ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 03/07/2019


 

รีวิว (Review) Samsung Galaxy Fit

สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพน้องใหม่ ดีไซน์เรียบหรู ใส่ดูดี 24 ชั่วโมง พร้อมจอสัมผัส Full Color AMOLED, เซ็นเซอร์วัดชีพจร, แบตเตอรี่อึดตลอดสัปดาห์ และกันน้ำได้ลึก 50 เมตร บนบอดี้เบาคล่องตัว ในราคาเพียง 3,290 บาท



3 กรกฎาคม 2019 - ภายในงาน UNPACKED ที่จัดขึ้นโดยทาง Samsung เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากจะทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดอย่าง Samsung Galaxy S10 Series แล้วก็ยังได้เผยโฉมอุปกรณ์ Wearable รุ่นใหม่อย่าง Samsung Galaxy Fit ออกมาด้วยเช่นกัน และล่าสุดก็ได้เปิดตัวในประเทศไทยเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Samsung Galaxy Fit สายรัดข้อมือรุ่นใหม่ สำหรับคนรักสุขภาพ โดยมีหน้า จอแบบสัมผัสขนาด 0.95 นิ้ว ที่รองรับการแสดงผลสีด้วยเทคโนโลยี Full Color AMOLED คมชัดระดับ 120x240 พิกเซล บนตัวเรือนดีไซน์เรียบหรูขนาด 45.1 x 18.3 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 23 กรัม ซึ่งรองรับมาตรฐานการป้องกันน้ำ 5ATM ที่ ระดับลึกสุด 50 เมตร ที่สามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้ และ มาตรฐาน MIL-STD-810G การทดสอบความทนทานผลิตภัณฑ์ของประเทศ สหรัฐอเมริกา

Samsung Galaxy Fit มีแบตเตอรี่ความจุ 120 mAh ที่ทาง Samsung ระบุว่าสามารถ Standby ใช้งานได้ยาวนานถึง 7 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคลด้วย) โดยรันอยู่บนระบบ RealTimeOS ที่รองรับการใช้งานร่วมกับทั้งสมาร์ทโฟน Android OS และ iOS จากการขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MCU Cortex M33F 96MHz / M0+ 16MHz พร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 2MB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 32MB รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Bluetooth 5.0 และ NFC สำหรับการชาร์จไร้สาย (NFC Wireless Charging) ผ่านแท่นชาร์จแม่เหล็ก

 

นอกจากนี้ Samsung Galaxy Fit ยังมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) ที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงความดันโลหิตได้ พร้อมวิเคราะห์ความเครียด รวมถึงรองรับรูปแบบของการออกกำลังกายที่หลากหลายกว่า 90 ประเภท

สำหรับ Samsung Galaxy Fit เปิดราคาทางการในประเทศไทยที่ 3,290 บาท ซึ่งการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว Samsung Galaxy Fit ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์ของ Samsung Galaxy Fit


Samsung Galaxy Fit มาในแพ็กเกจสีขาวสะอาดตา



ตัวเรือน Samsung Galaxy Fit มีขนาด 18.3 x 45.1 x 11.2 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเบาลงที่ 23 กรัม โดยรุ่นที่ทางทีมงานนำมารีวิวให้ได้ชมกันในวันนี้เป็นตัวเรือนสีเงิน (Silver)



ที่ด้านหน้าตัวเรือนใช้หน้าจอ Full Color AMOLED ระบบสัมผัส พร้อมการแสดงผลสีขนาด 0.95 นิ้ว  โดยกรอบของหน้าจอนั้นจะผลิตมาจากอะลูมิเนียมซึ่งมีความแข็งแรงทนทาน


ที่ด้านซ้ายตัวเรือนมีปุ่มเปิดหน้าจอ หรือปุ่มกดกลับหน้าก่อน (Back)


