ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 15/06/2019
realme C2


 

รีวิว (Review) realme C2

สมาร์ทโฟนกล้องคู่สุดคุ้มน้องใหม่ จอใหญ่ แบตเยอะ สเปกเร็วลื่นไหล บนตัวเครื่องดีไซน์หรู ในราคาไม่ถึง 4 พันบาท! ด้วยจอ Dewdrop HD+ ใหญ่ 6.1 นิ้ว, กล้องคู่ AI 13+2 ล้านพิกเซล, แบตเตอรี่สุดอึด 4000 mAh, ชิปเซ็ต Helio P22, หน่วยความจำจุใจ RAM 3GB+ROM 32GB และ ColorOS 6.0 บน Android P ที่สดใหม่ กับตัวเครื่อง Diamond Cut ดีไซน์หรู ในราคาสุดคุ้มเพียง 3,999 บาท
 

15 มิถุนายน 2019 - ปัจจุบันแบรนด์สมาร์ทโฟน realme แบ่งไลน์ผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลักใหญ่ๆ ได้แก่ realme Series ที่ ใช้ตัวเลขเป็นตัวกำกับชื่อรุ่น มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการทำงานตอบโจทย์รอบด้าน (รุ่นปัจจุบันคือ realme 3), Pro Series สมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงสำหรับผู้ใช้วัยรุ่น (รุ่นปัจจุบันคือ realme 3 Pro), U Series ที่ชูจุดเด่นด้านกล้องถ่ายภาพ (รุ่นปัจจุบันคือ realme U1),  และตระกูล C Series ซึ่งเป็นน้องเล็กสุดของสมาร์ทโฟน realme ที่มีจุดเด่นด้านสเปกแบบครบเครื่อง และความคุ้มค่าคุ้มราคา

ซึ่งในขณะนี้ realme C Series ก็ได้เดินทางมาถึงรุ่น realme C2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทาง realme เปิดตัวครั้งแรกในประเทศอินเดียเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมากับคอนเซ็ปต์ “Shine Likes a Diamond” ด้วยการดีไซน์ตัวเครื่องที่ถอดแบบมาจากรุ่นเรือธง ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผลทรงหยดน้ำแบบ Dewdrop Full Screen รวมถึงฝาหลังแบบ Diamond Cut Design ที่มีการขึ้นรูปฝาหลังให้ดูมีมิติ และสะท้อนแสงตามมุมต่างๆ คล้ายกับประกายเพชร

ส่วนทางด้านประสิทธิภาพการทำงานยังคงความคุ้มค่าคุ้มราคาแม้ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น ซึ่งทาง realme ยกให้เป็น "King of Entry Level" หรือสุดยอดสมาร์ทโฟนแห่งความคุ้มค่า ด้วยการมาพร้อมกับหน้าจอทรงหยดน้ำขอบบางเฉียบ ขนาดใหญ่ 6.1 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD+ ที่ มีพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่องสูงถึง 89.35% ภายในขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง MediaTek MT6762 Helio P22 ชิปเซ็ตรุ่นล่าสุดที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 12 นาโนเมตร พร้อมแบตเตอรี่ขนาดจุใจ 4000mAh ซึ่งฮาร์ดแวร์เหล่านี้จะ รันอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ที่ถูกครอบทับด้วย ColorOS 6.0 ที่มีลูกเล่นต่างๆ ให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย

ทางด้านการถ่ายภาพแม้ว่า realme C2 จะเป็นมือถือรุ่นเล็ก แต่ก็ยังคงจัดเต็มด้านกล้องถ่ายภาพไม่แพ้รุ่นพี่ โดยมาพร้อมกับกล้อง หลังคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล ที่มีฟังก์ชันถ่ายภาพแบบ Chroma Boost สำหรับช่วงปรับแต่งสีสันให้มีความสดใส ถ่ายทอดอารมณ์ของภาพในรูปแบบที่จัดจ้านกว่าเดิม ส่วนทางกล้องหน้าจัดวางความละเอียดมาให้ที่ 5 ล้านพิกเซล พร้อม โหมดถ่ายภาพที่น่าสนใจอย่างโหมดหน้าชัดหลังเบลอ และโหมด Beauty สำหรับปรับให้ใบหน้ามีความสวยใสในชัตเตอร์เดียว

