxy Fold ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ Samsung เรียกว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน (A Whole New Category) เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างสมาร์ทโฟนทรงพลัง และความก้าวล้ำของแท็บเล็ตยุคใหม่เอาไว้ภายในอุปกรณ์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น


ความทรงพลังที่ว่านี้คือการมาพร้อมกับขุมพลังตัวท็อปอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตร ประกบคู่กับ RAM ขนาดจุใจถึง 12GB และหน่วยความจำภายในแบบจัดเต็มที่ 512GB ส่วนความล้ำของแท็บเล็ตก็คือการทำให้หน้าจอขนาดใหญ่ 7.3 นิ้ว พับได้เหลือแค่เพียงขนาด 4.6 นิ้วเท่านั้น เพียงพอต่อการพกพาไปใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังติดตั้งกล้องถ่ายภาพรวมแล้วถึง 6 ตัวในเครื่องเดียว

Galaxy Fold เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยเอาไว้สูงที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟน Samsung ด้วยกัน ที่ 69,900 บาท เรียกว่าเป็นราคาที่สามารถซื้อสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปได้ถึง 2 เครื่องเลยทีเดียว แต่นี่คือนวัตกรรมแห่งอนาคตที่ไม่เคยผลิตเพื่อทำตลาดจริงมาก่อน และเหมือนมี 2 อุปกรณ์ในร่างเดียว ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าอุปกรณ์ที่เป็นได้ทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตสุดล้ำเครื่องนี้จะมีฟีเจอร์เด่นอะไรที่น่าสนใจอีกบ้างนั้น ไปติดตามรีวิวเจาะลึกฉบับเต็มจากทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

ความพรีเมียมของ Samsung Galaxy Fold เริ่มตั้งแต่ Packaging ที่มาพร้อมกับกล่องทรงคล้ายหีบสมบัติขนาดใหญ่ที่ซ่อนความหรูหราเอาไว้ด้านใน ภายนอกกล่องเขียนชื่อ Galaxy Fold ให้เห็นแบบเด่นชัด


เปิดกล่องด้านนอกออกมาจะพบกับกล่องผลิตภัณฑ์สี ดำอีกหนึ่งชั้น ซึ่งมีการพิมพ์นูนชื่อรุ่น Galaxy Fold เอาไว้เช่นเดียวกัน


อุปกรณ์ที่แถมมากับ Galaxy Fold ก็เน้นความพรีเมียมด้วยโทนสีดำ ประกอบไปด้วย อแดปเตอร์ชาร์จไฟ 15W, สาย USB-C to USB-C, คู่มือการใช้งาน, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด และเคสกันรอย


นอกจากนี้ ยังมีการแถม Galaxy Buds หูฟังไร้สายแบบ True Wireless มาให้ภายในกล่องผลิตภัณฑ์ด้วย


สำหรับเคสกันรอยที่แถมมาให้จะเป็นลักษณะของเคส แบบประกบไปที่ชิ้นส่วนหน้าจอ และบอดี้ด้านหลัง ผิวสัมผัสของเคสเป็นลายคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งนอกเหนือจากจะเพิ่มความเรียบหรูขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ด้วยความที่ผิวสัมผัสมีลวดหลายยังช่วยให้หยิบจับได้อย่างกระชับมือมากขึ้นอีกด้วย


มาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง Galaxy Fold เป็นมือถือพับได้แบบพับเข้าหากันคล้ายกับสมุด โดยมีหน้าจออยู่ทั้งหมด 2 ที่ ได้แก่ หน้าจอแสดงผลด้านนอก (Cover Display) แบบ Super AMOLED ขนาด 4.6 นิ้ว ที่มมีความละเอียดระดับ HD+ (1680x720 พิกเซล) พร้อมค่าความหนาแน่นพิกเซล 399ppi ตอบโจทย์การใช้งานด้วยมือเดียว


ที่ด้านบนของ Cover Display ประกอบไปด้วย ลำโพงสำหรับสนทนา, เซ็นเซอร์ Proximity สำหรับดับหน้าจออัตโนมัติเมื่อยกขึ้นมาแนบหู และเซ็นเซอร์ Ambien Light สำหรับปรับแสงของหน้าจอเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งกล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ที่มีค่ารูรับแสงกว้าง f/2.2 และองศาในการรับภาพกว้าง 80 องศา


เมื่อลองนำ Galaxy Fold ขณะพับหน้าจอไปเปรียบเทียบกับ Galaxy S10 ที่เปิดตัวออกมาคู่กัน จะเห็นได้ว่า ตัวเครื่องของ Galaxy Fold จะมีความสูงกว่าพอสมควร แต่กลับมีพื้นที่การแสดงผลที่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเพราะข้อจำกัดในปัจจุบันของเทคโนโลยีของมือถือที่มีมากกว่า 1 จอครับ


แต่หากกางจอออกจะเห็นว่าพื้นที่ในการแสดงผลแตก ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด


ส่วนหน้าจอที่สองคือหน้าจอแสดงผลหลัก (Main Display) ขนาดใหญ่ถึง 7.3 นิ้วแบบ Dynamic AMOLED ที่อยู่ด้านในตัวเครื่อง หรือที่ Samsung ตั้งชื่อให้ว่าหน้าจอแบบ Infinity Flex Display เพราะสามารถพับเข้าหากันได้นั่นเอง โดยเบื้องหลังความล้ำครั้งนี้ก็มาจากการเลือกใช้วัสดุประเภทโพลีเมอร์ที่มีความบาง และยืดหยุ่นสูง รวมไปถึงการคิดค้นบานพับ (Hinge) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลไกของนาฬิกา ช่วยให้ตัวบานพับสามารถพับเข้าหากันได้อย่างสมมาตร และพับข้อต่อส่วนที่สำคัญเก็บเข้าล็อคแบบแน่นสนิท ซึ่งทาง Samsung เคลมไว้ว่า ได้ทำการทดสอบบานพับมาแล้วมากถึง 200,000 ครั้ง ซึ่งหากเราพับเข้าออกวันละ 100 ครั้ง ก็จะใช้ได้นานถึง 5 ปีครึ่งเลยทีเดียว


