ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 08/01/2026

รีวิว OPPO Reno15 Series 5G สมาร์ตโฟนสายคอนเทนต์ เก็บภาพครบเฟรมด้วยกล้องเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ 50MP ระยะใหม่ 0.6x พร้อม AI Portrait Glow บนดีไซน์แสงออโรร่า สวยไม่ซ้ำทุกองศา
 

OPPO Reno15 Series 5G ประเดิมเปิดตัวต้นปี 2026 อย่างเป็นทางการ ในฐานะสมาร์ตโฟนระดับมิดเรนจ์รุ่นใหม่จาก OPPO ที่พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของ OPPO Reno14 Series 5G โดยยังคงจุดเด่นของการเป็นสมาร์ตโฟนสายคอนเทนต์ เน้นประสบการณ์การถ่ายภาพ และวิดีโอแบบครบจบในเครื่องเดียว ภายใต้สโลแกน "สมาร์ตโฟนเพื่อนซี้ เทรนดี้ทุกช็อต"

สำหรับ OPPO Reno15 Series 5G ปีนี้ เปิดตัวพร้อมกันทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ OPPO Reno15 F 5G, OPPO Reno15 5G, OPPO Reno15 Pro 5G และ OPPO Reno15 Pro Max 5G ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นไปจนถึงรุ่นท็อปของซีรีส์ โดยในบทความรีวิวนี้ ทีมงาน Thaimobilecenter จะพาเจาะรายละเอียด และทดสอบการใช้งานของ OPPO Reno15 F 5G และ OPPO Reno15 5G ให้ได้ชมกัน

 

ทั้ง OPPO Reno15 5G และ OPPO Reno15 F 5G ได้รับการอัปเกรดกล้องให้ดีขึ้น โดยเป็นกล้องเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมระยะใหม่ 0.6x จึงเก็บภาพทุกคนได้ครบทั้งเฟรม และกล้องพอร์ตเทรตซูมได้ 3.5x ถ่ายภาพซูมแบบมีมิติตามสไตล์ Gen Z นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อย่าง AI Portrait Glow ปรับผิวสวย สว่างใสเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นฟีเจอร์เดียวกับที่ใช้งานบน OPPO Find X9 Pro นั่นเอง

ด้านระบบปฏิบัติการ มาพร้อม ColorOS 16 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด และ AI Mind Space ผู้ช่วย AI อัจฉริยะส่วนตัว ส่วนแบตเตอรี่มีขนาดความจุมากถึง 7,000 mAh สำหรับรุ่น Reno15 F 5G และขนาดความจุ 6,500 mAh สำหรับรุ่น Reno15 5G ซึ่งรองรับการชาร์จไว 80W SUPERVOOC ทั้ง 2 รุ่น นอกจากนี้ ยังรองรับมาตรฐานการกันน้ำ และกันฝุ่นแบบ IP69 อีกด้วย

สำหรับฟีเจอร์ และการใช้งานด้านอื่น ๆ ของ OPPO Reno15 F 5G กับ OPPO Reno15 5G จะมีอะไรอีกบ้าง มาพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กันกับ รีวิว OPPO Reno15 Series 5G โดยทีมงาน Thaimobilecenter.com ได้เลยครับ

 

แกะกล่อง OPPO Reno15 Series 5G

กล่องผลิตภัณฑ์ของ OPPO Reno15 Series 5G มีดีไซน์ที่เรียบง่าย ระบุชื่อรุ่นอย่างชัดเจนบนหน้ากล่อง และจะเห็นว่าลวดลายหน้ากล่องเป็นดีไซน์แสงออโรร่าพลิ้วไหว ซึ่งเป็นลวดลายใหม่ของรุ่นนี้ โดยอุปกรณ์ภายในกล่องของทั้ง OPPO Reno15 F 5G และ OPPO Reno15 5G จะเหมือนกัน ดังนี้

- อะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ 80W SUPERVOOC
- สาย USB-C
- เข็มถอดถาดใส่ซิมการ์ด
- เคสซิลิโคน
- คู่มือการใช้งาน

