ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 22/01/2026

รีวิว REDMI Note 15 Pro 5G และ REDMI Note 15 Pro+ 5G สมาร์ตโฟนสุดคุ้มพันธุ์แกร่งระดับ Titan พร้อมกล้อง 200MP แบตอึดชาร์จไว จอ 1.5K ใหญ่ 6.83 นิ้ว และชิปเร็วแรง ในราคาเริ่มไม่ถึงหมื่น
 

 

สวัสดีครับ ชั่วโมงนี้หากพูดถึงสมาร์ตโฟนพันธุ์แกร่ง พร้อมสเปกระดับโปร ในราคาสุดคุ้ม หนึ่งในคู่หูที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ก็คือ REDMI Note 15 Pro 5G กับ REDMI Note 15 Pro+ 5G ที่ผมนำมารีวิวให้ชมกันในวันนี้นั่นเองครับ ด้วยความแข็งแกร่งทนทานระดับ Titan, จอ 1.5K 68 พันล้านสี, แบตเตอรี่ Silicon-Carbon ชาร์จไวความจุสูง, กล้อง 200 ล้านพิกเซล, ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง, ฟีเจอร์ AI สดใหม่บน HyperOS, ลำโพงคู่ดังกระหึ่ม 400% และอีกมากมาย ในราคาเริ่มต้นไม่ถึงหมื่น พร้อมโปรโมชั่นจัดเต็ม ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ในวันนี้ผมจะมารีวิวเจาะลึกให้ฟังกันครับ

 

แกะกล่อง พร้อมสำรวจอุปกรณ์ด้านใน

ก่อนอื่นเรามาแกะกล่อง พร้อมสำรวจอุปกรณ์ด้านในกันก่อนครับ โดยกล่องของ REDMI Note 15 Pro 5G กับ REDMI Note 15 Pro+ 5G นั้นก็จะมีดีไซน์แบบเรียบ ๆ ในโทนสีขาวตัดกับสีแดง

 

ซึ่งเมื่อเปิดกล่องออกมาก็จะพบกับอุปกรณ์ที่ครบครันพร้อมใช้งาน ตั้งแต่ตัวเครื่องใหม่ป้ายแดงในห่อพลาสติก

 

โดยเครื่องที่ผมได้มารีวิวนี้ ในด้านของ REDMI Note 15 Pro จะเป็นสี Titanium Color ส่วน REDMI Note 15 Pro+ จะเป็นสีดำ แต่ที่วางจำหน่ายจริงก็จะมีสีอื่น ๆ ให้เลือกด้วยนะครับ

 

นอกจากนี้ก็ยังมีเคสซิลิโคนคุณภาพสูง, อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่แบบ 45W สำหรับ REDMI Note 15 Pro กับแบบ 100W สำหรับ REDMI Note 15 Pro+, สาย USB-C ที่รองรับการชาร์จไว, เข็มถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งานแบบด่วน

 

สำหรับเคสที่แถมมาให้ในกล่องนั้นเป็นเคสซิลิโคนอย่างดีที่มีความยืดหยุ่น ดีไซน์สวยเข้ม ใช้วัสดุคุณภาพสูง และมีความหนากำลังดี

 

ซึ่งเมื่อนำตัวเครื่องมาใส่เคสแล้วก็จะมีหน้าตาที่ดูหล่อเหลาเอาการ และช่วยเพิ่มความมั่นใจขณะใช้งานได้อีกมาก

 

แข็งแกร่งทนทานระดับ REDMI Titan Durability พร้อมดีไซน์กล้องหลังแบบ Volcanic Deco

ในด้านดีไซน์ของตัวเครื่อง แม้ทั้ง 2 รุ่นจะมีเลย์เอาต์โดยรวมที่คล้ายกัน แต่ก็มีรายละเอียดในบางจุดที่ต่างกัน

 

อย่างแรกที่เห็นได้ชัดก็คือหน้าจอของ REDMI Note 15 Pro นั้นจะเป็นจอขอบแบน ส่วนของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นจะเป็นจอขอบโค้ง 4 ด้าน ซึ่งก็มีข้อดีไปคนละด้าน

 

ส่วนกระจกหน้าจอนั้นจะเป็น Corning Gorilla Glass Victus 2 เหมือนกันทั้งคู่ ซึ่งมีความทนทานต่อการตกกระแทก และรอยขีดข่วนได้ดีขึ้นกว่า Gorilla Glass Victus รุ่นแรก

