ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 05/11/2019
OPPO Reno2


 

รีวิว (Review) OPPO Reno2

สมาร์ทโฟน 4 กล้อง 48MP จัดหนักเรื่องถ่ายวิดีโอ พร้อมสเปกแรงไฮเอนด์ บนบอดี้นาโนสุดพรีเมียม ด้วยกล้อง AI Quad Camera 48 ล้านพิกเซล ผสานวิดีโอ Ultra Steady ที่ไม่กลัวสั่น, กล้องหน้า Rising Camera สุดล้ำ, จอ Sunlight AMOLED ไร้รอยบาก กับสแกนนิ้วบนหน้าจอ, ชิปเซ็ต Snapdragon 730G, ROM 256GB+RAM 8GB และแบตเตอรี่ VOOC Flash Charge 3.0 จุใจ 4000 mAh บนบอดี้เคลือบเงานาโนโค้งมนพรีเมียม ในราคา 17,990 บาท


5 พฤศจิกายน 2019 - หลังจากที่ทีมงาน Thaimobilecenter ได้ทำการ รีวิว OPPO Reno2 F สมาร์ทโฟน F-Series น้องใหม่ที่เพิ่งถูกยุบรวมเข้ากับ Reno Series เป็นครั้งแรก ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ ชัดทุกระยะ สวยทุกมุมมอง ซึ่งนอกเหนือจาก Reno2 F แล้ว ทาง OPPO ยังมีอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ และเปิดตัวมาควบคู่กับ Reno2 F ด้วยฟีเจอร์ที่อัปเกรดขึ้นไปอีกขั้น นั่นก็คือ OPPO Reno2 ที่ชูจุดเด่นด้านการถ่ายภาพด้วยกล้องหลัง 4 เลนส์ที่ช่วยเก็บภาพความประทับใจได้อย่างสวยงามเช่นกัน

สำหรับ OPPO Reno2 ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวท็อปสุดของ Reno Series แต่คุณสมบัติก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Sunlight AMOLED บนดีไซน์จอไร้รอยบากแบบ Panoramic Screen ที่ช่วยเปิดมุมมองการรับชมคอนเทนต์ให้เต็มอิ่มยิ่งกว่าเดิม ผสานระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอ บนดีไซน์ตัวเครื่องระดับพรีเมียมด้วยกระจกขอบโค้งเคลือบผิวสัมผัสแบบไล่เฉดที่ใช้เทคนิคเคลือบเงานาโน พร้อมรูปแบบการจัดวางกล้อง และโมดูลต่างๆ เรียงกันเป็นเส้นตรงแนวดิ่งแบบสมมาตร ที่ช่วยเสริมลุคให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ดูเรียบหรูมากขึ้นไปอีกขั้น รวมทั้งยังเสริมความล้ำด้วยดีไซน์กล้องหน้าที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายในกลไกกล้องเด้งได้ แบบ Pivot Rising Camera ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว



ด้านประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าครบเครื่องตามสไตล์สมาร์ทโฟนตระกูล Reno Series ด้วยการเลือกใช้ขุมพลังระดับกึ่งท็อปจากค่าย Qualcomm อย่าง Snapdragon 730G ประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM ขนาดที่เหมาะกับการใช้งานในระดับสูงที่ 8GB และหน่วยความจำภายในขนาดใหญ่ที่ 256GB อีกทั้งที่ผู้ใช้ยังสามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมด้วยการ์ด microSD ได้อีกสูงสุด 256GB

ส่วนด้านการถ่ายภาพก็ยังจัดเต็มตามคอนเซ็ปต์ 4 กล้องหลัง ชัดทุกระยะ สวยทุกมุมมอง ด้วยกล้องตัวหลักความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล เสริมด้วยกล้องเลนส์มุมกว้างแบบ Ultra Wide Angle, กล้อง Telephoto และกล้อง Mono (Bokeh) เพื่อช่วยเปิดมุมมองการถ่ายภาพใหม่ๆ รวมทั้งยังมีการใส่ลูกเล่นที่น่าสนใจอย่างเช่น ฟังก์ชัน Macro ที่ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพระยะใกล้ได้ถึง 2.5 เซนติเมตร รวมไปถึงฟังก์ชัน Ultra Dark Mode ที่ใช้ความชาญฉลาดของระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพกลางคืนให้ออกมาสวยงามคมชัดโดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

อีกทั้งด้านความยาวนานต่อเนื่องในการใช้งานก็นับว่าหายห่วง ด้วยแบตเตอรี่ขนาดจุใจที่ 4000 mAh ซึ่งเหลือเฟือสำหรับการใช้งานตลอดวัน หรือหากแบตเตอรี่เหลือน้อยก็สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี VOOC Flash Charge 3.0