โดยคุณสมบัติทั้งหมดข้างต้นนี้ สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเพียง 3,999 บาท เท่านั้น ก็จะเห็นได้ว่า realme C2 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่มีความน่าสนใจสมกับฉายา King of Entry Level เลยทีเดียว โดยตัวเครื่องจริงจะเป็นอย่างไร และมีฟีเจอร์อะไรให้ใช้งานบ้าง เราไปติดตามรีวิวพร้อมกันเลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

realme C2 จะมาในแพ็กเกจสีส้มอมเหลืองสุดสะดุดตา พร้อมชื่อรุ่น C2 และโลโก้ realme สีเทาที่ตัดรับเข้ากับตัวแพ็กเกจเป็นอย่างดี






มาดูอุปกรณ์ภายในกล่องกันบ้าง โดย realme C2 จะมาพร้อมกับคู่มือการใช้งาน, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, สายเชื่อมต่อแบบ microUSB และอแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟที่รองรับการชาร์จไฟระดับ 5V/2A (10W)


สำหรับ realme C2 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลทรงหยดน้ำแบบ Dewdop Full Screen ขนาด 6.1 นิ้ว บนความละเอียดระดับ HD+ (1560x720 พิกเซล) พร้อมพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่อง สูงถึง 89.35% และอัตราส่วนการแสดงผลแบบ 19.5:9 ทำให้รับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างเต็มตาเต็มอารมณ์ นอกจากนี้ หน้าจอของ realme C2 ยังมีกระจก Corning Glass ครอบ ทับอีกหนึ่งชั้นเพื่อช่วยปกป้องตัวเครื่องจากอุบัติเหตุ


ที่ด้านบนของหน้าจอมีการขยายพื้นที่ขอบให้ชิด กับขอบมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเว้นพื้นที่ตรงกลางเอาไว้คล้ายกับรูปทรงของหยดน้ำค้างสำหรับติดตั้งกล้อง หน้าเซลฟี่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่มีเม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน ส่วนลำโพงสนทนา และเซ็นเซอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Proximity Sensor สำหรับตรวจวัดระยะเพื่อดับหน้าจอแบบอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู หรือ Ambient Light ที่คอยตรวจวัดสภาพแสงโดยรอบเพื่อปรับแสงหน้าจอให้แบบอัตโนมัติ จะถูกซ่อนเอาไว้บริเวณขอบของตัวเครื่องอย่างแนบเนียน


ที่ด้านล่างของหน้าจอมาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบ สัมผัส (On-Screen Navigation Button) ประกอบไปด้วย ปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าก่อนหน้านี้ โดยผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีควบคุมแบบ Gesture ที่จะเป็นการซ่อนแถบควบคุมลงด้านล่าง และใช้นิ้วมือลากจากบริเวณขอบล่างเพื่อควบคุมแทนได้ในหน้าการตั้งค่า


ที่ด้านบนของตัวเครื่องไม่มีปุ่มควบคุม หรือพอร์ตเชื่อมต่อใดๆ


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง และถาดใส่ซิมการ์ด


สำหรับถาดใส่ซิมการ์ดของ realme C2 จะเป็นแบบ Triple-Slot โดยรองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ nano-SIM ทั้งสองซิมการ์ด และสามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนกับซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องติดตั้งปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิด เครื่อง หรือล็อกหน้าจอแสดงผล


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ลำโพงสำหรับเสียงตัวหลัก, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อโอนถ่ายข้อมูล และเชื่อมต่อกับอแดปเตอร์เพื่อชาร์จไฟ, ไมโครโฟนสนทนา และพอร์ตเชื่อมต่อหูฟังแบบ 3.5 มม.


ที่ด้านหลังของตัวเครื่องมาพร้อมกับฝาหลังที่มี การเล่นลวดลายที่มีมิติคล้ายกับเพชร ซึ่งสามารถสะท้อนสีสันได้อย่างมีมิติเหมือนกับประกายเพชรเมื่อตัวเครื่องโดนแสง โดยสีที่ทุกท่านกำลังเห็นอยู่นี้คือสีดำ Diamond Black ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกทั้งหมด 2 เฉดสีของ realme C2 ที่ประกอบไปด้วย Diamond Black และ Diamond Blue โดยทาง realme ระบุว่า การดีไซน์ฝาหลังในลักษณะนี้มีความสวยงามไม่แพ้กับรุ่นเรือธงเลยทีเดียว รวมทั้งดีไซน์ฝาหลังในลักษณะนี้ยังคำนึงถึงเรื่องการดูแลรักษา เพราะมาพร้อมกับคุณสมบัติ Smudge Free ซึ่งช่วยให้รอยคราบเปื้อนต่างๆ จะไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบนฝาหลังนั่นเองครับ