 

นอกจากที่ด้านหน้าจะมีความโค้งที่ต่างกันแล้ว ที่ฝาหลังก็มีลักษณะเดียวกันคือ REDMI Note 15 Pro จะเป็นแบบแบนเรียบ ส่วน REDMI Note 15 Pro+ จะมีความโค้งนูนขึ้นมาเล็กน้อย

 

แต่หากมองในมุมตรง ทั้ง 4 มุมของตัวเครื่องก็จะมีความโค้งมนที่ใกล้เคียงกัน

 

ต่อมาดีไซน์โดยรวมที่ด้านหลังของตัวเครื่องก็จะมีเลย์เอาต์แบบเดียวกัน นั้นคือมีการจัดวางกล้องแบบสมมาตรไว้ตรงกลางส่วนบน พร้อมมีการสกรีนชื่อแบรนด์ REDMI ไว้ที่ส่วนล่าง

 

โดยในส่วนของมอดูลกล้องหลังนั้นใช้ดีไซน์แบบ Volcanic Deco ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากปล่องภูเขาไฟที่มีลักษณะยกสูงขึ้นมา พร้อมวงแหวน 4 วงภายใน และมีการสลักคำว่า 200MP OIS Camera ไว้ตรงกลางอย่างชัดเจน

 

ส่วนวัสดุที่ด้านหลังของ REDMI Note 15 Pro ในสี Titanium Color นี้จะเป็นพลาสติกผิวกึ่งมันกึ่งด้านที่มีความแวววาว ส่วน REDMI Note 15 Pro+ ในสีดำนี้จะเป็นไฟเบอร์กลาสผิวด้านที่มีความแข็งแกร่งสูง

 

สำหรับตัวเลือกสีที่มีวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ในด้านของ REDMI Note 15 Pro จะมี 3 สีได้แก่ Titanium Color, Mist Purple และสีดำ

 

ส่วนในด้านของ REDMI Note 15 Pro+ จะมี 3 สีให้เลือกได้แก่ Mocha Brown, Glacier Blue และสีดำ โดยตัวเครื่องสี Mocha Brown จะมีความพิเศษคือใช้วัสดุด้านหลังที่เป็นหนังเทียมซึ่งให้ภาพลักษณ์ที่พรีเมียมมากขึ้น

 

เมื่อมาดูที่กรอบด้านข้างก็จะเห็นว่ามีลักษณะเป็นขอบแบนเรียบเหมือนกัน แต่ในด้านของ REDMI Note 15 Pro จะมีพื้นที่หน้าตัดที่มากกว่าเนื่องจากแทบจะไม่มีขอบโค้งทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ซึ่งต่างจาก REDMI Note 15 Pro+ ที่มีขอบโค้งชัดเจนทั้งด้านหน้า และด้านหลัง

 

ส่วนกรอบด้านข้างนั้นก็จะเป็นพลาสติกทั้งคู่ แต่ก็เป็นพลาสติกเกรดพรีเมียมที่ดูดีไม่แพ้โลหะเลยทีเดียว

 

ด้านความบางของตัวเครื่อง REDMI Note 15 Pro จะบางกว่าที่ 7.96 มิลลิเมตร ส่วน REDMI Note 15 Pro+ จะหนากว่าเล็กน้อยที่ 8.19 มิลลิเมตร แต่หากเป็นตัวเครื่องสี Mocha Brown ก็จะหนาขึ้นอีกนิดเป็น 8.47 มิลลิเมตร

 

ด้านน้ำหนักตัว REDMI Note 15 Pro จะมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อยที่ 210 กรัม ส่วน REDMI Note 15 Pro+ จะมีน้ำหนักที่ 207.1 กรัม ส่วนตัวเครื่องสี Mocha Brown จะหนักขึ้นอีกนิดเป็น 208 กรัม

 

คุณสมบัติอย่างแรกที่การันตีความแข็งแกร่งระดับ Titan ก็คือการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP66, IP68, IP69 ไปจนถึง IP69K นั่นก็คือสามารถทนทานต่อระดับน้ำลึก 2 เมตร ได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งที่อยู่เบื้องหลังก็คือเทคโนโลยีการออกแบบที่แม่นยำเป็นพิเศษเพื่อรองรับการกันน้ำถึง 17 จุด