ส่วนที่ด้านขวาของตัวเรือนไม่มีปุ่มใดๆ


ที่ด้านบน และด้านล่างของตัวเรือนมีสลักสำหรับติดตั้งสายรัดข้อมือ


ที่ด้านหลังของตัวเรือนมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตรา การเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) รวมถึงเซ็นเซอร์ Accelerometer, เซ็นเซอร์ Gyro และขั้วโลหะสำหรับการเชื่อมต่อกับแท่นชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนแบตเตอรี่ด้านในมีความจุ 120 mAh ซึ่งใช้งานได้ประมาณ 7 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคล)


สำหรับสายนาฬิกาเป็นซิลิโคนที่มีความยิดหยุ่น และให้ความสบายขณะสวมใส่



แท่นชาร์จที่มาพร้อมชุดจำหน่ายมาตรฐานของ Samsung Galaxy Fit เป็นแบบแม่เหล็ก ซึ่งสามารถยึดตัวเรือน Galaxy Fit ให้เข้าตำแหน่งที่ถูกต้องได้ เรียกได้ว่าสะดวกสบายอยู่ไม่น้อย และยังมีขั้วจ่ายไฟติดตั้งไว้ทั้งสองฝั่ง จึงทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ทั้ง 2 ฝั่งของตัวเรือน โดยการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% นั้นจะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง


เปรียบเทียบ Samsung Galaxy Fit กับ Galaxy Fit e แตกต่างกันอย่างไร

Samsung Galaxy Fit เปิดตัวครั้งแรกพร้อมกับ Samsung Galaxy S10 Series สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดภายในงาน UNPACKED เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างที่ทราบกันแล้ว ต่อมาในเดือนพฤษภาคมทาง Samsung ก็ได้เปิดตัวสายรัดข้อมูลรุ่นเล็กอย่าง Samsung Galaxy Fit e ออกมาเพิ่มเติม



เมื่อนำ Samsung Galaxy Fit และ Galaxy Fit e มาวางเทียบกัน จะเห็นได้ว่าตัวเรือนของ Galaxy Fit มีขนาดใหญ่กว่า พร้อมกับมีหน้าจอแสดงผลสี Full Color AMOLED และมีกรอบตัวเรือนผลิตจากอะลูมิเนียม ส่วน Galaxy Fit e แสดงผลแบบสีขาว-ดำ และมีกรอบตัวเรือนผลิตจากวัสดุประเภทโพลีคาร์บอเนต


ที่ด้านซ้ายตัวเรือน Samsung Galaxy Fit จะมีปุ่มเปิดหน้าจอ ส่วน Galaxy Fit e นั้นไม่มีปุ่มใดๆ


ที่ด้านขวาตัวเรือนของทั้งคู่ ไม่มีปุ่มสั่งการใดๆ


ที่ด้านหลังของตัวเรือนของทั้ง Samsung Galaxy Fit และ Galaxy Fit e จะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) กับขั้วชาร์จแบตเตอรี่ในดีไซน์เดียวกัน


สายรัดข้อมือของทั้งคู่เป็นซิลิโคนแบบนิ่ม ให้สัมผัสสบายข้อมือ โดยตัวล็อกสายรัดจะมีดีไซน์ต่างกันเล็กน้อย โดย Galaxy Fit e จะเป็นพลาสติก



ทั้ง Samsung Galaxy Fit และ Galaxy Fit e มีท้องตัวเรือนที่ค่อนข้างแบนราบ และไม่โค้งมาก จึงไม่โอบกระชับกับข้อมือมากนัก


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ ของ Samsung Galaxy Fit

Samsung Galaxy Fit มีหน้าปัดนาฬิกาเป็นจอระบบสัมผัส พร้อมการแสดงผลสีแบบ Full Color AMOLED คมชัดระดับ 120x240 พิกเซล โดยจะแสดงข้อมูลพื้นฐานอย่าง เวลา และอัตราการเต้นของหัวใจ




สามารถเข้าสู่หน้า Quick Setting ได้เพียงปัดหน้าจอลงด้านล่าง ประกอบด้วย ค่าความสว่าง, โหมด Do Not Disturb, Water Lock Mode, Find My Band, เปิด-ปิด การสั่น และ Good Night Mode