 

ดีไซน์บางเฉียบ พร้อมลวดลายใหม่ แสงออโรร่าพลิ้วไหว

จุดเด่นด้านดีไซน์ของ OPPO Reno Series ก็คือ ลวดลายบนฝาหลัง ซึ่งในปีนี้ OPPO Reno15 Series 5G มาพร้อมกับดีไซน์ฝาหลังแสงออโรร่าพลิ้วไหว หรือแสงเหนือ-แสงใต้ โดยเมื่อขยับตัวเครื่องในองศาต่าง ๆ จะเห็นเฉดสีสะท้อนที่ระยิบระยับ เหมือนกับแสงเหนือกำลังพลิ้วไหวไปทั่วทั้งฝาหลังนั่นเอง

สำหรับลวดลายแสงออโรร่าบนฝาหลังของ OPPO Reno15 Series 5G นั้น เป็นการสลักลวดลายขนาดเล็กระดับไมโครหลายล้านจุดลงบนพื้นผิว จนกลายเป็นลวดลายที่มีชีวิตชีวาของแสงและสี ซึ่งดีไซน์ฝาหลังแสงออโรร่านี้ จะมีให้เลือกในรุ่น OPPO Reno15 5G สีฟ้า Aurora Blue (รุ่นที่กำลังรีวิว) และสีขาว Aurora White รวมถึงรุ่น OPPO Reno15 F 5G สีฟ้า Aurora Blue

 

ส่วนใครที่ชอบฝาหลังดีไซน์เรียบ ๆ ไม่มีลวดลาย ก็มีให้เลือกเช่นกัน อย่าง OPPO Reno15 F 5G รุ่นที่นำมารีวิวนี้ คือสีน้ำเงิน Twilight Blue

 

ฝั่งมอดูลกล้องของ OPPO Reno15 Series 5G มีการปรับโฉมใหม่ด้วยดีไซน์ที่เรียกว่า ดีไซน์วงแหวนดวงดาว ซึ่งเมื่อตัวเครื่องกระทบกับแสง จะสะท้อนประกายระยิบระยับคล้ายกับดวงดาวบนท้องฟ้านั่นเอง

 

นอกจากนี้ OPPO Reno15 Series 5G ยังได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้มีความทนทานสูงเป็นพิเศษในระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรม โดยกรอบตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ในอากาศยาน อีกทั้งยังป้องกันน้ำ และฝุ่นในระดับ IP66, IP68 และ IP69 หมดกังวลเรื่องการใช้งาน

 

หน้าจอ AMOLED คมชัด ลื่นไหลระดับ 120Hz

หน้าจอทั้ง OPPO Reno15 F 5G และ OPPO Reno15 5G รองรับอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz และการรองรับการแสดงผลคอนเทนต์แบบ HDR10+ จึงให้ภาพที่คมชัด และมีสีสันสดใส อีกทั้งยังรองรับ Splash Touch และ Glove Mode จึงสามารถใช้งานได้แม้มือเปียก หรือสวมถุงมือ

 

โดย OPPO Reno15 F 5G มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.57 นิ้ว แบบ AMOLED ความละเอียด 2372x1080 พิกเซล ส่วน OPPO Reno15 5G มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 6.59 นิ้ว แบบ AMOLED ความละเอียด 2760x1256 พิกเซล ซึ่งถือว่า ขนาดหน้าจอของทั้ง 2 รุ่น ไม่แตกต่างกันมากนัก

นอกจากนี้ ทั้ง OPPO Reno15 F 5G และ OPPO Reno15 5G ยังมาพร้อมกับขอบหน้าจอบางแบบสมมาตรเพียง 1.6 มิลลิเมตร และฟีเจอร์ Adaptive Tone เพื่อถนอมสายตาเมื่อใช้งานเป็นระยะเวลานาน ๆ ซึ่งฟีเจอร์นี้ จะทำการปรับอุณหภูมิสีหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภายนอกโดยอัตโนมัติ

 

กล้องเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ 0.6x กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม

OPPO Reno15 Series 5G มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล กับระยะใหม่ 0.6x ที่กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม ช่วยให้เก็บภาพได้ครบทั้งเฟรมโดยไม่ต้องใช้ไม้เซลฟี่ ด้วยมุมเลนส์ที่กว้างขึ้น ยังช่วยปรับสัดส่วนใบหน้าให้ดูเรียวเล็ก และเป็นธรรมชาติ พร้อมเก็บรายละเอียดบรรยากาศรอบตัวได้มากขึ้น ตอบโจทย์เทรนด์การถ่ายเซลฟี่มุมกว้างของกลุ่ม Gen Z ที่นิยมใช้งานกล้องหน้าสมาร์ตโฟนเป็นหลัก

นอกเหนือจากระยะ 0.6x แล้ว กล้องด้านหน้ายังสามารถเลือกถ่ายที่ระยะ 1x กับ 2x ได้เช่นกัน พร้อมฟีเจอร์ Soft Light สร้างเอฟเฟกต์แสงได้ 3 รูปแบบคือ หมอก, เรืองแสง และชวนฝัน รวมถึงฟิลเตอร์ที่มีเลือกกว่า 10 รูปแบบ และเครื่องมือรีทัช สำหรับปรับแต่งความงามให้กับใบหน้า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า

 

กล้องพอร์ตเทรต 50MP ซูมได้ 3.5x

ถ้าหากมองกันที่ภาพรวม คุณสมบัติกล้องหลังของ OPPO Reno15 F 5G กับ OPPO Reno15 5G จะค่อนข้างใกล้เคียงกันพอสมควร แต่ต่างกันตรงที่ OPPO Reno15 5G จะมาพร้อมกับกล้องซูม Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ระยะออปติคัลซูม 3.5 เท่า เทียบเท่าระยะเลนส์ 85mm ซึ่งถือว่า เป็นระยะมาตรฐานที่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ จึงช่วยทำให้การถ่ายภาพมีมิติ และมีความโดดเด่น ฉากหลังถูกดึงให้เข้ามาใกล้มากขึ้น

 

ส่วนใครที่ชอบการถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ OPPO Reno15 Series 5G ก็มีโหมดรูปคน ให้เลือกใช้เช่นกัน รองรับการซูม 3.5x และปรับรูรับแสงได้กว้างถึง f/1.4 รวมถึงสามารถใส่เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ให้กับภาพถ่ายได้อีกด้วย

 

นอกเหนือจากโหมดรูปถ่าย กับโหมดรูปคน (Portrait) แล้ว OPPO Reno15 Series 5G ยังมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โปร, วิดีโอ, กลางคืน, ความละเอียดสูง, พาโนรามา, ภาพยนตร์, สโลว์โมชัน, ไทม์แลปส์, ใต้น้ำ และอื่น ๆ

 

 

ฟีเจอร์ใหม่ Popout เปลี่ยนภาพถ่ายธรรมดาให้เป็นภาพที่พิเศษ และไม่เหมือนใคร

เปลี่ยนภาพถ่ายธรรมดา ๆ ให้เป็นภาพที่พิเศษและไม่เหมือนใครด้วยฟีเจอร์ Popout ง่าย ๆ แค่เลือกภาพจากแอปรูปภาพ 2-3 รูป แล้วกดเลือก ภาพปะติด (Collage) จากนั้นกำหนดตัวแบบหลัก ไม่ว่าจะเป็น ภาพพอร์ตเทรต, สัตว์เลี้ยง หรือตัวการ์ตูน ก็จะลอยเด่นออกมาจากกรอบภาพแบน ๆ ทันที

 

ตัวอย่างภาพถ่าย Popout

โดยฟีเจอร์นี้ รองรับทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวแบบ AI Motion Photo โดยสามารถเลือกรูปภาพได้สูงสุด 9 รูป และรองรับภาพเคลื่อนไหว AI Motion Photo ความยาวรวมกันประมาณ 10 วินาที