 

อีกหนึ่งคุณสมบัติด้านความแข็งแกร่งก็คือสามารถทนต่อการตกกระแทกจากความสูงได้ถึง 2.5 เมตร จากการทดสอบบนพื้นหินแกรนิตเรียบ หรือเทียบได้กับความสูงของฝ้าเพดานบ้านทั่ว ๆ ไปเลยทีเดียว ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่อยู่เบื้องหลังก็คือเฟรมกลางที่ถูกเสริมพิเศษ พร้อมคุณสมบัติของการนำความร้อนสูง กับการเสริมการดูดซับแรงกระแทกที่ 7 จุดสำคัญ เรียกว่าแข็งแกร่งทนทานจนได้รับการรับรองมาตรฐาน SGS 5-Stars Premium Performance Certification เลยทีเดียว

เมื่อมาดูกันที่รายละเอียดรอบ ๆ ตัวเครื่อง ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีอะไรนอกจากพื้นผิวเรียบ ๆ

 

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง กับปุ่มพาวเวอร์ ซึ่งเป็นทรงแคปซูลเรียวยาว แต่ทั้ง 2 รุ่นก็จะมีขนาดที่ต่างกันอยู่เล็กน้อย

 

ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีลำโพงเสียงตัวที่สอง กับไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน และในด้านของ REDMI Note 15 Pro ก็จะมีเซนเซอร์อินฟราเรดอยู่ตรงนี้ด้วย

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องใส่ถาดซิมการ์ด, ไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก

 

โดยถาดซิมการ์ดนั้นสามารถใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM ได้ 2 ซิมพร้อมกัน แต่จะไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ

 

จอ 1.5K CrystalRes AMOLED 12-bit ใหญ่ 6.83 นิ้ว สว่างสูงสุด 3200 nits

ต่อมาในเรื่องของหน้าจอแสดงผล หากไม่นับเรื่องขอบโค้ง กับขอบเรียบตามที่ได้พูดถึงกันไปแล้ว ทั้ง REDMI Note 15 Pro กับ REDMI Note 15 Pro+ ต่างก็มีคุณสมบัติของหน้าจอที่เหมือนกันทุกประการครับ

 

นั่นคือเป็นจอแสดงผลแบบ CrystalRes AMOLED ที่มีขนาดใหญ่ถึง 6.83 นิ้ว พร้อมความละเอียดระดับ 1.5K (2772x1280 พิกเซล)

 

ที่สำคัญคือสามารถแสดงผลสีได้มากถึง 68 พันล้านสี หรือแบบ 12-bit ดังนั้นการไล่เฉดสี หรือการไล่โทนสีจึงสวยเป็นธรรมชาติกว่าจอแบบ 10-bit หรือจอ 1 พันล้านสีอยู่มาก

 

นอกจากนี้ก็ยังมีอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz ซึ่งช่วยให้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ บนหน้าจอดูลื่นไหลเนียนตา

 

มีความสว่างสูงสุดถึง 3200 nits พร้อมคุณสมบัติของการป้องกันแสงสะท้อน ดังนั้นจึงสามารถใช้งานในที่กลางแจ้ง หรือในที่ที่มีแสงจ้าได้แบบสบาย ๆ

 

มีระดับความถี่การกะพริบของหน้าจอสูงสุดถึง 3840Hz จึงสามารถช่วยถนอมสายตาจากการกะพริบของหน้าจอได้ โดยเฉพาะการใช้งานในที่แสงน้อย หรือในที่มืด

 

มีอัตราส่วนของการแสดงผลแบบ 19.5:9 จึงช่วยให้มีพื้นที่การแสดงผลในแนวตั้งมากขึ้น ซึ่งก็เหมาะกับรูปแบบของคอนเทนต์ยุคใหม่ ทั้งการใช้งานโซเชียลมีเดีย, การดูคลิปแนวตั้ง, การดูเว็บไซต์ หรือการเปิดหลายหน้าต่างพร้อมกัน

 

มีอัตราส่วนของพื้นที่จอแสดงผลต่อตัวเครื่องอยู่ราว 89.7% ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย

 

มีเทคโนโลยี AI Wet Touch 2.0 พร้อม AI Water State Detection สำหรับรองรับการสัมผัสใช้งานขณะหน้าจอเปียก

