ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 26/01/2022
Redmi Note 11

 

รีวิว Redmi Note 11 รุ่นคุ้มน้องใหม่ ใส่จอ 90Hz AMOLED บวก 4 กล้อง 50MP แบตใหญ่ชาร์จไว ใช้ชิปเร็วแรง แถมลำโพงคู่ บนบอดี้ที่ไม่กลัวน้ำ ในราคาเริ่มเพียง 6,299 บาท
 

26 มกราคม 2022 - Redmi ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ขึ้นชื่อในเรื่องความคุ้มค่า ที่มาพร้อมประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี และฟีเจอร์โดยรวมที่ครบเครื่อง ในราคาวางจำหน่ายที่ใครก็สามารถเอื้อมถึงได้ง่าย โดยหนึ่งในไลน์ผลิตภัณฑ์ของ Redmi ที่น่าสนใจก็คือ Redmi Note Series ที่มีจุดเด่นด้านหน้าจอแสดงผล, การประมวลผลที่รวดเร็วทันใจไม่มีสะดุด และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ซึ่งล่าสุดนี้ Xiaomi ก็ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Redmi Note Series รุ่นใหม่อย่าง Redmi Note 11 เวอร์ชัน Global สำหรับวางจำหน่ายทั่วโลก และข่าวดีก็คือทาง Xiaomi ประเทศไทยก็ได้มีการนำสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเรา ให้ทุกคนได้จับจองเป็นเจ้าของกันด้วย

สำหรับ Redmi Note 11 ที่เปิดตัวออกมาในครั้งนี้ยังคงมีความโดดเด่นในด้านประสิทธิภาพของการทำงาน และฟีเจอร์ที่ครบเครื่องคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาวางจำหน่ายเช่นเคย โดยมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ FHD+ AMOLED DotDisplay ขนาดใหญ่ 6.43 นิ้ว ที่สามารถแสดงผลได้อย่างลื่นไหลเนียนตาในระดับ 90Hz พร้อมชิปเซ็ตประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง Qualcomm Snapdragon 680 และแบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh ที่มีระบบชาร์จเร็วแบบ 33W Pro Fast Charging ที่สามารถเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องให้เต็มได้ภายในเวลาเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น

ด้านการถ่ายภาพก็ถือว่าจัดเต็มมาให้กับชุดกล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียดสูงสุด 50 ล้านพิกเซล (50MP AI Quad Camera) ที่มีลูกเล่นการถ่ายภาพที่น่าสนใจอย่างโหมด Night 3.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืนได้อย่างคมชัดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง รวมถึง Kaleidoscope สำหรับถ่ายวิดีโอแบบสั้น ๆ ที่มีเอฟเฟกต์สวยงามคล้ายกับภาพที่มองเห็นจากกล้องสลับสลาย บนตัวเครื่องดีไซน์สวยทันสมัยที่ทนต่อละอองน้ำ หรือละอองฝนได้ตามมาตรฐาน IP53

สำหรับตัวเครื่องจริงของ Redmi Note 11 จะมีความสวยงามเพียงใด และจะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ไปติดตามรีวิวฉบับเต็มจากทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

Redmi Note 11 มาพร้อมกับกล่องผลิตภัณฑ์สีขาว ที่ด้านหน้ามีการพิมพ์ภาพดีไซน์ของ Redmi Note 11 ให้เห็นแบบเด่นชัด


สำหรับอุปกรณ์ที่แถมมาให้ภายในกล่องผลิตภัณฑ์ ประกอบไปด้วย คู่มือการประกอบการใช้งาน, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, อแดปเตอร์ที่มีกำลังการจ่ายไฟสูงสุดระดับ 33W และสายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับโอนถ่ายข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ รวมถึงใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์จ่ายไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่


สำหรับ Redmi Note 11 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED DotDisplay ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) พร้อมครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3 ที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz เพื่อช่วยให้แสดงผลได้อย่างลื่นไหล พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ที่จะช่วยให้การตอบสนองต่อการสัมผัสเป็นไปอย่างฉับไว

