ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 11/03/2020


 

รีวิว (Review) realme 6 Pro

สมาร์ทโฟน 6 กล้องน้องใหม่ ใส่จอ 90Hz และชิป Snapdragon 720G รุ่นแรกของโลก ในราคาสบายกระเป๋า ด้วยกล้อง AI Quad Camera 64MP ผสานกล้องหน้าคู่ฝังในจอแบบ Dual In-Display, จอ 90Hz Ultra Smooth ใหญ่ 6.6 นิ้ว, RAM 8GB, ROM 128GB, แบตชาร์จเร็ว 30W จุใจ 4300 mAh และสแกนนิ้วข้างตัวเครื่อง บนดีไซน์สายฟ้าสดใหม่พรีเมียม ในราคา 10,999 บาท
 

11 มีนาคม 2020 - วันนี้ทาง realme ได้ฤกษ์เปิดตัว realme 6 Series อย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปเป็นที่เรียบร้อย และที่เซอร์ไพรส์ก็คือเราได้นำรุ่นท็อปอย่าง realme 6 Pro มารีวิวให้ทุกท่านได้ชมกันแล้ว โดยคราวนี้เปิดตัวมาพร้อมกัน 2 รุ่นย่อยเช่นเคย ได้แก่ realme 6 และ realme 6 Pro กับการปรับโฉมดีไซน์ใหม่หมดจดมีความพรีเมียมเทียบชั้นเรือธง พร้อมอัปเกรดสเปกภายในจากรุ่นก่อนหน้าในหลายด้าน และมีราคาสบายกระเป๋าเช่นเดิม

realme 6 Pro นั้นมาภายใต้สโลแกน "6 เลนส์ จอเหนือขั้น" ที่มีกล้องหน้าคู่ฝังบนหน้าจอแบบ Dual In-Display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX471 จับคู่กับกล้องรองแบบ Ultra-Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายภาพเซลฟี่มุมกว้างสุดที่ 105 องศา ส่วนที่ด้านหลังมีกล้องอีก 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung GW1 พร้อมด้วยกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างสุด 119 องศา, กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับการซูมภาพแบบ 5x Hybrid Zoom และ 20x Digital Zoom สำหรับกล้องตัวสุดท้ายเป็นแบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่รองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร

realme 6 Pro มาในดีไซน์จอไร้ขอบเจาะรูกล้องหน้าคู่แบบ Punch-Hole Display ขนาดใหญ่ 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 มีความคมชัดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 398 ppi : พื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90.6%) ครอบทับด้วยกระจก 2.5D Gorilla Glass 5 โดยมีค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz จึงช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมดูมีความลื่นไหลกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับใกล้เคียงกัน พร้อมกับฟีเจอร์ OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม

สำหรับฝาหลังของ realme 6 Pro ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ในชื่อ Chic Lightning Design ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสายฟ้า พร้อมเทคโนโลยีการพิมพ์ไล่สีแบบ UV-Curing ที่มีการปรับแต่งกว่า 100 ครั้ง จึงทำให้ลวดลายดูมีมิติ และสวยพรีเมียมกว่าเดิม เรียกได้ว่ามีความเรียบหรูเทียบชั้นสมาร์ทโฟนเรือธง รวมถึงรองรับเทคโนโลยีป้องกันละอองน้ำแบบ 3 ชั้น (ไม่สามารถนำไปจุ่มน้ำได้) กับตัวเลือกใหม่ 2 สี 2 สไตล์ ได้แก่ Lightning Blue และ Lightning Red

 

realme 6 Pro มาพร้อมสเปกอัปเกรดใหม่แบบจัดเต็มกว่าเดิม เริ่มด้วยใช้งานชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง Qualcomm Snapdragon 720G เป็นรุ่นแรกของโลก และแน่นอนว่าเป็นรุ่นแรกในประเทศไทย โดยมีเทคโนโลยีการผลิตระดับ 8nm แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผล 2.3GHz ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 60% และมาพร้อมกับ Qualcomm Snapdragon Elite Gaming ที่รองรับการเล่นเกมแบบ HDR ผสานหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 618 ที่ประสิทธิภาพดีขึ้น 75% เรียกได้ว่าตอบโจทย์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดี รวมถึงเด่นในด้านประหยัดพลังงานมากกว่ารุ่นก่อนด้วยเช่นกัน

โดยทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB พร้อมด้วยหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง (ROM) บนมาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่ม microSD Card ได้อีก 256GB ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ใหม่ล่าสุด ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ที่เน้นไปใน 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ ระบบสี, ไอคอน, พื้นหลัง และภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชัน พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกมากมาย อย่างเช่น Focus Mode สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมาธิ หรือเข้านอน โดยทำการปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ และ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำเพื่อความสบายตาขณะใช้งาน โดยมีแบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 4.0 (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ระดับ 0-70% ได้ภายในเวลา 30 นาที หรือเต็ม 100% ใน 1 ชั่วโมง

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า realme 6 Pro มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่หลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องระดับพรีเมียม พร้อมฟีเจอร์ที่อัปเกรดขึ้นแบบครบครัน ทั้งการใช้งาน และการถ่ายภาพด้วยกล้อง 6 ตัวในเครื่องเดียว กับราคาอย่างเป็นทางการในบ้านเราที่ 10,999 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว realme 6 Pro พร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

realme 6 Pro มาในแพ็กเกจสีเหลือง พร้อมระบุชื่อรุ่นไว้อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมีอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว VOOC (5V/6A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, เคสใส, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งาน


ภาพตัวอย่างการสวมเคสที่แถมมาในแพ็กเกจ


realme 6 Pro มาพร้อมการดีไซน์ใหม่ ด้วยหน้าจอไร้ขอบเจาะรูกล้องหน้าแบบ Punch-Hole Display ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 มีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90.6% ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 398 ppi) และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass 5 บนตัวเครื่องมีขนาด 163.8x75.8x8.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 202 กรัม


หนึ่งในฟีเจอร์ที่เป็นไฮไลท์ของ realme 6 Pro จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากหน้าจอแสดงผลที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz ที่หาได้ยากในสมาร์ทโฟนระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลกว่าที่เคย


ที่ด้านบนไม่มีรอยบากทรงหยดน้ำเหมือนรุ่นก่อนๆ จะมีเพียงลำโพงสนทนาที่ด้านบนสุด และติดตั้งเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม

สำหรับกล้องหน้าคู่ฝังบนหน้าจอที่มุมบนซ้ายแบบ In-Display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX471 รูรับแสงขนาด F/2.0 พร้อมเลนส์ Ultra-Wide Angle คมชัด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.2 ถ่ายภาพเซลฟี่มุมกว้างสุด 105 องศา


พร้อมกับรองรับระบบสแกนใบหน้าแบบ AI Facial Unlock ในการปลดล็อกตัวเครื่องอีกด้วย ซึ่งสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็วทันใจ


ด้านหน้าส่วนล่างมีปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สอง


ที่ด้านล่างประกอบด้วยช่องสำหรับเชื่อมต่อหูฟัง ขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก


ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Triple-Slot ซึ่งรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ที่ความจุสูงสุด 256GB ได้ในเวลาเดียวกัน รวมถึงปุ่มปรับระดับเสียง


เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือได้ย้ายมาอยู่ที่ด้าน ขวาตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint) พร้อมเป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง และล็อกหน้าจอไปในตัว


realme 6 Pro มาพร้อมฝาหลังดีไซน์ใหมในชื่อ Chic Lightning Design ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสายฟ้า พร้อมเทคโนโลยีการพิมพ์ไล่สีแบบ UV-Curing ที่มีการปรับแต่งกว่า 100 ครั้ง จึงทำให้ลวดลายดูมีมิติ และสวยพรีเมียมกว่ารุ่นก่อนๆ รวมถึงรองรับเทคโนโลยีป้องกันละอองน้ำแบบ 3 ชั้น โดยสีที่ทางทีมงานนำมารีวิวนั้นเป็นสี Lightning Blue


กล้องตัวหลักที่ด้านหลังของ realme 6 Pro มีทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบไปด้วย

กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung GW1 รูรับแสงขนาด F/1.8
กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.3 เก็บภาพมุมกว้างสุด 119 องศา
กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.5 รองรับการซูมแบบ 20x Hybrid Zoom
กล้องตัวที่สี่เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.4 รองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

realme 6 Pro ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ที่มีหน้าตา User Interface ใหม่หมดจด โดยไอคอนทั้งหมดถูกปรับดีไซน์ให้ดูเรียบง่ายขึ้นด้วยรูปทรงแบบกลม และมีการใช้สีสันที่มีความโดดเด่นสะดุดตา ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอนได้ที่เมนู Icon Style โดยมากับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้อีก 256GB


และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Center แถบการแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไอคอนมีดีไซน์ใหม่เป็นทรงเหลี่ยม


โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่ม Clear ที่ด้านล่าง


สามารถเข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอเพื่อปรับ ตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการ รวมถึงเอฟเฟ็กเวลาเปลี่ยนหน้าจอ และภาพพื้นหลังได้ เพียงกดค้างที่หน้าจอ


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Contact, Recorder, Compass, Calculator, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ, วิทยุ FM, ORoaming, Game Space, Calendar และ Weather


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร รวมถึงรองรับ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ และยังเลือกให้แอปพลิเคชันจาก Third-Party แสดงผลพื้นหลังเป็นสีดำได้อีกด้วย โดยในเบื้องต้นยังเป็นแบบ Beta อยู่


ตัวอย่างการใช้งาน Dark Mode


สามารถเลือกการแสดงผลของหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ Vivid และ Gentle


หนึ่งในไฮไลท์ที่น่าสนใจของ realme 6 Pro ก็คือ สามารถเลือกใช้งานค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 90Hz (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 60Hz) โดยจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างหาได้ยากบนสมาร์ทโฟนระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับ Refresh Rate เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนภาพของหน้าจอแสดงผล กล่าวคืออัตราความเร็วในการเปลี่ยนภาพนิ่งที่เรียงต่อกันจนกลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Refresh Rate มาก ก็จะทำให้การเปลี่ยนภาพของหน้าจอมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง และโดยปกติแล้วหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันจะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ประมาณ 60 Hz


รวมถึงฟีเจอร์ใหม่อย่าง OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม


และด้วยดีไซน์ของ realme 6 Pro เป็นจอไร้ขอบแบบ Punch-Hole Display ในอัตราส่วน 20:9 จึงสามารถปรับให้บางแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลในสัดส่วนแบบเต็มหน้าจอได้


สามารถปรับขนาดการแสดงผลตัวอักษร และหน้าจอได้ตามความถนัดของแต่ละบุคคล


และตั้งค่า Home Screen กับ Lock Screen ได้


โดยเลือกใช้งานหน้าจอได้ทั้งในโหมดปกติ (Standard), แบบ Drawer (ค่าเริ่มต้น) หรือแบบ Simple ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ


และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 5x6 (ค่าเริ่มต้น) และ 4x6


สามารถปรับเปลี่ยนธีม (Theme), รูปแบบตัวอักษร (Font) และภาพพื้นหลัง (Wallpaper) ได้


และเลือกเปลี่ยนธีม (Theme), รูปแบบตัวอักษร (Font) และภาพพื้นหลัง (Wallpaper) ได้เพิ่มเติมที่แอปพลิเคชัน Theme Store


รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของไอคอน


บน realme 6 Pro สามารถทำการสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Keys ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe Gestures From Both Sides ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gestures ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้


และรองรับฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ


โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน พร้อมเลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้


และเมื่อกดค้างที่แอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อเข้าถึงเมนูที่ต้องการใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


สำหรับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะก็มีให้ใช้งาน บน realme 6 Pro ด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง, การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน, การรับสายอัตโนมัติ, การสลับจากลำโพงภายนอก มาเป็นลำโพงสำหรับสนทนาเมื่อนำมือถือมาแนบที่ใบหู และการคว่ำตัวเครื่องเพื่อปิดเสียงสายโทรเข้า


รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อีกด้วย


และยังสามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


เมื่อกดปุ่ม Power ค้างไว้ประมาณ 2 วินาทีจะเป็นการเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


ตัวอย่างการค้นหาด้วยฟีเจอร์ Google Lens


แอปพลิเคชัน Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา


realme 6 Pro มีแบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมเปิดใช้งานในโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Smart Power Saver ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยเมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน


และรองรับเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงแบบ VOOC Flash Charge 4.0 (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-70% ได้ในเวลา 30 นาที หรือชาร์จเต็ม 100% ภายใน 1 ชั่วโมง รวมถึงโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน พร้อมทั้งประหยัดเวลาในการชาร์จอีกด้วย นอกจากนี้ยังรองรับระบบป้องกันถึง 5 ชั้นตั้งแต่ตัวเครื่องสมาร์ทโฟน ไปจนถึงอะแดปเตอร์ จึงมั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานขณะชาร์จได้อย่างปลอดภัย


รวมถึงโหมด High Performance เพื่อการประมวลผลในระดับสูงสุด โดยเมื่อเปิดใช้งานจะมีสัญลักษณ์แบตเตอรี่สีเขียวที่ด้านซ้าย


และรองรับฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน รวมถึงฟังก์ชัน Screen Battery Optimization ที่ช่วยลดการใช้พลังงานหน้าจอ เพื่อยืดระยะการใช้งานโดยรวมให้นานยิ่งขึ้น


ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน


สามารถตรวจสอบเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันได้


และรองรับฟังก์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง


App Cloner อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน realme 6 Pro สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


realme 6 Pro มีฟังก์ชัน Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 4 วิธี


ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ


ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งาน ได้ดี ไหลลื่น และสามารถแสดงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน พร้อม Night Mode สำหรับการแสดงผลในเวลากลางคืน


ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้ หลักๆ 2 แบบ คือ รวมภาพถ่ายทั้งหมด และแสดงแบบแยกอัลบั้ม


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ realme 6 Pro มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างของตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint) โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ โดยทาง realme ระบุว่าใช้เวลาในการปลดล็อกเพียง 0.38 วินาที ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถลงทะเบียนได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น


ท่านที่ใช้งาน realme 6 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที


realme 6 Pro สามารถเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย รวมถึงเทคโนโลยี Super Linear Speaker ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้นถึงระดับ Hi-Res Audio (ระบบเสียง Dirac และเทคโนโลยี Super Linear Speaker จะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)


รวมถึงรองรับฟังก์ชันที่น่าสนใจอย่าง Dual-Mode Audio โดยสามารถใช้งานหูฟังแบบมีสาย และแบบไร้สายได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องโปรดกับเพื่อนได้พร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องแบ่งหูฟังคนละข้างเหมือนเมื่อก่อนนั่นเอง


realme 6 Pro มาพร้อมฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง realme 6 Pro นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 64 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 5 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


realme 6 Pro มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.3 GHz เป็นรุ่นแรกของโลก โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 618, หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่ม microSD ได้อีก 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ realme UI 1.0


realme 6 Pro มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน PCMark ที่ 10,522 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 577 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 1,637 คะแนน


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 2,527 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 2,328 คะแนน


realme 6 Pro รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


realme 6 Pro มาพร้อม Game Space ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile, Marvel Future Fight, Marvel Super War และ World of Dragon Nest (WOD) ก็พบว่า realme 6 Pro นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างลื่นไหล ผสานกับหน้าจอที่มี Refresh Rate ระดับ 90Hz ซึ่งช่วยให้เกมลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และไม่พลาดช่วงเหตุการณ์สำคัญ อีกทั้งยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 4.0 (5V/6A) และโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น จึงทำให้เล่นเกมได้ยาวนานต่อเนื่อง รวมถึงมีระบบความปลอดภัยถึง 5 ชั้น ตั้งแต่ตัวเครื่องไปจนถึงอะแดปเตอร์ ที่ช่วยให้การใช้งานขณะชาร์จไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนจนเกินไป จึงมั่นใจได้ว่าสามารถชาร์จไป ใช้งานไปได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนมากเกิน



realme 6 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Punch-Hole Display ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 (พื้นที่การแสดงผล 90.6%) ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 398 ppi) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ รวมถึงมีฟีเจอร์ OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

realme 6 Pro มาพร้อมกับระบบกล้องหลัง AI 4 ตัว (AI Quad Camera) แบ่งออกเป็น

กล้องตัวแรกแบบ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.3 เก็บภาพมุมกว้างสุด 119 องศา
กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung GW1 รูรับแสงขนาด F/1.8
กล้องตัวที่สามแบบ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.5 รองรับการซูมแบบ 20x Hybrid Zoom
กล้องตัวที่สี่แบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.4 รองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  แบบมุมกว้าง Ultra-Wide (0.6x), ซูมที่ 2 เท่า (6x) และซูมแบบ Hybrid ที่ 5 เท่า (5x) ไปจนถึงซูมสูงสุดที่ 20 เท่า (20x Digital Zoom)


พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมด HDR, ฟังก์ชัน Chroma Boost สำหรับเพิ่มสีสัน, การเพิ่มฟีลเตอร์, สัดส่วนภาพถ่าย, การตั้งเวลาถ่ายภาพ และการตั้งค่าอื่นๆ เพิ่มเติม


และมาพร้อมกับฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากทั้งหมด 16 หมวดหมู่


realme 6 Pro มาพร้อมกับโหมด AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ ที่ปรับระดับได้ตามใจชอบ


และโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้


รวมถึงโหมด Ultra Macro สำหรับถ่ายภาพในระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร โดยสามารถเปิด-ปิด ไฟแฟลช, ฟังก์ชัน Chroma Boost, ใส่ฟีลเตอร์ และตั้งเวลาถ่ายภาพได้


และมีโหมด Nightscape 3.0 สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ ที่ประกอบด้วย Tripods Mode ถ่ายภาพกลางคืนร่วมกับขาตั้งกล้อง สามารถรับแสงได้นานสุด 50 วินาที และ Ultra Nightscape Mode  ที่ช่วยให้ภาพถ่ายเวลากลางคืนมีความคมชัดมากขึ้น โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  แบบมุมกว้าง Ultra-Wide (0.6x), ซูมที่ 2 เท่า (2x) และซูมแบบ Hybrid ที่ 5 เท่า (5x) ไปจนถึงซูมสูงสุดที่ 20 เท่า (20x Digital Zoom)


รองรับการถ่ายภาพในโหมดความละเอียดสูงอย่าง 64MP (ความละเอียดภาพ 6944x9280 พิกเซล) และการถ่ายภาพมุมกว้างในโหมด PANO


สำหรับโหมด Expert กับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด ก็มีให้เลือกใช้บน realme 6 Pro ด้วยเช่นกัน


การถ่ายวิดีโอบน realme 6 Pro สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ Full HD 1080p (30 fps) พร้อมซูมได้สูงสุดที่ 10 เท่า (10x)


รองรับการโหมดป้องกันการสั่นไหวแบบ Ultra Steady ด้วยเทคโนโลยี UIS (Ultra Image Stabilization) ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง EIS บวกกับ AI ระบบปัญญาประดิษฐ์


พร้อมโหมด Beauty, โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Real-Time Portrait) และฟีลเตอร์แบบต่างๆ


พร้อมรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE ที่สามารถซูมภาพได้สูงสุด 10 เท่า (10x)


และฟังก์ชัน SLO-MO ที่ 240 fps


ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าของ realme 6 Pro ฝังบนหน้าจอแบบ Dual In-Display Selfie โดยกล้องตัวหลักคมชัด 16 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX471 รูรับแสงขนาด F/2.0 พร้อมเลนส์ Ultra-Wide Angle คมชัด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.2 ถ่ายภาพเซลฟี่มุมกว้างสุด 105 องศา


โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ทั้งการถ่ายภาพเซลฟี่มุมกว้างแบบ Ultra-Wide 105 องศา


พร้อมเปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR, การเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ, สัดส่วนภาพถ่าย, การตั้งเวลาถ่ายภาพ และการตั้งค่าอื่นๆ


กล้องหน้าของ realme 6 Pro รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งแต่ละส่วนบนใบหน้าได้อย่างอิสระ ซึ่งสามารถเลือกระดับได้ตั้งแต่ 0-100% (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 30%)


สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) สามารถปรับระดับความเบลอได้


พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty


รวมถึงโหมด PANO


การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ realme 6 Pro รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p พร้อมโฟมดกันสั่น Ultra Steady


รองรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Real-Time Portrait) ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้


และสามารถใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ


พร้อมโหมด AI Beauty ในการปรับค่าผิวให้ดูเนียนสวยขึ้น (ค่าเริ่มต้นอยู่ที่ 30%)


รวมถึงรองรับฟังก์ชัน SLO-MO และTIME-LAPSE


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียดระดับ 64+8+12+2 ล้านพิกเซล ของ realme 6 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra-Wide พร้อม Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra Macro


ตัวอย่างภาพถ่ายในระยะต่างๆ


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายในเวลากลางคืน


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายในเวลากลางคืน


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายในเวลากลางคืน


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนแบบ Ultra-Wide


ตัวอย่างภาพถ่ายเวลากลางคืนในระยะต่างๆ


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าแบบคู่ (Dual In-Display Selfie) ความละเอียด 16+8 ล้านพิกเซลของ realme 6 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty ที่ระดับ 30% (ค่าเริ่มต้น)


ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty ที่ระดับ 100%


ภาพถ่ายเซลฟี่แบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายเซลฟี่แบบ Ultra-Wide โหมด AI Beauty ที่ระดับ 30%


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิด AI Beauty ที่ระดับ 30% (ค่าเริ่มต้น)


สรุปผลการทดสอบของ realme 6 Pro

จากการทดสอบเจาะลึกทั้งหมดในข้างต้นก็ทำให้พอจะกล่าวได้ว่า realme 6 Pro นั้นมีความน่าสนใจในทุกด้าน เริ่มตั้งแต่การดีไซน์ใหม่หมดจดด้วยหน้าจอไร้ขอบแบบ Punch-Hole Display ขนาดใหญ่ 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 (คิดเป็นพื้นที่การแสดงผลทั้งหมด 90.6%) ครอบทับด้วยกระจก 2.5D Gorilla Glass 5 พร้อมความคมชัดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 398 ppi) ที่สามารถรับชมคอนเทนต์ความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้แบบเต็มตาเต็มอารมณ์ในอัตราส่วนที่กว้างมากขึ้น อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ OSIE Vision Effect ที่ช่วยให้รับชมภาพ และภาพยนตร์เรื่องโปรดได้คมชัดกว่าเดิม และมีการฝังกล้องหน้าคู่สำหรับเซลฟี่ไว้บนจอแบบ Dual In-Display Selfie ที่มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX471 พร้อมเลนส์กว้าง Ultra-Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่มุมกว้าง 105 องศา และยังรองรับเทคโนโลยี AI Beauty พร้อมโหมด Portrait รวมถึงฟังก์ชัน Portrait สำหรับวิดีโอ และ Slo-mo

สำหรับฝาหลังของ realme 6 Pro มีดีไซน์ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสายฟ้าในชื่อ Chic Lightning Design พร้อมเทคโนโลยีการพิมพ์ไล่สีแบบ UV-Curing ที่มีการปรับแต่งกว่า 100 ครั้ง จึงทำให้ลวดลายดูมีมิติ และสวยพรีเมียมกว่าเดิม เรียกได้ว่ามีความเรียบหรูเทียบชั้นสมาร์ทโฟนเรือธง รวมถึงรองรับเทคโนโลยีป้องกันละอองน้ำแบบ 3 ชั้น แต่ก็ไม่สามารถนำไปจุ่มน้ำได้

หนึ่งในฟีเจอร์เด่นของ realme 6 Pro จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ที่ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Samsung GW1 พร้อมด้วยกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างสุด 119 องศา, กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับการซูมภาพแบบ 5x Hybrid Zoom และ 20x Digital Zoom สำหรับกล้องตัวสุดท้ายเป็นแบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่รองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร โดยรองรับฟังก์ชันการถ่ายภาพแบบครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโฟกัสแบบ PDAF, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง Ultra 64MP, Super NightScape 3.0 สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ, โหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้, โหมด Chroma Boost ในการเพิ่มสีสันให้กับภาพ, ซูมภาพแบบ 5X Hybrid Zoom กับแบบสูงสุดที่ 20x Hybrid Zoom และฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับตรวจจับซีนต่างๆ พร้อมแต่งภาพให้สวยงามโดยอัตโนมัติ รวมถึงบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K Ultra HD พร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวแบบ UIS Video Stabilization, ฟังก์ชัน Slo-mo ระดับ 240fps และโหมดหน้าชัดหลังเบลอแบบ real-time