 

และมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint Sensor)

 

โดยหน้าจอนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบัน TÜV Rheinland ถึง 3 ประเภทด้วยกันทั้งมาตรฐาน Low Blue Light (Hardware Solution), Flicker Free และ Circadian Friendly

 

แบตเตอรี่ Sillicon-Carbon ความจุสูง พร้อมพลังชาร์จไวสูงสุด 100W

แบตเตอรี่ของทั้ง REDMI Note 15 Pro กับ REDMI Note 15 Pro+ นั้นเป็นแบบ Silicon-Carbon ทั้งคู่ ซึ่งมีความจุที่ 6580mAh กับ 6500mAh ตามลำดับ โดยฝั่งของ REDMI Note 15 Pro+ จะมีส่วนผสมของ Silicon-Carbon อยู่ที่ 10% ซึ่งข้อดีของ Silicon-Carbon ที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ Li-ion แบบเดิม ๆ ก็คือมีความจุของพลังงานมากกว่าในขนาด หรือความบางที่เท่ากัน, มีความปลอดภัยมากกว่า, รองรับการชาร์จเร็วได้ดีกว่า และมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น

 

โดยเทคโนโลยีชาร์จเร็วของ REDMI Note 15 Pro นั้นเป็นแบบ 45W Turbo Charging ส่วนของ REDMI Note 15 Pro+ จะเป็นแบบ 100W HyperCharge

 

ซึ่งในกรณีของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% ภายในเวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น

 

นอกจากนี้ก็ยังมีฟังก์ชัน 22.5W Reverse Charging สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบย้อนกลับให้กับอุปกรณ์อื่นได้ด้วย

 

รวมทั้งมีระบบจัดการแบตเตอรี่อัจฉริยะอย่าง Xiaomi Surge และสามารถคงความจุของแบตเตอรี่ไว้ได้มากกว่า 80% แม้จะผ่านการชาร์จมากกว่า 1,600 รอบ หรือเทียบได้กับการใช้งานทั่วไปมากกว่า 6 ปี เลยทีเดียว

 

กล้องความละเอียดสูง 200MP พร้อมเทคโนโลยี AI Engine และ DAG HDR

อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของทั้ง REDMI Note 15 Pro และ REDMI Note 15 Pro+ ก็คือกล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล ที่ใช้เซนเซอร์รับภาพ Samsung ISOCELL S5KHPE ขนาด 1/1.4 นิ้ว พร้อมรูรับแสงขนาด f1.7, ทางยาวโฟกัส 23 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS

 

ส่วนกล้องหลังอีกตัวที่มาคู่กันก็คือกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่ใช้เซนเซอร์รับภาพ OV08F10 ขนาด 1/4.0 นิ้ว, พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และทางยาวโฟกัส 15 มิลลิเมตร หรือเท่ากับมุมรับภาพ 120°

 

ซึ่งแม้จะไม่มีกล้อง Telephoto ติดตั้งมาให้ แต่เราก็สามารถใช้การซูมแบบ In-Sensor ที่ระยะ 2x และ 4x ด้วยการใช้ประโยชน์จากเซนเซอร์ 200 ล้านพิกเซลของกล้องหลัก นั่นคือครอบคลุมทางยาวโฟกัสตั้งแต่ 23-92 มิลลิเมตร หรือที่ระยะ 1x-4x โดยไม่สูญเสียรายละเอียด แต่หากซูมไกลกว่านี้รายละเอียดของภาพก็จะดรอปลงตามลำดับ โดยการถ่ายภาพนิ่งเราสามารถซูมแบบดิจิทัลได้ไกลสุดที่ 30 เท่า หรือ 690 มิลลิเมตร

 

นอกจากนี้ก็ยังมีเทคโนโลยี Dual Analog Gain HDR แบบ 3 ทางยาวโฟกัส เข้ามาช่วยขยายช่วง Dynamic Range ของภาพให้กว้างขึ้น ที่ระยะ 23 มิลลิเมตร, 46 มิลลิเมตร และ 92 มิลลิเมตร จึงสามารถเก็บรายละเอียดในส่วนมืด และส่วนสว่างได้ดีขึ้น

 

รวมทั้งมีฟีเจอร์ Dynamic Shots 2.0 สำหรับเก็บภาพเคลื่อนไหวสั้น ๆ ไปพร้อมกับภาพนิ่ง