ที่ด้านบนของจอแสดงผลหลักจะมีการเว้นพื้นที่ ขนาดใหญ่บริเวณด้านขวาเอาไว้ สำหรับติดตั้งกล้องหน้าเซลฟี่แบบคู่ แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.22 ไมครอน และกล้อง RGB Depth Camera ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.9 พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่สำหรับติดตั้งเซ็นเซอร์ Proxymity รวมถึง Ambient Light อีกด้วยครับ


ส่วนที่ด้านล่างหน้าจอแสดงผลหลัก มาพร้อมกับขอบจอบางเฉียบ และปุ่มควบคุมแบบสัมผัสที่ติดตั้งเอาไว้บริเวณด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะกับผู้ ใช้งานที่ถนัดมือขวาเป็นอย่างมาก


ขณะที่หน้าจอกางออกเราจะเห็นรอยพับบริเวณตรง กลางตัวเครื่องเล็กน้อย ซึ่งทาง Samsung ระบุว่าเป็นธรรมชาติของตัวหน้าจอแสดงผลรูปแบบใหม่ครับ โดยจากการใช้งานจริงนั้นทางผู้เขียนพบว่า รอยพับจะมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเมื่อตัวเครื่องกระทบกับแสง หรือเมื่อหน้าจอกำลังแสดงผลสีสันในโทนสว่าง แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะก็เริ่มคุ้นชิน และพบว่ารอยพับไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากนัก


ที่ด้านบนของตัวเครื่องประกอบไปด้วยลำโพงเสียง ตัวที่หนึ่ง และไมโครโฟนสำหรับตัดเสียง



ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ มีเพียงโลโก Samsung ที่จะถูกซ่อนไว้เมื่อกางหน้าจอออก


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง, ปุ่ม Power และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ถัดลงมาเป็นถาดใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM จำนวน 1 ช่อง โดยที่ข้างในตัวเครื่องจะมีซิมการ์ดแบบ eSIM ฝังเอาไว้ด้วย ซึ่งเครือข่ายในไทยที่สามารถใช้งาน eSIM กับ Galaxy Fold ทาง Samsung ระบุว่า มีเพียง AIS เครือข่ายเดียวเท่านั้นครับ


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมาพร้อมกับพอร์ตเชื่อม ต่อแบบ USB Type-C สำรับโอนถ่ายข้อมูล และลำโพงเสียงตัวที่สอง ซึ่งลำโพงคู่ของ Galaxy Fold จะได้รับการปรับจูนเสียงจากแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำจาก AKG มาตั้งแต่แกะกล่องเหมือนกับตัวหูฟัง Galaxy Buds ครับ


ที่ด้านหลังของตัวเครื่องมาพร้อมกับบอดี้แบบ กระจกผิวสัมผัสเงา โดย Galaxy Fold ที่นำเข้ามาวางขายในบ้านเรามีทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สีขาว Space Silver และสีดำ Cosmos Black ที่ทีมงานกำลังถืออยู่นี้ครับ ภายในตัวเครื่องหรูหราพรีเมียมของ Galaxy Fold ติดตั้งแบตเตอรี่มาให้จำนวน 2 ก้อน (Dual Battery) ความจุรวม 4380mAh ซึ่งแบตทั้งสองก้อนนี้สามารถให้พลังงานได้พร้อมกัน และยังชาร์จไปพร้อมๆ กันอีกด้วย


ที่ด้านบนติดตั้งชุดกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบไปด้วย
- กล้องตัวหลักเลนส์ Wide-Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.5-f/2.4 (หรือเทคโนโลยี Dual Aperture : สามารถสลับรูรับแสงได้อัตโนมัติ) พร้อมเทคโนโลยี Super Speed Dual Pixel Autofocus และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
- กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสกว้าง f/2.2 องศาในการรับภาพกว้าง 123 องศา
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 พร้อมเทคโนโลยีโฟกัสภาพแบบ PDAF และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS

อ่านมาถึงตรงนี้ หากนับๆ ดูแล้ว Galaxy Fold มีกล้องถ่ายภาพรวมกันถึง 6 ตัว ซึ่งสาเหตุที่ต้องใส่กล้องมาให้มากมายขนาดนี้ก็เป็นเพราะว่าทาง Samsung ต้องการให้ผู้ใช้สามารถเก็บภาพความประทับใจได้ไม่ว่าจะใช้งานมือถือในโหมดไหนก็ตาม


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

Galaxy Fold มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 (Pie) ครอบทับด้วย One UI เวอร์ชัน 1.5 ยังไม่ใช่ One UI 2.0 เหมือนกับที่เพิ่งปล่อยอัปเดตให้กับ Galaxy S10 Series รวมถึง Note 10 Series แต่สำหรับฟีเจอร์แล้ว ยังถือว่าจัดเต็มทุกกการใช้งานเช่นเดิม