ตัวอย่างการใช้งานในโหมด Water Lock Mode



และเมื่อปัดหน้าจอไปทางด้านขวา ก็จะพบกับเมนูต่างๆ ได้แก่ จำนวนก้าวเดิน, อัตราการเต้นของหัวใจ และปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญไป โดยในหน้าจำนวนก้าว เมื่อเลื่อนหน้าจอขึ้นก็จะเจอกับ ข้อมูลเพิ่มเติมอย่างระยะทางทั้งหมด และจำนวนแคลอรี่ทั้งหมดที่เผาผลาญไปจากการเดิน


สำหรับหน้าอัตราการเต้นของหัวใจ สามารถเลื่อนขึ้นเพื่อดูความดันโลหิตได้


และแคลอรี่ ที่ระบุปริมาณแคลอรี่จากาสภาวะปกติ โดยไม่ได้ทำกิจกรรมใด และจากกิจกรรมการออกกำลังกาย



สามารถเลือกกิจกรรมการออกกำลังเพื่อบันทึก ข้อมูลได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น การเดิน, วิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ หรืออื่นๆ




เมื่อกดเลือกกิจกรรมแล้ว จะเริ่มการบันทึกข้อมูลต่างๆ ทันที ได้แก่ ระยะเวลาทั้งหมด, ระยะทาง, อัตราการเต้นของหัวใจ, ความเร็วโดยเฉลี่ย และแคลอรี่ที่ใช้ไปทั้งหมด



ต่อมาเป็นสถานะความเครียดของผู้ใช้ โดยจะแสดงค่าความเครียด พร้อมกับค่าเฉลี่ยของเราจากการบันทึกข้อมูลทุกวัน รวมถึงช่วยกำหนดการหายใจเพื่อคลายความเครียดดังกล่าวอีกด้วย



หากคุณสวมใส่ Samsung Galaxy Fit ขณะนอนหลับ ก็จะมีการบันทึกระยะเวลาทั้งหมดในการนอน รวมถึงเวลาเริ่มนอนหลับ จนถึงตื่นนอนให้ด้วยเช่นกัน



และแสดงสภาพอากาศ รวมถึงอุณหภูมิตามตำแหน่งที่อยู่ได้


สามารถเปิดการแจ้งเตือนเมื่อมีสายโทรเข้า



และการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ รวมถึงสามารถโต้ตอบข้อความแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ตั้งค่าไว้ได้ทันที (Quick Responses)


เมื่อสไลด์หน้าจอไปที่ด้านซ้ายสุด จะพบกับส่วนของการแจ้งเตือนทั้งหมด ซึ่งสะดวกตรงที่ไม่ต้องยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูก็สามารถติดตามการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ทันที และสามารถกดลบการแจ้งเตือนทั้งหมดได้โดยง่าย เพียงกดที่รูปถังขยะด้านล่าง


นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันแจ้งเตือนให้เคลื่อนไหว ร่างกาย หลังหยุดนิ่งเป็นเวลานาน


การใช้งาน Samsung Galaxy Fit ร่วมกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Samsung Wearable และ Samsung Health

สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มใช้งาน Samsung Galaxy Fit ก็คือติดตั้งแอปพลิเคชัน Samsung Wearable เพื่อให้สมาร์ทโฟนรู้จักกับ Samsung Galaxy Fit นั่นเอง และสามารถปรับแต่งการใช้งานต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Samsung Wearable ได้ฟรีจากทั้งจาก Google Play Store โดยสามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนทุกแบรนด์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแบรนด์ Samsung แต่อย่างใด เพียงเป็นสมาร์ทโฟนที่ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 5.0 Lollipop ขึ้นไป และมีหน่วยความจำ RAM ขนาด 1.5 GB ขึ้นไป ก็สามารถใช้งานได้แล้ว