 

สำหรับโหมด Portrait จะมีให้เลือก 2 ระยะคือ 1x กับ 2x พร้อมรองรับการปรับค่ารูรับแสงตั้งแต่ f1.0 ไปจนถึง f16, การปรับใบหน้าให้สวยเนียน และการใส่ฟิลเตอร์

 

มีโหมด Ultra HD สำหรับการเก็บภาพด้วยความละเอียดสูงสุดที่ 200 ล้านพิกเซล ซึ่งจะได้รายละเอียดที่ครบถ้วนที่สุด แต่ขนาดไฟล์ก็จะใหญ่กว่าปกติด้วยเช่นกัน

 

มีโหมด Pro ที่สามารถปรับตั้งค่าต่าง ๆ ได้เองอย่างอิสระ รวมทั้งการบันทึกภาพแบบไฟล์ RAW ซึ่งเหมาะกับคนที่ถ่ายภาพจริงจังขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

 

นอกจากนี้ก็จะมีโหมดเอกสาร, โหมด Slow Motion, โหมด Time-Lapse และโหมด Panorama มาให้ใช้งานด้วย

 

ส่วนการบันทึกวิดีโอนั้นรองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K ด้วยเฟรมเรต 30fps ตามมาตรฐาน

 

แต่สำหรับกล้องหน้าของทั้ง 2 รุ่นนั้นจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro นั้นจะมากับกล้องความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ OV20B ขนาด 1/4.0 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f2.2 และทางยาวโฟกัส 25 มิลลิเมตร

 

ส่วนกล้องหน้าของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นจะมีความละเอียดมากกว่าที่ 32 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ OmniVision OV32D40 ขนาด 1/3.0 นิ้ว และรูรับแสงขนาด f2.2

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ REDMI Note 15 Pro+ 5G

 

ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง เล่นเกมลื่นกว่าเดิม ประมวลผล AI เร็วขึ้น

ต่อมาในด้านของการประมวลผล ทั้งคู่ต่างก็เลือกใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง โดย REDMI Note 15 Pro นั้นมากับชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7400 Ultra พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G615 MC2 ส่วน REDMI Note 15 Pro+ นั้นมากับชิปเซ็ต Snapdragon 7s Gen 4 พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 810 โดยชิปเซ็ตทั้ง 2 ตัวนี้ต่างก็เด่นในเรื่องของประสิทธิภาพด้านการเล่นเกม และการประมวลผล AI

 

ด้านหน่วยความจำ RAM ของ REDMI Note 15 Pro นั้นเป็นแบบ LPDDR4X ขนาด 8GB หรือ 12GB ส่วนของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นเป็นแบบ LPDDR5 ขนาด 12GB

 

ด้านหน่วยความจำ ROM ทั้ง REDMI Note 15 Pro กับ REDMI Note 15 Pro+ นั้นเป็นแบบ UFS 2.2 และมีให้เลือก 2 ขนาดความจุคือ 256GB กับ 512GB เช่นเดียวกัน

 

ส่วนเรื่องระบบระบายความร้อน ในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนแบบ Xiaomi IceLoop ซึ่งภายในประกอบไปด้วย Loop Heat Pipe และ Stainless Pump Loop ขนาด 5,200 ตารางมิลลิเมตร ดังนั้นจึงสามารถจัดการกับความร้อนเมื่อต้องประมวลผลหนัก ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อทดสอบเล่นเกมที่มีกราฟิกสวย ๆ หรือต้องมีการประมวลผลหนัก ๆ หลายเกม ด้วย REDMI Note 15 Pro+ ไม่ว่าจะเป็น Racing Master, Diablo Immortal, RoV หรือ PUBG Mobile ก็พบว่าสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลไม่มีอาการกระตุก สามารถโหลดเข้าเกมได้อย่างรวดเร็วทันใจ รวมทั้งสามารถตั้งค่ากราฟิกระดับสูงได้ เช่นเกม Racing Master นั้นก็สามารถตั้งค่าคุณภาพกราฟิกได้ในระดับ Ultra-High พร้อมเฟรมเรตที่ 60fps นอกจากนี้ก็ยังมีแอปพลิเคชัน Game Turbo มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และช่วยจัดการในด้านต่าง ๆ เพื่อการเล่นเกมที่สนุกราบรื่นขึ้นอีกด้วย

