ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 03/09/2019


 

รีวิว (Review) realme 5 Pro

สมาร์ทโฟน 4 กล้อง 48 ล้าน ใหม่ล่าสุด กับสเปกจัดหนัก ในราคาที่พร้อมวัดกับทุกรุ่น! ด้วยกล้อง AI Quad Camera 48MP เซนเซอร์ Sony IMX586, จอ FHD+ Dewdrop Full Screen 6.3 นิ้ว, ชิปเซ็ต Snapdragon 712 AIE, RAM สูงสุด 8GB, ROM UFS 2.1 จุใจ 128GB และแบตเตอรี่ VOOC 3.0 ไซส์ใหญ่ 4035 mAh บนตัวเครื่อง Crystal Design งดงามเปล่งประกาย ในราคาสุดคุ้ม เริ่มเพียง 7,999 บาท

3 กันยายน 2019 - ล่า สุดทาง realme ประเทศไทยได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นต่อยอดใหม่ภายใต้ชื่อตระกูล realme 5 Series ออกมาเพิ่มเติม ได้แก่ realme 5 และ realme 5 Pro กับจุดเด่นอย่างกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) บนการดีไซน์ระดับพรีเมียมโฉมใหม่ที่สวยสะดุดตากว่าเดิม

สำหรับ realme 5 Pro มาในสโลแกน Quad Camera Speedster ชูโรงด้วยกล้องตัวหลักที่ด้านหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ที่พัฒนาขึ้นจาดรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด กับความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (เซ็นเซอร์ Sony IMX586) เทคโนโลยี 4-in-1 Pixel พร้อมด้วยเลนส์ Ultra-Wide, เลนส์ Portrait และเลนส์ Macro ที่รองรับฟังก์ชันการถ่ายภาพในโหมดต่างๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การโฟกัสภาพแบบ PDAF, ฟีเจอร์ Chrome Boost, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape, โหมดผิวสวย AI Beauty และ AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนต่างๆ ด้านกล้องหน้าคมชัดที่ 16 ล้านพิกเซล (เซ็นเซอร์ Sony IMX471) ที่มากับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับปรับค่าผิวเนียนในโหมด AI Beauty ได้แบบกลุ่ม ตามเพศ และวัย โดยการจดจำตำแหน่งบนใบหน้าทั้งหมด 296 จุด

realme 5 Pro ยังโดดเด่นที่ดีไซน์โฉมใหม่หมดจด ด้วยหน้าจอไร้ขอบทรงหยดน้ำแบบ Dewdrop Full Screen ขนาดใหญ่ 6.3 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล :408 ppi) โดยสัดส่วนการแสดงผลของหน้าจออยู่ที่ 90.6% และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 สำหรับฝาหลังมีความเงางามคล้ายกระจก ที่มีลวดลายคริสตัล (Crystal Design) ด้วยเทคโนโลการแกะสลักฝาหลังขนาดไมครอนลากยาวรูปแบบ 3D Diamond Cutting และการไล่เฉดสีแบบ Holographic Color Effect โฉมใหม่หมดจด ในระดับนาโนที่มีการเคลือบกว่า 133 ครั้ง กับตัวเลือก 2 สีใหม่ ได่แก่ Crystal Green และ Sparking Blue รวมถึงรองรับ เทคโนโลยีป้องกันน้ำกระเซ็น (Splash-Resistant)

 

ด้านสเปก realme 5 Pro ก็อัปเกรดจากเดิมไม่แพ้กัน ได้แก่ ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 712 AIE บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 10nm ที่มีความเร็ว 2.3 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 616 ซึ่งรองรับเทคโนโลยี Hyper Boost 2.0 ที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวม 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ แอปพลิเคชัน (AppBoost), ระบบ (SystemBoost) และเกม (GameBoost 2.0) ให้ดีขึ้น โดยใน GameBoost 2.0 ก็แยกออกเป็น TouchBoost สำหรับช่วยเพิ่ม Response Rate ในเกมที่เน้นกราฟิกได้มากขึ้น 34.9% และ FrameBoost ที่ช่วยลดปัญหาเฟรมเรทตก พร้อมล็อกเฟรมเรทให้อยู่ในระดับสูง ช่วยให้เล่นเกม PUBG Mobile ได้เสถียรขึ้นราว 26.8% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant และ Game Space ด้วยเช่นกัน โดยทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0 realme Edition