นอกจากนี้อุปกรณ์จากระบบปฏิบัติการอื่นอย่าง iPhone ก็สามารถใช้งานร่วมกับ Samsung Galaxy Fit ได้เช่นกัน  และดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Samsung Wearable ได้ฟรีบน App Store ซึ่ง iPhone รุ่นที่ใช้งานได้นั้นต้องเป็นรุ่น iPhone 5 ขึ้นไป และรันอยู่บนระบบปฏิบัติการ iOS 9 ขึ้นไป


เมื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน Samsung Wearable เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการเปิด Bluetooth บนสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มการเชื่อมต่อกับ Samsung Galaxy Fit


อุปกรณ์ทั้งสองเครื่องใช้เวลาค้นหากันเพียงครู่ เดียว และเมื่อผู้ใช้กดยืนยันการจับคู่กันก็เป็นอันเสร็จสิ้น



Samsung Galaxy Fit รุ่นที่ทีมงานนำมารีวิวมีเลขโมเดล SM-R370 สำหรับการวางจำหน่ายในประเทศไทย โดยทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ RealTimeOS และมีแบตเตอรี่ความจุ 120 mAh ที่ทาง Samsung ระบุว่าสามารถ Standby ใช้งานได้นาน 7 วัน ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคลด้วยหน้าหลักของแอปพลิเคชัน Samsung Wearable มีดีไซน์เรียบง่าย พร้อมแสดงจำนวนแบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy Fit ไว้ด้านบนสุด และสามารถเปลี่ยนดีไซน์หน้าจอ Samsung Galaxy Fit ได้ในหน้า Watch Faces


เพิ่มการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ได้


สำหรับเมนูการตั้งค่าต่างๆ ก็มีมาให้อย่างครบครัน ได้แก่ การตั้งนาฬิกาปลุก, สภาพอากาศ และการโต้ตอบข้อความแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียในทันที (Quick Responses) ที่สามารถตั้งค่าข้อความได้ตามที่ต้องการ


สามารถค้นหา Samsung Galaxy Fit ได้ด้วยเมนู Find My Band โดยเมื่อกด Start ตัวหน้าจอของ Galaxy Fit จะติด และสั่นจนกว่าผู้ใช้จะกดหยุดค้นหา


รวมถึงสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชัน ต่างๆ ได้


และยังสามารถเพิ่มการแสดง Widgets เมนูที่น่าสนใจบน Galaxy Fit ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ตัวนับจำนวนการดื่มกาแฟประจำวัน, ปฏิทินสำหรับการแจ้งเตือน, แคลอรี่, ตัวนับจำนวนก้าว, การจับเวลา / นับถอยหลัง และตัวนับปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน


การสั่นแจ้งเตือนก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้สั่น แบบปกติ หรือสั่นนานขึ้น รวมถึงตั้งค่าความสว่าง และระยะเวลาหน้าจอติดได้


สามารถตั้งค่าด้านอื่นๆ แบบ Advanced ได้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น การตั้งค่าเมื่อกดปุ่มข้างตัวเครื่องค้าวไว้ เพื่อเข้าสู่กิจกรรมการออกกำลังกายหลัก, ยกตัวเครื่องเพื่อเปิดหน้าจอ, เปิด-ปิด Water Lock Mode ที่เมื่อเปิดใช้งานตัว Galaxy Fit จะล็อกไม่ให้กดหน้าจอ หรือปุ่มด้านข้างได้, ฟังก์ชัน Do Not Disturb ที่สามารถตั้งค่าแยกออกมา หรือตั้งค่าให้ Sync กับค่าในสมาร์ทโฟนก็ได้, เปิด-ปิด Good Night Mode ที่จะช่วยไม่ให้หน้าจอติดขึ้น หรือมีการสั่นจากการแจ้งเตือนขณะหลับ ยกเว้นนาฬิกาปลุก


