ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 07/03/2022

 

รีวิว Redmi Note 11 Pro 5G สมาร์ทโฟน 5G ตัวคุ้มใหม่ ใส่กล้อง 108MP มีพลังชาร์จ 67W และจอ 120Hz ในราคา 10,990 บาท
 

7 มีนาคม 2022 - ในช่วงหลายปีมานี้ สมาร์ทโฟน Redmi Note Series ได้เข้ามาสร้างชื่อเสียง และฐานแฟนคลับเอาไว้ในประเทศไทยมากมาย เรียกได้ว่าหากพูดถึงมือถือสเปกคุ้ม ๆ เราจะต้องนึกถึง Redmi Note Series เป็นอันดับแรก ๆ อย่างแน่นอน ล่าสุดเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Redmi Note 11 Pro และ Redmi Note 11 Pro 5G ในไทยอย่างเป็นทางการ ในราคาใกล้เคียงกับรุ่นก่อนที่ 8,999 บาท และ 10,990 บาท ตามลำดับ ซึ่งก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามเช่นเคย และแน่นอนว่าทีมงาน Thaimobilecenter ของเราก็ไม่พลาดที่จะนำมารีวิวให้ทุกท่านได้ชมกันครับ

 

Redmi Note 11 Pro และ Redmi Note 11 Pro 5G นั้น ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็น Redmi อยู่เช่นเดิมด้วยฟีเจอร์ที่ให้มาคุ้มค่าตัว โดยทั้งสองรุ่นจะมาพร้อมกับคุณสมบัติ และดีไซน์ที่เหมือนกันแทบทั้งหมด ตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ พร้อมอัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz ซึ่งเหมาะทั้งการดูหนัง และเล่นเกม, หน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB กับหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128 GB, แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่รองรับระบบชาร์จไวแบบ 67W Turbo Charging, ลำโพงเสียงคู่ Hi-Fi พร้อมระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos ไปจนถึงพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ทำให้ทั้งสองรุ่นเป็นฝาแฝดที่ทำทุกอย่างได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทั่วไป, การถ่ายรูป-วิดีโอ และการเล่นเกม

ความแตกต่างระหว่าง Redmi Note 11 Pro และ Redmi Note 11 Pro 5G อยู่ที่ชิปเซ็ตประมวลผล โดย Redmi Note 11 Pro 5G นั้นจะขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 695 รุ่นใหม่ ซึ่งใช้กระบวนการผลิตระดับ 6 นาโนเมตร สามารถรองรับสัญญาณ 5G ได้ทั้งคลื่น Sub6 และ mmWave ในขณะที่ Redmi Note 11 Pro จะใช้ชิปเซ็ต MediaTek Helio G96 ซึ่งมีประสิทธิภาพรองลงมาเล็กน้อย และรองรับเฉพาะ 4G LTE

 

นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมีส่วนที่ต่างกันเล็กน้อยในส่วนของกล้องหลัง โดยรุ่น 5G จะเป็นชุดกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ซึ่งประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมรับภาพ 118 องศา และกล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนรุ่น 4G จะเป็นชุดกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) โดยเพิ่มกล้อง Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล เข้ามาด้วย

ด้วยความสามารถเด่นที่กล่าวมา กับราคาที่คุ้มค่า ก็ทำให้ Redmi Note 11 Pro และ Redmi Note 11 Pro 5G น่าจะเป็นสมาร์ทโฟนขวัญใจมหาชนได้ไม่ยาก และเพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมใน รีวิว Redmi Note 11 Pro 5G โดยทีมงาน Thaimobilecenter กันเลยดีกว่าครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

ตัวเครื่องด้านหน้าของ Redmi Note 11 Pro 5G เป็นหน้าจอแสดงผล AMOLED DotDisplay ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ พร้อมรองรับอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz โดยมีรูกล้องหน้าอยู่ถูกจัดวางอยู่ตรงกลาง ซึ่งกล้องนี้มีความละเอียดที่ 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4