และจับคู่กับ RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB มีความจุภายในตัว เครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้อีก 256GB จึงสามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกมได้เต็มที่ รวมถึงแบตเตอรี่ความจุ 4035 mAh พร้อมด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0 (5V/4A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลา 80 นาที และโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมถึงมีระบบความปลอดภัยถึง 3 ชั้น ที่ช่วยให้การใช้งานขณะชาร์จไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนจนเกินไป จึงมั่นใจได้ว่าสามารถชาร์จไป ใช้งานไปได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนมากเกิน นอกจากนี้ยังมีระบบ AI Freezer ที่ช่วยลดการใช้พลังงานที่ช่วยให้สามารถใช้งานได้นานขึ้นราว 10%

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า realme 5 Pro มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่หลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องระดับพรีเมียม พร้อมฟีเจอร์ที่อัปเกรดขึ้นแบบครบครัน ทั้งการใช้งาน และการถ่ายภาพ กับราคา เริ่มต้นที่ 7,999 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว realme 5 Pro พร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

realme 5 Pro มาในแพ็กเกจสีขาวสะอาดตา พร้อมระบุชื่อรุ่น และฟีเจอร์เด่นไว้อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น อะแดปเตอร์ VOOC (5V/4A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, เคสใส, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งาน



ภาพตัวอย่างการสวมใส่เคสใสที่แถมมาให้ภายใน แพ็กเกจ


realme 5 Pro มาพร้อมหน้าจอแสดงผล IPS LCD Dewdrop Full Screen ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90.6% ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 408 ppi) และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass 5 บนตัวเครื่องมีขนาด 157x74.2x8.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 184 กรัม


ที่ด้านบนประกอบไปด้วยกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX471 ที่มีรูรับแสง F/2.0 รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมลำโพงสนทนาที่ด้านบน และติดตั้งเซ็นเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซ็นเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม


พร้อมกับรองรับระบบสแกนใบหน้าแบบ AI Facial Unlock ในการปลดล็อกตัวเครื่องอีกด้วย ซึ่งสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็วทันใจ


ด้านหน้าส่วนล่างประกอบด้วย ปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สอง


ที่ด้านล่างประกอบด้วยช่องสำหรับเชื่อมต่อหูฟัง ขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียง



ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Triple-Slot ซึ่งรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ที่ความจุสูงสุด 256GB ได้ในเวลาเดียวกัน รวมถึงปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียง


ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ


ฝาหลังดีไซน์เงางามคล้ายกระจก พร้อมลวดลายคริสตัล (Crystal Design) ด้วยเทคโนโลยีการแกะสลักฝาหลังขนาดไมครอนลากยาวรูปแบบ 3D Diamond Cutting และการไล่เฉดสีแบบ Holographic Color Effect โฉมใหม่หมดจด ในระดับนาโนที่มีการเคลือบกว่า 133 ครั้ง รวมถึงรองรับเทคโนโลยีป้องกันน้ำกระเซ็น (Splash-Resistant) โดยตัวเครื่องที่ทางทีมงานนำมารีวิวนั้นเป็นสี Crystal Green


กล้องตัวหลักที่ด้านหลังของ realme 5 Pro มีทั้งหมด 4 ตัว (Quad Camera) พร้อมไฟแฟลช LED ที่มุมบนซ้ายในแนวตั้ง โดยกล้องตัวแรกความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.79, กล้องตัวที่สอง Ultra-Wide Lens ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.25 เก็บภาพมุมกว้างสุด 119 องศา, กล้องตัวที่สาม Portrait Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่สี่ Macro Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.4 ถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร ส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) จะอยู่ถัดลงมาตรงกลางที่ด้านหลัง