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลกลางด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 6 ก็พบว่าในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro นั้นได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Single-Core กับ Multi-Core ที่ 1041 คะแนน กับ 2912 คะแนน ตามลำดับ ส่วนในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Single-Core กับ Multi-Core ที่ 1232 คะแนน กับ 3134 คะแนน ตามลำดับ

 

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลกราฟิกด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 6 ก็พบว่าในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro นั้นได้คะแนนอยู่ที่ 3024 คะแนน ส่วนในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นได้คะแนนอยู่ที่ 3594 คะแนน

 

ฟีเจอร์ AI สดใหม่บน HyperOS พร้อมรองรับการอัปเดตนาน 6 ปี

คราวนี้เรามาดูกันในเรื่องของซอฟต์แวร์กันบ้างครับ โดยทั้ง REDMI Note 15 Pro กับ REDMI Note 15 Pro+ นั้นต่างก็มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ HyperOS 2.0 ที่พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ Android 15 ซึ่งรองรับการอัปเดตระบบปฏิบัติการ Android รวม 4 เวอร์ชันหลัก และรองรับการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยนาน 6 ปี ดังนั้นจึงสามารถถือใช้งานยาว ๆ ได้หลายปีโดยที่ระบบยังคงสดใหม่อยู่เสมอ

 

ซึ่งจุดขายสำคัญอันดับต้น ๆ ของ HyperOS 2.0 ก็คือการมาพร้อมกับ Xiaomi HyperAI ที่มีฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจให้ใช้งานมากมาย

 

ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ AI Subtitles ที่ช่วยสร้างคำบรรยายจากภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกในคลิปวิดีโอที่เราฟังไม่เข้าใจ ให้กลายเป็นภาษาไทยได้แบบ Real-time ด้วยการใช้ AI วิเคราะห์เสียง เช่นในตัวอย่างนี้เรากำลังดูงานเปิดตัวของ Xiaomi ที่บนเวทีบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เราก็สามารถเข้าใจได้ทันทีด้วยการอ่านคำบรรยายด้านล่าง หรือจะย่อวิดีโอให้เป็นหน้าต่างเล็ก ๆ แล้วอ่านคำบรรยายแบบเต็มหน้าจอก็ได้เช่นกัน

 

มีฟีเจอร์ AI Speech Recognition ที่สามารถวิเคราะห์เสียงที่บันทึกจากการประชุม หรือการบรรยายต่าง ๆ แล้วแปลงให้กลายเป็นข้อความได้แบบง่าย ๆ รวมทั้งสามารถเลือกแปลงเป็นภาษาต่าง ๆ ที่ต้องการ กับบันทึกเนื้อหาไว้ที่แอปพลิเคชัน Notes ได้ด้วย

 

มีฟีเจอร์ AI Writing ที่ช่วยเราเขียนเนื้อหาจากการระบุความต้องการเพียงสั้น ๆ เท่านั้น เช่นหากเราต้องการให้ AI ช่วยร่างจดหมายสมัครงานกับบริษัท Xiaomi ให้เป็นภาษาอังกฤษ เราก็แค่ป้อนคำสั่งแล้วรอให้ AI คิดวิเคราะห์ กับร่างเนื้อหาในจดหมายเพียงแค่อึดใจเดียว เมื่อเรียบร้อยแล้วเราก็ค่อยมาปรับแก้เพิ่มเติมในส่วนที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของเราเท่านั้น

 

โดยใน AI Writing ก็มีฟีเจอร์ดี ๆ อย่าง AI Summary ที่ช่วยเราสรุปเนื้อหายาว ๆ ให้กลายมาเป็นเนื้อหาที่อ่านง่ายขึ้นด้วย

 

หรือหากต้องการปรับโทนของเนื้อหาในจดหมายสมัครงานก่อนหน้านี้ให้มีโทนเป็นกันเองมากขึ้นก็สามารถให้ AI ช่วยปรับให้ได้

 

มีฟีเจอร์ AI Dynamic Wallpapers สำหรับสร้างภาพพื้นหลังเคลื่อนไหวสวย ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร จากแกลเลอรีรูปภาพของเราเอง

 