ภายในหน้าโฮมสกรีนของจอ Cover Display และ Main Display จะมีหน้าตาโดยรวมที่คล้ายคลึงกันทั้งการจัดเรียงไอคอน หรือวิธีควบคุม จะมีเพียงความแตกต่างกันตรงที่ในหน้า Cover Display จะเพิ่ม Widget นาฬิกา และวันที่มาให้ด้วย นอกจากนี้ ในหน้า Cover Display ยังเป็นเพียงหน้าจอเดียวที่รองรับฟังก์ชัน Always On Display สำหรับแสดงการแจ้งเตือนขณะที่หน้าจอดับอยู่ และเนื่องจากที่หน้าจอทั้งสองแบบมี UI สำหรับใช้งานโดยรวมที่คล้ายกัน ดังนั้นทางทีมงานจึงจะขอรีวิวในส่วน UI ของ Main Display เป็นหลัก เนื่องจากมีลูกเล่นบางอย่างที่สามารถใช้งานได้เฉพาะ Main Display เท่านั้นครับ


เมื่อปัดไปทางขวาจากหน้าโฮมสกรีนจะพบกับ Bixby Home ที่ทำหน้าที่แสดงข้อมูลจากแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ผู้ใช้กำหนดไว้


ลากนิ้วจากบนลงล่างจะพบกับ Toggle Switch หรือคีย์ลัดสำหรับตั้งค่าสมาร์ทโฟนอย่างรวดเร็ว ส่วนที่ด้านล่างคือ Notification Center สำหรับแสดงการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในตัวเครื่อง


ใน Notification Center มีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ โดยเมื่อผู้ใช้ลากการแจ้งเตือนไปทางซ้ายหรือทางขวา และแตะนิ้วค้างไว้ จะพบกับเมนูการตั้งค่าทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ ตั้งค่าการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ และเลื่อนการแจ้งเตือนออกไปตามระยะเวลาที่กำหนด


ลากนิ้วจากล่างขึ้นบนจะเป็นการเปิด App Drawer สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่อง หากเราแตะค้างที่ไอคอนแอปพลิเคชันภายในหน้า App Drawer จะพบกับเมนูทั้งหมด 4 อย่าง ได้แก่ Select Items สำหรับเลือกแอปพลิเคชันเพื่อจัดกลุ่มรวมกันในโฟลเดอร์, Add to Home เพิ่มไอคอนแอปพลิเคชันไปยังหน้าโฮมสกรีน, Disable ปิดการใช้งานแอปพลิเคชันที่เลือก และ App Info สำหรับเรียกดูรายละเอียดเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน


ในหน้า App Drawer ยังมีแถบค้นหาสารพัดประโยชน์ที่ผู้ใช้สามารถค้นหาได้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเครื่องไม่ ว่าจะเป็น แอปพลิเคชัน, การตั้งค่า หรือไฟล์ต่างๆ


เมื่อลากนิ้วจากขอบด้านขวามายังหน้าโฮมสกรีนจะ พบกับแถบสำหรับ Multi-Windows App สำหรับเรียกใช้งานแอปพลิเคชันที่ปรากฏแบบแบ่งหน้าจอทันที ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกแอปพลิเคชันในแถบนี้ได้ด้วยจนเองผ่านการแตะที่ไอคอนด้านล่าง สุดครับ


แอปพลิเคชันพื้นฐานที่ติดตั้งมาให้ภายในเครื่อง มีทั้งหมด 3 ค่ายด้วยกัน ประกอบไปด้วย แอปพลิเคชันพื้นฐานจาก Samsung เช่น Bixby, My Files, Email และ Samsung Health เป็นต้น


แอปพลิเคชันจากฝั่ง Google ประกอบไปด้วย Drive, Play Movies & TV, Google Duo และ Google Photos


แอปพลิเคชันจากฝั่ง Microsoft ได้แก่ Office Mobile, OneDrive และ LinkedIn


อีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่น่าสนใจที่แม้ไม่เกี่ยว กับการใช้งานมากนัก แต่ทาง Samsung ก็ตัดสินใจใส่ไว้ใน Galaxy Fold ด้วยนั่นก็คือ Global Goals ที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับรู้ถึงข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ Global Goals ที่สหประชาชาติ (UN) จัดทำขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ตระหนักถึงผู้คนที่ขาดแคลน และปัญหาทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นรอบโลก โดยเราสามารถบริจาคเงินสนับสนุนให้กับ Global Goals ผ่านแอปพลิเคชันนี้ได้โดยตรงครับ


มาดูที่ลูกเล่นการใช้งานกันบ้าง Galaxy Fold รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด และรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE ทั้งสองซิมการ์ด


มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos ที่จะช่วยขับเสียงของลำโพงให้มีความกระหึ่ม และคมชัดมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบเสียง Dolby Atmos for gaming หรือระบบเสียงที่ถูกปรับแต่งมาโดยเน้นความสมจริงเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Blue Light Filter สำหรับลดปริมาณแสงสีฟ้าที่เปล่งออกมาจากหน้าจอเพื่อช่วยลดอาการล้าของสายตา


ฟังก์ชัน Night Mode สำหรับปรับการแสดงผลของ UI ให้อยู่ในโทนสีเทา-ดำ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สบายตาขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย


สามารถปรับการแสดงสีสันของหน้าจอได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ Vivid ที่ปรับสีสันของหน้าจอให้อยู่ในโทนสดใส และ Natural ที่ปรับสีสันของหน้าจอให้อยู่ในโทนธรรมชาติ


สามารถปรับขนาดของฟอนท์ได้ถึง 8 แบบ และสามารถเปิดฟังก์ชัน Bold Font หรือการทำให้ฟอนท์ตัวหนาขึ้นได้ด้วย