ด้วยการที่ Redmi Note 11 เลือกใช้หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED จึงทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีจุดเด่นด้านการแสดงผลแบบจัดเต็มตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการรับชมคอนเทนต์เป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ การรองรับการแสดงผลตามขอบเขตสีแบบ DCI-P3 (Wide Color Gamut), ค่าความสว่างด้านการแสดงผลสูงสุด (Peak Brightness) ระดับ 1000 nits ไปจนถึงโหมดการแสดงผลแบบ Sunlight Display ที่ช่วยให้การแสดงผลกลางแจ้งดียิ่งขึ้น และ Reading Mode 3.0 ที่ปรับการแสดงผลให้เหมาะแก่การอ่านคอนเทนต์ต่าง ๆ บนสมาร์ทโฟนได้อย่างสบายตา


ที่ด้านบนของหน้าจอแสดงผลมาพร้อมกับกล้องหน้าแบบเจาะรูความละเอียดระดับ 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4


ที่ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลมาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบนหน้าจอ ประกอบไปด้วยปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันที่เปิดทำงาน, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับ


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องมาพร้อมกับถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple Slot ซึ่งรองรับการใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM จำนวน 2 ช่อง และรองรับการเพิ่มหน่วยความจำเสริมแบบ microSD ได้พร้อมกันที่ความจุสูงสุด 1TB


ที่ด้านบนของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน, Infrared Sensor (IR Blaster) สำหรับใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันเพื่อสั่งการอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ, ลำโพงเสียงตัวที่หนึ่งสำหรับการขับเสียงแบบลำโพงคู่ (Dual Speakers) และพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่องที่มีการติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือเอาไว้ด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางนิ้วเพื่อปลดล็อกได้อย่างสะดวก ถัดมาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วยไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวที่สองสำหรับการขับเสียงแบบลำโพงคู่ (Dual Speakers)


พลิกมาดูที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะพบบอดี้ที่มีผิวสัมผัสแบบด้าน (Matte Finish) ที่ช่วยป้องกันรอยนิ้วมือได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมาพร้อมกับคุณสมบัติของการป้องกันละอองน้ำ หรือละอองฝนตามมาตรฐาน IP53 


ที่ด้านบนมาพร้อมกับชุดกล้องหลังจำนวน 4 ตัว ความละเอียดสูงสุด 50 ล้านพิกเซล (50MP AI Quad Camera) โดยกล้องแต่ละตัวแบ่งออกเป็น

- กล้องตัวหลัก (Main Camera) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8 และระบบโฟกัสอัตโนมัติ
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และมุมรับภาพ 118 องศา
- กล้อง Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4


ตัวเครื่องของ Redmi Note 11 นั้นมีความบางเฉียบจับถนัดมือ ด้วยสัดส่วนตัวเครื่องที่ 159.87x73.87x8.09 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักที่เบาเพียง 179 กรัม แต่ทาง Xiaomi ก็ยังจัดเต็มด้านการใช้งานที่ยาวนานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็วแบบ 33W Pro Fast Charging ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่าง ๆ

สำหรับ Redmi Note 11 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย MIUI Global 13.0.1 Stable ซึ่งมีการเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่สะดวกมากยิ่งขึ้น


สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมดจะถูกจัดเรียงเอาไว้ใน หน้าโฮมสกรีน พร้อมกับแบ่งหมวดหมู่ประเภทของแอปพลิเคชันตามโฟลเดอร์ รวมทั้งยังมีการติดตั้งแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง Netflix, Twitter, ไปจนถึง Facebook มาให้ตั้งแต่แกะกล่อง


เมื่อปัดไปทางซ้ายจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Google Discover ซึ่งเป็นหน้าที่รวบรวมข่าวสารที่คัดสรรจากพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละท่านโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้ไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญ และทันต่อทุกเหตุการณ์