ตัวเครื่องด้านหลังเป็นสีพื้นขัดผิวด้าน ดูสุภาพเรียบง่าย ไม่เป็นรอยนิ้วมือ สำหรับเครื่องที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสีดำ Graphite Gray


ชุดกล้องหลังของ Redmi Note 10 Pro 5G มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจากสมาร์ทโฟนทั่วไป โดยประกอบไปด้วยชุดกล้อง 3 ตัว (AI Triple Camera) ดังนี้

- กล้อง Wide (Main) ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.7 ไมครอน (หรือ 2.1 ไมครอน ด้วยเทคโนโลยี 9-in-1 Binning), รูรับแสงขนาด f1.9, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และมุมรับภาพ 118 องศา
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

ปุ่ม Power และปุ่มปรับระดับเสียงจะอยู่ที่ขอบด้านขวา โดยปุ่ม Power จะทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย ส่วนด้านซ้ายไม่มีปุ่มใด ๆ


ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องลำโพงเสียง, ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน, ช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร และเซนเซอร์ IR Blaster ที่ทำให้ Redmi Note 11 Pro 5G ใช้งานเป็นรีโมทสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ โดยใช้ร่วมกับแอปพลิเคชัน Mi รีโมท


ด้านล่างของตัวเครื่องมีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ และโอนถ่ายข้อมูล, ไมโครโฟนหลัก, ช่องลำโพง และถาดใส่ซิมการ์ด ซึ่งเป็นแบบ Hybrid-Slot ที่รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD ได้สูงสุด 1TB


Redmi Note 11 Pro 5G กับ Redmi Note 11 Pro มีดีไซน์ภายนอก และคุณสมบัติที่เหมือนกันมาก เรียกว่าถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะแยกไม่ออกอย่างแน่นอน โดยจุดสังเกตคือ Redmi Note 11 Pro 5G จะมีตัวอักษร AI ที่กล้องหลัง และมี 5G ต่อท้ายโลโก้


ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่อง ประกอบด้วย อแดปเตอร์ชาร์จไว 67W, สายชาร์จ USB Type-C, คู่มือการใช้งาน, เข็มถอดถาดซิมการ์ด และเคสพลาสติกใส


เปิดเครื่อง พร้อมทดสอบการใช้งานด้านซอฟต์แวร์

Redmi Note 11 Pro 5G มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 11 และอินเทอร์เฟซ MIUI 13 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ในหน้าต่างของระบบจะมีโฆษณาให้เห็นประปราย ซึ่งเป็นปกติของสมาร์ทโฟน Redmi เพื่อให้ทางผู้ผลิตสามารถขายสมาร์ทโฟนในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งได้


ภายในมีแอปพลิเคชันของ Google ให้ใช้งานอย่างพร้อมสรรพ พร้อมเครื่องมือจิปาถะต่าง ๆ รวมถึง รีโมท Mi ที่ช่วย ให้เราควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทุกประเภทผ่านเซ็นเซอร์ IR Blaster บนตัวเครื่องได้


ในการตั้งค่าการแสดงผล สามารถเปิดใช้งาน โหมดมืด ได้ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดแบตเตอรีมากขึ้น และปวดตาน้อยลงเวลาใช้งานในเวลากลางคืน และสามารถตั้งเวลาเปิดใช้งานอัตโนมัติได้ด้วย


นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกปรับโทนสีของหน้าจอได้ตามต้องการ สำหรับคนที่รู้สึกว่าจอติดโทนฟ้า หรือโทนเหลือง เป็นต้น


สำหรับอัตราการรีเฟรชหน้าจอ สามารถเลือกได้ 2 แบบ คือ แบบมาตรฐาน 60 Hz กับแบบสูงสุด 120 Hz ซึ่งจะช่วยให้ภาพดูลื่นไหลยิ่งขึ้น แต่ก็จะกินแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วยเช่นกัน


