ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 07/10/2020

รีวิว (Review) realme C17

รุ่นเล็กจอลื่น 90Hz ในราคาไม่ถึง 5 พัน พร้อม 4 กล้อง AI แบตอึดชาร์จเร็ว และชิป Snapdragon บนดีไซน์ตาแมว ด้วยจอ Ultra Smooth 90Hz ใหญ่ 6.5 นิ้ว, กล้อง AI Quad Camera ผสานกล้องหน้า In-Display, แบตเตอรี่ชาร์จเร็ว 18W ไซส์จุใจ 5000 mAh, ชิปเซ็ต Snapdragon 460 และระบบสแกนนิ้ว+สแกนใบหน้า บนดีไซน์ Cat’s Eye เรียบหรู ในราคา 4,999 บาท
 

7 ตุลาคม 2020 - หลังจากมีการเปิดตัวของ realme C11 รุ่นน้องเล็กไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดทาง realme ประเทศไทยก็ได้ส่งรุ่นน้องใหม่จากซีรีส์เดียวกันอย่าง realme C17 เข้ามาทำตลาดในบ้านเราเพิ่มเติม ภายใต้สโลแกน "90Hz หน้าจอลื่นกว่าที่เคย"

จากสโลแกนแน่นอนเลยว่า realme C17 ชูจุดขายที่หน้าจอแบบ 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มีค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 90Hz (โดยปกติแล้วสมาร์ทโฟนรุ่นทั่วไปจะมีค่า Refresh Rate ที่ 60Hz) ที่ช่วยให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลกว่าที่เคย ไม่ว่าจะ ใช้งานทั่วไป, ท่องโซเชียล, เล่นเกม หรือชมภาพยนตร์/ซีรีส์เรื่องโปรด พร้อมกับฝังกล้องหน้าบนหน้าจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล บนการดีไซน์เงางามแบบ Cat's Eye ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตาแมว สะท้อนเล่นกับแสงในมุมตกกระทบต่างๆ และติดตั้งกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ที่มากับฟีเจอร์ Super Nightscape สำหรับการถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ

 

realme C17 ยังโดดเด่นที่แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่ทาง realme ระบุว่าสามารถ Standby ได้นานสุด 34 วัน แถมความสามารถแปลงร่างเป็น Power Bank ให้กับเครื่องอื่นได้ผ่านสาย OTG ด้วยฟังก์ชัน Reverse Charging และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W Fast Charging ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้สั้นลง นอกจากนี้ยังประมวลผลด้วยชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 460 เป็นรุ่นแรกๆ ของวงการอีกด้วย โดยทำงานร่วมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 4GB + ROM ขนาด 64GB บนระบบปฏิบัติการ Android 10

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า realme C17 มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่หลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องที่พรีเมียมขึ้น พร้อมฟีเจอร์ที่อัปเกรดขึ้นแบบครบครัน ทั้งการใช้งาน และการถ่ายภาพ กับราคาทางการที่ 4,999 บาท ซึ่งถือว่าจับต้องง่ายสบายกระเป๋า ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมรีวิว realme C17 ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

realme C17 มาในแพ็กเกจสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมระบุชื่อรุ่นไว้อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมี อะแดปเตอร์ (9V/2A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, คู่มือการใช้งาน และเข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด


ภาพตัวอย่างการสวมใส่เคสใสที่แถมมาให้ภายในแพ็กเกจ


realme C17 มาพร้อมหน้าจอแสดงผล LCD 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90% ความละเอียดระดับ HD+ (720x1600 พิกเซล : 269 ppi) และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass บนตัวเครื่องมีขนาด 164.1x75.5x8.5 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 188 กรัม


ไฮไลท์ที่สำคัญของหน้าจอ realme C17 คือค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz ซึ่งช่วยให้การแสดงผลลื่นไหลมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 120Hz ที่ช่วยให้ตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งฟีเจอร์นี้ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับเดียวกัน


ที่ด้านบนของหน้าจอมีเพียงลำโพงสนทนา พร้อมการติดตั้งเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม

สำหรับกล้องถ่ายภาพเซลฟี่ฝังบนจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสงขนาด F/2.0