ภายหลังฝาหลังสวยๆ ของ realme C2 ติดตั้งแบตเตอรี่มาให้ขนาดจุใจถึง 4000mAh เพื่อรองรับการใช้งานตลอดวัน โดย realme ให้ข้อมูลว่า หากเราใช้รับชมคลิปวิดีโอบน Youtube จะดูได้นานถึง 20 ชั่วโมง หรือหากใช้งานด้านการสนทนาจะคุยสายได้ยาวถึง 18 ชั่วโมง และสามารถท่องเว็บไซต์ต่างๆ ได้ยาวนานถึง 26 ชั่วโมงด้วยกัน


อีกหนึ่งความน่าสนใจของสมาร์ทโฟน realme ทุกรุ่นคืองานประกอบ เนื่องจากทาง realme มีการทดสอบความแข็งแกร่งของสมาร์ทโฟนอย่างหนักหน่วงก่อนที่จะผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น การทดสอบการตก 10,000 ครั้ง, ทดสอบการเสียบสายเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 10,000 ครั้ง หรือทดสอบปุ่มกด 10,000 ครั้ง เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะมีคุณภาพคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป


ที่ด้านบนติดตั้งกล้องหลังคู่ (Dual Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 ที่มาพร้อมกับเลนส์แบบ 5 ชิ้น (5P Lens) และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF (Phase Detection Autofocus) พร้อมกล้องตัวที่สองความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับเก็บข้อมูลระยะชัดตื้น เพื่อช่วยถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ


มาดูในเรื่องของฟีเจอร์ภายในกันบ้าง สำหรับ realme C2 แม้ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น แต่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 Pie ใหม่ล่าสุดตั้งแต่แกะกล่อง พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 6 ซึ่งเป็น UI เวอร์ชันใหม่ล่าสุดเช่นเดียวกัน



realme C2 รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด และรองรับรองรับเทคโนโลยี Voice over LTE หรือ VoLTE สำหรับสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่าย 4G LTE รวมถึงเทคโนโลยี Wi-Fi Calling สำหรับสนทนาผ่านเครือข่าย Wi-Fi ส่วนการแสตนด์บาย realme C2 รองรับการสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G LTE เพียง 1 ซิมการ์ดเท่านั้นครับ ส่วนอีกหนึ่งซิมการ์ดจะถูกปรับไปเชื่อมต่อบนเครือข่าย 3G แทน


เมื่อปัดนิ้วจากบนลงล่างจะพบกับแถบ Toggle Switich ที่ประกอบไปด้วยปุ่มคีย์ลัดขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิด-ปิด ฟังก์ชันต่างๆ ของตัวเครื่องได้อย่างง่ายดาย พร้อมแถบปรับระดับความสว่างของหน้าจอที่ด้านล่าง


ถัดมาจาก Toggle Switch จะพบกับ Notification Center ศูนย์รวมการแจ้งเตือนต่างๆ ภายในตัวเครื่อง โดยผู้ใช้สามารถปัดไปทางซ้าย-ขวา เพื่อลบการแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็ว และหากปัดค้างไว้จะพบกับตัวออพชันทั้งหมด 3 รายการ ได้แก่ เลื่อนเวลาการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ, ตั้งค่าการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ และลบการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ 


และเมื่อปาดนิ้วจากด้านล่างขึ้นด้านบน จะพบกับแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ติดตั้งภายในตัวเครื่อง โดยผู้ใช้สามารถแตะค้างที่ไอคอนแอปพลิเคชันเพื่อทำการเรียกดูข้อมูล หรือถอนการติดตั้งได้


สามารถเปลี่ยนแปลงหน้าตาของโฮมสกรีนได้ด้วยตน เองผ่านการแตะค้างที่หน้าจอ ไม่ว่าจะเป็น วิตเจ็ต, ภาพพื้นหลัง หรือเอฟเฟกต์ในการเลื่อนไปยังหน้าอื่นๆ


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมกสรีนจะพบกับ Smart Assistant ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในการแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆ อย่างเช่น สภาพอากาศในปัจจุบัน, ปฏิทิน, จำนวนก้าวในแต่ละวัน หรือการค้นหาไฟล์ และแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง เป็นต้น โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มข้อมูลที่ต้องการให้แสดงในส่วนนี้ได้ผ่านการแตะที่ไอคอน + บริเวณมุมขวาบนของตัวเครื่อง


สำหรับแอปพลิเคชันภายในตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย แอปพลิเคชันจาก Google อาทิ Maps, Gmail, Google Drive และ Youtube นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชันพื้นฐานอย่างเช่น บันทึกเสียง, เข็มทิศ และแอปพลิเคชันสำหรับล็อกหน้าจอ


นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชันสารพัดประโยชน์อย่าง Phone Manager ที่ช่วยให้จัดการส่วนต่างๆ ภายในตัวเครื่องได้ภายในคลิกเดียว ไม่ว่าจะเป็น การลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในตัวเครื่อง, การตรวจสอบหาไวรัส รวมถึงการจัดการด้านสิทธิการเข้าถึงของแอปพลิเคชันต่างๆ ส่วนใครที่ไม่แน่ใจว่าควรปรับแต่งในส่วนใด ก็สามารถแตะที่ออพชัน Optimize เพื่อปล่อยให้ระบบเป็นผู้จัดการแทนได้


มาพร้อมกับแอปพลิเคชันจัดการไฟล์ภายในตัว เครื่องที่สามารถใช้งานได้ง่าย เนื่องจากมีการแบ่งประเภทของไฟล์ภายในตัวเครื่องออกเป็นหมวดหมู่ พร้อมฟังก์ชัน Clean Storage ที่ช่วยลบแอปพลิเคชัน หรือไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยได้อย่างง่ายดาย


นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชัน iReader สำหรับอ่านคอนเทนต์ประเภท e-book จากสมาร์ทโฟน ซึ่งผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดหนังสือเพิ่มเติมได้ภายในแอปพลิเคชัน


ส่วนแอปพลิเคชันสำหรับเล่นไฟล์เสียงก็มาพร้อม กับหน้า UI ที่ดูสะอาดตา มีการแบ่งหัวข้อเอาไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ช่วยให้สามารถค้นหาเพลงที่ต้องการได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเพลง, ชื่อศิลปิน หรือชื่ออัลบั้ม เป็นต้น


นอกเหนือจากแอปพลิเคชันที่ช่วยอำนวยความสะดวก ด้านการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว realme C2 ยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชันที่ช่วยปรับแต่งหน้าตาภายในตัวเครื่องอย่าง Theme Store ผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดธีม และภาพพื้นหลังต่างๆ ได้ฟรี


รวมถึง App Market ซึ่งเป็นแหล่งรวมแอปพลิเคชัน และเกมต่างๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือกดาวน์โหลดได้ตามสะดวก หรือใครที่ต้องการดาวน์โหลดจาก Playstore ก็สามารถทำได้เช่นกัน


มาดูที่ลูกเล่นต่างๆ ภายในตัวเครื่องกันบ้าง โดยผู้ใช้สามารถปรับโทนสีของหน้าจอแสดงผลได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Cooler ซึ่งเป็นการปรับสีสันไปในโทนเย็น, Default โทนสีปกติ และ Warmer สำหรับปรับสีไปในโทนอุ่นเพื่อช่วยถนอมสายตา แต่หากใครที่ต้องการปรับสีเป็นเวลาแค่ชั่วคราว ก็สามารถเลือกใช้ฟังก์ชัน Night Shield ที่เป็นการปรับสีหน้าจอในโทนเย็นหรืออุ่นตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้


สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางไอคอนแอปพลิเค ชันบนหน้าโฮมกสรีนได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ Standard Mode ที่เป็นการจัดเรียงไอคอนที่ติดตั้งภายในตัวเครื่องทั้งหมดเอาไว้บนหน้าโฮมสกรีน และ Drawer Mode ที่ผู้ใช้จะต้องปัดขึ้นจากหน้าโฮมสกรีนเพื่อเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมด


สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Lock Screen Magazine สำหรับเปลี่ยนภาพพื้นหลังของหน้าโฮมสกรีนแบบสุ่ม


 

มาพร้อมกับเทคโนโลยีเสียงแบบ Real Sound Technology สำหรับช่วยปรับแต่งเสียงที่ถูกขับออกมาสมาร์ทโฟน และจะทำงานเมื่อผู้ใช้สวมหูฟังเท่านั้น โดยเทคโนโลยีนี้ทาง realme ได้พัฒนาร่วมกับ Dirac Research บริษัทด้านระบบเสียงบนมือถือชั้นนำระดับโลก


นอกจากนี้ ยังมี Convenience Aid ฟังก์ชันช่วยเหลือในการควบคุมการสั่งการต่างๆ ภายในตัวเครื่อง อย่างเช่น การกดปุ่ม Power ค้างไว้เป็นเวลา 0.5 วินาที เพื่อเปิดใช้งาน Google Assistant หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบปุ่มควบคุมไปเป็นการควบคุมแบบ Gesture เป็นต้น


นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันเด็ดที่เรียกว่า Smart Slider ซึ่งเป็นแถบคีย์ลัดที่ถูกซ่อนเอาไว้บริเวณขอบจอด้านข้าง เหมาะสำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชันต่างๆ เมื่อกำลังใช้งานแอปพลิเคชันอื่น หรือกำลังอยู่ในโหมดใช้งานเต็มหน้าจอ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องออกไปยังหน้าโฮมสกรีนก่อนนั่นเองครับ


มาพร้อมกับฟังก์ชัน Clone Apps สำหรับโคลนแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดีย โดยแอปพลิเคชันที่ถูกโคลนออกมาจะแยกการทำงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเล่น Facebook หรือ Line ได้แบบ 2 แอคเคานท์


สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Split-Screen เพื่อแบ่งหน้าจอการทำงานของแอปพลิเคชันออกเป็นสองหน้าจอได้แบบง่ายๆ เพียงแค่ใช้สามนิ้วลากขึ้นไปที่ด้านบน หรือแตะค้างที่ไอคอน Recent Apps และเลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการ


realme C2 สามารถใช้งานฟีเจอร์ Screen-off Gesture ที่ใช้นิ้ววาดเป็นรูปแบบต่างๆ ขณะที่หน้าจอดับเพื่อสั่งการตัวเครื่องได้ด้วย โดยเมื่อวาดเป็นรูปตัว O จะเป็นการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดเป็นรูปตัว V จะเปิดฟังก์ชันไฟฉาย, วาด l l เพื่อหยุดเพลงที่กำลังเล่นอยู่ และวาด < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง


นอกจากนี้ ยังสามารถรูปแบบการวาดตัวอักษรเพื่อสั่งการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง


รวมถึงฟังก์ชัน Smart Call หรือฟีเจอร์เกี่ยวกับการสนทนาโดยเฉพาะ เช่น รับสายอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู หรือคว่ำหน้าจอขณะมีสายเรียกเข้าเพื่อปิดเสียง เป็นต้น


นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อคำนึงถึง ความปลอดภัยด้านการขับขี่ของผู้ใช้งานโดยเฉพาะอย่าง Smart Diving ที่ภายในประกอบด้วย Driving Mode ที่เป็นการเปิดใช้งานฟังก์ชันบลูทูธเพื่อเชื่อมต่อกับคอนโซลภายในรถยนต์แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในตัวเครื่องได้ทันที และ Riding Mode ที่เป็นการปิดการแจ้งเตือนทุกอย่างภายในตัวเครื่องยกเว้นสายเรียกเข้า เพื่อให้มีผู้ใช้มีสมาธิอยู่กับการขับขี่นั่นเองครับ


และยังมาพร้อมกับฟังก์ชันจัดการแบตเตอรี่โดย เฉพาะ โดยผู้ใช้สามารถเลือกเปิดโหมด Super High Power Efficiency ซึ่งระบบจะทำการปิดการทำงานเบื้องหลังของแอปพลิเคชัน, ฟังก์ชันการซิงค์ข้อมูล รวมถึงลดความสว่างของหน้าจอลงเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้นานมาก ยิ่งขึ้น


ในส่วนของระบบความปลอดภัย แม้ว่า realme C2 ไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ แต่ก็ทดแทนด้วยระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ AI Face Unlock ที่ปลดล็อกผ่านการจับจุดต่างๆ บนใบหน้าผู้ใช้งานกว่า 128 จุด โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าความปลอดภัยขึ้นอีกขั้นด้วยการเปิดใช้ฟังก์ชัน Closed Eyes Will Fail Face Recognition ซึ่งระบบจะไม่สามารถปลดล็อกได้หากตรวจจับได้ว่าผู้ใช้กำลังหลับตาอยู่


ปิดท้ายด้วยฟังก์ชัน Game Space ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเหล่าเกมเมอร์โดยเฉพาะ โดยเมื่อผู้ใช้ทำการเพิ่มเกมเข้าไปใน Game Space ระบบก็จะทำการจัดสรรทรัพยากรของตัวเครื่องให้เหมาะสมกับการเล่นเกมนั้นๆ รวมทั้งยังสามารถเลือกปิดการแจ้งเตือน หรือปฏิเสธสายโทรเข้า ได้ด้วยตนเอง


ข้ามมาดูที่ประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ realme C2 ขับเคลื่อนการทำงานด้วยขุมพลัง MediaTek MT6762 Helio P22 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 12 นาโนเมตร มีจุดเด่นด้านความเร็ว และการประหยัดพลังงาน โดยจะทำงานควบคู่คู่กับหน่วยประมวลผลกราฟิก IMGPowerVR GE8320 หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 3GB และหน่วยความจำภายในความจุ 32GB พร้อมรันด้วยระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6 ตั้งแต่แกะกล่อง