เมื่อปัดนิ้วจากบนลงล่างจากบริเวณแถบด้านขวาของ หน้าจอแสดงผลจะพบกับ Toggles Switch ที่มีการจัดวางไอคอนคีย์ลัดให้ใช้งานได้อย่างสะดวก โดยคีย์ลัดที่ถูกใช้งานบ่อยจะจัดวางไว้ที่ด้านบน และมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ส่วนคีย์ลัดอื่น ๆ จะถูกจัดวางไว้ด้านล่างในไอคอนทรงกลมดูสะอาดตา


เมื่อปัดนิ้วจากบนลงล่างจากบริเวณแถบด้านซ้าย ของหน้าจอแสดงผล จะพบกับ Notification Center ที่แสดงผลกานแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยสามารถปัดไปทางซ้าย หรือขวาเพื่อลบการแจ้งเตือนได้อย่างง่ายดาย



สำหรับแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้กับตัวเครื่อง ก็ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมาพร้อมกับแอปพลิเคชันช่วยดูแลประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องอย่าง Security ที่สามารถตรวจสอบได้อย่าวงง่ายดายว่า สมาร์ทโฟนมีไวรัสหรือไม่ มีไฟล์ขยะมากน้อยเพียงใด หรือมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตไปกับแอปพลิเคชันใดเยอะที่สุด


ในส่วนของลูกเล่นด้านการใช้งาน Redmi Note 11 รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE ทั้งสองซิมการ์ด


รองรับการปรับเปลี่ยนโหมดการแสดงผลเป็นแบบ Dark Mode ที่จะช่วยประหยัดการใช้พลังงานของหน้าจอ และช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตาผ่านการปรับธีมของตัวเครื่องให้อยู่ในโทนสีดำ


มาพร้อมกับ Reading Mode 3.0 ที่ปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอให้อยู่ในโทนอุ่นเพื่อช่วยให้อ่านคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีฟีเจอร์ Paper ที่จะปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอให้เหมาะสม พร้อมกับเพิ่ม Texture ของพื้นหลังให้มีความคล้ายกับกระดาษมากยิ่งขึ้น


สามารถปรับอัตราการรีเฟรชของหน้าจอได้ทั้งหมด 2 ระดับ ได้แก่ High สำหรับแสดงผลได้อย่างลื่นไหลบนค่า Refresh Rate สูงสุดระดับ 90Hz และ Standard สำหรับแสดงผลบนค่า Refresh Rate ระดับ 60Hz เพื่อช่วยประหยัดการใช้งานแบตเตอรี่


รองรับการปรับขนาดตัวอักษรทั้งหมด 6 ระดับ


รองรับการใช้งานร่วมกับฟีเจอร์ Always-on Display สำหรับแสดงผลการแจ้งเตือนต่าง ๆ ขณะที่ดับหน้าจอ


รองรับฟีเจอร์ Raise to wake สำหรับปลุกหน้าจออัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาในระดับพร้อมใช้งาน และ Double tap to wake or turn off screen สำหรับแตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอแสดงผลเมื่อหน้าจอดับอยู่ และแตะสองครั้งเพื่อล็อกหน้าจอแสดงผลเมื่อหน้าจอติดอยู่


ในส่วนของแบตเตอรี่ มาพร้อมกับฟีเจอร์ Battery Saver สำหรับช่วยประหยัดพลังงาน และ Ultra Battery Saver สำหรับประหยัดการใช้พลังงานระดับสูงสุดด้วยการจำกัดแอปพลิเคชันให้เหลือเฉพาะแอปฯ ที่จำเป็นเท่านั้น


ในส่วนของระบบความปลอดภัย มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง สามารถบันทึกลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ พร้อมรองรับระบบสแกนใบหน้าแบบ 2 มิติ


รวมทั้งยังมาพร้อมกับ Privacy Protection ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการให้สิทธิของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก



นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันที่ต้องการ โดยจะต้องใส่รหัส หรือยืนยันตัวตนก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้