 

realme 6 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ได้ใช้งานชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 720G แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผล 2.3GHz บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 8nm ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 60% และมาพร้อมกับ Qualcomm Snapdragon Elite Gaming ที่รองรับการเล่นเกมแบบ HDR ผสานหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 618 ที่ประสิทธิภาพดีขึ้น 75% เรียกได้ว่าตอบโจทย์การเล่นเกมได้เป็นอย่างดี รวมถึงเด่นในด้านประหยัดพลังงานมากกว่ารุ่นก่อนด้วยเช่นกัน โดยทำงานร่วมกับ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB พร้อมด้วย ROM มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่ม microSD Card ได้อีก 256GB จึงสามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน หรือเกมได้แบบเต็มที่ โดยมีแบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 4.0 (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ระดับ 0-70% ได้ภายในเวลา 30 นาที หรือเต็ม 100% ใน 1 ชั่วโมง และโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมถึงมีระบบความปลอดภัยถึง 5 ชั้น ตั้งแต่ตัวเครื่องสมาร์ทโฟน ไปจนถึงอะแดปเตอร์ ที่ช่วยให้การใช้งานขณะชาร์จไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนจนเกินไป จึงมั่นใจได้ว่าสามารถชาร์จไปใช้งานไปได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนมากเกิน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน App Quick Freeze สำหรับช่วยหยุดการทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้เรียกใช้งานในปัจจุบัน ที่ช่วยยืดระยเวลาการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น แต่หากต้องการใช้งานแบบในโหมดประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเครื่อง realme 6 Pro ก็มีโหมด High Performance ให้ใช้งานด้วย  สำหรับเร่งการประมวลผลด้านต่างๆ ให้เร็ว และแรงกว่าเดิม โดยเมื่อเปิดใช้งานตัวเครื่องจะใช้ทรัพยากรมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกตินั่นเอง

ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ใหม่ล่าสุด ครอบทับด้วย realme UI 1.0 ที่เน้นไปใน 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ ระบบสี, ไอคอน, พื้นหลัง และภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชัน พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกมากมาย อย่างเช่น Focus Mode สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมาธิ หรือเข้านอน โดยทำการปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ และ Dark Mode ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำเพื่อความสบายตาขณะใช้งาน รวมถึงรองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง และยังมีบริการ Google Lens บริการ ค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

realme 6 Pro ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant และ Game Space ด้วยเช่นกัน ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน ให้อยู่ในรูปแบบ Pop-up ขณะเล่นเกมแทน รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการหน่วงขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้แบบ ไม่มีสะดุด รวมถึงรองรับระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos และลำโพงเสียงแบบ Super Linear พร้อมเทคโนโลยี Smart PA ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้นถึงระดับ Hi-Res Audio เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม หรือการชมภาพยนตร์นั่นเอง

นอกจากฟีเจอร์เด่นในข้างต้น realme 6 Pro ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อรรถประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 4G, ฟีเจอร์ App Cloner ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook หรือ Line ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์, ฟีเจอร์ Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน, ฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ และ Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด รวมถึงการบันทึกภาพหน้าจอแบบยาว พร้อมทั้งฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสำหรับท่านที่เปลี่ยนมาใช้งาน realme 6 Pro ด้วยฟังก์ชัน Clone Phone ที่สามารถทำการโอนถ่ายข้อมูลจาก สมาร์ทโฟนเครื่องเดิมได้ทันที นอกจากนี้ยังรองรับระบบเสียง Dirac ที่ผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย โดยจำเป็นต้องเชื่อมต่อหูฟังก่อน

สุดท้ายนี้ realme 6 Pro ยังให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ด้วย App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง และ Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน รวมถึงก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ รวมไปถึงการจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็กโดยเฉพาะอย่าง Kids Space

 

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า realme 6 Pro นั้นเหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนฟีเจอร์ดีๆ ในราคาสมเหตุสมผล ที่เน้นการถ่ายภาพด้วยกล้องที่มากถึง 6 ตัวในเครื่องเดียว พร้อมการใช้งานในด้านต่างๆ ที่รวดเร็วลื่นไหล ด้วยชิปเซ็ตประสิทธิภาพสูงอย่าง Snapdragon 720G ผสานกับหน้าจอ Refresh Rate ระดับ 90Hz ซึ่งหาได้ยากในสมาร์ทโฟนช่วงราคาเดียวกัน บนการดีไซน์สวยงามระดับพรีเมียมเทียบชั้นรุ่นเรือธง รวมถึงแบตเตอรี่จุใจที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม หรือชมภาพยนตร์ / ซีรีส์เรื่องโปรดได้แบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดเร็ว และยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วเพื่อไม่ให้ต้องรอนานอีกด้วย