โดยเมื่อลองนำไปทดสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม ด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่า สามารถทำคะแนนได้ราว 77428 คะแนน


ลองทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน GeekBench พบว่าสามารถทำคะแนนการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ได้ทั้งหมด 828 คะแนน และทำคะแนนการประมวลผลแบบหลายแกน (Multti-Core) ได้ทั้งหมด 3345 คะแนน



แม้ว่า realme C2 จะมาพร้อมกับสเปกที่อาจไม่แรงเท่ากับรุ่นระดับกลาง หรือเรือธง แต่สำหรับการเล่นเกมทั่วไปที่มีกราฟิกไม่หนักมากนัก อย่างเช่น Ragnarok M หรือเกมยอดฮิตอย่าง Free Fire ก็ยังสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการกระตุกให้พบเจอ



ทางด้านการรับชมคอนเทนต์ สามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอที่ความละเอียดระดับ 720P ตาม Native ของหน้าจอได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด


ด้านเซ็นเซอร์ต่างๆ ก็ถือว่าจัดวางมาให้แบบครบครันแม้ว่าจะเป็นมือถือระดับเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็น Proximity Sensor, Light Sensor รวมถึง Gyroscope Sensor


ลองทดสอบการตรวจจับสัญญาณดาวเทียมกันสักเล็ก น้อย โดยจากที่ลองนำ realme C2 ไปจับสัญญาณกลางแจ้งพบว่า ตัวเครื่องสามารถมองเห็นดาวเทียมได้ทั้งหมด 28 ดวง และใช้งานทั้งหมด 9 ดวง พร้อมค่าความคลาดเคลื่อน +- ไม่เกิน 6 เมตร


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ




ด้านการถ่ายภาพถือว่าเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ชูโรง เลยก็ว่าได้ เนื่องจาก realme C2 เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นเพียงไม่กี่รุ่นที่มาพร้อมกับระบบกล้องหลังคู่ (Dual Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ พร้อมรูรับแสงกว้าง f/2.2 และมีระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF (Phase Detection Autofocus) ภายในตัว ส่วนกล้องตัวที่สองเป็นกล้อง Depth Sensor ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยเก็บข้อมูลระยะชัดตื้นเพื่อถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ นอกจากนี้ กล้องหลังของ realme C2 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่เรียกว่า Chroma Boost ซึ่งเป็นการเติมแต่งสีสันของภาพถ่ายให้มีความสดใสภายในชัตเตอร์เดียว โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนำไปปรับแต่งต่อในแอปพลิเคชันอื่นๆ ส่วนทางด้านกล้องหน้าเซลฟี่มาพร้อมกับความละเอียดระดับ 5 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดของเม็ดพิกเซลอยู่ที่ 1.12 ไมครอน พร้อมโหมดถ่ายภาพในรูปแบบต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพเซลฟี่อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น โหมดถ่ายภาพหน้าสวย (Beauty) หรือโหมดถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอ ที่ช่วยละลายฉากหลังได้อย่างเนียนตา และขับตัวแบบให้มีความโดดเด่นชัดเจนมากยิ่งขึ้น


อินเทอร์เฟสของกล้องหลังมาพร้อมกับแถบคีย์ลัด ด้านบนที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิด-ปิด ฟังก์ชันต่างๆ ของกล้องถ่ายภาพได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิด-ปิด ฟังก์ชัน High Dynamic Range, การเปิด-ปิด ฟังก์ชัน Chroma Boost


สามารถเลือกรูปแบบฟิลเตอร์ของภาพถ่ายเพื่อทำการ ปรับสีสันได้ทั้งหมด 11 รูปแบบ


และสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันซูมภาพถ่ายแบบสอง เท่าได้ผ่านการแตะที่ไอคอน 1x


สามารถปรับระดับเอฟเฟกต์หน้าสวย (Beauty) ได้ทั้งหมด 100 ระดับ


ส่วนด้านล่างจะเป็นแถบสำหรับเลือกโหมดการถ่าย ภาพในรูปแบบต่างๆ โดยเมื่อปัดไปทางขวาจะพบกับโหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังละลายภายในชัตเตอร์เดียว


และเมื่อปัดไปทางด้านซ้ายโหมดถ่ายวิดีโอที่รอง รับการบันทึกไฟล์ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080P