Second Space สำหรับแยกการทำงานของสมาร์ทโฟนออกจากกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแยกเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัวออกจากกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่


และ Dual Apps สำหรับโคลนแอปพลิเคชันเพื่อให้ใช้งานได้แบบ 2 แอคเคานท์


มาดูที่ประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ Redmi Note 11 ขับเคลื่อนการทำงานด้วยชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 680 Octa-Core Processor ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 6 นาโนเมตร ประกบคู่กับหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ Adreno 610 พร้อมหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR 4x ขนาด 4GB / 6GB และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2.2 ความจุ 128GB โดยรันอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย MIUI 13.0.1 ตั้งแต่แกะกล่อง


ทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลโดยรวมของตัว เครื่องด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่าสามารถทำคะแนนได้ทั้งหมด 230,229 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 5 พบว่า สามารถทำคะแนนการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ได้ทั้งหมด 385 คะแนน และสามารถทำคะแนนการประมวลผลแบบหลายแกน (Multi-Core) ได้ทั้งหมด 1,529 คะแนน


การระบุตำแหน่ง และนำทางก็มีความแม่นยำ ด้วยการรองรับระบบดาวเทียมครบครันทั้ง GPS+A-GPS, Glonass, Galileo, BeiDou และ QZSS

 

เมื่อลองนำไปทดสอบเล่นเกม 3D MMORPG ที่มีกราฟิกสวย ๆ และมีการใช้งานทรัพยากรระดับสูงอย่าง Seven Knights 2 โดยปรับกราฟิกอยู่ในระดับกลาง ๆ ก็พบว่า สามารถเล่นได้ค่อนข้างลื่นไหลพอสมควร แม้ว่าจะเป็นเกมที่มีตัวละครเยอะ และมีการออกสกิลที่มีเอฟเฟกต์อลังการอยู่ตลอดเวลา แต่จะมีอาการสะสมความร้อนให้พอพบเจอบ้างเมื่อเล่นติดต่อกันเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปกติของเกมที่มีกราฟิกระดับสูง


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

ด้านการถ่ายภาพ มาพร้อมกับ UI ที่สามารถใช้งานได้ง่าย และดูสะอาดตาเป็นอย่างมาก โดยแถบด้านบนจะเป็นคีย์ลัดสำหรับเปิดใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้แก่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิดใช้งาน HDR, การเปิดใช้งาน AI Camera


รวมถึงการเปิดใช้งาฟีเจอร์ Beautify สำหรับปรับหน้าสวย และฟิลเตอร์ที่ช่วยปรับโทนสีของภาพถ่ายให้มีความสวยงาม


สามารถปรับระยะของกล้องถ่ายภาพที่ต้องการได้ที่ แถบด้านล่างตั้งแต่ 0.6x-10x


มาพร้อมกับโหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ และสามารถปรับระดับการเบลอของฉากหลังแบบจำลองค่ารูรับแสงได้ตั้งแต่ f1.0-f16


มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพอื่น ๆ ที่น่าสนใจอย่าง โหมด Night Mode 2.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืนให้มีความสว่างคมชัดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง รวมถึง Panorama สำหรับถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง

 

ในส่วนของการถ่ายวิดีโอ รองรับการบันทึกภาพที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080P ที่เฟรมเรท 60FPS

 

และมาพร้อมกับโหมด Short Video สำหรับถ่ายวิดีโอแบบสั้น ๆ ความยาว 15 วินาที พร้อมกับใส่เพลงให้แบบอัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำไปตัดต่อใแนอปพลิเคชัน อื่น ๆ


รวมทั้งยังมาพร้อมกับโหมดภาพสะท้อนคาเลโดสโคป (Kaleidoscope) ที่ทำให้ภาพวิดีโอมีเอฟเฟกต์ที่ดูสวยงามแปลกตาเหมือนกับกล้องสลับสลาย

 