อย่างไรก็ดี ฟีเจอร์ Popout บน OPPO Reno15 F 5G จะรองรับเฉพาะภาพนิ่งเท่านั้น

 

AI Portrait Glow ฟีเจอร์ปรับผิวสวย มีให้ใช้บน OPPO Reno15 Series 5G แล้ว

AI Portrait Glow ฟีเจอร์ที่ช่วยปรับแสง และสีในรูปถ่ายบุคคลให้ดูดีขึ้นอัตโนมัติ ล่าสุดมีให้ใช้งานบน OPPO Reno15 Series 5G แล้ว เนื่องจากเป็นฟีเจอร์ที่อยู่บน ColorOS 16 นั่นเอง ในกรณีที่ต้องถ่ายภาพในสภาวะแสงที่ไม่เป็นใจ เช่น ถ่ายภาพย้อนแสง แสงจ้าเกินไป หรือแสงน้อยเกินไป เมื่อใช้งานฟีเจอร์ AI Portrait Glow ระบบจะทำการตรวจจับปัญหาของแสงในขณะนั้นโดยอัตโนมัติ และจะเลือกเอฟเฟกต์แสงคุณภาพสูงที่เหมาะสมมาปรับใช้ทันที เช่น แสงธรรมชาติ, แสงแฟลช, แสงริมไลท์ หรือแสงสตูดิโอ และเมื่อทำงานร่วมกับระบบปรับแต่งโทนสีผิวอัจฉริยะ ก็จะช่วยเกลี่ยแสงบนใบหน้าให้สมดุล และเป็นธรรมชาติ ทำให้บุคคลในภาพดูโดดเด่นโดยที่ยังคงความสมจริงของใบหน้าอย่างครบถ้วน

 

เรียกได้ว่า ฟีเจอร์ AI Portrait Glow เหมาะสำหรับสายพอร์ตเทรต ถ่ายปุ๊บ ปรับแสงปั๊บ โพสต์รูปได้เลยทันที ถือว่า สะดวกมากเลยทีเดียว

 

AI Motion Photo Eraser ลบสิ่งที่ไม่ต้องการในคลิปวิดีโอ

สำหรับ AI Editor 2.0 นอกจากจะมีฟีเจอร์ AI Eraser สำหรับลบวัตถุหรือคนที่ไม่ต้องการให้ปรากฎในรูปแล้ว ล่าสุดฟีเจอร์นี้สามารถจัดการวัตถุที่กวนสายตาออกจากคลิปวิดีโอได้ด้วยเช่นกัน กับ AI Motion Photo Eraser ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวมีกำหนดการที่จะเปิดให้ใช้งานผ่านการอัปเดตระบบแบบ OTA ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2026 นี้

 

AI Editor 2.0

นอกเหนือจาก AI Portrait Glow และ AI Motion Photo Eraser แล้ว เครื่องมือ AI Editor 2.0 ยังได้รับการอัปเดตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้ใช้งานได้ดีขึ้น เก่งขึ้น และประมวลผลได้ไวขึ้น ซึ่งฟีเจอร์ที่อยู่ใน AI Editor 2.0 ก็ได้แก่