ส่วนโหมดถ่ายภาพในรูปแบบอื่นๆ จะถูกซ่อนเอาไว้ที่เมนู 3 ขีดด้านซ้าย ได้แก่ โหมด Pano สำหรับถ่ายภาพมุมกว้างแบบพาโนรามา


โหมด Expert สำหรับปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องถ่ายภาพได้ด้วยตนเอง ประกอบด้วย การตั้งค่า Exposure ซึ่งจะแบ่งออกเป็น การตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 100-6400 และการตั้งค่า Speed Shutter ตั้งแต่ 1/8000 - 16 วินาที, การตั้งค่า White Balance ตั้งแต่ 2000K - 9000K, การปรับระยะโฟกัสภาพถ่าย และการตั้งค่าการชดเชยแสงตั้งแต่ -3 EV ถึง +3 EV


โหมด Time-Lapse สำหรับถ่ายวิดีโอแบบเร่งความเร็ว


และโหมด Slow-Mo สำหรับถ่ายวิดีโอแบบ Slow Motion ที่ระดับ 80FPS



มาดูอินเทอร์เฟสของกล้องหน้ากันบ้าง โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับภาพถ่ายได้คล้ายกับกล้องหลัง เริ่มตั้งแต่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิด-ปิด ฟังก์ชัน HDR


รวมทั้งสามารถเลือกรูปแบบฟิลเตอร์ของภาพถ่ายได้ ทั้งหมด 11 รูปแบบ



สามารถปรับเอฟเฟกต์หน้าสวย (Beauty) ได้ทั้งหมด 100 ระดับ


ส่วนทางด้านโหมดถ่ายภาพก็จัดมาให้แบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น โหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอ ที่ผู้ใช้สามารถเปิดเอฟเฟกต์หน้าสวยได้



หรือโหมดถ่ายวิดีโอที่รองรับการบันทึกไฟล์ที่ ความละเอียดสูงสุดระดับ HD 720P



ส่วนโหมดถ่ายภาพอื่นๆ ที่ถูกซ่อนเอาไว้ในเมนูทางด้านซ้ายจะมีทั้งหมด 2 โหมดด้วยกัน ได้แก่ โหมด Pano สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่แนวกว้างแบบพาโนรามา ตอบโจทย์การถ่ายภาพเซลฟี่กลุ่ม หรือถ่ายภาพเซลฟี่คู่กับวิวทิวทัศน์ที่มีความกว้างเป็นพิเศษ


และโหมด Time-Lapse สำหรับถ่ายวิดีโอแบบเร่งความเร็ว


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังคู่ (Dual Camera) ความละเอียดระดับ 13+2 ล้านพิกเซล ของ realme C2








ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ



ภาพถ่ายจากโหมดปกติพร้อมเปิดฟังก์ชัน Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลของ realme C2

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ พร้อมเปิดฟังก์ชัน Beauty ที่ระดับกลาง


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ พร้อมเปิดฟังก์ชัน Beauty ที่ระดับสูงสุด


ภาพภาพถ่ายจากโหมด Portrait


สรุปผลการทดสอบของ realme C2

เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่น่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับ realme C2 ที่ทาง realme ยกให้เป็น "King of Entry Level" หรือสุดยอดสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นในราคาสุดคุ้ม ด้วยการมาพร้อมกับดีไซน์แบบ Diamond Cut ที่เป็นการพิมพ์ลายบนผิวสัมผัสให้มีมิติสะท้อนเล่นกับแสงคล้ายกับประกายเพชร ทำให้ตัวเครื่องดูสวยหรูพรีเมียมไม่แพ้รุ่นเรือธงราคาแพง นอกจากนี้ ยังได้ดีไซน์จอทรงหยดน้ำเหมือนกับรุ่น realme 3 Pro ที่มีพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเมียบกับตัวเครื่องสูงถึง 89.35% ในขณะที่ยังรักษาขนาดตัวเครื่องให้จับถือได้อย่างพอดีมือผู้ใช้งาน

ส่วนทางด้านประสิทธิภาพการทำงานก็จัดวางมาให้แบบครบถ้วนตอบโจทย์ทุกการใช้งานขั้นพื้นฐาน ด้วยขุมพลัง MediaTek MT6762 Helio P22 Octa-Core Processor ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมขนาด 12 นาโนเมตร ซึ่งด้วยสถาปัตยกรรมการผลิตที่เล็กลง ส่งผลให้ตัวเครื่องประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 3GB และหน่วยความจำภายในความจุ 32GB ที่ ผู้ใช้สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้ พร้อมระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 Pie ที่ถูกครอบทับด้วย ColorOS 6 ซึ่งมีลูกเล่นให้เลือกใช้งานแบบหลากหลาย