มีฟีเจอร์ AI ในกลุ่มของ AI Creativity Assistant ซึ่งเป็นผู้ช่วยในการสร้างสรรค์งานเกี่ยวกับภาพ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ AI Beautify ที่ช่วยปรับใบหน้าโทรม ๆ ให้กลายเป็นใบหน้าสวย ๆ หล่อ ๆ เนียน ๆ ได้ภายในคลิกเดียว

 

มีฟีเจอร์ AI Image Expansion ที่สามารถช่วยขยายภาพที่เราคิดว่าแคบเกินไป ให้กลายเป็นภาพที่กว้างขึ้นได้ และเราสามารถปรับระดับการขยายได้ตามต้องการ

 

มีฟีเจอร์ AI Erase Pro ที่สามารถช่วยลบสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการในภาพได้ทั้งวัตถุ, ผู้คน และเงาสะท้อนในกระจก

 

มีฟีเจอร์ AI Sky ที่สามารถช่วยเปลี่ยนท้องฟ้าเดิม ๆ ในรูปภาพ ให้กลายเป็นท้องฟ้าที่สวยงามในสไตล์ต่าง ๆ ได้มากมาย

 

มีฟีเจอร์ AI Bokeh ที่สามารถช่วยสร้างเอฟเฟกเบลอฉากหลัง พร้อมสร้างโบเก้ในสไตล์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับบุคคล หรือวัตถุในภาพ

 

มีฟีเจอร์ AI Cutouts ที่สามารถช่วยเราตัดขอบของวัตถุในภาพอย่างรวดเร็ว แล้วนำไปใช้งานต่อ หรือตกแต่งเพิ่มเติมได้

 

นอกจากนี้ก็มี AI ยอดนิยมจาก Google เองอย่าง Gemini ที่คอยช่วยเหลือเราได้อย่างดีเยี่ยมอย่างที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เช่น Gemini Live ที่ให้เราพูดคุยกับ AI ได้แบบสด ๆ ซึ่งในตอนนี้สามารถแชร์ภาพจากกล้อง และแชร์ภาพจากหน้าจอของเราเองเพื่อประกอบการสนทนาได้ด้วย หรือหากเราอยากสร้างภาพ Infographic สรุปข้อมูลรถไฟฟ้ารุ่นต่าง ๆ ของ Xiaomi เราก็มอบหมายหน้าที่ให้ Nano Banana ตัวเก่งช่วยจัดการแทนเราได้

 

มีฟีเจอร์ Circle to Search with Google ที่หากเราอยากรู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นบนหน้าจอ เราก็เพียงแค่วงกลมล้อมรอบสิ่งนั้น AI ก็จะช่วยหาข้อมูลมาให้เราอย่างรวดเร็ว

 

ลำโพงคู่ Dolby Atmos พร้อมฟีเจอร์ Volume Boost เพิ่มความดัง 400%

จุดเด่นต่อมาของทั้ง REDMI Note 15 Pro กับ REDMI Note 15 Pro+ ก็คือลำโพงเสียงแบบคู่ ซึ่งเป็นลำโพงคู่ที่พิเศษกว่าลำโพงคู่บนสมาร์ตโฟนทั่วไป ด้วยการมาพร้อมกับฟีเจอร์ Volume Boost ที่สามารถเพิ่มระดับเสียงได้มากกว่าปกติถึง 400% ซึ่งจากการทดสอบก็พบว่าพลังเสียงที่ออกมานั้นดังกว่าสมาร์ตโฟนทั่วไปชัดเจน และถึงแม้จะเพิ่มระดับเสียงไปที่ 400% รายละเอียดเสียงก็ยังคงดีเยี่ยมในทุกย่านความถี่ ไม่มีการแตกพร่า เรียกว่าสามารถนำไปใช้เป็นลำโพงพกพาตั้งไว้กลางบ้านได้แบบสบาย ๆ

 

นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos ที่ให้เสียงแบบรอบทิศทาง กับระบบเสียง Xiaomi Sound ที่ผ่านการปรับจูนจากผู้เชี่ยวชาญด้านเสียง และในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro+ ก็ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Immersive Sound ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเสียงโอบล้อมแบบ 360° ซึ่งก็น่าจะเหมาะกับการดูหนัง หรือรับชมคอนเสิร์ตมากเป็นพิเศษ

 