สามารถปรับขนาดการแสดงผลของหน้าจอได้ทั้งหมด 3 แบบผ่านฟังก์ชัน Screen Zoom


และยังมี Easy Mode ที่จะปรับหน้าโฮมสกรีนใหม่หมดจด ด้วยการขยายไอคอนให้ใหญ่ขึ้น และขยายการแสดงผลให้อยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ผู้สูงอายุไม่ใช่น้อยครับ


ฟังก์ชัน Video Enhancer สำหรับเพิ่มคุณภาพ และขับสีสันของคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ โดยแอปพลิเคชันที่รองรับต่างก็เป็นแอปพลิเคชันยอดฮิต เช่น YouTube, Google Play Movies & TV รวมไปถึง Netflix


สามารถปรับเปลี่ยนแถบควบคุม (Navigation Bar) ได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบใช้ปุ่มสัมผัสบนหน้าจอ ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งการเรียงของไอคอน รวมถึงตำแหน่งการจัดวางของแถบปุ่มควบคุมได้ด้วยตนเอง ส่วนวิธีการควบคุมอีกแบบก็คือ Full Screen Gestures หรือการลากนิ้วจากบริเวณขอบด้านล่างเพื่อสั่งการ ซึ่งจากที่ทีมงานลองทดสอบใช้งานทั้งสองแบบก็พบว่า การใช้ปุ่มแบบสัมผัสจะใช้งานได้ค่อนข้างสะดวก และรวดเร็วกว่าหากใช้หน้าจอ Main Display เป็นหลัก ส่วนใครที่ใช้หน้าจอ Cover Display เป็นหลัก Full Screen Gestures จะใช้งานได้คล่องตัวกว่าครับ


อีกหนึ่งสิ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ของ Galaxy Fold คือฟังก์ชัน App Continunity หรือการใช้งานแอปพลิเคชันแบบต่อเนื่องทั้งสองหน้าจอ ยกตัวอย่างเช่น หากเราใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook จากหน้า Cover Display อยู่ เมื่อกางหน้าจอออก ระบบก็จะทำการแสดงผลแอปพลิเคชัน Facebook แบบเต็มหน้าจอ และยังคงค้างการแสดงผลล่าสุดที่เราใช้งานครับ




นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Continue Apps โดยหากผู้ใช้พับหน้าจอขณะใช้งานแอปพลิเคชันในหน้า Main Display แอปพลิเคชันนั้นๆ ก็จะแสดงต่อในหน้า Cover Display ด้วยนั่นเอง


ด้วยประโยชน์ของหน้าจอ Main Display ขนาดใหญ่ ทำให้ Galaxy Fold สามารถใช้พื้นที่หน้าจอสำหรับการแบ่งแอปพลิเคชันทำงานได้มากขึ้น ซึ่งในรุ่นนี้มาพร้อมกับฟีเจอร์ Multi Active Window หรือการเปิดใช้งาน 3 แอปพลิเคชันได้พร้อมกัน โดยวิธีการใช้งานเริ่มแรกให้เราเปิดแอปพลิเคชันที่หนึ่งที่เราต้องการใช้งานก่อน จากนั้นกดปุ่ม Recent Apps แล้วลากแอปพลิเคชันแรกไปยังทางขวามือ ต่อมาให้เราเปิดแอปพลิเคชันที่สอง และแอปพลิเคชันที่สองที่เราต้องการใช้งาน กดที่ปุม Recent Apps อีกครั้งแล้วลากแอปพลิเคชันที่สองมาไว้ที่มุมขวามือด้านล่าง และเลือกแอปพลิเคชันที่สามจากหน้า Recent Apps ที่เราเปิดค้างเอาไว้ครับ


ฟังก์ชันเด่นที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีใน Galaxy Fold ด้วยนั่นก็คือ Touch Sensivity หรือการเพิ่มความไวต่อการสัมผัสหน้าจอ, Chrome Scrolling Enhancement เพิ่มความลื่นไหลขณะเลื่อนหน้าจอบนเบราวเซอร์ Google Chrome และ Accidental Touch Protection หรือการป้องกันการสัมผัสหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจขณะเก็บใส่ไว้ในกระเป๋าสะพาย หรือกระเป๋ากางเกง


สามารถปรับเปลี่ยนธีม, วอลเปเปอร์, ไอคอน รวมถึงหน้าตาของ Always On Display ได้ด้วยตนเอง โดยความพิเศษก็คือ วอลเปเปอร์ของ Galaxy Fold จะเป็นรูปปีกผีเสื้อแบบเคลื่อนไหวได้ทั้งหมดครับ



ในส่วนของปุ่ม Power ด้านข้างสามารถปรับเปลี่ยนคีย์ลัดสำหรับเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ได้เองด้วย เช่น กดสองครั้งเพื่อเปิดกล้อถ่ายภาพ หรือเปิดแอปพลิเคชันที่กำหนด รวมถึงการกดค้างเพื่อเปิดใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby หรือเรียกใช้งานฟังก์ชันเกี่ยวกับการเปิด-ปิด เครื่อง



 

มาพร้อมกับฟังก์ชัน Link To Windows สำหรับเชื่อมต่อ Galaxy Fold เข้ากับคอมพิวเตอร์ PC ได้แบบไร้สายเพียงแค่ใช้งาน Microsoft Account เดียวกันเท่านั้น โดยในหน้า Link To Windows บน PC เราสามารถเข้าถึงภาพถ่าย, การแจ้งเตือน, ตอบกลับการแจ้งเตือน และควบคุมหน้าจอของ Galaxy Fold ได้


รวมถึงฟังก์ชัน Samsung DeX สำหรับเปลี่ยน Galaxy Fold ให้ทำงานในโหมด PC เมื่อเสียบสาย USB Type-C ที่แถมมาในกล่องเชื่อมต่อเข้ากับแล็ปท็อป หรือคอมพิวเตอร์ โดยแอปพลิเคชันต่างๆ ก็จะถูกปรับเปลี่ยนให้ทำงานในโหมด PC ซึ่งจะรองรับการใช้งานร่วมกับคีย์บอร์ด และเมาส์ด้วย ที่สำคัญเรายังสามารถลากไฟล์บน PC ที่ถูกเชื่อมต่อไปยัง Galaxy Fold ได้อย่างง่ายดาย


ฟังก์ชัน Dual Messenger สำหรับโคลนแอปพลิเคชันแบบแยกการทำงานออกจากกัน ทำให้เราสามารถเล่นแอปพลิเคชันประเภท Social Media ได้แบบ 2 แอคเคานท์



ฟังก์ชัน Game Launcher สำหรับจัดระเบียบแอปพลิเคชันเกมให้อยู่ในหมวดเดียวกัน และสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับการเล่นเกมได้โดยเฉพาะ เช่น การปิดเสียงเกมทั้งหมด, การปรับโหมดการทำงานอยู่ในระดับสูงสุดดเพื่อประสบการณ์เล่นเกมแบบเต็มอิ่ม หรือการประหยัดพลังงานเพื่อเล่นให้นานขึ้น เป็นต้น



มาพร้อมกับฟังก์ชัน Direct Share สำหรับแชร์คอนเทนต์ต่างๆ ให้กับเพื่อนได้อย่างรวดเร็ว โดยฟังก์ชันการแชร์นี้จะสามารถใช้งานได้ก็ต่อเมื่อเพื่อนของเราใช้อุปกรณ์ที่มี ฟังก์ชันเดียวกันเท่านั้นครับ


Digital Wellbeing ฟังก์ชันที่ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้ชีวิตยุคปัจจุบันที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยภายในแอปพลิเคชันนี้จะแสดงปริมาณการใช้งานอุปกรณ์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้นำไปบริหารการใช้งานได้อย่างลงตัวมากขึ้น และยังมีฟังก์ชัน Wind Down ที่จะปรับโทนสีของหน้าจอเป็นสีเทา พร้อมกับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเข้านอนนั่นเองครับ



ฟังก์ชัน Device Care สำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของตัวเครื่องแบบง่ายดาย ซึ่งผู้ใช้สามารถปล่อยให้ระบบจัดการปรับแต่งประสิทธิภาพให้อยู่ในระดับดีอยู่เสมอได้ อย่างง่ายๆ เพียงแค่แตะที่ฟังก์ชัน Optimise Now


นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันสำหรับช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้งานนั่นก็คือ Motions and Gestures ที่ผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์ผ่านท่าทางต่างๆ เช่น Lift to wake สำหรับเปิดหน้าจออัตโนมัติเมื่อยกอุปกรณ์อยู่ในระดับพร้อมใช้งาน, Double tap to wake แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, Smart Stay เปิดหน้าจอค้างอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้กำลังมองหน้าจอ, Easy Mute โบกมือเหนือหน้าจอ หรือคว่ำหน้าจอลงเมื่อมีสายเรียกเข้า หรือนาฬิกาปลุก เป็นต้น


ในส่วนของระบบยืนยันตัวตนมีให้ใช้งานทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ ระบบสแกนใบหน้า ซึ่งลงทะเบียนได้แค่ 1 ใบหน้าเท่านั้น โดยสามารถปลดล็อกได้แม้ว่าจะอยู่ในโหมดมือถือ หรือแท็บเล็ต และระบบสแกนลายนิ้วมือที่ผู้ใช้สามารถลงทะเบียนลายนิ้วมือได้สูสุด 5 ลายนิ้วมือ แต่ใน Galaxy Fold ยังไม่มีระบบปลดล็อกเครื่องผ่านการสแกนลายนิ้วมือ และสแกนใบหน้าพร้อมกันเหมือนกับ Galaxy S หรือ Note รุ่นใหม่ๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นข้อจำกัดทางด้านฮาร์ดแววร์ และรูปแบบการใช้งานของ Galaxy Fold ครับ


มาดูในส่วนของประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง Galaxy Fold รุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยขับเคลื่อนการทำงานด้วยชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855 ประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.0 ความจุ 512GB พร้อมระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 (Pie) ตั้งแต่แกะกล่อง ซึ่งเมื่อลองนำไปประสิทธิภาพการประมวลผลของตัวเครื่องโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่า สามารถทำคะแนนได้ทั้งหมด 456771 คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU ด้วยแอปพลิเคชัน GeekBench 5 พบว่า ทำคะแนนการประมวลผลแบบ Single-Core ได้ทั้งหมด คะแนน และทำคะแนนการประมวลผแบบ Multi-Core ได้ทั้งหมด คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพการอ่านเขียนของหน่วยความจำภาย ในด้วย AndroBench พบว่ามีความเร็วในการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 1452.39 MB/s



ทดสอบ GPS ในสภาวะกลางแจ้ง พบว่ามีความคลาดเคลื่อน +- ไม่เกิน 10 เมตร


แน่นอนว่าด้วยประสิทธิภาพที่อยู่ในระดับไฮเอนด์ จึงทำให้ Galaxy Fold สามารถเล่นเกมกราฟิกหนักๆ ได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็น Vainglory, Asphalt 9, PUBG : Mobile หรือ Call of Duty : Mobile และที่สำคัญยังแสดงผลได้แบบเต็มหน้าจอ Main Display อีกด้วย


ส่วนการรับชมคอนเทนต์วิดีโอความละเอียดสูงก็ทำ ได้ลื่นไหลเช่นกัน แต่จะปรากฏขอบดำขนาดใหญ่ให้เห็น ซึ่งก็เป็นผลมาจากสัดส่วนการแสดผลของหน้า Main Display ที่เป็นแบบ 4:2:3 ในขณะที่คอนเทนต์วิดีโอในปัจจุบันเป็นแบบ 16:9


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

Galaxy Fold มาพร้อมกับชุดกล้องหลัง 3 ตัวแบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักเลนส์ Wide-Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.5-f/2.4 พร้อมเทคโนโลยี Super Speed Dual Pixel Autofocus และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสกว้าง f/2.2 องศาในการรับภาพกว้าง 123 องศา
กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 พร้อมเทคโนโลยีโฟกัสภาพแบบ PDAF และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS

โดยในหน้า UI ของกล้องถ่ายภาพด้านหลังจะมีความคล้ายคลึงกับที่มีอยู่ใน Galaxy รุ่นอื่นๆ โดยแบ่งแถบคีย์ลัดตั้งต่ากล้องเอาไว้ที่ด้านบน ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, ตั้งเวลาถ่ายภาพ, ตั้งสัดส่วนของภาพถ่าย


สามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์หน้าสวย (Beauty) ที่สามารถปรับความเรียบเนียนได้ทั้งหมด 3 ระดับ รวมทั้งยังสามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์เพื่อปรับโทนสีในรูปแบบต่างๆ ได้ด้วย


ส่วนที่ด้านล่างผู้ใช้สามารถสลับการใช้งานกล้อง ถ่ายภาพแต่ละตัวได้อย่างง่ายดาย โดยซ้ายสุดจะเป็นการสลับไปยังกล้องเลนส์มุมกว้าง ส่วนด้านขวาจะเป็นการสลัยไปยังกล้องเลนส์ซูม



ถัดลงมาที่แถบด้านล่างจะเป็นโหมดถ่ายภาพในรูป แบบต่างๆ เริ่มตั้งแต่ Live Focus สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งสามารถถ่ายได้ทั้งกล้องตัวหลัก และกล้องเลนส์มุมกว้าง นอกจากนี้ ยังสามารถปรับรูปแบบการเบลอของฉากหลังได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ Blur, Big Circle, Spin, Zoom และ Color Point โดยแต่ละแบบสามารถปรับการเบลอได้ทั้งหมด 5 ระดับ


โหมด Pro สำหรับปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องได้เอง เช่น กล้อง, ค่ารูรับแสงระหว่าง f/1.5-f/2.4 หรือค่าสมดุลแสงสีขาว โดยในโหมดนี้จะสามารถใช้งานได้เฉพาะกล้องตัวหลักเลนส์ Wide เท่านั้นครับ


โหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพในมุมกว้าง ใช้ได้ทั้งกล้องเลนส์มุมกว้าง และกล้องตัวหลัก


โหมด Night สำหรับถ่ายภาพกลางคืนให้คมชัดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง สามารถใช้ได้กับกล้องทั้งสามเลนส์


โหมด Food สำหรับถ่ายภาพอาหารให้ออกมาสวยงามผ่านการเบลอส่วนอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจุดโฟกัส และทำให้อาหารที่อยู่ในกรอบโฟกัสมีความคมชัดมากขึ้น



ในส่วนของการถ่ายภาพวิดีโอ รองรับการถ่ายภาพวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ที่ 60fps และสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์กันสั่นแบบ Super Steady ได้ โดยจะลดความละเอียดของคลิปลงอยู่ที่ระดับ Full HD


มาพร้อมกับฟังก์ชัน AR Doodle ที่ช่วยให้ผู้ใช้วาดสิ่งที่เราต้องการลงไปในคลิปวิดีโอ ซึ่งหากเราวาดในเมนู Face สิ่งที่เราวาดไว้จะขยับตามใบหน้าผู้ใช้งาน และหากเราวาดในเมนู Everywhere สิ่งที่เราาดไว้จะอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่ว่าเราจะหันกล้องไปทางไหนก็ตาม


รองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ Live Focus Video ซึ่งมีรูปแบบกานเบลอให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Blur, Big Circle, Colour Point และ Glitch โดยแต่ละแบบสามารถเลือกการเบลอได้ทั้งหมด 5 ระดับ


รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Super Slow-mo ที่ระดับ 960fps บนความละเอียดระดับ HD นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์สำหรับบันทึกอัตโนมัติเมื่อตรวจจับถึงการเคลื่อนไหวของวัตถุ


นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ที่ระดับ 240fps บนความละเอียดระดับ Full HD รวมถึงฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอแบบ Hyperlapse ที่ระดับ Full HD


ในส่วนของ UI กล้องหน้าทั้งในส่วนของกล้องหน้าที่อยู่บริเวณ Cover Display และ Main Display จะมีฟังก์ชันการใช้งานที่เหมือนกันทุกอย่าง โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องได้เองไม่ว่าจะเป็น เปิด-ปิด แฟลช, ตั้งเวลาถ่ายภาพ, ตั้งสัดส่วนของภาพถ่าย