และจุดที่น่าสนใจคือทาง realme ได้ติดตั้งกล้องคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล เอาไว้บน realme C2 ที่มีราคาเพียงเท่านี้ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะเห็นบนสมาร์ทโฟนระดับกลาง หรือระดับเรือธงเท่านั้น ส่งผลให้เราสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างเนียนตา นอกจากนี้ realme C2 ยังมีโหมดถ่ายภาพแบบ Chroma Boost ที่เป็นการเติมสีสันให้ แก่ภาพถ่ายโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องตกแต่งในแอปพลิเคชันอื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่แม้จะมีความละเอียดน้อยกว่ากล้องหลังที่ 5 ล้านพิกเซล แต่ด้านโหมดถ่ายภาพถือว่าครบครันไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น โหมดถ่ายภาพเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ หรือฟังก์ชัน Beauty สำหรับปรับเอฟเฟกต์หน้าสวยได้ถึง 100 ระดับ

จากการทดสอบทั้งหมดก็พอจะสรุปได้ว่า realme C2 เป็นสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่มีดีไซน์สวยสะดุดตา และสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันแบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเล่นโซเชียลมีเดีย หรือการถ่ายภาพ รวมไปถึงผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องสำรอง ซึ่งหากพิจารณาราคาวางจำหน่ายที่ 3,999 บาทแล้ว ก็ถือว่า realme C2 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียว


realme C2 เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Diamond Black และสีน้ำเงิน Diamond Blue ซึ่งหากใครที่ สนใจก็สามารถไปทดลองใช้งานเบื้องต้น และจับจองเป็นเจ้าของ realme C2 ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme C2 มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ realme C2

- ดีไซน์ตัวเครื่องที่ถูกขึ้นรูปแบบ Unibody พร้อมฝาหลังแบบ Diamond Cut ที่สะท้อนแสงได้คล้ายกับประกายเพชร พร้อมคุณสมบัติ Smudge Free ช่วยป้องกันคราบเปื้อนจากการใช้งาน
- หน้าจอแสดงผลไร้ขอบทรงหยดน้ำแบบ Dewdrop Full Screen ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD+ (1560x720 พิกเซล) พร้อมพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่อง 89.35%, อัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 19.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจก Corning Glass
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ AI Facial Unlock ที่ยืนยันตัวตนผ่านการจับจุดต่างๆ บนใบหน้าผู้ใช้งานกว่า 128 จุด และใช้เวลาสแกนเพียง 0.3 วินาที
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek MT6762 Helio P22 Octa-Core Processor ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 12 นาโนเมตร
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ IMG PowerVR GE8320
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie พร้อมถูกครอบทับด้วย ColorOS 6.0
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 3GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 32GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้สูงสุดขนาด 256GB
- กล้องดิจิทัลแบบคู่ (Dual Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ ที่มีค่ารูรับแสงกว้าง f/2.2 พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF และกล้องตัวที่สองความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยเก็บข้อมูลระยะความลึก พร้อมฟีเจอร์ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Portrait, ฟีเจอร์ Chroma Boost สำหรับช่วยเติมสีสันให้แก่ภาพถ่าย และเอฟเฟกต์ Beauty ที่สามารถปรับระดับความเนียนได้ 100 ระดับ
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ที่มีเม็ดพิกเซล 1.12 ไมครอน พร้อมรองรับการถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Portrait และเอฟเฟกต์ Beauty ที่ปรับระดับความเนียนได้ 100 ระดับ
- ระบบเสียงแบบ Real Sound Technology
- ฟังก์ชัน Clone Apps สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Game Space สำหรับช่วยจัดสรรพลังงานภายในตัวเครื่องให้เหมาะสมแก่การเล่นเกม พร้อมปิดการแจ้งเตือนต่างๆ
- แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi
- รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านโครงข่าย 4G LTE แบบ VoLTE
- รองรับเทคโนโลยี Wi-Fi Calling สำหรับสนทนาผ่านระบบ Wi-Fi
- รองรับการใช้งาน GPS+A-GPS พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับระบบดาวเทียม GLONASS
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot รองรับการใส่ 2 ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ได้พร้อมกัน
- ราคาวางจำหน่าย 3,999 บาท ถือว่าคุ้มค่าเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme C2

- รองรับการใช้งาน WiFi เฉพาะที่คลื่นความถี่ 2.4 GHz
- ยังใช้พอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB
- ไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme C2 ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุป คุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme C2

 

วันที่ : 15/06/2019