AI Recompose : AI ปรับเฟรมภาพ จะเป็นการจัดองค์ประกอบของภาพให้เหมาะสมในคลิกเดียว ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดค่าอัตราส่วนภาพ (1:1, 4:3, 19:6), ครอบตัด หรือปรับแต่งภาพอัตโนมัติด้วยการแก้ไขความผิดเพี้ยน เช่น ถ่ายแล้วภาพเอียง ฟีเจอร์ก็จะปรับให้อัตโนมัติ
AI Eraser :
ฟีเจอร์ลบสิ่งไม่พึงประสงค์ในภาพถ่ายให้หายวับไปในพริบตา ไม่ว่าจะเป็น ผู้คนในฉากหลัง, เสาไฟ, ถังขยะ, ป้าย และอื่น ๆ ซึ่งฟีเจอร์นี้ถูกอัปเกรดให้มีการวิเคราะห์วัตถุได้แม่นยำมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการตรวจจับผู้คนในฉากหลัง และลบทิ้งทั้งหมดได้ในคราวเดียว ไม่ต้องมาไล่ลบทีละคนให้เสียเวลา
AI Perfect Shot :
แก้ปัญหาถ่ายภาพแล้วหลับตา สแกนหารูปภาพอ้างอิงที่อยู่ในเครื่อง และมีรูปสีหน้าท่าทางให้เลือก 5 รูป จากนั้นมาแทนที่ใบหน้าที่หลับตา
AI Unblur :
ฟีเจอร์ที่เรียกคืนรายละเอียด สีสัน และความคมชัดที่หายไปจากภาพถ่ายที่เบลอ
AI Reflection Remover :
ลบเงาสะท้อนหรือแสงสะท้อนที่เกิดจากการถ่ายภาพผ่านกระจก ทำให้ภาพที่ได้มีความชัดใส ไม่มีแสงสะท้อน

 

AI Flash Photography 2.0 พร้อมโหมดแฟลชหน้าจอ

AI Flash Photography 2.0 ฟีเจอร์ต่อยอดจาก OPPO Reno14 Series 5G เมื่อปีที่แล้ว สำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพพอร์ตเทรตด้วยไฟแฟลช ก็มีให้ใช้งานบน OPPO Reno15 Series 5G เช่นกัน ซึ่งระบบนี้จะทำงานร่วมกับแฟลชคู่ด้านหลัง โดยจะเริ่มจากการยิงแฟลชนำอย่างรวดเร็ว ตามด้วยไฟแฟลชหลัก ซึ่งการยิงแสงแฟลชในลักษณะนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่สว่าง นวล และมีมิติ ทำให้ได้ภาพถ่ายที่มีความสว่างเป็นพิเศษ คมชัด

นอกจากนี้ OPPO Reno15 Series 5G ยังมาพร้อมกับโหมดแฟลชหน้าจอ ที่ใช้ความสว่างจากหน้าจอเป็นแสงสำหรับถ่ายภาพเซลฟี่ โดยสามารถเลือกเปลี่ยนเอฟเฟกต์แสงได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งแสงเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาสีเพี้ยนที่เกิดจากสภาพแวดล้อมรอบข้างอีกด้วย

 

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 พร้อมขุมพลังใหม่ Trinity Engine

OPPO Reno15 Series 5G มาพร้อมระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 พร้อมขุมพลัง Trinity Engine ที่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานเพื่อจัดสรรทรัพยากรภายในตัวเครื่องได้อย่างแม่นยำ ทำให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างเสถียรสูงสุด แม้ว่าจะใช้งานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน

นอกจากนี้ OPPO Reno15 5G ยังผ่านการรับรองมาตรฐานการทดสอบใช้งานลื่นไหล 6 ปี ส่วนรุ่น OPPO Reno15 F 5G รองรับมาตรฐานการทดสอบใช้งานลื่นไหล 5 ปี ซึ่งการทดสอบนี้ ทาง OPPO การันตีว่า อินเทอร์เฟสของตัวเครื่องยังคงทำงานได้ลื่นไหล และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเหมือนวันแรกที่แกะกล่อง แม้จะผ่านการใช้งานต่อเนื่องมาหลายปีก็ตาม

 

ด้านการเล่นเกม มาพร้อม AI HyperBoost 2.0 เอนจินการจัดสรรทรัพยากรสำหรับการเล่นเกม ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจาก OPPO การันตีความลื่นไหลและเสถียรของเฟรมเรตในระดับ 120fps โดยเอนจินตัวนี้ทำงานผ่าน 2 ฟีเจอร์หลักคือ