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ


realme 5 Pro ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 9.0 Pie ซึ่งถูกครอบทับด้วย ColorOS 6.0 realme Edition โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้อีก 256GB



และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Center แถบการแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไอคอนมีดีไซน์ใหม่เป็นทรงเหลี่ยม


โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีนจะพบกับ Smart Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะที่คอยแนะนำฟีเจอร์ และข้อมูลต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟน เช่น ข้อมูลการออกกำลังกาย, ภาพถ่ายในแต่ละสัปดาห์ หรือรายชื่อผู้ติดต่อที่ติดต่อเป็นประจำ


และยังสามารถจัดการแอปพลิเคชันที่แสดงภายในหน้า Smart Assistant ได้ ด้วยการกดเครื่องหมาย + ที่ด้านขวาบน


และเมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่มไอคอน X ที่ด้านล่าง



สามารถเข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ เพื่อปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการ รวมถึงเอฟเฟ็กเวลาเปลี่ยนหน้าจอ และภาพพื้นหลังได้ เพียงกดค้างที่หน้าจอ


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อผู้ติดต่อ, การบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ, วิทยุ FM, ORoaming, Game Space, ปฎิทิน และ Weather


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร รวมถึงฟังก์ชัน Night Shield สำหรับปรับความสว่างหน้าจอเพื่อให้สบายตาขณะใช้งานในเวลากลางคืน


และด้วยดีไซน์ของ realme 5 Pro เป็นจอไร้ขอบแบบ Dewdrop Full Screen ในอัตราส่วน 19.5:9 จึงสามารถปรับให้บางแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลในสัดส่วนแบบเต็มหน้าจอได้



สามารถเลือกใช้งานหน้าจอได้ทั้งในโหมดปกติ หรือแบบ Drawer


และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 4x6 และ 5x6


สามารถปรับเปลี่ยนธีม (Theme) และภาพพื้นหลัง (Wallpaper) ได้เพิ่มเติมที่แอปพลิเคชัน Theme Store


บน realme 5 Pro สามารถทำการสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Keys ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้



หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gestures ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ



หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe Gestures From Both Sides ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้



และรองรับฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ



โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน และสามารถเลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้


และเมื่อกดค้างที่แอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น


สำหรับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะก็มีให้ใช้งาน บน realme 5 Pro ด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน หรือการแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง และ Smart Call การโทรแบบอัจฉริยะ ที่สามารถตั้งค่าให้รับสาย หรือโทรออกได้อัตโนมัติเมื่อมีการแนบตัวเครื่องกับใบหู รวมถึงการยกหน้าจอเพื่อปิดเสียงขณะมีสายเรียกเข้า


และยังสามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อีกด้วย


เมื่อกดปุ่ม Power ค้างไว้ประมาณ 2 วินาทีจะเป็นการเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


ตัวอย่างการค้นหาด้วยฟีเจอร์ Google Lens


แอปพลิเคชัน Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา


realme 5 Pro รองรับการใช้งานโหมด Smart Power Saver ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น และโหมดประหยัดพลังงานสูงสุดอย่าง Super High Power Efficiency ที่เมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง


รวมถึงโหมด High Performance เพื่อการประมวลผลในระดับสูงสุด กับแบตเตอรี่ความจุ 4035 mAh และรองรับเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงแบบ VOOC Flash Charge 3.0 (5V/4A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 - 100% ได้ในเวลา 80 นาที และเมื่อชาร์จไปเล่นเกมไปสามารถชาร์จได้จากระดับ 0 - 43% ในเวลา 1 ชั่วโมง รวมถึงโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน พร้อมทั้งประหยัดเวลาในการชาร์จอีกด้วย


ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน


Clone Apps อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน realme 5 Pro สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์



realme 5 Pro มีฟังก์ชัน App Split-Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 4 วิธี



ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ


ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งาน ได้ดี ไหลลื่น และสามารถแสดงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน


ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้ หลักๆ 2 แบบ คือ รวมภาพถ่ายทั้งหมด และแสดงแบบแยกอัลบั้ม


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ realme 5 Pro มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังของตัวเครื่อง (Fingerprint Scanner) โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว


ท่านที่ใช้งาน realme 5 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที


realme 5 Pro รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Dirac ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย รวมถึงเทคโนโลยี Smart PA ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้น (ระบบเสียง Dirac และเทคโนโลยี Smart PA จะต้องใช้งานร่วมกับหูฟังเท่านั้น)



realme 5 Pro มาพร้อมฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง realme 5 Pro นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม Galileo ของสหภาพยุโรป กับ Beidou ของประเทศจีน โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 38 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 9 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


realme 5 Pro มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 712 AIE แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.3 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 616 , หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่ม microSD ได้อีก 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ ColorOS 6.0 realme Edition


realme 5 Pro มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 183,401 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 4 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 1,910 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 6,068 คะแนน


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 2,118 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 2,012 คะแนน


realme 5 Pro รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด







อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน realme 5 Pro คือ Game Space ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา



จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile ก็พบว่า realme 5 Pro นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก ด้วยเทคโนโลยี GameBoost 2.0 ที่ประกอบด้วย TouchBoost สำหรับช่วยเพิ่ม Response Rate ในเกมที่เน้นกราฟิกได้มากขึ้น 34.9% และ FrameBoost ที่ช่วยลดปัญหาเฟรมเรทตก พร้อมล็อกเฟรมเรทให้อยู่ในระดับสูง ช่วยให้เล่นเกม PUBG Mobile ได้เสถียรขึ้นราว 26.8% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน




สำหรับอีกหนึ่งเกมที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน อย่าง ROV ก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน โดย realme 5 Pro สามารถปรับการตั้งค่าให้แสดงผลแบบ High Frame Rate ซึ่งตลอดการเล่นค่าเฟรมเรทจะอยู่ช่วง 50 - 60 fps





สำหรับ Marvel Future Fight และ Lineage 2 Revolution ก็เล่นได้อย่างลื่นไหล เรียกได้ว่า realme 5 Pro ตอบโจทย์การเล่นเกนเน้นกราฟิกที่มีบน Google Play Store ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะมีการสะสมความร้อนให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่ร้อนจนเกินไป

และด้วยแบตเตอรี่ความจุ 4035 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 3.0 และโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น จึงทำให้เล่นเกมได้ยาวนานต่อเนื่อง รวมถึงมีระบบความปลอดภัยถึง 3 ชั้น ที่ช่วยให้การใช้งานขณะชาร์จไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนจนเกินไป จึงมั่นใจได้ว่าสามารถชาร์จไป ใช้งานไปได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนมากเกิน






realme 5 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ In-Cell IPS LCD Dewdrop Full Screen ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 (พื้นที่การแสดงผล 90.6%) ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ


การใช้งานกล้องดิจิทัล สำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

realme 5 Pro มาพร้อมกับระบบกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) แบ่งออกเป็น
กล้องตัวแรกความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.79
กล้องตัวที่สอง Ultra-Wide Lens ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.25 กล้องตัวที่สาม Portrait Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล
กล้องตัวที่สี่ Macro Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.4





โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือก เปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมด HDR, โหมด Ultra-Wide, Chroma Boost โหมดเพิ่มสีสัน และฟีลเตอร์แบบต่างๆ



ตัวอย่างการถ่ายภาพในโหมดปกติ และโหมด Ultra-Wide ที่สามารถเก็บภาพมุมกว้างสุดที่ 119 องศา








และมาพร้อมกับฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากทั้งหมด 16 หมวดหมู่


realme 5 Pro มาพร้อมกับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ที่สามารถใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้


และโหมด AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ ที่ปรับระดับได้ตามใจชอบ


realme 5 Pro ยังมาพร้อมโหมด Nightscape สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ


รวมถึงโหมด Ultra 48 MP ในการถ่ายภาพความละเอียดสูงที่ระดับ 6000x8000 พิกเซล พร้อมรองรับการทำงานร่วมกับโหมด Chroma Boost ในการเพิ่มสีสันให้กับภาพ



และโหมด Ultra Macro สำหรับถ่ายภาพในระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร


รวมถึงการถ่ายภาพมุมกว้างในโหมด PANO




สำหรับโหมด Expert กับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด ก็มีให้เลือกใช้บน realme 5 Pro ด้วยเช่นกัน



การถ่ายวิดีโอบน realme 5 Pro สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ 4K UHD (30 fps) รวมถึงการใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ


พร้อมรองรับฟังก์ชัน SLO-MO ที่ 960 fps คมชัดสูงสุดระดับ 720p และฟังก์ชัน TIME-LAPSE



ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าของ realme 5 Pro มีความคมชัด 16 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.0 โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ทั้งการเปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR และฟีลเตอร์


กล้องหน้าของ realme 5 Pro รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ ได้แบบกลุ่ม ตามเพศ และวัย โดยการจดจำตำแหน่งบนใบหน้าทั้งหมด 296 จุด และสามารถปรับโครงสร้างบนใบหน้าได้อย่างอิสระอีกด้วย


สำหรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AI Beauty ที่ปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ


และสามารถใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้



การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ realme 5 Pro รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p และสามารถใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ รวมถึงรองรับฟังก์ชัน PANO และ TIME-LAPSE


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียดระดับ 48+8+2+2 ล้านพิกเซล ของ realme 5 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ พร้อมเปิดฟังก์ชัน AI Scene Recognition


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Chroma Boost


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ



ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ  Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Ultra Macro


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายในเวลากลางคืนจากโหมด Nightscape


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ realme 5 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิด Beauty


สรุปผลการทดสอบของ realme 5 Pro

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะกล่าวได้ว่า realme 5 Pro เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีความน่าสนใจด้วยกล้องหลังจัดเต็มถึง 4 ตัว (AI Quad Camera) ที่ค่อนข้างหาได้ยากในสมาร์ทโฟนช่วงราคาเดียวกัน ที่แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.79, กล้องตัวที่สอง Ultra-Wide Lens ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.25, กล้องตัวที่สาม Portrait Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และ กล้องตัวที่สี่ Macro Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.4 ซึ่งมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศาในโหมด Ultra-Wide, ระบบการโฟกัสภาพแบบ PDAF, ฟีเจอร์ Chrome Boost เพิ่มสีสันให้ภาพ, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape, โหมดผิวสวย AI Beauty และ AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนต่างๆ พร้อมปรับภาพให้สวยแบบอัตโนมัติ, โหมด Ultra 48 MP ในการ ถ่ายภาพความละเอียดสูงที่ระดับ 6000x8000 พิกเซล, โหมด Ultra Macro ที่ สามารถโฟกัสวัตถุได้แม้ถ่ายในระยะใกล้ โดยสามารถถ่ายภาพในระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร และยังรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD รวมถึงระบบกันสั่นแบบ EIS สำหรับการถ่ายวิดีโออีกด้วย

สำหรับกล้องหน้าคมชัด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX471 ที่มากับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับปรับค่าผิวเนียนในโหมด AI Beauty ได้แบบกลุ่ม ตามเพศ และวัย โดยการจดจำตำแหน่งบนใบหน้าทั้งหมด 296 จุด ซึ่งทำออกมาได้ดี แลดูเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับสายเซลฟี่ตัวจริง

ด้านดีไซน์ realme 5 Pro ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน กับตัวเครื่องโฉมใหม่ลวดลายคริสตัลแบบ Crystal Design ด้วยเทคโนโลการแกะสลักฝาหลังขนาดไมครอนลากยาวรูปแบบ 3D Diamond Cutting และการไล่เฉดสีแบบ Holographic Color Effect โฉมใหม่หมดจด ในระดับนาโนที่มีการเคลือบกว่า 133 ครั้ง กับตัวเลือก 2 สีใหม่ ได่แก่ Crystal Green และ Sparking Blue รวมถึงรองรับ เทคโนโลยีป้องกันน้ำกระเซ็น (Splash-Resistant) โดยมีหน้า จอไร้ขอบทรงหยดน้ำแบบ Dewdrop Full Screen ขนาดใหญ่ 6.3 นิ้ว คม ชัดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล :408 ppi) โดยสัดส่วนการแสดงผลของหน้าจออยู่ที่ 90.6% และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5