สำหรับ OPPO Reno2 เปิดราคาวางจำหน่ายในบ้านเราเอาไว้ที่ 17,990 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองพอสมควร โดยตัวเครื่องจริงจะมีความสวยงามมากน้อยเพียงใด และจะมีฟีเจอร์เด่นอะไรให้ใช้งานบ้างนั้น ไปติดตามรีวิวแบบเจาะลึกจากทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์


มาดูที่กล่องผลิตภัณฑ์กันก่อน สำหรับ OPPO Reno2 จะมาพร้อมกับกล่องบรรจุภัณฑ์ที่คล้ายกันกับรุ่น OPPO Reno2 F ด้วยการพิมพ์ดีไซน์ด้านหลังตัวเครื่องที่เรียงกันเป็นแนวเส้นตรงแบบสมมาตร แต่แตกต่างกันตรงที่ด้านล่างของกล่องบรรจุภัณฑ์จะพิมพ์ชื่อรุ่น OPPO Reno2 ให้เห็นกันแบบเด่นชัด


สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่อง ประกอบไปด้วย คู่มือการใช้งาน, คู่มือการรับประกัน, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับโอนถ่ายข้อมูล หรือชาร์จแบตเตอรี่, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, หูฟังพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ 3.5 มม., เคสใส และอแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟ


อแดปเตอร์ชาร์จไฟของ OPPO Reno2 รองรับระบบชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0 ที่มีกำลังจ่ายไฟสูงสุดอยู่ที่ 5V/4A สามารถชาร์จแบตเตอรี่กลับเข้าตัวเครื่องจาก 0-51% ได้ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น รวมทั้งยังสามารถชาร์จไปเล่นโดยไม่ต้องกังวลว่าอุณหภูมิภายในตัวเครื่องจะสูงเกินไป อีกด้วย


มาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno2 ถูกออกแบบมาโดยยึดหลักความงามด้านศิลปะผสานกับความล้ำด้านวิทยาศาสตร์ (Where Science and Art Converge) โดยมาพร้อมกับจุดเด่นด้านหน้าจอแสดงผล Sunlight AMOLED Screen ขนาด 6.5 นิ้ว บนดีไซน์จอไร้ขอบไร้รอยบากแบบ Panoramic Screen ซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องมีพื้นที่ในการแสดงผลมากถึง 93.1% โดยไม่มีติ่ง หรือรอยบากมาบดบังการแสดงผลให้กวนใจ นอกจากนี้ หน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno2 ยังมาพร้อมกับค่า Contrast Ratio ที่อัตราส่วน 1400000:1 และค่าความสว่างสุงสุดที่ 800nits เพื่อรองรับการใช้งานกลางแจ้ง พร้อมครอบทับด้วยกระจกรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Corning นั่นก็คือ Gorilla Glass 6 เพื่อป้องกันหน้าจอจากอุบัติเหตุ หรือการตกกระแทกโดยไม่ตั้งใจ


ที่ด้านบนของหน้าจอซ่อนลำโพงสนทนาเอาไว้บริเวณ ขอบอันบางเฉียบ พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์สำคัญต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Ambient Light สำหรับปรับระดับแสงของหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ และ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติ เมื่อยกหน้าจอขึ้นมาแนบหู


ที่ด้านล่างของหน้าจอ มาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบสัมผัส (On-Screen Navigation) ประกอบไปด้วย ปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าก่อนหน้า


นอกจากนี้ ที่ด้านล่างของหน้าจอยังติดตั้งระบบสแนกลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 3.0) ที่สามารถปลดล็อกได้เร็วขึ้นกว่าเวอร์ชันก่อนราว 11.3% เลยทีเดีว


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง ให้ใช้งาน


ด้านขวาของตัวเครื่องติดตั้งปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิด เครื่อง หรือล็อกหน้าจอแสดงผล และยังสามารถใช้งานเป็นปุ่มเรียกผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ได้อีกด้วย แต่ผู้ใช้จะต้องทำการตั้งค่าภายในตัวเครื่องเล็กน้อย



สำหรับถาดใส่ซิมการ์ดของ OPPO Reno2 เป็นแบบ Hybrid Slot รองรับการใช้งานร่วมกับซิมการ์ดแบบ nanoSIM จำนวน 2 ซิมการ์ด และสามารถเพิ่มหน่วยความจำเสิรมแบบ microSD Card ได้อีก 256GB ผ่านช่องใส่ซิมการ์ดที่ 2


ด้านบนของตัวเครื่องติดตั้งไมโครโฟนตัวที่สอง สำหรับตัดเสียงรบกวน และกลไกกล้องหน้าเด้งได้แบบ Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-LED ซึ่งกลไกกล้องหน้าของ OPPO Reno2 ใช้เวลาในการเลื่อนเข้า-ออกเพียงแค่ 0.8 วินาที พร้อมทำมุมแบบ 11 องศา และยังมีเทคโนโลยี Free-fall Protection ที่จะช่วยเก็บกล้องหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อระบบตรวจจับได้ว่าผู้ใช้ทำสมาร์ทโฟนหลุดจากมือ เพื่อช่วยปกป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง


ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มม., ไมโครโฟนสำหรับสนทนา พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก


ที่ด้านหลังของตัวเครื่องเลือกใช้วัสดุประเภทกระจก Gorilla Glass 5 พร้อมขอบด้านข้างที่มีความโค้งเหมาะกับฝ่ามือของผู้ใช้งาน และเรียงโมดูลกล้อง รวมถึงโลโกของ OPPO เอาไว้เป็นแนวเส้นตรงแบบสมมาตร ช่วยให้ตัวเครื่องดูมีความเรียบหรูมากยิ่งขึ้น พร้อมกระบวนการเคลือบสีสันแบบไล่เฉดในโทนเข้มแบบ Twilight Mist


ที่ด้านบนของบอดี้ด้านหลังติดตั้งชุดกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 รูรับแสงกว้าง f/1.7 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS, กล้อง Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4, กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล องศาในการรับภาพกว้าง 116 องศา และกล้อง Mono Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยถ่ายภาพแบหน้าชัดหลังเบลอ โดยตัวกล้องนั้นจะมีความเรียบเนียนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง รวมทั้งยังมีการเคลือบเงาในระดับนาโนถึง 3 ชั้น พร้อมกับปุ่ม O-Dot ที่ด้านล่างเพื่อช่วยปกป้องเลนส์กล้องเมื่อผู้ใช้วางสมาร์ทโฟนบนพื้นผิวต่างๆ


บอดี้ของ OPPO Reno2 ในเวอร์ชันสี Luminous Black ที่ทีมงานได้รับมารีวิววันนี้จะมีความพิเศษต่างจากสีเขียว Ocean Blue เล็กน้อยตรงที่บริเวณกรอบสโลแกน OPPO รวมถึงปุ่ม O-Dot จะใช้การเคลือบเฉดสีที่สามารถสะท้อนเล่นแสงออกมาเป็นสีน้ำเงินราวกับว่าบอดี้กำลัง เรืองแสงอยู่เลยทีเดียว




ภาพตัวเครื่องขณะสวมใส่เคสที่แถมมาในกล่อง บรรจุภัณฑ์


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ


OPPO Reno2 ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 6.1 ซึ่งเป็น UI เวอร์ชันล่าสุดที่ทาง OPPO ได้พัฒนาขึ้นโดยเน้นอัปเกรดไปที่ประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ ทุกระดับ


สำหรับหน้าโฮมสกรีนถูกออกแบบมาให้ดูเรียบง่าย ด้วยการเรียงแอปพลิเคชันที่ติดตั้งภายในตัวเครื่องเอาไว้บนหน้าจอแสดงผลทั้งหมด โดยผู้ใช้สามารถจัดกลุ่มแอปพลิเคชันเป็นหมวดหมู่ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่แตะที่ไอคอนแอปพลิเคชันค้างเอาไว้


จากหน้าโฮมสกรีน เมื่อปัดไปทางด้านซ้ายจะพบกับ Smart Assistant ซึ่งเป็นหน้าที่รวบรวมการแสดงข้อมูลจากแอปพลิเคชันต่างๆ และยังเป็นหน้าที่รวมฟังก์ชันคีย์ลัดการตั้งค่าต่างๆ ภายในตัวเครื่องเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับแต่ง และแก้ไขหน้า Smart Assistant ได้ด้วยตนเองผ่านการแตะที่ไอคอนรูป + ที่มุมขวาบน


เมื่อลากนิ้วจากบนลงล่างจะพบกับ Toggle Switch ซึ่งเป็นหน้าที่รวบรวมคีย์ลัดการตั้งค่าภายในตัวเครื่องแบบเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด Wi-Fi, การเปิด-ปิด สัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือ หรือการเปิด-ปิด Bluetooth


ส่วน Notification Center หรือศูนย์รวมการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่องจะถูกจัดวางเอาไว้ตำแหน่งด้านล่างถัดจาก Toggle Switch ซึ่งผู้ใช้สามารถเคลียร์การแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่แตะที่ไอคอนรูปกากบาท ที่อยู่ด้านขวา นอกจากนี้ Notification Center ยังมีลูกเล่นให้ผู้ใช้ได้ทำการปรับแต่งเล็กๆ น้อย อย่างเช่น ฟังก์ชัน Unimportant Notifications ที่ช่วยปิดการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น โดยสามารถเปิดใช้งานง่ายๆ เพียงแค่ปัดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ ไปทางด้านซ้าย และแตะที่ไอคอนการตั้งค่ารูปฟันเฟือง และเลือก Set As Unimportant Notifications