รวมถึงมเปิดใช้งานฟิลเตอร์ และเอฟเฟกต์หน้าสวยที่สามารถปรับระดับความเนียนได้ 3 ระดับ รวมทั้งยังสามารถปรับส่วนต่างๆ ของใบหน้าได้อีกด้วย เช่น ดวงตา, คาง หรือความเรียบเนียนของผิว


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่กลุ่มซึ่งจะเป็นการ ขยายพื้นที่ด้านข้างของภาพให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการหลุดเฟรม


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอทั้ง แบบเดี่ยว และแบบกลุ่ม พร้อมปรับรูปแบบการเบลอฉากหลังได้เหมือนกับกล้องหลัง


รวมทั้งยังรองรับการถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสง น้อยด้วย Night Mode


ด้านการถ่ายวิดีโอ รองรับการบันทึกภาพบนความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ที่ 30fps


และยังรองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ ที่ผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบการเบลอฉากหลังได้เอง รวมไปถึงการถ่ายวิดีโอเซลฟี่แบบ Hyperlapse ทั้งนี้แม้ว่าหน้า UI ของกล้องหน้าทั้งสองจะมีความเหมือนกันแค่ไหน แต่ก็มีความแตกต่างในเรื่องของการถ่ายภาพด้วยโหมดหน้าชัดหลังละลายที่กล้องหน้าบน Main Display ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย เพราะมีกล้อง RGB Depth Camera เข้ามาช่วยประมวลผลในเรื่องของระยะชัดตื้นนั่นเอง


รองรับฟังก์ชัน AR Doodle เหมือนกับกล้องหลัง แต่จะวาดบนใบหน้าได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น


มาพร้อมกับฟังก์ชัน AR Emoji ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างอีโมจิที่มีหน้าตาเหมือนกับเราได้แบบน่ารักๆ


AR Emoji สามารถนำไปใช้งานในโหมดถ่ายภาพนิ่ง รวมถึงการถ่ายวิดีโอได้ด้วย


นอกจากนี้ ยังสามารถให้ AR Emoji ทำท่าทางการเคลื่อนไหวตามผู้ใช้งานได้ด้วย


หากใครที่ไม่อยากใช้ AR Emoji ที่เป็นหน้าเรา ก็สามารถเลือก AR Emoji ที่ระบบจัดสรรมาให้ได้ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน


รวมทั้งยังรองรับการถ่ายภาพแบบสติกเกอร์ ที่มีลวดลายน่ารักๆ ให้เลือกแบบหลากหลายเช่นเดียวกัน


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียดระดับ 16+12+12 ล้านพิกเซล ของ Samsung Galaxy Fold




ภาพถ่ายจากกล้องตัวหลัก





ภาพถ่ายจากกล้อง Telephoto


ภาพถ่ายจากกล้อง Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายจากโหมด Food




ภาพถ่ายจากโหมด Night Mode


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait



ตัวอย่างภาพถ่ายจากหน้า (Cover Display และ Main Display) ความละเอียด 10 ล้านพิกเซลของ Samsung Galaxy Fold

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ พร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


สรุปผลการทดสอบของ Samsung Galaxy Fold


จากที่ทีมงานได้ทดสอบ และลองใช้งาน Samsung Galaxy Fold มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็พอสรุปได้ว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมที่ล้ำหน้ากว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปในตลาด รวมทั้งต้องการสมาร์ทโฟนที่มีขนาดจอใหญ่เท่าแท็บเล็ตแต่สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวก เนื่องจาก Galaxy Fold ให้พื้นที่ในการแสดงผลมาทั้งหมด 2 หน้าจอ ซึ่งหน้าจอแบบ Cover Display ที่อยู่ด้านนอกก็มีขนาดที่เล็กพอดีมือ ส่วนหน้าจอ Main Display ด้านในก็ใหญ่เต็มตา ซึ่งถึงแม้ขนาดของจอด้านในอาจไม่ใหญ่เท่าแท็บเล็ตรุ่นพี่อย่าง Galaxy Tab S แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากรุ่นใหม่ในอนาคตมีการพัฒนาให้รองรับการใช้งานร่วมกับปากกา S Pen ก็น่าจะเข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี


ในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าเร็วแรงจัดเต็มรอบด้าน ทั้งชิปเซ็ตตัวท็อป Snapdragon 855, หน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB หรือหน่วยความจำภายในขนาดจุใจถึง 512GB ซึ่งถือว่าเป็นสเปกที่จัดอยู่ในระดับไฮเอนด์ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเล่นเกม ส่วนแบตเตอรี่ที่ให้มาขนาด 4380 mAh แม้ดูจากตัวเลขแล้วอาจจะดูน้อยไปสำหรับอุปกรณ์ที่มีหน้าจอแสดงผล 2 หน้าจอ แต่จากที่ทดลองใช้งานมาพบว่าสามารถใช้ได้ข้ามวันแบบสบายๆ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องอาจต้องพิจารณาเล็กน้อย เพราะอแดปเตอร์ที่แถมมาให้นั้นจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 15W เท่านั้น ส่วนฟีเจอร์อื่นๆ ก็เรียกว่าใส่มาให้แบบไม่อั้น ทั้งลำโพงคู่ที่ปรับแต่งเสียงโดย AKG, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง, ระบบจดจำใบหน้า และอีกมากมาย