รวมถึงปรับแต่ง Quick Setting ว่าจะให้มีการแสดงเมนูใดบน Galaxy Fit บ้าง, เปิด-ปิด การแสดงสถานะต่างๆ ด้วยไอคอนบนหน้าจอ Galaxy Fit เช่น ไม่ได้เชื่อมต่อกัน หรือออกกำลังกาย และเลือกได้ว่าจะให้แจ้งเตือนเมื่อมีการ เชื่อมต่อ หรือหยุดการเชื่อมต่อกับตัว Galaxy Fit ได้


นอกจากนี้ยังสามารถ Backup หรือ Restore ข้อมูลได้โดยเชื่อมต่อเข้ากับ Samsung Account และในเมนู About Phone ผู้ใช้สามารถตรวจสอบระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ของ Galaxy Fit ได้ รวมถึงการ Reset ใหม่



และอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่ขาดไม่ได้ในการใช้งาน Samsung Galaxy Fit ก็คือ Samsung Health ที่คอย Sync ข้อมูลจาก Galaxy Fit ไปยังสมาร์ทโฟน พร้อมวิเคราะห์สถิติต่างๆ ของการออกกำลังหายที่เกิดขึ้น รวมถึงช่วยสรุปข้อมูลให้ผู้ใช้งานได้ดูผ่านทางอินเตอร์เฟสที่เรียบง่าย สบายตา และเข้าใจง่าย โดยช่วยติดตาม และสรุปสถิติของการออกกำลังกายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จึงช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรู้ได้โดยง่ายว่าตัวเองนั้นมีการออกกำลังกาย หรือมีการดูแลสุขภาพที่เพียงพอหรือไม่


สามารถปรับเปลี่ยนเมนูที่แสดงได้


สรุปข้อมูลจาก Activity พร้อมรายละเอียดด้านสุขภาพอย่างครบครัน


และมีการสรุปข้อมูลการออกกำลังกายในแต่ละวัน


แอปพลิเคชัน Samsung Health รองรับกับชนิดกีฬา หรือการออกกำลังแทบทุกประเภท รวมถึงรองรับการเก็บข้อมูลจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ในเชิงลึก


ข้อมูลการนอนก็มีการบันทึกไว้ด้วยเช่นกัน


รวมถึงสภาวะความเครียดของร่างกายก็มีการบันทึก ไว้ โดยแยกเป็นรายวัน และคิดค่าเฉลี่ยให้ พร้อมกับตัวช่วยปรับการหายใจ


สรุปผลการทดสอบของ Samsung Galaxy Fit

จากการทดสอบใช้งาน Samsung Galaxy Fit อย่างละเอียด ก็พอจะกล่าวได้ว่าเป็นสายรัดข้อมืออีกรุ่นที่น่าสนใจ และเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย บวกกับการดีไซน์ตัวเรือนแบบเรียบหรู ขนาดกะทัดรัด พร้อมน้ำหนักเบาเพียง 23 กรัมจึงสามารถสวมใส่ ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งรองรับมาตรฐานการป้องกันน้ำ 5ATM ที่ระดับลึกสุด 50 เมตร ที่สามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้ และมีหน้าจอระบบสัมผัสแบบสี Full Color AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว คมชัดระดับ 120x240 พิกเซล ที่ให้การแสดงผลสีสันสดใส สามารถรับการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ โดยที่สามารถโต้ตอบแชทได้ในทันที (Quick Responses) จากข้อความที่ตั้งค่าเอาไว้ รวมถึงนาฬิกาปลุก, การแจ้งเตือนให้ขยับร่างกาย และเมื่อมีการพักนานเกินไป ซึ่งใช้งานได้ยาวนาน และชาร์จแบตเตอรี่ได้ง่ายดายด้วยแท่นชาร์จแม่เหล็ก

Samsung Galaxy Fit ตอบสนองการใช้งานได้ดี ด้วยชิปเซ็ต MCU Cortex M33F 96MHz / M0+ 16MHz พร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 2MB และมีหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 32MB รวมถึงติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของ หัวใจ (Heart Rate Monitor) ที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงความดันโลหิตได้ พร้อมวิเคราะห์ความเครียด บันทึกพฤติกรรมการนอนหลับ และยังรองรับรูป แบบของการออกกำลังกายที่หลากหลายกว่า 90 ประเภท เรียกได้ว่าครอบคลุมกีฬาแทบทุกประเภทเลยทีเดียว 