realme 5 Pro อัปเกรดสเปกจากรุ่นก่อนในหลายด้าน เริ่มที่ ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 712 AIE บน เทคโนโลยีการผลิตระดับ 10nm ที่มีความเร็ว 2.3 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 616 มี RAM แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB บวกกับความจุภายในตัวเครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB ที่ สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้อีก 256GB จึง สามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน หรือเกมได้เต็มที่ และมากับเทคโนโลยี Hyper Boost 2.0 ที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวม 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ แอปพลิเคชัน (AppBoost), ระบบ (SystemBoost) และเกม (GameBoost 2.0) ให้ดีขึ้น โดยใน GameBoost 2.0 ก็แยกออกเป็น TouchBoost สำหรับช่วยเพิ่ม Response Rate ในเกมที่เน้นกราฟิกได้มากขึ้น 34.9% และ FrameBoost ที่ช่วยลดปัญหาเฟรมเรทตก พร้อมล็อกเฟรมเรทให้อยู่ในระดับสูง ช่วยให้เล่นเกม PUBG Mobile ได้เสถียรขึ้นราว 26.8% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

 

 นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant และ Game Space ด้วยเช่นกัน ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน ให้อยู่ในรูปแบบ Pop-up ขณะเล่นเกมแทน รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้ และใน Game Space ก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าสามารถเล่นเกมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเกมที่เน้นกราฟิกได้แบบ ไม่มีสะดุด รวมถึงลำโพงเสียงแบบ Super Linear พร้อมเทคโนโลยี Smart PA ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงให้ดียิ่งขึ้น และดังมากขึ้น 2 เท่า เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม หรือการชมภาพยนตร์นั่นเอง

realme 5 Pro มากับแบตเตอรี่ความจุ 4035 mAh พร้อมด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0 (5V/4A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลา 80 นาที และโหมด CABC (Content Adaptive Backlist Control) ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมถึงมีระบบความปลอดภัยถึง 3 ชั้น ที่ช่วยให้การใช้งานขณะชาร์จไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนจนเกินไป จึงมั่นใจได้ว่าสามารถชาร์จไป ใช้งานไปได้อย่างปลอดภัย และไม่ทำให้ตัวเครื่องร้อนมากเกิน นอกจากนี้ยังมีระบบ AI Freezer ที่ช่วยลดการใช้พลังงานที่ช่วยให้สามารถใช้งานได้นานขึ้นราว 10%  โดยทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.0 realme Edition ที่มี User Interface รูปแบบใหม่หมดจด บนพื้นฐานของ Android 9.0 Pie ที่รองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

นอกจากฟีเจอร์เด่นในข้างต้น realme 5 Pro ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อรรถประโยชน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 4G, ฟีเจอร์ Clone Apps ที่ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook หรือ Line ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์, ฟีเจอร์ App Split-Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน, ฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ และ Screen-Off Gestures การ วาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด รวมถึงการบันทึกภาพหน้าจอแบบยาว พร้อมทั้งฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสำหรับท่านที่เปลี่ยนมาใช้งาน realme 5 Pro ด้วยฟังก์ชัน Clone Phone ที่สามารถทำการโอนถ่ายข้อมูลจาก สมาร์ทโฟนเครื่องเดิมได้ทันที นอกจากนี้ยังรองรับระบบเสียง Dirac ที่ผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย โดยจำเป็นต้องเชื่อมต่อหูฟังก่อน

สุดท้ายนี้ realme 5 Pro ยังให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ด้วย App Encryption สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง และ Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน รวมถึงก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ รวมไปถึงการจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็กโดยเฉพาะอย่าง Kids Space

 

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า realme 5 Pro เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนพร้อมสเปกครบครัน ในราคาสมเหตุสมผล ที่เน้นการถ่ายภาพด้วยกล้องที่มากถึง 5 ตัวในเครื่องเดียว ผสานกับเทคโนโลยี AI รวมถึงการใช้งานด้านความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม หรือชมภาพยนตร์ / ซีรีส์เรื่องโปรดได้แบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดเร็ว บนการดีไซน์ตัวเครื่องเงางามแบบไล่เฉดที่กำลังเป็นที่นิยม และมีหน้าจอขนาดใหญ่ใช้งานได้อย่างเต็มตาเต็มอารมณ์ พร้อมให้สัดส่วนการแสดงผลที่กว้างขึ้น

realme 5 Pro วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 4GB+128GB ราคา 7,999 บาท และรุ่น 8GB+128GB ราคา 8,999 บาท กับตัวเลือก 2 สีได้แก่  Crystal Green และ Sparking Blue สำหรับท่านที่สนใจสามารถสั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน - 13 กันยายน 2562 และจะเริ่มวางจำหน่ายจริงในวันที่ 14 กันยายน 2562 เป็นต้นไป โดยผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าจะได้รับฟรีบัตร VIP Card สำหรับการรับประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี และหูฟังบลูทูธ มูลค่า 899 บาท

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง realme ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง realme 5 Pro มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ


จุดเด่นของ realme 5 Pro

- ตัวเครื่องดีไซน์เงางามคล้ายกระจก พร้อมลวดลายคริสตัลแบบ Crystal Design ด้วยเทคโนโลยีการแกะสลักฝาหลังขนาดไมครอนลากยาวรูปแบบ 3D Diamond Cutting
- บอดี้สีไล่เฉด (Gradient) ที่สามารถสะท้อนเล่นกับแสงในมุมต่างๆ แบบ Holographic Color Effect ในระดับนาโนที่มีการเคลือบกว่า 133 ครั้ง โดยมีตัวเลือก 2 สี ได้แก่ Crystal Green และ Sparking Blue
- เทคโนโลยีป้องกันน้ำกระเซ็น (Splash-Resistant)
- หน้าจอแสดงผล LCD Dewdrop Full Screen ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 โดยมีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 90.6% ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 408 ppi) และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass 5
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 712 AIE ความเร็ว 2.3 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 616
- เทคโนโลยี HyperBoost 2.0
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ความจุ 128GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card (TransFlash) ความจุ 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 6.0
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) และ microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า AI ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX471 โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty และการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (AI Portrait)
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.79, กล้องตัวที่สอง Ultra-Wide Lens ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.25 เก็บภาพมุมกว้างสุด 119 องศา, กล้องตัวที่สาม Portrait Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่สี่ Macro Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสงที่ F/2.4 ถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร โดยรองรับการโฟกัสภาพแบบ PDAF, ฟีเจอร์ Chrome Boost, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape, โหมดผิวสวย AI Beauty และฟังกัน AI Scene Recognition ซึ่งรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD รวมถึงระบบกันสั่นแบบ EIS สำหรับการถ่ายวิดีโอ
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) ที่ด้านหลังตัวเครื่อง
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Facial Unlock)
- ฟังก์ชัน Clone Apps สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน App Split-Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- แบตเตอรี่ความจุ 4035 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 3.0 (5V/4A)
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม Galileo ของสหภาพยุโรป และ Beidou ของประเทศจีน
- มีวิทยุ FM ในตัว
- ราคาเริ่มต้นที่ 7,999 บาท ถือว่าคุ้มค่าเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับคุณสมบัติ และความสามารถโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ realme 5 Pro

- ด้านหลังตัวเครื่องมีพื้นผิวมันวาว จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย
- กรอบตัวเครื่องไม่ใช่โลหะ
- ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อน เมื่อมีการประมวลผลหนักๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- หน้าจอ Dewdrop Full Screen ในอัตราส่วน 19.5:9 ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- ด้วยความที่หน้าจอมีขอบบาง อาจทำให้อุ้งมือของผู้ใช้ไปสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจ


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme 5 Pro ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme 5 Pro 8GB+128GB

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ realme 5 Pro 4GB+128GB


 

วันที่ : 03/09/2019