ด้านกล้องถ่ายภาพรวม 6 ตัวของรุ่นนี้ก็ถือว่าออกแบบมาสำหรับการใช้งานในทุกสถานการณ์ โดยไม่ว่าเราจะถือเครื่องในโหมดมือถือ หรือใช้งานในโหมดแท็บเล็ตอยู่ ก็สามารถบันทึกภาพความประทับใจได้อย่างง่ายๆ ต่างจากมือถือสองหน้าจอบางรุ่นที่มีเพียงแค่กล้องหลัง ทำให้อาจดูไม่สะดวกด้านการใช้งานในเวลาที่เร่งรีบไปบ้าง ส่วนลูกเล่นของกล้องถ่ายภาพก็ถือว่ามีความใกล้เคียงกับรุ่นน้องอย่าง Galaxy S10 และ Galaxy Note 10 เลยทีเดียว

โดย Samsung Galaxy Fold เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 69,900 บาท ซึ่งแม้ว่าอาจดูเป็นราคาที่สูงกว่าสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปทั่วไปเป็นเท่าตัว แต่ต้องไม่ลืมว่านี่นวัตกรรมล่าสุดที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นสมาร์ทโฟนจอพับได้รุ่นแรกของ Samsung รวมทั้งเหมือนเราได้อุปกรณ์ที่เป็นได้ทั้งมือถือ และแท็บเล็ตในเครื่องเดียว นอกจากนี้ยังได้หูฟัง Galaxy Buds แถมมาให้ฟรีในกล่องผลิตภัณฑ์ด้วย ก็เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อสำหรับท่านที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นแตกต่างจากรุ่นทั่วไป แต่ก็ต้องมีงบประมาณสูงเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 


จุดเด่นของ Samsung Galaxy Fold


- วัสดุตัวเครื่องแบบไดนามิก ปรับเปลี่ยนสีให้แตกต่างได้ตามแสงไฟที่ตกกระทบ พร้อมกระจกขัดเงา
- ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber พร้อมการใช้โลหะชุบภายในตัวเครื่อง
- หน้าจอแสดงผลด้านนอก (Cover Display) แบบ Super AMOLED ขนาด 4.6 นิ้ว ตวามละเอียดระดับ HD+ (1680x720 พิกเซล) พร้อมสัดส่วนการแสดงผลแบบ 21:9
- หน้าจอแสดงผลหลักด้านใน (Main Display) แบบ Dynamic AMOLED ขนาด 7.3 นิ้ว ความละเอียดระดับ QXHA+ (2152x1536 พิกเซล) พร้อมเทคโนโลยีจอพับได้แบบ Infinity Flex Display, เทคโนโลยี HDR10+, เทคโนโลยี Dynamic Tone Mapping และสัดส่วนการแสดงผลแบบ 4:3
- กลไกบานพับที่แม่นยำ และทนทานต่อการพับได้กว่า 200,000 ครั้ง
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855+ ความเร็ว 2.84 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 640
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.0 ความจุ 512GB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า (Cover Display) ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.2
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า (Main Display) แบบคู่แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 และกล้อง RGB Depth Camera ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.9

- กล้องดิจิทัลด้านหลังทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น

> กล้องตัวหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.5-f/2.4 พร้อมเทคโนโลยีโฟกัสภาพแบบ Super Speed Dual Pixel และระบบกันสั่นแบบ OIS
> กล้องเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
> กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 พร้อมระบบกันสั่นแบบ OIS

- รองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอทั้งกล้องหน้า และกล้องหลังผ่านโหมด Live Focus
- รองรับการถ่ายภาพกลางคืนให้คมชัดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง
- รองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง
- รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดระดับ 4K UHD ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง
- ฟังก์ชัน Ultra Steady สำหรับช่วยลดอาการสั่นไหวขณะถ่ายวิดีโอ
- รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow-Mo ที่ระดับ 960fps (เฉพาะกล้องหลัง)

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Recognition)
- รองรับการแบ่งแอปพลิเคชันการทำงานสูงสุด 3 หน้าต่างพร้อมกันในหน้าจอเดียว (Multi Active Window)
- ฟังก์ชัน App Continuity สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันต่อเนื่องจากหน้าจอ Cover Display ไปยังหน้าจอ Main Display
- ฟังก์ชัน Dual Messenger สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Game Launcher สำหรับช่วยจัดสรรทรัพยากรภายในตัวเครื่องให้เหมาะแก่การเล่นเกม
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ลำโพงคู่ (Stereo Speakers) ที่ปรับจูนเสียงโดย AKG พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos
- แบตเตอรี่แบบเซลล์คู่ความจุรวม 4380 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 15W, รองรับการชาร์จแบบไร้สาย และฟังก์ชัน Wireless Power Share
- เทคโนโลยี Wireless PowerShare สำหรับชาร์จอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE 2x2 MIMO , 3G, EDGE, GPRS และ WiFi Dual Band
- รองรับ NFC พร้อมรองรับการทำธุรกรรมผ่าน Samsung Pay
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (nanoSIM + eSIM)
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของประเทศรัสเซีย, ระบบ Beidou ของประเทศจีน และระบบ GALILEO ของสหภาพยุโรป



จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Galaxy Fold

- อาจเห็นรอยพับในบริเวณกลางจอหลักในบางสถานการณ์ ซึ่งเป็นปกติของจอประเภทนี้
- ไม่รองรับการเพิ่มหน่วยความจำด้วยการ์ด microSD หรือการ์ดแบบอื่นๆ
- ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และไม่มีการแถมอแดปเตอร์แปลงมาให้ในกล่อง แต่ก็ทดแทนด้วยการแถมหูฟังไร้สาย Galaxy Buds
- ราคา 69,900 บาท ถือเป็นราคาที่สูงเป็นเท่าตัว เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปทั่วไป


สรุปคุณสมบัติเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy A50 ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy Fold


 

วันที่ : 31/01/2020