หากต้องการเปลี่ยนวอลเปเปอร์ หรือธีม สามารถเข้าไปเลือกซื้อจากร้านค้าธีมได้โดยตรง ซึ่งทั้งหมดเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้กันฟรี ๆ โดยที่บางไอเทมอาจต้องดูโฆษณาก่อนจึงจะดาวน์โหลดได้ และยังมีให้เลือกเยอะมาก ๆ เหมาะสำหรับคนขี้เบื่อครับ


นอกจากวอลเปเปอร์กับธีมแล้ว ล่าสุดยังมีริงโทนให้ดาวน์โหลดอีกด้วย และที่สำคัญคือฟรีครับ


หากรู้สึกว่าตัวหนังสือเล็ก หรือใหญ่ไป ก็สามารถเข้าไปปรับแต่งได้ในหน้าการตั้งค่าเช่นกัน


หรือถ้ายังไม่ชินกับรูกล้องหน้า ก็มีตัวเลือกในการเปิดแถบดำที่ขอบบนหน้าจอเพื่อซ่อนรูกล้องได้


อีกสิ่งหนึ่งที่เราปรับแต่งได้คือแถบการนำทางของระบบที่อยู่ด้านล่างของจอ ซึ่งมีทั้งแบบคลาสสิคที่เป็น 3 ปุ่ม กับแบบท่าทางสัมผัส สามารถเลือกใช้งานกันได้ตามถนัด


ด้านความปลอดภัย Redmi Note 11 Pro 5G (รวมถึง Redmi Note 11 Pro) รองรับทั้งการสแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง และการสแกนใบหน้า


แอปพลิเคชัน ความปลอดภัย เป็นเครื่องมือสำหรับบำรุง รักษาระบบ ซึ่งมีฟังก์ชันภายในให้เลือกใช้หลายอย่างด้วยกัน และมีฟังก์ชันปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมแบบเร่งด่วน ด้วยการกดที่ปุ่ม เพิ่มประสิทธิภาพ ระบบจะทำการแสกนหาจุดบกพร่อง และแก้ไขให้โดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องตั้งค่าใด ๆ ให้ยุ่งยาก


สำหรับ ตัวทำความสะอาด ก็จะเป็นการทำความสะอาดไฟล์ขยะตกค้างในระบบทั่วไป เพื่อให้หน่วยความจำในเครื่องโล่งขึ้น หากรู้สึกว่าเครื่องช้าลง ก็สามารถเข้ามาเคลียร์ไฟล์ขยะได้


ทดสอบเครือข่าย จะเป็นการทดสอบสถานะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายปัจจุบันว่ามีการรับ-ส่ง ข้อมูลตามปกติหรือไม่ ไม่ใช่การแสดงความเร็วสูงสุดของอินเทอร์เน็ต ซึ่งบางคนอาจเข้าใจผิด หากไม่ได้ดาวน์โหลด หรือเปิดแอปบางตัวทิ้งไว้ ปริมาณดาต้าก็จะวิ่งอยู่ที่ 1-2 kbps ซึ่งเป็นการรับ-ส่งข้อมูลตามปกติ ไม่ได้หมายความว่าเน็ตเราช้าแต่อย่างใด


ล็อกแอป เป็นฟังก์ชันสำหรับการล็อกแอปพลิเคชันด้วยรหัสผ่าน, การสแกนใบหน้า หรือลายนิ้วมือ เป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนตัวอีกชั้นหนึ่ง ไม่ให้เข้าถึงข้อมูลของเราโดยง่าย


แอปโคลน เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราแยกแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียออกมาเป็น 2 แอป และใช้ล็อกอินคนละบัญชีได้ หรือก็คือทำให้ใช้งาน LINE หรือ Facebook ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียวนั่นเอง


พื้นที่ทับซ้อน เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่คล้ายกับแอปโคลน แต่จะเป็นการโคลนทั้งระบบ เสมือนเรามีสมาร์ทโฟน 2 เครื่องในเครื่องเดียว โดยแอปพลิเคชันและไฟล์ทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนจะแยกจากระบบปกติอย่างสิ้นเชิง เหมือนเป็นสมาร์ทโฟนอีกเครื่องหนึ่งไปเลย