พร้อมกับรองรับระบบสแกนใบหน้าแบบ AI Facial Unlock ในการปลดล็อกตัวเครื่องอีกด้วย ซึ่งสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็วทันใจ


ด้านหน้าส่วนล่างประกอบด้วย ปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


ที่ด้านบนของตัวเครื่องไม่มีช่อง หรือปุ่มสั่งการใดๆ


ที่ด้านล่างประกอบด้วยช่องสำหรับเชื่อมต่อหูฟัง ขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก


ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Triple-Slot ซึ่งรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ที่ความจุสูงสุด 256GB ได้ในเวลาเดียวกัน


ด้านขวาของตัวเครื่อง มีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ พร้อมกับปุ่มปรับระดับเสียง


realme C17 มาพร้อมกับฝาหลังดีไซน์ใหม่แบบ Cat's Eye Design กับความเงางาม สะท้อนเล่นกับแสงในมุมตกกระทบต่างๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอัญมณีเพชรตาแมว พร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ตรงกลาง โดยตัวเครื่องที่ทางทีมงานนำมารีวิวเป็นสีเขียวอ่อน (Lake Green) ที่มีแรงบันดาลใจจากพื้นผิวน้ำในมหาสมุทรลึก


realme C17 มีกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบไปด้วย

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รูรับแสงขนาด F/2.2 และมีระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รูรับแสงขนาด F/2.2 และมุมรับภาพ 119 องศา
- กล้องตัวที่สามแบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4 และรองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร
- กล้องตัวที่สี่แบบ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

realme C17 ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ซึ่งถูกครอบทับด้วย realme UI 1.0 โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 4GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่องมาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 64GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้อีก 256GB


และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Centre แถบการแจ้งเตือนต่างๆ


และสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อกดค้างที่หน้าจอจะเป็นการเข้าสู่เมนูการ ปรับแต่งหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการได้


และเมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่ม Close all ที่ด้านล่าง


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Google Discover หน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ โดยอ้างอิงจากการค้นหาของผู้ใช้


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ, FM Radio และสภาพอากาศ


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร พร้อมรองรับฟังก์ชัน Eye Care สำหรับลดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ


รวมถึงรองรับ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ และยังเลือกให้แอปพลิเคชันจาก Third-Party แสดงผลพื้นหลังเป็นสีดำได้อีกด้วย โดยในเบื้องต้นยังเป็นแบบ Beta อยู่


ตัวอย่างการใช้งาน Dark Mode


รวมถึงเลือกใช้งานค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 90Hz โดยจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับ Refresh Rate เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนภาพของหน้าจอแสดงผล กล่าวคืออัตราความเร็วในการเปลี่ยนภาพนิ่งที่เรียงต่อกันจนกลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Refresh Rate มาก ก็จะทำให้การเปลี่ยนภาพของหน้าจอมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง และโดยปกติแล้วหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันจะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ประมาณ 60 Hz


สามารถตั้งค่าต่างๆ ในหน้า Home Screen ได้


ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้งานหน้าจอได้ทั้งในโหมด ปกติ (Standard), แบบ Drawer (ค่าเริ่มต้น) หรือแบบ Simple ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ


และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 4x6 และ 5x6 (ค่าเริ่มต้น)


สามารถปรับเปลี่ยนธีม (Theme), รูปแบบตัวอักษร (Font) และภาพพื้นหลัง (Wallpaper) ของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ


และสำหรับท่านที่ต้องการใช้งานพื้นหลัง, รูปแบบธีม รวมถึงรูปแบบตัวอักษรที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน Theme Store


รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอน


สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Keys ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe Gestures From Both Sides ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gestures ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้


และรองรับฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ


โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน พร้อมเลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้


สำหรับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะก็มีให้ใช้งาน บน realme C17 ด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง, การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน หรือการโทรแบบอัจฉริยะ ที่สามารถตั้งค่าให้รับสาย หรือโทรออกได้อัตโนมัติเมื่อมีการแนบตัวเครื่องกับใบหู รวมถึงการยกหน้าจอเพื่อปิดเสียงขณะมีสายเรียกเข้า


และยังสามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


รองรับฟังก์ชัน Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อีกด้วย


เมื่อกดปุ่ม Power ค้างไว้ประมาณ 2 วินาทีจะเป็นการเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