สำหรับ realme 6 Pro เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 10,999 บาท กับตัวเลือก 2 สีได้แก่ Lightning Blue และ Lightning Red โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ววันนี้ จนถึงวันที่ 20 มีนาคมนี้ พร้อมรับฟรี realme Fashion Case และ realme VIP Card โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มีนาคมเป็นต้นไป

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme 6 Pro มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 


จุดเด่นของ realme 6 Pro

- ดีไซน์แบบ Chic Lightning Design ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสายฟ้า พร้อมเทคโนโลยีการพิมพ์ไล่สีแบบ UV-Curing ที่มีการปรับแต่งกว่า 100 ครั้ง รวมถึงรองรับเทคโนโลยีป้องกันละอองน้ำแบบ 3 ชั้น (ไม่สามารถนำไปจุ่มน้ำได้)
- มีตัวเลือก 2 สี ได้แก่ Lightning Blue และ Lightning Red
- หน้าจอแสดงผล Punch-Hole Display ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90.6% และมีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz ครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass 5
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 720G แบบ Octa-Core Processor ที่มีความเร็ว 2.3 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 618
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ความจุ 128GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash) ความจุ 256GB
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) และ microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 1.0

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

- กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung GW1 รูรับแสงขนาด F/1.8
- กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.3 เก็บภาพมุมกว้างสุด 119 องศา
- กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.5 รองรับการซูมแบบ 20x Hybrid Zoom
- กล้องตัวที่สี่เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.4 รองรับการถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร

โดยรองรับการโฟกัสแบบ PDAF, โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง Ultra 64MP, Super NightScape 3.0 สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ, โหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ พร้อม Bokeh Effect, โหมด Chroma Boost ในการเพิ่มสีสันให้กับภาพ, ซูมภาพแบบ 20x Hybrid Zoom และฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับตรวจจับซีนต่างๆ พร้อมแต่งภาพให้สวยงามโดยอัตโนมัติ รวมถึงบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K Ultra HD พร้อม UIS Video Stabilization, ฟังก์ชัน Slo-mo ระดับ 120fps และ Bokeh Effect แบบ real-time

กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบคู่ Dual In-Display Selfie แบ่งออกเป็น

- กล้องตัวหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX471 เทคโนโลยี 4-in-1 Pixel รูรับแสงขนาด F/2.0
- กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.2 สามารถถ่ายภาพเซลฟี่มุมกว้างสุดที่ 105 องศา

โดยรองรับเทคโนโลยี AI Beauty, โหมด Portrait พร้อม Bokeh Effect และฟังก์ชันการถ่ายวิดีโอแบบ Slo-mo Selfie

- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side-Mounted Fingerprint)
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock)
- ฟังก์ชัน App Cloner สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- แบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W VOOC Flash Charge 4.0
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย realme UI 1.0
- ระบบเสียง Hi-Res Audio, เทคโนโลยี Dolby Atmos และ Super Linear Speaker
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS, WiFi Dual Band และ Bluetooth 5.1
- ระบบ GPS ในตัว รองรับเทคโนโลยี Dual Frequency GPS พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของประเทศรัสเซีย, Beidou ของประเทศจีน, QZSS ของประเทศญี่ปุ่น, NaviC ของประเทศอินเดีย และ GALILEO ของสหภาพยุโรป
- มีวิทยุ FM ในตัว
- ราคา 10,999 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme 6 Pro

- หน้าจอ Punch-Hole Display ในอัตราส่วน 20:9 ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- กรอบตัวเครื่องไม่ใช่โลหะ
- ตัวเครื่องใช้ดีไซน์เงางามคล้ายกระจก จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย
- ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อน เมื่อมีการประมวลผลหนักๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme 6 Pro ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme 6 Pro



 

วันที่ : 11/03/2020