สามารถแตะค้างบริเวณส่วนที่ว่างบนหน้าจอเพื่อ ปรับแต่งแก้ไขหน้าโฮมสกรีนได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่ม Widget, เปลี่ยนภาพพื้นหลัง หรือการเปลี่ยนเอฟเฟ็กต์ขณะเลื่อหน้าโฮมสกรีน


สำหรับแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาภายในตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย แอปพลิเคชันจากฝั่ง Google เช่น Youtube, Google Drive หรือ Google Maps และยังมีแอปพลิเคชันเครื่องมือพื้นฐานอย่างเช่น บันทึกเสียง, เข็มทิศ และเครื่องคิดเลข


มาดูในส่วนของลูกเล่นการใช้งานกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno2 รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด และรองรับการใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี VoLTE (Voice Over LTE) และ Wi-Fi Calling ทั้งสองซิมการ์ด


สามารถปรับเปลี่ยนขนาดของตัวอักษรได้ทั้งหมด 5 ระดับ


และสามารถปรับสัดส่วนในการแสดงผลได้ทั้งหมด 3 ระดับ


มาพร้อมกับฟีเจอร์ Low-Brightness Flicker-Free Eye Care สำหรับช่วยลดอาการหน้าจอกะพริบเมื่อลดแสงหน้าจออยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดจุดรวบกวน (Noise) บนหน้าจอแสดงผลเล็กน้อย


ฟังก์ชัน Night Shield สำหรับปรับโทนสีของหน้าจอให้อยู่ในโทนอุ่นเพื่อถนอมสายตามากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานสมาร์ทโฟนในที่แสงน้อย


สามารถปรับรูปแบบการแสดงสีสันได้ทั้งหมด 2 โหมด ได้แก่ Vivid ซึ่งเป็นการขับสีสันให้ดูมีความสดใสมากยิ่งขึ้น และ Gentle ซึ่งเป็นการแสดงสีสันตามขอบเขตสีแบบ sRGB ซึ่งจะให้โทนสีที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ



สามารถปรับเสียงเอฟเฟ็กต์กล้องหน้า Pivot Rising Camera ได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ แต่จะไม่มีออพชันให้เลือกเปลี่ยนเฉดสีของไฟด้านข้างเหมือนกับรุ่น Reno2 F เนื่องจากกลไกกล้องหน้าของรุ่นนี้ไม่มีไฟ LED ที่ด้านข้างนั่นเอง


สามารถปรับเปลี่ยนธีม และวอลเปเปอร์ได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน Theme Store


มาพร้อมกับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos ซึ่งสามารถปรับรูปแบบของเสียงได้ทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ Smart ที่จะปรับเสียงให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ที่กำลังเล่นอยู่แบบอัตโนมัติ, Movie ปรับเอฟเฟ็กต์เสียงให้เล่นรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมเพิ่มพลังเบสให้กระหึ่มมากยิ่งขึ้น, Gaming ปรับเสียงให้เหมาะแก่การเล่นเกมด้วยเบสที่หนักขึ้น และ Music ซึ่งเป็นการปรับเสียงให้เหมาะแก่การฟังเพลง ด้วยย่านเสียงทีสมดุล ไม่หนักไปทางด้านไหนด้านหนึ่ง


รวมถึงฟังก์ชัน Smart Driving ที่ช่วยปิดการแจ้งเตือนต่างๆ แบบอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถยนต์ เพื่อช่วยให้มีสมาธิอยู่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น


ฟีเจอร์ Convenience Aid สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้เกี่ยวกับการใช้งานสมาร์ทโฟนที่ง่ายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น การเปิดใช้งานฟีเจอร์ Google Assistant ได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่มปุ่ม Power ค้างไว้เป็นเวลา 0.5 วินาที, การปรับเปลี่ยนวิธีควบคุมจากปุ่มกดสัมผัสบนหน้าจอไปเป็นการควบคุมแบบ Gesture ที่ใช้วิธีปัดจากขอบตัวเครื่องเพื่อสั่งการ


นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชัน Smart Sidebar สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อย่างง่ายแม้ว่าจะอยู่ในโหมดการใช้งานแบบเต็มหน้าจอ เพียงแค่เลื่อนแถบจากด้านข้างหน้าจอออกมาเท่านั้น


รวมทั้งยังมีฟังก์ชัน Gesture & Motion ที่เน้นไปในเรื่องของการสั่งการตัวเครื่องด้วยวิธีต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น Screen-off Gestures ที่ช่วยให้ผู้ใช้วาดนิ้วเป็นรูปต่างๆ เพื่อสั่งการขณะดับหน้าจอได้ ไม่ว่าจะเป็น การปแตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอกษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ หรือวาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย รวมถึงฟังก์ชัน Smart Call ที่ชวยรับสายแบบอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู หรือปิดเสียงเรียกเข้าแบบอัตโนมัติ เมื่อคว่ำหน้าจอสมาร์ทโฟน เป็นต้น