ทางด้านกล้องหน้าเซลฟี่ ในโหมดการถ่ายภาพปกติสามารถเปิดใช้งานไฟแฟลช และ HDR ได้ที่แถบด้านบน

 

ส่วนด้านล่างจะเป็นโหมดการถ่ายภาพในรูปแบบต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ โหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งสามารถปรับระดับความเบลอของฉากหลังแบบจำลองค่ารูรับแสงได้ตั้งแต่ f1.0-f16


รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080P กับเฟรมเรทระดับ 30FPS


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (50MP AI Quad Camera) ความละเอียดระดับ 50+8+2+2 ล้านพิกเซล ของ Redmi Note 11


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องตัวหลัก




ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Ultra Wide

 




ตัวอย่างภาพถ่ายแบบ Macro





ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Night Mode 2.0

 



ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 13 ล้านพิกเซลของ Redmi Note 11



ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดปกติ



ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมด Portrait

 

สรุปผลการทดสอบของ Redmi Note 11

จากที่มีโอกาสได้นำเอา Redmi Note 11 ไปใช้งานในชีวิตประจำวันมาระยะหนึ่ง ก็พอจะสรุปได้ว่านี่เป็นการสานต่อความคุ้มค่าคุ้มราคาของ Redmi Note Series เอาไว้ได้อีกครั้ง ด้วยการอัดแน่นด้านคุณสมบัติการใช้งานมาให้แบบครบถ้วนในราคาที่สบายกระเป๋า เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแบบ 90Hz FHD+ AMOLED DotDisplay ที่แสดงผลได้อย่างลื่นไหล และตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างฉับไว รวมทั้งยังรองรับการแสดงผลแบบ Wide Color Garmut (DCI-P3) ซึ่งหน้าจอแบบ AMOLED ที่มีคุณภาพของการแสดงผลในระดับสูง และมีค่า Refresh Rate สูงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมาร์ทโฟนที่มีระดับราคาวางจำหน่ายในช่วงไม่ถึง 7,000 บาท ซึ่งการที่ Redmi Note 11 ตัดสินใจเลือกใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาก็เหมาะสมกับสโลแกนของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ที่ว่า "90Hz AMOLED Pioneer" เป็นอย่างดี

ด้านประสิทธิภาพการทำงานนั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง Snapdragon 680 ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 6 นาโนเมตร ที่มีจุดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน และการใช้งานที่ลื่นไหล โดยทำงานควบคู่กับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4x ขนาดสูงสุด 6GB และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2.2 ขนาดสูงสุด 128GB พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็ว 33W Pro Fast Charging ที่จะช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน และเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องได้อย่างฉับไว ซึ่งถึงแม้ว่าแบตเตอรี่จะมีขนาดใหญ่ แต่ Redmi Note 11 ก็ยังคงออกแบบตัวเครื่องให้เน้นพกพาได้อย่างสะดวก ด้วยขนาดที่พอดีมือ และน้ำหนักรวมเพียง 179 กรัมเท่านั้น


ในส่วนของการถ่ายภาพก็ถือว่าครอบคลุมการใช้งานในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบกล้องหลัง 4 ตัว แบบ 50MP Quad AI Camera ที่มีเลนส์การถ่ายภาพให้ใช้งานแบบครบถ้วนทั้งเลนส์ Ultra Wide สำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง, เลนส์ Macro สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้ได้อย่างคมชัด รวมถึงกล้องตัวหลักที่มีความละเอียดสูงถึง 50 ล้านพิกเซล ที่ช่วยให้ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างคมชัดสวยสดงดงาม และยังมีฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพที่น่าสนใจอย่าง Night Mode 2.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืนให้มีความสว่างคมชัด รวมถึงการถ่ายวิดีโอแบบ Kaleidoscope ที่ช่วยเพิ่มลูกเล่นของวิดีโอให้มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำไปปรับแต่งต่อในแอปพลิเคชันอื่น ๆ


สำหรับ Redmi Note 11จะเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ไ้ดแก่รุ่น RAM 4GB+ROM 128GB และ RAM 6GB+ROM 128GB โดยจะเริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันกับ Redmi Note 11S ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนสเปกครบเครื่องอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2022 เป็นต้นไป โดยผู้ที่สั่งซื้อ Redmi Note 11 และ Redmi Note 11S ในช่วงระหว่างวันที่ 5-28 กุมภาพันธ์ 2022 จะได้รับรับฟรีถุงผ้า Canvas Tote Bag มูลค่า 590 บาท (จำนวนจำกัด 60,000 ชิ้น) สำหรับราคาวางจำหน่ายของ Redmi Note 11 และ Redmi Note 11S ในประเทศไทยนั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


Redmi Note 11

- รุ่น RAM 4GB + ROM 128GB ราคา 6,299 บาท
- รุ่น RAM 6GB + ROM 128GB ราคา 6,999 บาท


Redmi Note 11S

- รุ่น RAM 8GB + ROM 128GB ราคา 8,299 บาท


ท่านใดที่สนใจจับจองเป็นเจ้าของ ก็สามารถแวะได้ที่ Xiaomi Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ รวมทั้งช่องทางออนไลน์ที่ Shopee, Lazada และ JD Central

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Redmi ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Redmi Note 11 มาให้ทีมงาน Thaimobilecenter ได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ Redmi Note 11

- ดีไซน์ตัวเครื่องสวยทันสมัย และเบาบางด้วยขนาด 159.87x73.87x8.09 มิลลิเมตร กับน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 179 กรัม
- มี 3 สีมาตรฐานให้เลือก ได้แก่ Graphite Grey, Twilight Blue และ Star Blue
- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการทนละอองน้ำ หรือละอองฝนตามมาตรฐาน IP53
- หน้าจอแสดงผลแบบ FHD+ AMOLED DotDisplay ขนาด 6.43 นิ้ว พร้อมอัตราการรีเฟรชที่ 90Hz, อัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอที่ 180Hz และรองรับช่วงสีแบบ DCI-P3 (Wide Color Garmut)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 680 ความเร็ว 2.4GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 610
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4x ขนาด 4GB หรือ 6GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.2 ขนาด 128GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD ได้สูงสุดที่ขนาด 1TB
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 33W Pro Fast Charging ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% ภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย MIUI 13.0.1

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (50MP AI Quad Camera) ประกอบด้วย

> กล้องตัวหลัก (Main Camera) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f1.8 และระบบโฟกัสอัตโนมัติ
> กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และมุมรับภาพ 118 องศา
> กล้อง Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4
> กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

รวมทั้งมีโหมดการถ่ายภาพแบบ Night 2.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืนได้อย่างคมชัดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง, โหมดการถ่ายภาพแบบ Portrait สำหรับถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมรองรับการปรับเอฟเฟกต์การเบลอแบบจำลองค่ารูรับแสงตั้งแต่ f1.0 - f16, ฟังก์ชัน AI Camera สำหรับใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ฉาก และวัตถุ เพื่อประมวลผลภาพถ่ายให้มีความสวยงามแบบอัตโนมัติ และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080P ที่ความเร็ว 60 fps

กล้องดิจิทัลด้านหน้า ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

- ลำโพงเสียงแบบคู่ (Dual Speakers)
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วที่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side Mounted Fingerprint Scanner) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock)
- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G WCDMA, 2G EDGE/GPRS และ Wi-Fi 
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.0
- มี IR Blaster สำหรับควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ราคาเริ่มต้นที่ 6,299 บาท ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Redmi Note 11

- ไม่รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 5G
- มีให้เลือกเพียงรุ่นความจุเดียวคือ 128GB แต่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมด้วยการ์ดแบบ microSD ได้ที่ขนาดสูงสุด 1TB
- กรอบตัวเครื่องไม่ได้ผลิตจากโลหะ
- กล้องถ่ายภาพไม่มีระบบป้องกันการสั่น


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


วันที่ : 26/01/2022