AI Adaptive Tempurature Control : จะมาช่วยปรับการระบายความร้อนให้เหมาะสมกับเกม และการตั้งค่าในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยยืดเวลาและชะลอการสะสมความร้อนของตัวเครื่อง ทำให้เล่นเกมลื่นไหลได้อย่างต่อเนื่อง
AI Adaptive Frame Booster :
จะใช้พลังการประมวลผลของ GPU ในการสร้างเฟรมภาพแทรกกลาง ซึ่งช่วยเพิ่มเฟรมเรตของเกมให้สูงขึ้นเป็นเท่าตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้กราฟิกดูสบายตามากขึ้น แต่ใช้พลังงานน้อยลง
AI LinkBoost 3.0 :
ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีการใช้ Wi-Fi อย่างหนาแน่น หรือจุดอับสัญญาณ ระบบจะคอยตรวจสอบความเสถียรของเครือข่ายตลอดเวลา เพื่อวิเคราะห์และสลับไปใช้สัญญาณที่เร็วที่สุดโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ AI LinkBoost 3.0 ยังช่วยให้ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นกว่าสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นอื่น ๆ ได้ถึง 73%

 

ในขณะเล่นเกม สามารถบันทึกเป็นคลิปวิดีโอความละเอียด 1080p ความยาว 15-30 วินาทีได้ หรือจะเลือกบันทึกเป็นภาพหน้าจอแบบ Motion Photo ที่เปลี่ยนภาพนิ่งให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวความยาว 3 วินาที โดยวิธีนี้ ระบบจะทำการบันทึกภาพทั้งก่อน-หลังการกดชัตเตอร์เป็นเวลา 1.5 วินาที และสามารถแชร์ลงโซเชียลมีเดียได้เลยทันที

 

AI Mind Space ผู้ช่วย AI อัจฉริยะส่วนตัว

AI Mind Space เป็นฟีเจอร์ที่ทาง OPPO กับ Google พัฒนาร่วมกัน โดยทำหน้าที่เป็นคลังเก็บข้อมูลอัจฉริยะส่วนตัวนั่นเอง ซึ่งความสามารถของ AI Mind Space ก็ได้แก่

- สามารถบันทึกข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เว็บเพจ หรือแม้แต่บันทึกเสียง ง่าย ๆ แค่ปัด 3 นิ้วขึ้นบนหน้าจอ เพื่อจัดเก็บเนื้อหาที่ดูอยู่ลงใน Mind Space ทันที
- ช่วยวิเคราะห์และแยกประเภทให้อัตโนมัติ เช่น แยกตั๋วคอนเสิร์ต, แผนการเดินทาง, หรือโน้ตจากที่ประชุม เพื่อให้ผู้ใช้หาเจอได้ง่ายในที่เดียว
- ทำงานร่วมกับ Google Gemini สามารถสั่งให้ Gemini ช่วยสรุปเนื้อหาที่บันทึกไว้ใน Mind Space หรือสั่งให้วางแผนการเดินทางจากข้อมูลตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่เคยบันทึกไว้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ข้อมูลใน AI Mind Space จะได้รับการปกป้องด้วยระบบคลาวด์ส่วนตัวที่เข้ารหัสอย่างแน่นหนา แม้แต่ OPPO เองก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ ซึ่งฟีเจอร์ AI Mind Space รองรับภาษาไทยอีกด้วย

 

แบตเตอรี่อึดขึ้น ชาร์จไวกว่าเดิม

ทั้ง OPPO Reno15 F 5G และ OPPO Reno15 5G รองรับระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบ 80W SUPERVOOC (อะแดปเตอร์และสายชาร์จมีในชุดจำหน่าย) จึงชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% เร็วกว่าเดิม โดย OPPO Reno15 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดความจุ 6,500 mAh ส่วน OPPO Reno15 F 5G แบตเตอรี่ขนาดความจุมากกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ 7,000 mAh

 

สรุปประสบการณ์หลังใช้งาน OPPO Reno15 Series 5G

การกลับมาของสมาร์ตโฟนระดับมิดเรนจ์อย่าง OPPO Reno15 Series 5G ในปีนี้ สร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการอัปเกรดกล้องถ่ายรูปที่ตอบโจทย์สาย Content Creator ด้วยกล้องเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมระยะใหม่ 0.6x ที่ให้ภาพมุมกว้างกว่าเดิม ข้อดีไม่ใช่แค่การเก็บภาพได้ครบเฟรมเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับสัดส่วนใบหน้าให้ดูเรียวสวยเป็นธรรมชาติ พร้อมเก็บรายละเอียดบรรยากาศรอบข้างได้ครบถ้วน เข้ากับเทรนด์การถ่ายภาพของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ได้อย่างลงตัว

สำหรับ OPPO Reno15 5G จะเป็นรุ่นที่เอาใจสาย Portrait เพราะมาพร้อมกล้องพอร์ตเทรต ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ซูมได้ถึง 3.5x เทียบเท่าเลนส์ 85mm ที่เป็นระยะในฝันของช่างภาพ จึงถ่ายภาพบุคคลแบบครึ่งตัวได้สวยละมุน หรือจะเก็บภาพแนว Street ก็ทำได้คมชัด ใครที่ชอบงานซูมภาพสวย ๆ บอกเลยว่ารุ่นนี้ห้ามพลาด

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เป็นจุดขายสำคัญของ OPPO Reno15 Series 5G คือการออกแบบฝาหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงออโรร่า (Aurora) ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวราวกับแสงเหนือ-แสงใต้บนท้องฟ้า พร้อมมอดูลกล้องโฉมใหม่ในชื่อ "ดีไซน์วงแหวนดวงดาว" ที่เมื่อกระทบกับแสงจะส่องประกายระยิบระยับดูหรูหรา โดยดีไซน์ฝาหลังแสงออโรร่าพลิ้วไหวนั้น OPPO Reno15 5G มีให้เลือก 2 เฉดสี คือ สีขาว Aurora White และสีฟ้า Aurora Blue ในขณะที่ OPPO Reno15 F 5G จะมาในสีฟ้า Aurora Blue ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน

ด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 ที่มาพร้อม AI Mind Space ผู้ช่วย AI อัจฉริยะส่วนตัว และเครื่องมือ AI ที่ช่วยทำให้การใช้งานลื่นไหลมากขึ้น อย่างเช่น AI HyperBoost 2.0 เอนจินจัดสรรทรัพยากรสำหรับเล่นเกม ที่ช่วยเพิ่มความลื่นไหล และความเสถียรของเฟรมเรต รวมถึง AI LinkBoost 2.0 ให้สัญญาณที่แรง ไม่มีสะดุด แม้จะใช้งานในที่คนเยอะ อีกทั้งยังชาร์จเร็วชาร์จไว ด้วยอะแดปเตอร์ 80W SUPERVOOC ที่ให้มาในชุดจำหน่ายอีกด้วย

โดยรวมแล้ว ทั้ง OPPO Reno15 F 5G และ OPPO Reno15 5G ยังคงเป็นสมาร์ตโฟนที่มีความแข็งแรงทนทานด้วยมาตรฐาน IP69 ดีไซน์สวยงาม และประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกระดับ แถมมีฟีเจอร์ AI มาให้ใช้งานแบบครบครันในราคาที่เข้าถึงง่าย สำหรับ OPPO Reno15 F 5G เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาสมาร์ตโฟนระดับกลางที่ครบเครื่อง และคุ้มค่า ในขณะที่ OPPO Reno15 5G เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ตโฟนระดับสูงขึ้นที่ให้ประสิทธิภาพการใช้งานรอบด้าน และฟีเจอร์ล้ำสมัยในราคาที่จับต้องได้

 

ราคา และโปรโมชันของ OPPO Reno15 Series 5G

สำหรับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ OPPO Reno15 Series 5G แต่ละรุ่นย่อย เป็นดังนี้

- OPPO Reno15 Pro Max 5G (12GB+512GB) ราคา 24,999 บาท

 

- OPPO Reno15 Pro 5G (12GB+256GB) ราคา 20,999 บาท

 