 

Samsung Galaxy Fit ออกแบบมาเพื่อคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ จากการเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ ขณะออกกำลังกาย ได้แก่ จำนวนแคลอรี่, เวลาทั้งหมดที่ใช้, ระยะทาง, ความเร็วเฉลี่ย และอื่นๆ อีกทั้งยังเก็บข้อมูลในแต่ละวันให้เราสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเองได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าจะต้องการดูแลสุขภาพในด้านทั่วๆ ไปก็สามารถใช้งาน Samsung Galaxy Fit ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ Galaxy Fit ยังใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ทุกแบรนด์ หากเป็นสมาร์ทโฟน Android ต้องเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชัน Android 5.0 Lollipop ขึ้นไป พร้อมมีหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 1.5GB ขึ้นไป ส่วน iPhone จากระบบ iOS ก็รองรับด้วยเช่นกัน แต่ต้องเป็นรุ่น iPhone 5 ขึ้นไป หรือระบบปฏิบัติการ iOS 9 ขึ้นไป

สำหรับ Samsung Galaxy Fit เปิดราคาทางการในประเทศไทยที่ 3,290 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป กับตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีเงิน ท่านใดที่สนใจ ก็สามารถแวะเวียนเข้าไปทดลองใช้งานเบื้องต้น ได้ที่ Samsung Brand Shop ทุกสาขา


จุดเด่นของ Samsung Galaxy Fit

- คุณสมบัติในการป้องกันน้ำ และป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน 5ATM โดยกันน้ำลึก 50 เมตร และสามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้
- ตัวเรือนมีขนาดเล็กกะทัดรัด 18.3x45.1x11.2 มิลลิเตร และมีน้ำหนักเบาเพียง 23 กรัม จึงสามารถสวมใส่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกคล่องตัวเป็นอย่างดี
- จอแสดงผลระบบสัมผัสแบบ Full Color AMOLED ขนาด 0.95 นิ้ว ความละเอียด 120x240 พิกเซล : 291 ppi
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต MCU Cortex M33F 96MHz / M0+ 16MHz
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ RealTimeOS
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 32 MB
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 2 MB
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) รองรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต รวมถึงสภาวะความเครียดของผู้ใช้งานได้
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร่งเชิงเส้น (Accelerometer)
- เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเร็วเชิงมุม (Gyro)
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Bluetooth 5.0
- รองรับการแสดงข้อมูลแจ้งเตือนของข้อความ, โทรศัพท์, อีเมล, นัดหมาย และแอปพลิเคชันอื่นๆ บนหน้าจอ และระบบสั่น
- รองรับรูปแบบของการออกกำลังกายที่หลากหลายถึง 95 ประเภท โดยสามารถเลือกให้แสดงบน Galaxy Fit ได้สูงสุด 10 ประเภท
- แบตเตอรี่ Li-ion ขนาด 120 mAh ใช้งานได้ต่อเนื่องตลอดสัปดาห์
- รองรับการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 5.0 Lollipop ขึ้นไป และมีหน่วยความจำแรม (RAM) ตั้งแต่ขนาด 1.5 GB ขึ้นไป
-  รองรับการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ iOS โดยต้องเป็นรุ่น iPhone 5 ขึ้นไป หรือใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 9 ขึ้นไป
- ราคา 3,290 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Samsung Galaxy Fit

- ไม่รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายแบบ ANT+, WiFi และ NFC
- ไม่มี GPS ในตัว สำหรับติดตาม Activity ต่างๆ (ต้องพกพาคู่กับสมาร์ทโฟนจึงจะใช้งาน GPS ได้)

 

โปรดทราบ

* อุปกรณ์ที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


วันที่ : 03/07/2019