ในส่วนของแอปพลิเคชันฟังเพลงของ Redmi Note 11 Pro 5G นอกจากจะเปิดเพลงจากในเครื่องฟังได้แล้ว ยังมีคลิปมิวสิกวิดีโอให้ชมแบบออนไลน์ด้วย


ฟังก์ชันที่น่าสนใจของแอปพลิเคชันนี้ คือการที่เราสามารถตัดเพลงมาส่วนมาทำเป็นริงโทนได้ โดยไม่ต้องใช้แอปตัดต่ออื่น ๆ แต่อย่างใด แถมยังใช้งานง่ายมากอีกด้วย


ในแอปพลิเคชัน Mi วิดีโอ ก็มีคลิปวิดีโอต่าง ๆ ให้รับชมแบบออนไลน์ได้เช่นกัน ในลักษณะที่คล้ายกับ YouTube และแน่นอนว่าสามารถเปิดไฟล์วิดีโอที่อยู่ในเครื่องขึ้นมารับชมได้


สำหรับการรับชมวิดีโอจากในเครื่อง จะมีฟังก์ชันพื้นฐานทั่วไปไม่ว่าจะเป็น การจับภาพหน้าจอ, การขยาย, ปรับความเร็วในการเล่น, ล็อกหน้าจอ และอื่น ๆ


นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้เมนูลัดที่ซ่อนอยู่บริเวณมุมซ้ายของหน้าจอ เพื่อเรียกใช้ฟังก์ชันบางอย่างแบบรวดเร็ว รวมถึงการเปิด-ปิดระบบเสียง Dolby Atmos


ที่น่าสนใจคือ เราสามารถเปิดแอปพลิเคชันอื่นขึ้นมาซ้อนกับวิดีโอได้ด้วย ซึ่งเปิดได้ทุกแอป แม้กระทั่งเกมก็เปิดได้


สำหรับการเล่นเกม Redmi Note 11 Pro 5G จะมีฟีเจอร์ Game Turbo มาช่วยในการตั้งค่าต่าง ๆ และปิดกั้นการแจ้งเตือนไม่ให้มาขัดจังหวะเราขณะเล่นเกม โดยสามารถตั้งค่าสำหรับใช้กับทุกเกม หรือจะตั้งค่าแยกเป็นเกม ๆ ไปก็ได้


เมื่อเข้าสู่ตัวเกม เราจะสามารถเรียกเมนูช่วยเหลือออกมาจากมุมซ้ายบนของจอได้ ซึ่งจะมีทางลัดต่าง ๆ เช่น เคลียร์ RAM, จับภาพหน้าจอ, บันทึกวิดีโอหน้าจอ, ปรับความสว่าง และปิดจอโดยปล่อยให้เกมเล่นต่อไป เป็นต้น ซึ่งเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่มีอยู่ใน Game Assistant ทั่วไป พร้อมทั้งมีการโชว์อัตราการทำงานของ GPU, CPU และค่า FPS ของตัวเกมให้ดูด้วย


ลูกเล่นหนึ่งที่น่าสนใจคือโปรแกรมเปลี่ยนเสียงที่ทำให้เราเปลี่ยนเสียง เวลาคุยไมค์ในเกมได้ ทำให้การเล่นมีสีสันมากขึ้น


นอกจากนี้ ยังสามารถเปิดแอปพลิเคชันอื่นเป็นหน้าต่างลอยขึ้นมาได้ด้วย เหมาะสำหรับการหาข้อมูลระหว่างเล่นเกม ไม่ต้องสลับจอไปมา


สำหรับเกมที่เราจะนำมาทดสอบบน Redmi Note 11 Pro 5G ในคราวนี้มี 2 เกมด้วยกัน ได้แก่ PUBG New State และ RoV โดยมีการตั้งค่าของแต่ละเกมเอาไว้ดังนี้ :