รวมถึงฟังก์ชัน Raise to Turn on Screen สำหรับปลุกหน้าจอแบบอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาในลักษณะพร้อมใช้งาน และฟังก์ชัน 3-Finger Screenshot สำหรับใช้ 3 นิ้วลากเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ


OPPO Cloud บริการพิเศษเพื่อผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OPPO สำหรับเก็บไฟล์ หรือภาพถ่ายของผู้ใช้งานเอาไว้บนคลาวน์ และสามารถดาวน์โหลดกลับมาใช้งานได้ทุกเมื่อ


รองรับการแบ่งหน้าจอการทำงานทั้งหมด 4 รูปแบบ


ฟังก์ชันเกี่ยวกับความปลอดภัยของ OPPO Reno2 ก็ถือว่าจัดเต็มไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ฟังก์ชัน Anti-Harassment ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบล็อกสายเรียกเข้าจากผู้ติดต่อที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงฟังก์ชัน App Encryption ที่ช่วยล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ เอาไว้ และจะมีเพียงผู้ใช้ที่รู้รหัสผ่าน หรือผู้ที่ลงทะเบียนลายนิ้วมือเอาไว้เท่านั้นที่จะสามารถใช้งานได้


ฟังก์ชัน Private Safe สำหรับเก็บไฟล์ต่างๆ เอาไว้ในตู้เซฟเสมือน และเข้าใช้งานได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้มีรหัสผ่าน หรือลงทะเบียนเอาไว้เท่านั้น


ฟังก์ชัน Kid Space ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ปกครองที่ให้ลูกๆ เล่นสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้สามารถตั้งเวลา, แอปพลิเคชัน ที่อนุญาตให้ลูกๆ เล่นบนสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ได้


รองรับการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือบนหน้าจอ และการปลดล็อกด้วยใบหน้า โดยผู้ใช้สามารถบันทึกลายนิ้วมือได้ทั้งหมด 5 ลายนิ้วมือ พร้อมปรับเปลี่ยนเอฟเฟ็กต์ขณะสแกนลายนิ้วมือได้ด้วยตนเอง ส่วนระบบสแกนใบหน้ารองรับการบันทึกแค่เพียง 1 ใบหน้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุด


มีฟังก์ชัน Digital Wellbeing ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานยุคดิจิทัลที่ใช้สมาร์ทโฟนอยู่เป็นประจำ โดย Digital Wellbeing จะเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้บริหารเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการแสดงสถิติการใช้งานสมาร์ทโฟนในแต่ละวันว่ามีการใช้เวลากับสมาร์ทโฟนมากน้อย เท่าไหร่, ปลดล็อกหน้าจอแสดงผลกี่ครั้ง หรือมีการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันมากน้อยขนาดไหน


พร้อมทั้งยังมีฟังก์ชัน Wind Down ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ตัดขาดจากสมาร์ทโฟนเมื่อผู้ใช้นอนหลับ ผ่านการปิดการแจ้งเตือนต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนขณะที่ผู้ใช้นอนหลับ


นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันที่น่าสนใจอย่าง Clone Apps สำหรับโคลนแอปพลิเคชันเพื่อแยกทำงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ช่วยให้เราสามารถเล่นแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียแบบ 2 แอคเคานท์ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงเครื่องมือเสริมให้ยุ่งยาก


มาดูในส่วนของประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno2 ขับเคลื่อนการทำงานด้วยขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 730G Octa-Core Processor ซึ่งเป็นชิปเซ็ตระดับกึ่งท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 8 นาโนเมตร ประกบคู่กับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 618 ที่แรงกว่ารุ่นก่อนราว 25% พร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และหน่วยความจำภายในความจุ (ROM) ความจุ 256GB และระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS 6.1 ตั้งแต่แกะกล่อง


ทดสอบการประมวลผลด้านประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม ด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่าทำคะแนนได้ทั้งหมด 260296 คะแนน


ทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench พบว่าสามารถทำคะแนนในส่วนของ Single-Core ได้ทั้งหมด 547 คะแนน และทำคะแนนในส่วนของ Multi-Core ได้ทั้งหมด 1762 คะแนน


ด้วยการที่ OPPO Reno2 เลือกใช้ขุมพลังระดับกึ่งท็อปส่งผลให้สามารถเล่นเกมยอดฮิตบนท้องตลาดไม่ว่าจะเป็น Call of Duty Mobile แบบปรับกราฟิกสูงสุดได้อย่างลื่นไหล และไม่มีอาการสะสมความร้อนให้พบเจอเนื่องจากภายในตัวเครื่อง OPPO Reno2 มีระบบระบายความร้อนติดตั้งเอาไว้ โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Cooling Gel, แผ่นแกรไฟต์ (Graphite) 3 ชั้น และ Copper Pipe เพื่อช่วยถ่ายเทอุณหภูมิความร้อนที่สะสมอยู่ภายใน ส่งผลให้แม้จะประมวลผลหนัก ก็ไม่ส่งผลต่อเฟรมเรทมากนัก


นอกจากฮาร์ดแวร์แล้ว OPPO ยังตอบโจทย์เหล่าเกมเมอร์ไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ Game Space ที่ช่วยปรับแต่งทรัพยากรภายในตัวเครื่องให้เหมาะสมแก่กการเล่นเกม พร้อมปิดการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ นอกจากนี้ OPPO Reno2 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Game Boost 2.0 ที่ประกอบไปด้วย FrameBoost 2.0 สำหรับปรับแต่งเฟรมเรทให้มีความเสถียร, TouchBoost 2.0 สำหรับเสริมประสิทธิภาพด้านการทัชสกรีนให้ตอบสนองไวขึ้น รวมไปถึง EngineBoost ที่ OPPO ได้พัฒนาร่วมกับ Cocos Engine เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหล


ส่วนความบันเทิงนั้นก็ถือว่าตอบโจทย์อย่างมาก เพระาสามารถเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด อีกทั้ง OPPO Reno2 ยังเลือกใช้ดีไซน์หน้าจอแบบไร้รอยบาก และยังมีระบบเสียง Dolby Atmos ส่งผลให้ประสบการณ์การใช้งานด้านความบันเทิงจะเป็นไปอย่างเต็มอรรถรส


ด้านเซ็นเซอร์ต่างๆ ก็ถือว่าจัดวางมาให้แบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Light Sensor หรือ Magnetic Sensor


ส่วนระบบ GPS ก็ถือว่าจับตำแหน่งได้อย่างรวดเร็ว และมีค่าความคลาดเคลื่อน +- ไม่เกิน 4 เมตร


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ

อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ด้านต้นว่า OPPO Reno2 มีความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพด้วยชุดกล้องหลัง 4 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 รูรับแสงกว้าง f/1.7 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS, กล้อง Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4, กล้อง Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล องศาในการรับภาพกว้าง 116 องศา และกล้อง Mono Lens ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับช่วยถ่ายภาพแบหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งในส่วนหน้า UI ของกล้องถ่ายภาพก็จัดเต็มด้านลูกเล่นใช้งานตามสไตล์ของ OPPO โดยบริเวณแถบด้านบนจะเป็นออพชันสำหรับการตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, เปิด-ปิด ฟังก์ชัน HDR สลับกล้องเป็นเลนส์มุมกว้าง และการเปิด-ปิด Dazzle Mode


สามารถสามารถซูมภาพได้ตั้งแต่ 1x ไปจนถึง 20x เทียบเท่ากับระยะ 16-83 มม.


สามารถปรับเอฟเฟ็กต์หน้าสวย (Beauty) ได้ทั้งหมด 100 ระดับ


มาพร้อมกับฟังก์ชัน Macro สำหรับถ่ายภาพในระยะใกล้ ซึ่งะจเปิดใช้งานให้แบบอัตโนมัติเมื่อตรวจจับได้ว่าผู้ใช้กำลังโฟกัสวัตถุในระยะใกล้


ส่วนบริเวณแถบด้านล่างจะเป็นการเปลี่ยน โหมดกล้องถ่ายภาพ เริ่มตั้งแต่ โหมดการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait Mode 2.0) ที่ผู้ใช้สามารถเลือกระดับการเบลอได้ตั้งแต่ 1-100% แต่ค่าแนะนำจะอยู่ที่ 60% ซึ่งเป็นการเบลอที่ดูค่อนข้างเป็นธรรมชาติครับ


มาพร้อมกับฟังก์ชันการถ่ายภาพกลางคืนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องแบบ Ultra Dark Mode โดยระบบจะทำการถ่ายภาพเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อนำภาพมาประมวลผลซ้อนกัน จากนั้นจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยลดจุดรบกวนบนภาพ (AI Noise Reduction) ส่งผลให้ภาพผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีความคมชัดมากกว่าการถ่ายภาพด้วยโหมดปกตินั่นเอง


Ultra Dark Mode รองรับการทำงานร่วมกับกล้องเลนส์ Ultra Wide Angle รวมทั้งยังมีฟีเจอร์ Tripod Mode ที่ระบบจะทำการเปิดหน้ากล้องเพื่อถ่ายภาพเป็นเวลานานกว่าปกติ ช่วยให้ภาพมีความสว่าง และเก็บรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งแนะนำว่าควรใช้ควบคู่กับขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันอาการภาพเบลอ


รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Panorama


รวมถึงการถ่ายภาพแบบ Expert ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องได้ด้วยตนเองคล้ายกับโหมด M ของกล้องดิจิทัล


รองรับการถ่ายภาพแบบสติกเกอร์ (Sticker) ที่มีสติกเกอร์ลวดลายน่ารักๆ ให้เลือกใช้งานแบบหลากหลาย ซึ่งน่าจะตอบโจทย์สาวๆ ได้เป็นอย่างดี


ด้านการถ่ายวิดีโอรองรับการถ่ายวิดีโอจากทั้ง กล้องตัวหลัก และกล้องเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide Angle โดยในส่วนของกล้องหลักรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ส่วนกล้องเลนส์มุมกว้างจะถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 60FPS


หนึ่งในไฮไลท์เด่นของ OPPO Reno2 คือฟังก์ชัน Ultra Steady ที่ช่วยให้วิดีโอมีความนิ่งแบบไม่จำเป็นต้องใช้ Gimbal โดยจะรองรับการทำงานร่วมกับกล้องตัวหลักเท่านั้น


รวมทั้งยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ ได้อีกด้วย โดยผู้ใช้สามารถปรับเอฟเฟ็กต์การเบลอได้ตั้งแต่ 1-100% และสามารถเปิด-ปิด เอฟเฟ็กต์หน้าสวย (Beauty) ขณะถ่ายวิดีโอได้ 100 ระดับ


มาดูในส่วนของกล้องหน้าเซลฟี่แบบ Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 กันบ้าง โดยหน้า UI มีการจัดรูปแบบเหมือนกับกล้องหลัง โดยในส่วนของแถบด้านบนผู้ใช้สามารถตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพได้เอง ไม่ว่าจะเป็น การเปิด-ปิด ไฟแฟลชของกล้องหน้า, เปิด-ปิด ฟังก์ชัน HDR


สามารถเลือกเอฟเฟ็กต์ฟิลเตอร์สำหรับเปลี่ยนโทน สีของภาพได้ด้วยตนเอง


สามารถปรับระดับเอฟเฟ็กต์ของฟังก์ชัน Beauty ได้ทั้งหมด 100 ระดับ และสามารถปรับส่วนต่างๆ ของใบหน้าได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น คาง หรือโครงหน้า เป็นต้น


รองรับการถ่ายภาพน่าๆ รักในโหมดสติกเกอร์


รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD และรองรับการถ่ายวิดีโอเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอได้เหมือนกับกล้องหลัง


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (Triple Camera) ความละเอียดระดับ 48+13+8+2 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno2

ภาพถ่ายจากกล้องตัวหลัก


ภาพถ่ายจากกล้องเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide Angle


ภาพถ่ายด้วยฟังก์ชัน Ultra Dark Mode



ภาพถ่ายด้วยฟังก์ชัน Macro


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ OPPO Reno2

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ พร้อมเปิดฟังก์ชัน Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดฟังก์ชัน Beauty




ภาพถ่ายด้วยฟังก์ชัน Sticker


สรุปผลการทดสอบของ OPPO Reno2


จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับสำหรับรีวิวฉบับเต็มของ OPPO Reno2 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ค่อนข้างน่าสนใจรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากในรุ่นนี้ OPPO ค่อนข้างจะจัดวางสเปกมาให้แบบครบเครื่องตอบโจทย์การใช้งานแบบรอบด้าน เริ่มตั้งแต่ หน้าจอแสดงผลแบบ Sunlight AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ ที่แสดงผลได้อย่างคมชัดสดใส สู้แสงแดดได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมาพร้อมกับดีไซน์หน้าจอแบบ Panoramic Screen ที่มีจุดเด่นด้านพื้นที่ในการแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่องสูงถึง 93.1% และไร้รูไร้รอยบากมาบดบังการแสดงผลให้กวนใจ ทำให้รับชมคอนเทนต์ได้อย่างเต็มตาเต็มอารมณ์มากกว่าเดิม อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 3.0)

จุดขายสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือกล้องหลัง 4 ตัว ที่ใส่มาให้ครอบคลุมทุกระยะ ประกอบไปด้วยกล้องหลักที่มีความละเอียดมากถึง 48 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS+EIS, กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ที่ถ่ายภาพได้กว้างถึง 116 องศา, กล้องตัวที่สามแบบ Telephoto ที่รองรับการซูมโดยไม่สูญเสียรายละเอียดแบบ Hybrid Zoom ได้สูงสุด 5 เท่า และกล้องตัวที่สี่แบบ Mono (Bokeh) ซึ่งหากเทียบกับกล้องถ่ายภาพจริงก็คือระยะตั้งแต่ 16-83 มิลลิเมตร ส่วนกล้องด้านหน้าก็ชูความล้ำด้วยกลไก Pop-up ที่ทาง OPPO เรียกว่า Pivot Rising Camera ที่ทำงานได้รวดเร็ว และมีกลไกป้องกันการตกหล่นในตัว ที่สำคัญคือเป็นกล้องหน้า Pop-Up รุ่นแรกของโลกที่สามารถถ่ายวิดีโอแบบ Bokeh หรือหน้าชัดหลังเบลอได้

ด้านการดีไซน์ก็ถือว่าสวยหรูพรีเมียมสมกับราคาวางจำหน่าย ด้วยตัวเครื่องกระจกขอบโค้ง 3 มิติที่ครอบทับด้วยแบบ Gorilla Glass 5 พร้อมเทคนิคเคลือบเงานาโน ช่วยให้หยิบจับได้อย่างถนัดมือ และยังมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ รวมทั้งยังมีการเคลือบผิวสัมผัสในโทนสีเข้มแบบ Twilight Mist พร้อมเรียงโมดูลต่างๆ เอาไว้เป็นแนวเส้นตรงแบบสมมาตร เสริมความเรียบหรูให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

ส่วนประสิทธิภาพการทำงานก็ครบเครื่องตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม ด้วยขุมพลังระดับกึ่งท็อปอย่าง Snapdragon 730G ประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB พร้อมหน่วยความจำภายในขนาดจุใจที่ 256GB และแบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh เพื่อรองรับการใช้งานที่ยาวนานตลอดวัน รวมทั้งยังมีเทคโนโลยี VOOC Flash Charge 3.0 ที่ช่วยเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ทาง OPPO ยังมีการใส่ระบบระบายความร้อนเอาไว้ภายในตัวเครื่อง ซึ่งนอกเหนือจากจะช่วยถ่ายเทความร้อนขณะประมวลผลหนักๆ ได้แล้ว ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถชาร์จไปเล่นไปโดยไม่ต้องกังวลว่าอุณหภูมิจะสูงจนเกินไปอีกด้วย


สำหรับ OPPO Reno2 วางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ววันนี้ผ่าน OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ด้วยราคา 17,990 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สี Luminous Black และสี Sunset Pink

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO Reno2 มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ OPPO Reno2

- ดีไซน์ตัวเครื่องโค้งมนแบบ 3 มิติ ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 พร้อมกระบวนการขึ้นรูปแบบ Unibody และใช้เทคนิคเคลือบเงานาโน
- หน้าจอแสดงผล Sunlight AMOLED Panoramic Screen ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2400x1080 พิกเซล (Full HD+) พื้นที่ในการแสดงผล 93.1% และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 6 พร้อมค่า Contrast Ratio ที่อัตราส่วน 1400000:1 และค่าความสว่างสุงสุดที่ 800nits
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 730G
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 618
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 256GB
- สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมด้วยการ์ด microSD ได้สูงสุด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 9 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS 6.1
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียด 48+8+13+2 ล้านพิกเซล ประกอบไปด้วย

กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพ Sony IMX586 ขนาด 1/2.0 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f1.7 และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS+EIS
กล้องตัวที่สองแบบ Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 116 องศา พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.2 นิ้ว และรูรับแสงขนาด f2.2
กล้องตัวที่สามแบบ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.4 นิ้ว และรูรับแสงขนาด f2.4
กล้องตัวที่สี่แบบ Mono (Bokeh) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/5 นิ้ว และรูรับแสงขนาด f2.4

พร้อมฟีเจอร์ Portrait 2.0 สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ, ฟีเจอร์ Ultra Dark Mode สำหรับถ่ายภาพกลางคืนโดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง, ฟีเจอร์ Macro พร้อมรองรับการซูมแบบ Digital Zoom 20 เท่า, ฟังก์ชัน Ultra Steady สำหรับช่วยป้องกันภาพสั่นไหวขณะถ่ายวิดีโอ และฟังก์ชันการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ

- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบ Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 พร้อมฟีเจอร์ Free-fall Protection ที่จะช่วยเก็บกล้องหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อผู้ใช้ทำสมาร์ทโฟนหลุดจากมือ
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 3.0)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- ระบบระบายความร้อนที่ทำงานร่วมกันระหว่าง Cooling Gel, แผ่นแกรไฟต์ (Graphite) 3 ชั้น และ Copper Pipe
- ฟังก์ชัน Clone App สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Game Space และ Game Boost 2.0 สำหรับจัดสรรพลังงานให้เหมาะสมแก่การเล่นเกม
- แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi Dual Band
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0, NFC และ OTG
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย, Beidou ของประเทศจีน และ GALILEO ของสหภาพยุโรป
- มี 2 สีมาตรฐานให้เลือก (Luminous Black และ Sunset Pink)
- ราคาวางจำหน่าย 17,990 บาท


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO Reno2

- ลำโพงยังเป็นลำโพงเดี่ยว
- เนื่องจากด้านหลังใช้วัสดุเป็นกระจกเงา จึงอาจทำให้เกิดคราบเปื้อน, คราบมัน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

วันที่ : 05/11/2019