ตัวอย่างการค้นหาด้วยฟีเจอร์ Google Lens


และเมื่อกดค้างที่แอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น


แอปพลิเคชัน Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา


realme C17 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่ทาง realme ระบุว่าสามารถ Stand by ได้นานถึง 34 วัน โดยรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W Fast Charging (9V/2A) ที่ช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี ที่สามารถชาร์จจากระดับ 0-33% ในเวลา 30 นาที และรองรับฟังก์ชัน Reversed Charging สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นผ่านสาย OTG โดยรองรับการใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน ที่เมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง


และโหมดประหยัดพลังงานขั้นสุดอย่าง Super Power Saving Mode สำหรับยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นเป็นเท่าตัว แต่แลกกับการใช้งานได้เพียงแค่ฟังก์ชันพื้นฐานเท่านั้น


รวมถึงโหมด High Performance สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม เพื่อการประมวลผลในระดับสูงสุด โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง


และรองรับฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน และฟังก์ชัน Screen Battery Optimization ที่ช่วยลดการใช้พลังงานหน้าจอ เพื่อยืดระยะการใช้งานโดยรวมให้นานยิ่งขึ้น รวมถึงฟังก์ชัน Sleep Standby ที่จะช่วยประหยัดพลังงานตัวเครื่องขณะเรานอนหลับ


ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน


สามารถตรวจสอบเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันได้


และรองรับฟังก์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง


App Cloner อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน realme C17 สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


realme C17 มีฟังก์ชัน Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน


ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ realme C17 รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังตัวเครื่อง โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซนเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock) โดยสามารถบันทึกได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น ซึ่งสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว


ท่านที่ใช้งาน realme C17 เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที


realme C17 รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Real HD Sound ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย (จะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)


รวมถึงรองรับฟังก์ชันที่น่าสนใจอย่าง Dual-Mode Audio โดยสามารถใช้งานหูฟังแบบมีสาย และแบบไร้สายได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องโปรดกับเพื่อนได้พร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องแบ่งหูฟังคนละข้างเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง


realme C17 มาพร้อมฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง realme C17 นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 43 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 3 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


realme C17 มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 460 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 1.8 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 610, หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 4GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 64GB ที่สามารถเพิ่ม microSD ได้อีก 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ realme UI 1.0


realme C17 มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 149,227 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 251 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 1,130 คะแนน


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 864 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 806 คะแนน


realme C17 รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน realme C17 คือ Game Space ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้


และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile, Marvel Future Fight และ Genshin Impact ก็พบว่า realme C17 นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้ลื่นไหล ด้วยหน้าจอ Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz ซึ่งช่วยให้เกมลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และไม่พลาดช่วงเหตุการณ์สำคัญ อีกทั้งยังมีแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W Fast Charging จึงทำให้เล่นเกมได้ยาวนานต่อเนื่อง

และจากการทดสอบเล่นเกมต่อเนื่องเป็นเวลานานก็มี อาการหน่วง และกระตุกให้ได้เห็นบ้าง พร้อมกับการสะสมความร้อน แต่ก็ไม่ร้อนมือจนเกินไป


realme C17 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ LCD 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 (พื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90%) ความละเอียดระดับ HD+ (720x1600 พิกเซล : 269 ppi) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ HD 720p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

realme C17 มาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รูรับแสงขนาด F/2.2 และมีระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รูรับแสงขนาด F/2.2 และมุมรับภาพ 119 องศา
- กล้องตัวที่สามแบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4 และรองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร
- กล้องตัวที่สี่แบบ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยรองรับการถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


และเลือก เปิด-ปิด ไฟแฟลช, HDR, Chroma Boost โหมดเพิ่มสีสัน รวมถึงฟีลเตอร์แบบต่างๆ


ไปจนถึงเมนูอื่นๆ ได้แก่ สัดส่วนภาพถ่าย, การจับเวลา และการตั้งค่าเพิ่มเติม


realme C17 มาพร้อมกับโหมด  AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์


และโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอที่ 0-100%


พร้อมทำงานร่วมกับ AI Beauty สำหรับปรับผิวเนียน


realme C17 ยังมาพร้อมโหมด Super Nightscape สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะอีกด้วย


รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างในโหมด PANO


และโหมด Expert กับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด ก็มีให้เลือกใช้บน realme C17 ด้วยเช่นกัน


รวมถึงโหมด Ultra-Macro สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร


การถ่ายวิดีโอบน realme C17 รองรับการบันทึกในมุมกว้างแบบ Ultra-Wide โดยสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ Full HD 1080p 30fps


รวมถึงการใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และโหมด AI Beauty ในการปรับค่าผิวให้ดูเนียนสวยขึ้น โดยสามารถเลือกระดับความเนียนได้ตั้งแต่ 0-100%


พร้อมรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE


ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าของ realme C17 ฝังอยู่บนหน้าจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.0


โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ทั้งการเปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR และฟีลเตอร์


รวมถึงเมนูอื่นๆ ได้แก่ สัดส่วนภาพถ่าย, การจับเวลา และการตั้งค่าเพิ่มเติม


กล้องหน้าของ realme C17 รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ โดยสามารถปรับสัดส่วนต่างๆ ได้อย่างอิสระ


สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) สามารถปรับระดับความเบลอได้ที่ 0-100%


พร้อมใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้


และใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับระดับความเนียนของผิวได้ที่ 0-100%


รวมถึงรองรับการถ่ายเซลฟี่ในมุมกว้างแบบ PANO


การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ realme C17 รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p และสามารถใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับระดับความเนียนของผิวได้ที่ 0-100% (รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p)


รวมถึงฟังก์ชัน TIME-LAPSE


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียดระดับ 13+8+2+2 ล้านพิกเซล ของ realme C17

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape ในมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Super Nightscape ในมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าฝังบนจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลของ realme C17

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิด AI Beauty


สรุปผลการทดสอบของ realme C17

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะกล่าวได้ว่า realme C17 เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กที่น่าสนใจในชั่วโมงนี้ ด้วยฟีเจอร์เด่นอย่างหน้าจอ 90Hz Ultra Smooth Display ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มีค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz ที่ช่วยให้การใช้งานต่างๆ ลื่นไหลกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไป, ท่องโซเชียล, เล่นเกม หรือชมภาพยนตร์/ซีรีส์เรื่องโปรด อีกทั้งฟีเจอร์นี้หาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับเดียวกัน พร้อมกับกล้องหน้าที่ฝังบนหน้าจอแบบ In-Display Selfie คามละเอียด 8 ล้านพิกเซล โดยตัวเครื่องมีดีไซน์แบบ Cat's Eye Design กับความเงางาม สะท้อนเล่นกับแสงในมุมตกกระทบต่างๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอัญมณีเพชรตาแมว โดยติดตั้งกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) กับความละเอียดของกล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล พร้อมกล้อง Ultra Wide ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศา, กล้อง Macro ถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และกล้อง B&W Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ รวมถึงรองรับฟังก์ชันที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape, โหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ที่สามารถระดับความเบลอได้, ฟังก์ชัน AI Scene Recognition, AI Beauty และโหมด Chroma Boost สำหรับเพิ่มสีสันให้ภาพถ่าย

อีกหนึ่งจุดขายของ realme C17 ก็คือแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 5000 mAh ที่ทาง realme ระบุว่าสามารถ Standby ได้นานสูงสุด 34 วัน และมีโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Smart Power Saver ผสานกับฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน ที่ช่วยยืดระยเวลาการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น และช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W Fast Charging ที่สามารถชาร์จจากระดับ 0-33% ในเวลา 30 นาที พร้อมฟังก์ชัน Reversed Charging สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟนเครื่องอื่นผ่านสาย OTG และหากต้องการใช้งานแบบในโหมดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเครื่อง realme C17 ก็มีโหมด High Performance ให้ใช้งานด้วย สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง

 

realme C17 ประมวลผลด้วยชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง Qualcomm Snapdragon 460 จับคู่กับ RAM ขนาด 4GB ที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปในปัจจุบัน รวมถึงเล่นเกมที่เน้นกราฟิกได้ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมด้วยหน่วยความจำ ROM ขนาด 64GB ที่สามารถเพิ่ม microSD Card ได้สูงสุด 256GB จึงสามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน หรือเกมได้อย่างเต็มที่ สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของเครื่องมีทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ที่ด้านหลังตัวเครื่อง (Fingerprint Scanner) และระบบสแกนใบหน้า (Facial Unlock) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ถูกครอบทับด้วย realme UI 1.0 และมากับฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกมากมาย อย่างเช่น Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำเพื่อความสบายตาขณะใช้งาน และ Focus Mode สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมาธิ หรือเข้านอน โดยทำการปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ รวมถึงรองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง และยังมีบริการ Google Lens บริการ ค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงฟีเจอร์ Dual-Mode Audio ที่สามารถใช้งานหูฟังแบบมีสาย และแบบไร้สายได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องโปรดกับเพื่อนได้พร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องแบ่งหูฟังคนละข้างเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง

 

นอกจากนี้ realme C17 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant และ Game Space ด้วยเช่นกัน ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน ให้อยู่ในรูปแบบ Pop-up ขณะเล่นเกมแทน รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการหน่วงขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอด เวลา เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า realme C17 เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนงบประมาณสบายกระเป๋าไม่เกิน 5,000 บาท ที่ได้ทั้งดีไซน์สวยเรียบหรู พร้อมมีหน้าจอ Refresh Rate มากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป และใช้งานได้ยาวนานด้วยแบตใหญ่ รวมถึงมีเทคโนโลยีชาร์จไว และรองรับการเล่นเกมเน้นกราฟิกได้

สำหรับ realme C17 เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 4,999 บาท กับตัวเลือก 2 สีได้แก่ สีน้ำเงิน (Navy Blue) และสีเขียวอ่อน (Lake Green) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ทั้งที่ร้าน realme Brand Shop และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษจากผู้ให้บริการเครือข่ายเริ่มที่ 1,999 บาท

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme C17 มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 


จุดเด่นของ realme C17

- ดีไซน์ตัวเครื่องแบบ Cat's eye Design กับความเงางาม สะท้อนเล่นกับแสงในมุมตกกระทบต่างๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอัญมณีเพชรตาแมว
- มีตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน (Navy Blue) และสีเขียวอ่อน (Lake Green)
- หน้าจอแสดงผล 90Hz Ultra Smooth Display (IPS LCD) ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วนแบบ 20:9 พร้อมค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90% ครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 460 ความเร็ว 1.8 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 610
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 4GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.1 ขนาด 64GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash) ความจุ 256GB
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) และ microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 1.0

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รูรับแสงขนาด F/2.2 และมีระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์, รูรับแสงขนาด F/2.2 และมุมรับภาพ 119 องศา
- กล้องตัวที่สามแบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4 และรองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร
- กล้องตัวที่สี่แบบ B&W Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4

โดยรองรับโหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape, โหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ที่สามารถระดับความเบลอได้, ฟังก์ชัน AI Scene Recognition, AI Beauty และโหมด Chroma Boost สำหรับเพิ่มสีสันให้ภาพถ่าย

กล้องดิจิทัลด้านหน้าฝังบนจอแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty และ Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ

- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง (Fingerprint Scanner)
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock)
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 18W Fast Charging (9V/2A)
- การใช้งาน Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังแอปพลิเคชันต่างๆ ให้เป็นสีดำ
- โหมด Focus สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก
- Multi-User สามารถสลับการใช้งานจากผู้ใช้หลายคนได้ โดยข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน และการรักษาความปลอดภัยต่างๆ จะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi Dual Band (2.4 + 5GHz)
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับระบบดาวเทียม GLONASS ของประเทศรัสเซีย และ BeiDou ของประเทศจีน
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่าน Bluetooth 5.0
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- พอร์ตหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- วิทยุ FM ในตัว
- มี 2 สีมาตรฐานให้เลือก (Lake Green และ Navy Blue)
- ราคา 4,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme C17

- หน้าจอแสดงผลมีความละเอียดเพียงแค่ระดับ HD+ ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของหน้าจอ
- ด้านหลังตัวเครื่องมีพื้นผิวมันวาว จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย และเสี่ยงต่อการตกแตกได้ง่าย


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

 

วันที่ : 07/10/2020