การตั้งค่าเกม PUBG New State

การตั้งค่าเกม RoV


หลังจากที่เล่นเกมด้วย Redmi Note 11 Pro 5G มาได้ระยะหนึ่ง สามารถบอกได้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ตอบโจทย์การเล่นเกมพอสมควร แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ชิปเซ็ตระดับกลางบนอย่าง Snapdragon 700 หรือ 800 Series แต่ชิปเซ็ต Snapdragon 695 นั้นเพิ่งจะเปิดตัวมาได้ไม่นานมาก และผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพของมันนั้นเทียบได้กับ Snapdragon 700 Series ในตลาดตอนนี้ได้สบายโดยสามารถรันเกมที่มีกราฟิกระดับกลางค่อนไปทางสูงได้อย่างราบ รื่น และไม่ร้อน ส่วนหน้าจอก็แสดงผลได้อย่างคมชัด และตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ขณะเดียวกัน ฟังก์ชันช่วยเหลืออย่าง Game Turbo ยังช่วยเพิ่มลูกเล่นในการเล่นเกมให้เราได้ด้วย โดยรวมแล้ว Redmi Note 11 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่เล่นเกมได้ดีอีกรุ่นหนึ่งครับ


Redmi Note 11 Pro 5G ใช้ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 695 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.2 GHz มีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 619, หน่วยความจำแรม RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 8 GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128 GB พร้อมทั้งผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย
Widevine DRM L1 ทำให้รับชมคอนเทนต์สตรีมมิ่งแบบ HD ได้


Redmi Note 11 Pro 5G วัดค่า benchmark จากแอปพลิเคชัน AnTuTu ได้ 393982 คะแนน (แพล็ตฟอร์มแสดงชื่อไม่ถูกต้องเป็น Redmi Note 11T Pro) และจากแอปพลิเคชัน Geekbench 5 ทำได้ 680 คะแนนสำหรับ Single-Core และ 2035 คะแนนสำหรับ Multi-Core


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง Redmi Note 11 Pro 5G นั้น ประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor, Magnetic Sensor และ Pressure Sensor แต่ไม่มี Orientation Sensor ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับทิศทางการถือ อย่างไรก็ดี ยังไม่พบปัญหาเกี่ยวกับการหมุนหน้าจอแต่อย่างใด ส่วนหน้าจอแสดงผลรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันอย่างน้อย 10 จุด


การระบุตำแหน่ง และนำทาง สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ ด้วยการรองรับระบบดาวเทียมชั้นนำของโลกครบถ้วนทั้ง GPS+A-GPS, BeiDou, Glonass และ Galileo


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

ด้านการถ่ายภาพ Redmi Note 11 Pro 5G มี UI สำหรับการใช้งานที่สะอาดตา และเข้าใจง่าย โดยแถบด้านบนจะเป็นคีย์ลัดสำหรับเปิดใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้แก่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิดใช้งาน HDR, การเปิดใช้งาน AI Camera รวมถึงการเปิดโหมด Super Macro ส่วนด้านล่างมีทางลัดสำหรับการซูมที่ระยะ 0.6x (Ultra-wide) และ 2x โดยมีระยะไกลสุดที่ 10x


ในโหมด ภาพบุคคล จะสามารถปรับความเบลอของฉากหลังได้ผ่านรูรับแสงจำลอง ตั้งแต่ f1.0 - f16 และสามารถเปิดฟรุ่งฟริ้ง หรือเอฟเฟกต์บิวตี้ได้


และมีโหมดโปร ที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าต่าง ๆ ในการถ่ายรูปได้ด้วยตัวเอง


ในส่วนของการถ่ายวิดีโอ รองรับการบันทึกภาพที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080P ที่เฟรมเรท 30FPS


และยังมีโหมดการใช้งานอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น โหมดกลางคืน ที่ช่วยให้ถ่ายรูปในเวลากลางคืนได้ชัดขึ้น และโหมดเปิดรูรับแสงนาน สำหรับถ่ายภาพแบบเส้นแสง เป็นต้น


สำหรับกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมเอฟเฟกต์บิวตี้ได้เช่นเดียวกับกล้องหลัง และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 1080P ที่เฟรมเรท 30FPS


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) ความละเอียด 108+8+2 ล้านพิกเซล

ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดอัตโนมัติ


ตัวอย่างภาพถ่ายมุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide)


ตัวอย่างภาพถ่าย Super Macro


ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดบุคคล


ตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดกลางคืน


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล



สรุปผลการทดสอบของ Redmi Note 11 Pro 5G

หลังจากที่ได้นำเอา Redmi Note 11 Pro 5G มาทดสอบใช้งานในชีวิตประจำวันมาระยะหนึ่ง โดยรวมแล้วหากไม่นับเรื่องดีไซน์ภายในที่เปลี่ยนไป ก็อาจยังให้ความรู้สึกในการใช้งานโดยรวมที่ไม่ต่างจากรุ่นที่แล้วมากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะคุณสมบัติหลายอย่างยังคงเหมือนเดิม เช่นหน้าจอแบบ AMOLED DotDisplay ที่มีอัตราการรีเฟรชระดับ 120Hz, กล้องหลังตัวหลักที่มีความละเอียด 108 MP หรือแบตเตอรี่ชาร์จเร็วที่มีความจุ 5000 mAh แต่ถ้าเทียบกับรุ่นอื่น ๆ ในตลาดในระดับราคาเดียวกันแล้ว ก็จัดว่าเป็นสเปกที่สูงเลยทีเดียว

Redmi Note 11 Pro 5G ได้รับการออกแบบใหม่ให้ขอบด้านข้างมีลักษณะแบนราบตามเทรนด์ในขณะนี้ โดยยังคงมีรูปทรง และน้ำหนักที่พอดีมือ อีกทั้งยังเปลี่ยนไปใช้ฝาหลังผิวด้าน ทำให้ไม่เป็นรอยนิ้วมือ อีกทั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนปุ่ม Power ด้านข้างตัวเครื่องก็สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ส่วนดีไซน์ของโมดูลกล้องหลังยังคงนูนขึ้นมา 2 ระดับแบบขั้นบันไดเหมือนเดิม จึงต้องระมัดระวังวางลงกับพื้นแข็ง เพราะอาจเกิดรอยขีดข่วนบนตัวกล้องได้ง่าย

 

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Redmi Note 11 Pro 5G คือหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED DotDisplay ซึ่งนอกจากจะมีการแสดงผลที่ดีกว่าหน้าจอแบบ IPS LCD แล้ว ยังประหยัดพลังงานกว่าอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกับฟีเจอร์ Always-On Display และโหมดมืด ถึงแม้ว่าปัจจุบันสมาร์ทโฟนระดับกลางจะเริ่มใช้หน้าจอแบบ AMOLED กันมากขึ้น แต่ด้วยสเปกที่ค่อนข้างสูง ก็ทำให้ Redmi Note 11 Pro 5G น่าใช้ไม่น้อยไปกว่ารุ่นอื่นเลย

ในเชิงประสิทธิภาพ หลายคนอาจรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อเห็นว่าเป็นชิปเซ็ต Snapdragon 695 แต่จริง ๆ แล้ว ชิปเซ็ต Snapdragon 695 นั้นเป็นรุ่นใหม่ และมีพลังการประมวลผลสูงกว่าชิปเซ็ต Snapdragon 732G ในรุ่นที่แล้วเล็กน้อย แถมยังรองรับ 5G อีกด้วย หากมองในแง่ของการใช้งาน ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพสูง สามารถรองรับการใช้งานทุกรูปแบบได้เป็นอย่างดี เมื่อรวมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB แล้ว ก็ยิ่งทำให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหลยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงเปรียบเทียบกับ Redmi Note 10 Pro รุ่นที่แล้ว อาจมองว่าเป็นการอัปเกรดที่ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เพราะประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