รวมทั้งรองรับการปรับสไตล์ของเสียงด้วย Equalizer แบบต่าง ๆ หรือจะปรับแต่งเองก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

การเชื่อมต่อครบครัน พร้อม Xiaomi Offline Communication โทรได้แม้ไม่มีสัญญาณ

สำหรับคุณสมบัติของการเชื่อมต่อ ทั้ง REDMI Note 15 Pro กับ REDMI Note 15 Pro+ ก็มีใส่มาให้อย่างครบครัน ซึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นฟีเจอร์ Xiaomi Offline Communication ที่รองรับการสื่อสารด้วยเสียงแม้ไม่มีสัญญาณเครือข่าย หรือสัญญาณอ่อน โดยสามารถใช้งานได้ในรัศมีหลายกิโลเมตรสำหรับพื้นที่โล่งไม่มีสิ่งกีดขวาง หรือตามสภาพแวดล้อม

 

ต่อมาในด้านของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Xiaomi Surge T1S Tuner ที่ช่วยเพิ่มความแรง และความเสถียรของสัญญาณเครือข่ายมือถือ, Wi-Fi, Bluetooth และดาวเทียม

 

ส่วนเทคโนโลยีเครือข่าย Wi-Fi ในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro นั้นรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 ส่วนในฝั่งของ REDMI Note 15 Pro+ นั้นรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6E และด้านการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายก็มาพร้อมกับ Bluetooth 5.4 และ NFC ทั้งคู่

 

นอกจากนี้ก็ยังรองรับการใช้งานเป็นรีโมตควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านทาง IR Blaster โดยเซนเซอร์ Infrared ของ REDMI Note 15 Pro จะอยู่ที่ด้านบนของตัวเครื่อง ส่วนของ REDMI Note 15 Pro+ จะถูกซ่อนอยู่ในมอดูลกล้องหลังที่วงแหวนด้านล่างขวา

 

สรุปส่งท้าย พร้อมราคา และโปรโมชันของ REDMI Note 15 Pro 5G | Note 15 Pro+ 5G

และทั้งหมดนี้ก็คือการรีวิวเจาะลึกความสามารถที่โดดเด่นของ REDMI Note 15 Pro 5G และ REDMI Note 15 Pro+ 5G ซึ่งนอกจากจะมีจุดแข็งในเรื่องของความแข็งแกร่งทนทานระดับ Titan แล้ว ก็ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุสูงที่ชาร์จได้ไว, กล้องความละเอียดสูง 200 ล้านพิกเซล, จอใหญ่ระดับไฮเอนด์, ลำโพงเสียงทรงพลัง, ประสิทธิภาพในการประมวลผลที่ดีเยี่ยม, ได้อัปเดตนานหลายปี และมีดีไซน์ที่สวยพรีเมียม เรียกได้ว่าครบเครื่องพร้อมตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบ ในราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้ นับว่าเป็นคู่หูสมาร์คโฟนใหม่รับปี 2026 ที่อยากแนะนำเป็นพิเศษครับ

 

โดยราคาของ REDMI Note 15 Pro 5G นั้นเริ่มต้นเพียง 9,999 บาท สำหรับรุ่น RAM 8GB+ROM 256GB และจะขยับเป็นราคา 12,990 บาท สำหรับรุ่น RAM 12GB+ROM 512GB ส่วน REDMI Note 15 Pro+ 5G ขณะนี้จะมีให้เลือกเพียงรุ่นความจุเดียวคือ RAM 12GB+ROM 512GB ในราคา 14,990 บาท

 

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันรับของสมนาคุณสุดคุ้มมูลค่ารวมสูงสุดถึง 13,687 บาท ซึ่งไฮไลต์ก็คือการรับประกันตัวเครื่องที่นานถึง 2 ปี, รับประกันแบตเตอรี่ 4 ปี, รับประกันความเสียหายจากของเหลว 2 ปี และรับประกันความเสียหายของหน้าจอ หรือฝาหลัง 2 ปี เรียกว่าใช้งานได้เต็มที่แบบยาว ๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการรับประกัน ซึ่งหากท่านใดอยากได้การรับประกันจัดเต็มแบบนี้ ก็ต้องซื้อภายในวันที่ 15 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2569 นี้เท่านั้นครับ สำหรับวันนี้ผมก็คงต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

 

วันที่ : 22/01/2026

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy