ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 23/11/2019
realme X2 Pro


 

รีวิว (Review) realme X2 Pro

เรือธง Snapdragon 855+ บวก RAM 12GB และ 4 กล้อง 64MP ในราคาไม่ถึง 2 หมื่น! พร้อมจอ Super AMOLED Fluid Display 90Hz ผสานสแกนนิ้วบนหน้าจอ, กล้องหน้า Super Nightscape 16 ล้านพิกเซล, ROM UFS 3.0 ไซส์จุใจ 256GB, แบตเตอรี่ 50W SuperVOOC 4000 mAh และลำโพงคู่ Dolby Atmos บนบอดี้กระจกโค้งมนแบบ Curved 3D Glass ในราคาสุดคุ้มเพียง 19,999 บาท

23 พฤศจิกายน 2019 - โดยปกติ แล้ว realme จะนำสมาร์ทโฟนเข้ามาทำตลาดในระเทศไทยทั้งหมด 3 ตระกูล ได้แก่ ตระกูล realme Series ที่ใช้ชื่อต่อท้ายเป็นตัวเลขซึ่งในปัจจุบันได้เดินหน้ามาถึงรุ่น realme 5s แล้ว, ตระกูล C-Series สมาร์ทโฟนสเปกคุ้มราคาประหยัด และตระกูล Pro Series สมาร์ทโฟนรุ่นโปรที่อัปเกรดสเปกให้แรงกว่า realme Series แต่ล่าสุดนี้เพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้งานตลาดบนมากขึ้น ทาง realme จึงได้นำสมาร์ทโฟนซีรีส์เรือธงระดับพรีเมียมเข้ามาวางขายในบ้านเราด้วยกับรุ่น realme X2 Pro

สำหรับ realme X2 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงตัวแรงรุ่นแรกของแบรนด์ realme ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติ และราคาจำหน่ายที่น่าจับตามองมากรุ่นหนึ่งในชั่วโมงนี้ เพราะมีการใส่สเปกในระดับไฮเอนด์มาให้แบบรอบด้าน เริ่มตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED Fluid Display ขนาด 6.5 นิ้ว ความ ละเอียดระดับ Full HD+ บนดีไซน์จอขอบบางทรงหยดน้ำแบบ Dew-drop Fullscreen ที่รองรับการแสดงผลบนค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz กับเซนเซอร์สแกนนิ้วที่ฝังอยู่บนหน้าจอ บนดีไซน์ตัวเครื่องกระจกขอบโค้งสุดพรีเมียมแบบ Curved 3D Glass ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน


ในด้านประสิทธิภาพการทำงาน มาพร้อมกับขุมพลังตัวท็อปสุดแห่งปีจาก Qualcomm อย่าง Snapdragon 855+ ประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4x ที่มีขนาดใหญ่ถึง 12GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.0 ขนาดจุใจ 256GB และแบตเตอรี่ความจุ 4000mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 50W SuperVOOC Flash Charge ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็มจาก 0-100% ภายในเวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น รวมทั้งยังมีระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chambers สำหรับช่วยถ่ายเทความร้อนออกจากตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็ว และระบบสั่น Tactile Engine Motor ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมในระดับสูงสุด

ด้านการถ่ายภาพก็ยังจัดเต็มไม่แพ้กัน ด้วยการให้กล้องหลังมามากถึง 4 ตัว กับความละเอียดสูงสุด 64 ล้านพิกเซลตามแบบฉบับเรือธงยุคใหม่ พร้อมเลนส์ถ่ายภาพครอบคลุมตั้งแต่ระยะใกล้ ไปจนถึงระยะซูมไกล 20 เท่า (20x Hybrid Zoom) พร้อมลูกเล่นด้านการถ่ายภาพให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่จัดวางมาให้ที่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมลูกเล่นการถ่ายภาพเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ และเอฟเฟกต์ AI Beauty ที่ช่วยปรับผิวหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์การใช้บันทึกภาพความประทับใจในแต่ละวันได้เป็นอย่าง

ไม่เพียงเท่านี้ ฟีเจอร์ด้านความบันเทิงก็ไม่ขาดหายไปแต่อย่างใด โดยเฉพาะการใส่ลำโพงคู่มาให้ พร้อมระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน Hi-Res ดังนั้นอรรถรสด้านความบันเทิงจึงมาเต็มๆ ทั้งภาพ และเสียง

สำหรับ realme X2 Pro เปิดราคาจำหน่ายในบ้านเราเอาไว้ที่เพียง 19,999 บาท ซึ่งหากดูจากคุณสมบัติที่ใส่มาให้ก็ถือว่าคุ้มค่าไม่เบา ดังนั้นเราจะพาทุกท่านไปติดตามกันต่อว่าสมาร์ทโฟนเรือธงระดับพรีเมียมรุ่นแรกของ realme ตัวนี้ จะใช้งานได้ดีขนาดไหน และมีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจอีกบ้างผ่านบทความรีวิวจากทีมงาน Thaimobilecenter ครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์


เริ่มต้นที่กล่องแพ็เกจกันก่อน โดย realme X2 Pro มาพร้อมกับกล่องแพ็กเกจสีขาวตัดด้วยโลโก realme ในสีส้มอมเหลืองซึ่งที่ด้านหน้ากล่องมีการพิมพ์ภาพดีไซน์ของ realme X2 Pro เอาไว้ให้เห็นแบบเด่นชัด


สำหรับอุปกรณ์ที่แถมมาให้ภายในกล่องผลิตภัณฑ์ ประกอบไปด้วย เคสใส, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับโอนถ่ายข้อมูล หรือชาร์จแบตเตอรี่, อแดปเตอร์ชาร์จไฟ, คู่มือการใช้งาน และเอกสารการรับประกัน


ภาพขณะสวมใส่เคสที่แถมมาให้ภายในกล่อง


สำหรับอแดปเตอร์ชาร์จไฟของ realme X2 Pro รองรับการจ่ายไฟสูงสุดที่ระดับ 10V/5A หรือที่ทาง realme เรียกว่าเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 50W SuperVOOC Flash Charge ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 4000mAh ของ realme X2 Pro จาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 30 นาที และชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวถือว่ามีกำลังในการจ่ายไฟที่มากว่าเทคโนโนโลยีชาร์จไวที่ใช้ กันอยู่ทั่วไปถึง 4 เท่าเลยทีเดียว (เมื่อเทียบกับระบบชาร์จเร็วแบบ 18W)


มาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง สำหรับ realme X2 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) ครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 พร้อมเทคโนโนโลยีการแสดงผลแบบ Ultra Smooth Display ที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz ซึ่งหมายความว่าในแต่ละ 1 วินาที หน้าจอจะแสดงผลภาพจำนวน 90 ภาพ ส่งผลให้การทัชสกรีนบนหน้าจอจะดูลื่นไหลมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับหน้าจอแสดงผลทั่วไป ที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz


นอกจากนี้ หน้าจอของ realme X2 Pro ยังจัดเต็มในเรื่องของการแสดงผลด้วยการรองรับการแสดงผลบนขอบเขตสีแบบ DCI-P3 ครอบคลุม 100% ทำให้มั่นใจได้ว่าสีสันจะมีความเที่ยงตรง พร้อมค่า Contrast สูงสุด 2000000:1 และค่าความสว่างสูงุสดที่ 1000nits ตอบโจทย์การใช้งานกลางแจ้งได้เป็นอย่างดี รวมทั้งหน้าจอของ realme X2 Pro ยังผ่านการรับรองมาตรฐานการแสดงผลแบบ HDR10+ ช่วยให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับคอนเทนต์ที่รองรับ และที่สำคัญ realme X2 Pro ยังผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland เกี่ยวกับความสามารถด้านการตัดแสงสีฟ้าที่อาจเป็นอันตรายต่อดวงตาได้มากถึง 37.5%


ที่ด้านบนของหน้าจอติดตั้งกล้องหน้าเซลฟี่ความ ละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 พร้อมเซ็นเซอร์สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Ambient Light สำหรับปรับแสงหน้าจอตามสภาพแวดล้อมให้แบบอัตโนมัติ หรือ Proximity Sensor สำหรับปิดหน้าจออัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู พร้อมลำโพงที่ถูกซ่อนเอาไว้บริเวณขอบด้านบน ซึ่งลำโพงตัวนี้นอกเหนือจากจะใช้งานในด้านการสนทนาแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นลำโพงตัวรอง ซึ่งหมายความว่า realme X2 Pro มีลำโพงแบบคู่ (Dual Sterep Speakers) นั่นเองครับ


ที่ด้านล่างของหน้าจอมาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบ สัมผัสบนหน้าจอ (On-Screen Navigation Buttons) ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับไปใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gesture ซึ่งเป็นการใช้นิ้วลากบริเวณขอบด้านล่าง และขอบด้านข้างตัวเครื่องเพื่อสั่งการในรูปแบบต่างๆ


นอกจากนี้ ทาง realme ยังติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ G3.0 จากแบรนด์ Goodix ที่มีการพัฒนาในเรื่องของการเปล่งแสงเพื่อรับข้อมูลลายนิ้วมือ รวมทั้งยังมีการปรับปรุงในเรื่อง Core ประมวลผล ช่วยให้ปลดล็อกลายนิ้วมือได้ในเวลาเพียง 0.23 วินาทีเท่านั้น


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องติดตั้งปุ่มปรับระดับ เสียงมาให้ใช้งาน


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับไมโครโฟนตัว ที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ถาดใส่ซิมการ์ด และปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ


สำหรับถาดใส่ซิมการ์ดของ realme X2 Pro รองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ nano-SIM ทั้งสองช่อง และไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้



ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมาพร้อมกับช่องเสียบหู ฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มม., ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก


ที่ด้านหลังของตัวเครื่องมาพร้อมกับบอดี้กระจก Gorilla Glass 5 ขอบโค้งแบบ 3D ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจับถือได้อย่างมั่นใจ โดยสีที่ทีมงานได้รับมารีวิวในวันนี้คือสี Lunar White ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงามของท้องทะเล สามารถสะท้อนแสงเปลี่ยนสีได้ตามมุมแสงที่ตกกระทบ นอกจากนี้ realme ยังมีอีกหนึ่งสีให้เลือกด้วอย่างสี Neptune Blue ซึ่งเป็นสีที่คล้ายกับดวงจันทร์ที่สาดแสงลงบนผิวน้ำยามค่ำคืน


ที่ด้านบนติดตั้งชุดกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ที่ได้ Aaron Huey ช่างภาพจาก National Geographic มาร่วมพัฒนา โดยกล้องแต่ละตัวแบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung GW1 ขนาด 1/1.72 นิ้ว โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ พร้อมรูรับแสงกว้าง f/1.8, กล้อง Telephoto ความละเอียด 13 ลา้นพิกเซล โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ รูรับแสงกว้าง f/2.5 รองรับการซูมภาพแบบ Hybrid Optical Zoom 5 เท่า และรองรับการซูมภาพแบบ Hybrid Zoom 20 เท่า โดยจะเป็นระบบการซูมที่นำ AI เข้ามาประมวลผลร่วมกับตัวเลนส์, กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ รูรับแสงกว้าง f/2.2 พร้อมองศาในการรับภาพกว้าง 115 องศา และกล้อง Portrait Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 สำหรับช่วยถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

Relame X2 Pro ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชันล่าสุด 6.1


สำหรับหน้าโฮมสกรีนยังคงเน้นความเรียบง่าย และสะอดาตา ด้วยการซ่อนแอปพลิเคชันทั้งหมดเอาไว้ใน App Drawer สามารถเปิดใช้งานได้ง่ายๆ เพียงแค่ปัดนิ้วขึ้นจากด้านบน


เมื่อปัดไปทางขวาจะพบกับฟังก์ชัน Smart Assistant ซึ่งเป็นหน้าแสดงการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันที่กำหนดไว้ พร้อมแถบคีย์ลัดต่างๆ



เมื่อปัดนิ้วจากด้านบนลงมายังด้านล่างจะพบกับ Toggle Switch สำหรับเข้าถึงคีย์ลัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด Wi-Fi, บลูทูธ หรือ NFC ส่วนที่ด้านล่างคือ Notification Center สำหรับแสดงการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในตัวเครื่อง


สำหรับ Notification Center มีลูกเล่นซ่อนเอาไว้เล็กน้อย โดยเมื่อผู้ใช้ปัดไปทางซ้ายจะพบกับออพชัน 3 อย่าง ได้แก่ Snooze สำหรับเลื่อการแจ้งเตือนออกไปตามระยะเวลาที่กำหนด, Setting สำหรับตั้งค่าการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ ส่วนออพชันสุดท้ายจะเป็นการลบการแจ้งเตือนครับ


แอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ภายในตัวเครื่องก็จะ มีทั้งแอปพลิเคชันจากฝั่งของ Google อย่าง Chrome, Gmail, Maps หรือ Youtube และแอปพลิเคชันเครื่องมือประจำเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น บันทึกเสียง, เข็มทิศ หรือตรวจสอบสภาพอากาศ เป็นต้น


มาพร้อมกับแอปพลิเคชัน Phone Manager สำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพของตัวเครื่อง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน Clean Storage สำหรับเคลียร์แอปพลิเคชัน หรือไฟล์ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ให้แก่ตัวเครื่อง


สามารถแตะค้างบนหน้าโฮมสกรีน เพื่อปรับเปลี่ยนวอลเปเปอร์, วิดเจ็ต หรือเอฟเฟกต์ขณะเลื่อนหน้าโฮมสกรีนได้ด้วยนตนเอง



ปรับเปลี่ยนธีม และวอลเปเปอร์ได้อย่างหลากหลายได้ที่แอปพลิเคชัน Theme Store


รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE ทั้งสองซิมการ์ด รวมทั้งยังรองรับเทคโนโลยี VoLTE (Voice Over LTE) และ Wi-Fi Calling ทั้งสองซิมการ์ด


นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อที่น่าสนใจอย่าง Dual-Wi-Fi Sped-Up ที่จะเชื่อมต่อเข้ากับ Wi-Fi บนคลื่นสัญญาณ 2.4GHz และ 5GHz ได้พร้อมกัน 2 เครือข่าย เพื่อช่วยเร่งประสิทธิภาพในการทำความเร็วดาวน์โหลดให้รวดเร็วทันใจมากยิ่งขึ้น


สามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีของหน้าจอแสดงผลได้ ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน Low-Brightness Flicker-Free Eye Care สำหรับป้องกันปัญหาหน้าจอกะพริบเมื่อลดแสงสว่างอยู่ในระดับต่ำ


สามารถปรับขนาดของตัวอักษรได้ทั้งหมด 5 ระดับ


รวมไปถึงการปรับขนาดของการแสดงผลได้ทั้งหมด 3 ระดับ


และที่สำคัญผู้ใช้ยังสามารถสลับค่า Refresh Rate ได้ระหว่าง 60Hz และ 90Hz พร้อมทั้งยังสามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้แอปพลิเคชันไหนแสดงผลแบบ Refresh Rate ระดับ 90Hz


สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลสีได้ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ Vivid สำหรับขับสีสันให้ดูมีความสดใส และ Gentle สำหรับแสดงผลตามขอบเขตสีแบบ sRGB ซึ่งจะให้โทนสีเป็นธรรมชาติกว่า



มาพร้อมกับฟังก์ชัน OSIE Vision Effect สำหรับปรับโทนสีของคอนเทนต์ต่างๆ ภายในแอปพลิเคชันให้ดูคมชัดสดใส แต่จะรองรับการทำงานร่วมกับเพียงบางแอปพลิเคชันเท่านั้นครับ


ฟังก์ชัน Night Shield สำหรับปรับอุณหภูมิสีหน้าจอให้อยู่ในโทนอุ่น พร้อมกับตัดแสงสีฟ้าที่อาจเป็นอันตรายต่อดวงตา ตอบโจทย์การใช้งานในสภาวะแสงน้อย หรือตอนกลางคืนเป็นอย่างมาก



มาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos สำหรับช่วยขับเสียงให้กระหึ่มมากยิ่งขึ้น โดยสามารถปรับรูปแบบเสียงได้ทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ Smart ปรับเสียงให้เข้ากับคอนเทนต์ที่กำลังเล่นอยู่แบบอัตโนมัติ, Movie ขับเสียงแบบรอบทิศทาง พร้อมเพิ่มมวลของเสียงเบสให้หนักแน่น, Gaming ปรับเสียงเบส และเสียงโดยรวมให้เหมาะแก่การเล่นเกม และ Music ปรับเสียงอยู่ในระดับสมดุลทุกย่าน ตอบโจทย์การฟังเพลง


อีกหนึ่งลูกเล่นที่อยู่ในระบบ ColorOS มาโดยตลอดอย่าง Smart Sidebar ก็ยังคงมีให้ใช้งานอยู่เช่นเดิม โดยเป็นฟังก์ชันสำหรับเปิดเรียกแถบคีย์ลัดขณะใช้งานอยู่ในโหมดเต็มหน้าจอ


รองรับฟังก์ชัน Screen-off Gestures สำหรับวาดนิ้วขณะที่หน้าจอดับเพื่อสั่งการ เช่น การวาดรูปตัว O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ หรือวาดรูปตัว V เพื่อเปิดฟังก์ชันไฟฉาย


ฟังก์ชัน Smart Call สำหรับรับสายอัตโนมัติเมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู หรือปิดเสียงการแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วเมื่อคว่ำหน้าจอ


ฟังก์ชัน Raise to turn on Screen สำหรับปลุกหน้าจออัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาอยู่ในระดับพร้อมใช้งาน


ในส่วนของแบตเตอรี่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการ ทำงานของตัวเครื่องได้ทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ High Performance Mode สำหรับรีดประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องอยู่ในระดับสูงสุด แต่จะมีการบริโภคพลังงานมากขึ้น, Smart Performance Mode สำหรับปรับแต่งประสิทธิภาพพลังงาน และอัตราการบริโภคแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งาน และ No Performance Improvement สำหรับช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น




ฟังก์ชัน Power Saving Mode สำหรับช่วยประหยัดแบตเตอรี่ผ่านการปิดการทำงานของแอปพลิเคชันเบื้องหลัง, ปิดการทำงานระบบซิงค์ข้อมูลอัตโนมัติ และลดแสงหน้าจอให้น้อยลง นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน Sleep Standby Optimization ที่เมื่อผู้ใช้เข้านอน ระบบจะปรับไปใช้พลังงานต่ำ เพื่อช่วยประหยัดแบตตอรี่


นอกเหนือจากลูกเล่นการใช้งานแล้ว realme X2 Pro ยังมีลูกเล่นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยเกี่ยวกับผู้ใช้งานโดยเฉพาะ อย่างเช่น Smart Driving ที่แบ่งออกเป็น Driving Mode สำหรับเชื่อมต่อบลูทูธเข้ากับรถยนต์แบบอัตโนมัติเพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมมือถือ ผ่านคอนโซลของรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย และ Riding Mode ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ขับขี่จักรยาน หรือจักรยานยนต์โดยเฉพาะ โดยระบบจะทำการปิดการแจ้งเตือนทุกอย่างยกเว้นสายเรียกเข้า เพื่อให้ผู้ใช้มีสมาธิอยู่บนท้องถนน


ฟังก์ชัน App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันที่ต้องการ โดยจะมีเพียงเจ้าของเครื่องที่รู้รหัส หรือลงทะเบียนใบหน้า หรือลายนิ้วมือเอาไว้ที่สามารถเข้าใช้งานได้ รวมไปถึงฟังก์ชัน Private Safe สำหรับเก็บไฟล์ และข้อมูลต่างๆ เอาไว้ในตู้เซฟเสมือน ซึ่งสามารถเข้าใช้งานได้เฉพาะผู้ที่รู้รหัสผ่าน


รองรับการบันทึกลายนิ้วมือทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ ส่วนใบหน้าจะรองรับการบันทึกแค่เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น



สารถปรับเปลี่ยนเอฟเฟกต์ขณะสแกนลายนิ้วมือ ได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ


 

Digital Wellbeing ฟังก์ชันที่ถูกออกแบบมาสำหรับคนยุคใหม่ที่ใช้สมาร์ทโฟนอย่างเป็นประจำ โดยระบบจะทำการแสดงสถิติการใช้งานสมาร์ทโฟนในแต่ละวันว่ามีการปลดล็อกกี่หน หรือมีการแจ้งเตือนเข้ามากี่ครั้ง ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับแต่งแอปพลิเคชันที่ไม่ต้องการให้แสดงการแจ้งเตือนจากฟังก์ชัน นี้ได้ เพื่อช่วยบริหารเวลการใช้งานสมาร์ทโฟนให้มีประสิทธิภาพนั่นเอง


หรือหากใครที่ไม่อยากให้คนอื่นมารบกวนตอนเรานอน ก็สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Wind Down ที่จะช่วยปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตามเวลาเข้านอน


มาพร้อมกับฟังก์ชัน App Cloner สำหรับโคลนแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียเพื่อใช้งานแบบ 2 แอคเคานท์


และที่สำคัญยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Dark Mode ที่จะปรับเปลี่ยนการแสดงผลของตัวเครื่องให้อยู่ในโทนสีดำ ตอบโจทย์การทำงานร่วมกับหน้าจอแบบ AMOLED ที่จะไม่มีการเปล่งแสงเมื่อแสดงผลสีดำ ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้นนั่นเองครับ



ฟังก์ชัน Game Space สำหรับช่วยรีดประสิทธิภาพการเล่นเกมอยู่ในระดับสูงสุด โดยภายในหน้าแอปพลิเคชันมีการแสดงปริมาณแบตเตอรี่ในปัจจุบันว่าเพียงพอต่อการเล่นเกม ต่อเนื่องกี่ชั่วโมง รวมถึงคุณภาพของสัญญาณมือถือ-Wi-Fi


นอกจากนี้ ยังมีออพชันที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ อย่างเช่น การปรับรูปแบบการทำงานของตัวเครื่องทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ Competitive Mode ที่ช่วยรีดประสิทธิภาพ  และเฟรมเรทอยู่ในระดับสูงสุด, Balanced Mode ที่คงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการเล่นเกม และอัตราการบริโภคแบตเตอรี่ และ Low Power Mode ที่ช่วยลดคุณภาพของกราฟิกภายในเกมลง เพื่อช่วยให้เราเล่นเกมได้นานขึ้น


รวมทั้งยังสามารถบล็อกสายเรียกเข้า หรือเลือกบล็อคการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันได้ด้วยตนเอง


รองรับการแบ่งแอปพลิเคชันทำงานออกเป็น 2 หน้าจอได้ทั้งหมด 4 วิธี


มาดูในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ realme X2 Pro รุ่นที่นำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังตัวท็อปแห่งปีจากแบรนด์ Qualcomm อย่าง Snapdragon 855+ ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7 นาโนเมตร ความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.96GHz ประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.0 ความจุ 256GB และรันด้วยระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 6.1


เมื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมด้วยแอ ปพลิเคชัน AnTuTu (เปิด High Performance Mode) ก็พบว่า สามารถทำคะแนนได้ราว 457858 คะแนน


ทดสอบการประมวลผลของ CPU ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 5 พบว่า สามารถทำคะแนนการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ได้ทั้งหมด 755 คะแนน และทำสคะแนนการประมวลผลแบบหลายแกน (Multi-Core) ได้ทั้งหมด 2429 คะแนน


ทดสอบการประผมวลอลของ GPU ด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark พบว่า สามารถทำคะแนนด่าน Sling Shot Extreme โดยใช้ OpenGL ES 3.1 ได้ทั้งหมด 6055 คะแนน และทำคะแนนโดยใช้ Vulkan ได้ทั้งหมด 5001 คะแนน



ทดสอบความเร็วของหน่วยความจำภายในด้วยแอปพลิเค ชัน Androbench พบว่า ทำความเร็วในการอ่านข้อมูลได้ที่ 1447.41MB/s ซึ่งตรงตามสเปกของหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ครับ


แน่นอนว่าด้วยประสิทธิภาพที่ไฮเอนด์จัดเต็มทำ ให้ realme X2 Pro สามารถเล่นเกมกราฟิก 3 มิติหนักๆ ได้อย่างสบายๆ โดยทีมงานได้ลองทดสอบกับเกม Call of Duty : Mobile พบว่า สามารถเปิดกราฟิกระดับสูงสุด (Very High) พร้อมเปิด Frame Rate อยู่ในระดับ Max และเปิดเอฟเฟกต์ทุกอย่างที่มี ก็ยังสามารถเล่นได้อย่างไหลลื่นโดยไม่มีอาการกระตุก หรือหน่วงให้พบเจอ



ที่สำคัญขณะเล่นเกมเรายังสามารถเลื่อนแถบด้านบน เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณ CPU หรือ GPU ที่กำลังใช้อยู่ รวมไปถึงค่า Frame Rate


นอกจากนี้ ทาง realme ยังได้ใส่ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chambers มาให้ด้วย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ตัวเครื่องมีอุณหภูมิไม่สูงจนเกินไปแม้ว่าจะประมวลผลอย่าง หนักอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึง Tactile Engine Motor หรือมอเตอร์สั่นตามสถานการณ์ของเกมเพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมแบบขีดสุด


ส่วนการเล่นไฟล์ความละเอียดสูงก็เล่นได้อย่าง ลื่นไหลไม่แพ้กัน ซึ่งเมื่อใช้งานร่วมกับปน้าจอแบบ Super AMOLED ที่มีจุดเด่นด้านการแสดงสีสันที่สดใส รวมทั้งยังรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ ช่วยให้เติมเต็มอารมณ์ในการรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง realme X2 Pro นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ


หน้า UI ของแอปพลิเคชันกล้องถือว่าออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย โดยบริเวณแถบด้านบนจะเป็นส่วนสำหรับปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้อง ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช หรือเปิด-ปิด ฟังก์ชัน HDR


รวมไปถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชันกล้อง Ultra Wide และฟังก์ชัน Chroma Boost


มีฟิลเตอร์ให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย


ส่วนทางด้านล่างจะเป็นโหมดการถ่ายภาพในรูปแบบ ต่างๆ เริ่มตั้งแต่โหมด Photo ที่ผู้ใช้สามารถปรับเอฟเฟกต์หน้าสวย (Beauty) ได้ทั้งหมด 100 ระดับ


รวมทั้งยังมีฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับช่วยตรวจจับซีน และวัตถุที่อยู่ตรงหน้า เพื่อทำการปรับแต่งการตั้งค่ากล้อง รวมถึงภาพถ่ายให้มีความสวยงามแบบอัตโนมัติ


มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพ Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ โดยสามารถปรับระดับการเบลอได้ทั้งหมด 100 ระดับ แต่ค่าแนะนำจะอยู่ที่ 60% ซึ่งจะเบลอได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ



รวมถึงโหมด Pano สำหรับถ่ายภาพในมุมกว้าง



มาพร้อมกับฟังก์ชัน Ultra 64MP สำหรับถ่ายภาพเต็มความละเอียด 64 ล้านพิกเซล



โหมด Super Nightscape 2.0 สำหรับถ่ายภาพกลางคืนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง รวมทั้งยังสามารถใช้งานกับเลนส์ Ultra Wide ได้อีกด้วย


โหมด Expert ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าของกล้องถ่ายภาพได้เอง รวมทั้งยังเลือกเลนส์ที่จะถ่ายได้เองอีกด้วย


โหมด Ultra Macro สำหรับถ่ายภาพในระยะใกล้ที่โฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดที่ระยะ 2.5 เซนติเมตร


โหมด Slo-Mo สำหรับถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ที่ระดับสูงสุด 960FPS



รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ที่ 60FPS พร้อมฟังก์ชัน Ultra Steady สำหรับช่วยลดอาการภาพสั่นไหวขณะถ่ายวิดีโอ


รองรับการถ่ายวิดีโอด้วยเลนส์ Ultra Wide รวมทั้งยังรองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ แต่ในโหมดนี้จะทำงานเฉพาะกับกล้องตัวหลักเท่านั้นครับ


สามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ฟิลเตอร์ขณะถ่าย วิดีโอได้ รวมทั้งยังสามารถเปิดเอฟเฟกต์หน้าสวยขณะถ่ายวิดีโอได้ถึง 100 ระดับ



และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Time-lapse


มาดูที่กล้องหน้ากันบ้าง โดยมาพร้อมกับ UI ที่ใช้งานได้ง่ายไม่ต่างจากกล้องหลัง ซึ่งบริเวณแถบด้านบนจะเป็นส่วนเอาไว้สำหรับปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้อง เช่น เปิด-ปิด ไฟแฟลช, เปิด-ปิดฟังก์ชัน HDR


รวมถึงเปิดใช้งานฟิลเตอร์เพื่อปรับโทนสีของภาพ ถ่าย


รองรับเอฟเฟกต์ Beauty ที่ผู้ใช้สามารถปรับระดับความเนียนได้ถึง 100 ระดับ แต่ Beauty ของกล้องหน้าจะมีความพิเศษกว่ากล้องหลังเล็กน้อยเนื่องจากผู้ใช้สามารถเลือกปรับส่วน ต่างๆ ของใบหน้าได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น โครงหน้า หรือจมูก


สามารถถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Portrait โดยปรับระดับความเบลอได้ทั้งหมด 100 ระดับด้วยกัน


พร้อมทั้งรองรับการใช้งานฟิลเตอร์ขณะถ่ายภาพ ด้วยโหมด Portrait


รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดระดับ Full HD พร้อมรองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ และสามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ Beauty ขณะถ่ายวิดีโอได้


มาพร้อมกับฟิลเตอร์ขณะถ่ายวิดีโอที่ผู้ใช้ สามารถเลือกใช้ได้อย่างหลากหลาย



รองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมทั้งยังสามารถเลือกเอฟเฟกต์ฟิลเตอร์ขณะถ่ายได้ด้วย


รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse ด้วยกล้องหน้า


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียดระดับ 64+13+8+2 ล้านพิกเซล ของ realme X2 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra Wide Angle


ภาพถ่ายในโหมด Ultra Macro


เปรียบเทียบภาพถ่ายจากเลนส์มุมกว้างไปจนถึง 20x Hybrid Zoom


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนด้วยโหมด Super Nightscape 2.0


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้า ความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซลของ realme X2 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ พร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


สรุปผลการทดสอบของ realme X2 Pro

เรียกได้ว่าสมการรอคอยเลยทีเดียวสำหรับสมาร์ทโฟนเรือธงตัวจริงจากแบรนด์ realme ที่แม้ว่าเพิ่งจะเปิดตัวให้เห็นในช่วงปลายปี แต่สำหรับในเรื่องของคุณสมบัติแล้ว ถือว่าจัดเต็มสมกับฐานะสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปแห่งปี 2019 ของค่าย โดย realme X2 Pro มีความโดดเด่นตั้งแต่หน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ที่มีจุดเด่นด้านการแสดงผลอย่างคมชัดสดใส และไม่เปล่งแสงเมื่อแสดงผลสีดำ ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Dark Mode เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมาพร้อมกับค่า Refresh Rate ของหน้าจอที่ระดับ 90Hz ช่วยให้การทัชสกรีนดูไหลลื่นติดนิ้ว และยังถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนเรือธงที่วางจำหน่ายบนท้องตลาด ณ ปัจจุบัน นอกจากนี้ ทาง realme ดูจะมีการเอาใจผู้ที่ชื่นชอบการรับชมคอนเทนต์บนสมาร์ทโฟนเป็นพิเศษ ด้วยหน้าจอที่ผ่านมาตรฐาน HDR10+ ที่ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ให้บริการคอนเทนต์ในลักษณะดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Netflix หรือ Youtube พร้อมลำโพงแบบคู่ที่มากับระบบเสียง Dolby Atmos เพื่อเติมเต็มอรรถรสในการรับชม

ส่วนทางด้านงานออกแบบก็ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยบอดี้กระจกขอบโค้งแบบ Curved 3D Glass ที่เลือกใช้กระจกจากค่าย Corning อย่าง Gorilla Glass 5 ที่ขึ้นชื่อด้านความแข็งแกร่ง พร้อมเคลือบผิวสัมผัสที่สามารถสะท้อนความโดดเด่นของสีสันออกมาได้อย่างสวยหรู และด้วยการเลือกใช้กระจก 3D ยังช่วยให้เหมาะแก่การจับถืออีกด้วย


สำหรับสเปกภายในถือว่าอยู่ในระดับไฮเอนด์ เพราะ realme X2 Pro จัดเต็มด้วยขุมพลังตัวท็อปของค่าย Qualcomm อย่าง Snapdragon 855+ ประกบคู่กับ RAM แบบ LPDDR4x ขนาดใหญ่ถึง 12GB ทำให้การเปิดแอปพลิเคชันหลายๆ แอปพลิเคชันเป็นไปอย่างลื่นไหล ไม่ต้องรอโหลดใหม่ พร้อมหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.0 ขนาดจุใจ 256GB ซึ่ง UFS 3.0 นั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้การอ่านเขียนข้อมูลภายในโทรศัพท์เร็วขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 50W SuperVOOC Flash Charge ซึ่งช่วยเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องเต็มร้อยได้ภายในเวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไฮไลท์เด่นของรุ่นนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการถ่ายภาพ ที่มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ที่ได้ช่างภาพชื่อดังระดับโลกเข้ามาช่วยพัฒนา ซึ่งกล้องแต่ละตัวก็ถือว่าตอบโจทย์การถ่ายภาพในทุกระยะ ตั้งแต่กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล ไปจนถึงเลนส์มุมกว้าง 115 องศา และเลนส์ Telephoto ที่สามารถซูมคมชัดได้ไกลถึง 20 เท่า พร้อมทั้งยังมาพร้อมกับลูกเล่นการถ่ายภาพที่น่าสนใจ เช่น การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ, การถ่ายภาพกลางคืนแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง, การถ่ายวิดีโอด้วยเลนส์มุมกว้าง และการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ



realme X2 Pro เปิดราคาจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่เพียง 19,999 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติในระดับท็อป กับตัวเลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Neptune Blue และสีขาว Lunar White โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) ตั้งแต่วันที่ 22 - 30 พฤศจิกายนนี้ ผ่าน AIS, truemove H และ Lazada ซึ่งผู้ที่สั่งจองในวันดังกล่าวจะได้รับฟรีหูฟัง realme Buds Wireless และบัตร realme VIP Card พร้อมรับสิทธิประกันจอแตกนาน 12 เดือน และประกันตัวเครื่องนาน 24 เดือน มูลค่ารวมกว่า 15,999 บาท ส่วนกำหนดการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme X2 Pro มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 


จุดเด่นของ realme X2 Pro

- บอดี้กระจกโค้งมนพรีเมียมแบบ Curved 3D Glass ด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 พร้อมสีไล่เฉด (Gradient) ที่สามารถสะท้อนเล่นกับแสงในมุมต่างๆ
- หน้าจอแสดงผล Super AMOLED Fluid Display ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) ครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5
- เทคโนโลยี Ultra Smooth Display สำหรับแสดงผลที่ Refresh Rate ระดับ 90Hz
- ค่าความสว่างสูงสุด 1000nits
- ค่า Contrast Ratio ที่ระดับ 2,000,000:1
- รองรับการแสดงผลตามมาตรฐาน DCI-P3 ครอบคลุม 100%
- รองรับการแสดงผลแบบ HDR10+
- หน้าจอตัดแสงสีฟ้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก TÜV Rheinland
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) ที่ปลดล็อกได้ในเวลา 0.23 วินาที
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855+ ความเร็ว 2.96 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 640
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4x ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 3.0 ขนาด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 6.1
- กล้องดิจิทัลด้านหลังทั้งหมด 4 ตัว (Quad Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung GW1 ขนาด 1/1.72 นิ้ว โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ พร้อมรูรับแสงกว้าง f/1.8, กล้อง Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ รูรับแสงกว้าง f/2.5, กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ รูรับแสงกว้าง f/2.25 พร้อมองศาในการรับภาพกว้าง 115 องศา และกล้อง Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 สำหรับช่วยถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าให้สวยงามเป็นธรรมชาติ
- ฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับประมวลผลภาพถ่ายให้สวยงามผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์
- รองรับการซูมภาพแบบ Hybrid Optical Zoom 5 เท่า และรองรับการซูมภาพแบบ Hybrid Zoom 20 เท่า
- ฟังก์ชัน Ultra Steady สำหรับช่วยลดอาการสั่นไหวขณะถ่ายวิดีโอ
- รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K (60fps) ที่กล้องหลัง และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slo-Mo ที่ระดับ 960FPS
- รองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง
- โหมดถ่ายภาพกลางคืนแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง สามารถใช้งานได้ทั้งกล้องตัวหลัก และกล้องเลนส์ Ultra Wide
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Access)
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Game Space สำหรับช่วยจัดสรรทรัพยากรภายในตัวเครื่องให้เหมาะแก่การเล่นเกม
- ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ลำโพงคู่ (Stereo Speakers) พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos
- ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber
- ระบบ Tactile Engine Motor
- แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 50W SuperVOOC Flash Charge ชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลา 35 นาที
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE 4x4 MIMO, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi 2x2 MIMO
- รองรับเทคโนโลยี Dual-Wi-Fi Sped-Up สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับ Wi-Fi บนคลื่นสัญญาณ 2.4GHz และ 5GHz ได้พร้อมกัน 2 เครือข่าย
- รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายระยะใกล้แบบ NFC
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของประเทศรัสเซีย, ระบบ Beidou ของประเทศจีน และระบบ GALILEO ของสหภาพยุโรป
- ราคา 19,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme X2 Pro

- ไม่รองรับการเพิ่มหน่วยการ์ดความจำภายนอกแบบ microSD Card หรือแบบอื่นๆ
- ไม่มีหูฟังแถมมาให้ภายในชุดจำหน่ายมาตรฐาน
- หน้าจอยังคงมีความละเอียดที่ระดับ FHD+ ซึ่งอาจยังเป็นรองสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปบางรุ่น
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่น


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


วันที่ : 23/11/2019