ด้านการเล่นเกม Redmi Note 11 Pro 5G ก็สามารถประมวลผลเกมทั่วไปได้ดี เมื่อรวมเข้ากับหน้าจอแบบ AMOLED และลำโพงแบบคู่ ยิ่งทำให้การเล่นเกมมีอรรถรสมากขึ้น หน้าจอตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างฉับไวไร้กังวล อีกทั้งยังควบคุมความร้อนได้ดี โดยรวมแล้วนับว่าไม่เลวเลย

สำหรับแบตเตอรี่ที่ให้มานั้น เพียงพอสำหรับการใช้งานได้ทั้งวัน ถ้าไม่เล่นเกมติดต่อกันหลายชั่วโมง หรือเปิดกล้องไว้ตลอด อีกทั้งคราวนี้ยังอัปเกรดระบบชาร์จไวมาเป็น 67W Turbo Charging ทำให้ชาร์จเร็วกว่าเดิม และมีอะแดปเตอร์มาให้ในกล่องแล้วเรียบร้อย เรื่องแบตเตอรี่จึงไม่มีอะไรให้กังวล

 

ในส่วนของการถ่ายรูป ชุดกล้องหลังของ Redmi Note 11 Pro 5G มีกล้องหลักความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล โดยใช้เทคโนโลยีการรวมพิกเซลแบบ 9-in-1 Pixel Binning ทำให้ได้ภาพความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีคุณภาพสูงกว่าปกติ ส่วนกล้องเสริมจะเป็นกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล กับกล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ซึ่งนับว่ารองรับการถายรูปได้ครบถ้วนทุกระยะสำหรับสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน (Redmi Note 11 Pro จะมีกล้อง Depth เพิ่มเข้ามาด้วย แต่ไม่ได้ทำให้คุณภาพของรูปถ่ายแตกต่างกันเท่าไหร่) คุณภาพของรูปถ่ายโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี และเบลอฉากหลังได้แนบเนียนพอสมควร แต่ยังมีบางจังหวะที่วัดแสงได้ไม่ดี ทำให้หน้าของตัวแบบไม่สว่างเท่าที่ควร ส่วนกล้องหน้าก็ทำได้ค่อนข้างดี และมีเอฟเฟกต์บิวตี้ที่ใช้งานง่าย ซึ่งให้โทนสีผิวที่สว่างขาว ตามความนิยมของชาวเอเชีย รวมแล้วถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปได้ดีอีกรุ่นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับ Redmi Note 10 Pro แล้ว คุณภาพของรูปถ่ายแทบจะไม่ต่างกัน อาจเป็นเพราะฮาร์ดแวร์นั้นมีรายละเอียดที่ใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นใครที่เคยใช้ Redmi Note 10 Pro มาก่อน อาจจะจับความแตกต่างได้ยาก

ทั้งนี้ เครื่องที่ได้รับมาทดสอบยังคงมีบั๊กที่ทำให้หน้าจอลดความสว่างลงเองขณะใช้งานกล้องกลางแจ้ง แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากระบบตรวจจับแสงในสภาพแวดล้อม และน่าจะมีซอฟต์แวร์อัปเดตออกมาแก้ไขในภายหลัง

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทางทีมงานเห็นว่า Redmi Note 11 Pro 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่มีสเปกสูงเมื่อเทียบกับราคา ตอบโจทย์การทำงานได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป, ถ่ายวิดีโอ, เล่นเกม, ดูหนัง และอื่น ๆ เรียกว่าทำได้ดีในทุกด้าน เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจที่ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนฟังก์ชันครบ สเปกแรง ในงบ 10,000 บาท  แต่ทั้งนี้หากเป็นผู้ที่ใช้รุ่นก่อนนี้อย่าง Redmi Note 10 Pro อยู่แล้ว ก็อาจจะยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก


สำหรับผู้ที่สนใจ Redmi Note 11 Pro 5G (8GB+128GB) ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วในราคา 10,990 บาท ส่วน Redmi Note 11 Pro (8GB+128GB) จะมีค่าตัวอยู่ที่ 8,999 บาท หาซื้อได้ที่ Xiaomi Official Store ทุกสาขา ทั้งทางออนไลน์ และออฟไลน์ รวมถึงตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ Xiaomi ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Redmi Note 11 Pro 5G และ Redmi Note 11 Pro มาให้ทางทีมงานได้รีวิวกันในโอกาสนี้ด้วยครับ


จุดเด่นของ Redmi Note 11 Pro 5G

- ดีไซน์ตัวเครื่องแบบขอบแบนเรียบ (Flat-Edge Design) พร้อมด้านหลังตัวเครื่องครอบทับด้วยกระจก
- ระบบระบายความร้อนแบบ LiquidCool ด้วยชั้นกราไฟต์หลายเลเยอร์ และแผ่นทองแดงสำหรับช่วยกระจายความร้อน
- หน้าจอแสดงผล AMOLED DotDisplay ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2400x1080 พิกเซล) พร้อมอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz, รองรับช่วงสีแบบ DCI-P3 ได้ 100%, ความสว่างสูงสุด 1200 nits, ค่า Contrast Ratio 4,500,000:1 และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5
- ชิปเซ็ตประมวลผล Quadcomm Snapdragon 695 5G ความเร็ว 2.2 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 619
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8 GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.2 ขนาด 128 GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD ได้สูงสุดที่ขนาด 1 TB
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 67W Turbo Charging
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ MIUI 13 (พัฒนาบนพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ Android 11)

----------------------------------------

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (AI Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide (Main) ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.52 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 0.7 ไมครอน (หรือ 2.1 ไมครอน ด้วยเทคโนโลยี 9-in-1 Binning), รูรับแสงขนาด f1.9, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และมุมรับภาพ 118 องศา
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

รวมทั้งมีไฟแฟลชในตัว (LED Flash), เทคโนโลยี Dual Native ISO และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 1080P FHD (30 fps)

กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4 และรองรับรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 1080P FHD (30 fps)

-----------------------------------------

- ลำโพงเสียงแบบคู่ พร้อมรองรับไฟล์เสียงความละเอียดสูง (Hi-Res)
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side Mounted Fingerprint Sensor) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Face Unlock)
- ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi, 5G, 4G LTE, 3G WCDMA และ 2G EDGE/GPRS
- ระบุตำแหน่ง และนำทางด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, BeiDou, Glonass และ Galileo
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.1, NFC และ IR Blaster
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- พอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
- ฟีเจอร์ Game Turbo ที่สามารถเร่งการประมวลผลตัวเกม ให้เร็วขึ้น พร้อมกับบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่าง ๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกม
- มอเตอร์ระดับสั่นแบบ Z-Axis Linear Motor

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Redmi Note 11 Pro 5G

- โหมดถ่ายรูปและวิดีโอโคลน กับระบบโฟกัสอัตโนมัติในซูเปอร์มาโครถูกตัดออก
- กล้องหลังรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดเพียงแค่ระดับ 1080P FHD
- อินเทอร์เฟซ MIUI 13 มีโฆษณาแทรกอยู่ทั่วไป อาจสร้างความไม่สะดวกให้กับผู้ใช้ (แต่สามารถปิดได้)
- คุณสมบัติโดยรวมมีการอัปเกรดขึ้นมาจากรุ่นก่อนไม่มากนัก
- ใช้ถาดซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot

 

สรุปคุณสมบัติของ Redmi Note 11 Pro 5G

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Redmi Note 11 Pro 5G ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Redmi Note 11 Pro 5G

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้ เป็นเครื่องทดสอบจากผู้ผลิต ดังนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจถูกแก้ไขให้ดีขึ้นแล้วในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่งเพื่อความมั่นใจ *

 

 

วันที่ : 07/03/2022