- OPPO Reno15 5G (12GB+512GB) ราคา 18,999 บาท
- OPPO Reno15 5G (12GB+256GB) ราคา 16,999 บาท

 

- OPPO Reno15F 5G (12GB+256GB) ราคา 12,999 บาท
- OPPO Reno15F 5G (8GB+256GB) ราคา 11,999 บาท

 

พร้อมโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 9-15 มกราคม 2569 รับฟรีของสมนาคุณมูลค่าสูงสุด 18,198 บาท ได้แก่ E-VIP Card 2 ปี, Refresh Service 2 ปี และ OPPO Enco Air4

ท่านใดสนใจ สามารถจองเป็นเจ้าของ OPPO Reno15 Series 5G ก่อนใครได้แล้ววันนี้ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

หมายเหตุ : ของสมนาคุณมีจํานวนจํากัด เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ

 

สรุปคุณสมบัติเด่นของ OPPO Reno15 F 5G

- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP66/IP68/IP69/วิดีโอใต้น้ำลึก 2 เมตร ได้นานสูงสุด 30 นาที

------------------------------

- จอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 6.57 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2372x1080 พิกเซล)
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุด 120Hz
- อัตราการตอบสนองของระบบสัมผัส (Touch Sampling Rate) สูงสุดที่ 240Hz
- แสดงผลช่วงสีแบบ DCI-P3 ได้ 100%
- ความสว่างสูงสุด 1,200 nits
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Splash Touch สัมผัสสั่งงานบนหน้าจอได้ปกติแม้ในขณะที่หน้าจอเปียก

------------------------------

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 6 Gen 1
- หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Adreno 710
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูล (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 16 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 16

------------------------------

- แบตเตอรี่ความจุ 7,000 mAh
- ระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบ 80W SUPERVOOC พร้อมอะแดปเตอร์ และสายชาร์จในชุดจำหน่าย

------------------------------

กล้องหลักด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/1.8, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 79°), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.2, ทางยาวโฟกัส 16 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 112°) และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4, มุมรับภาพ 89° และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์

พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (30fps)

กล้องด้านหน้าความละเอียด 50 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0, ทางยาวโฟกัส 21 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติ, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (30fps)

------------------------------

- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 5, 5G, 4G LTE, 3G WCDMA และ 2G EDGE/GPRS
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual Nano-SIM)
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.1 LE (SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC)
- ระบุตำแหน่ง และนำทางผ่านระบบดาวเทียม Beidou, GPS, GLONASS, Galileo และ QZSS
- พอร์ต USB Type-C
- ลำโพงเสียงแบบคู่

 

สรุปคุณสมบัติเด่นของ OPPO Reno15 5G

- ตัวเครื่องมีคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP66/IP68/IP69/วิดีโอใต้น้ำลึก 2 เมตร ได้นานสูงสุด 30 นาที

-----------------------------

- จอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2760x1256 พิกเซล)
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุด 120Hz
- อัตราการตอบสนองของระบบสัมผัส (Touch Sampling Rate) สูงสุดที่ 240Hz
- แสดงผลช่วงสีแบบ DCI-P3 ได้ 100%
- ความสว่างสูงสุด 1,200 nits
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Splash Touch สัมผัสสั่งงานบนหน้าจอได้ปกติแม้ในขณะที่หน้าจอเปียก

------------------------------

- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 7 Gen 4
- หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Adreno 722
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูล (ROM) แบบ UFS 3.1 ขนาด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 16 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 16

------------------------------

- แบตเตอรี่ความจุ 6,500 mAh
- ระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบ 80W SUPERVOOC พร้อมอะแดปเตอร์ และสายชาร์จในชุดจำหน่าย

------------------------------

กล้องหลักด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.95 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f/1.8, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 79°), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.2, ทางยาวโฟกัส 15 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 116°), ระบบโฟกัสอัตโนมัติ และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.75 นิ้ว, รูรับแสงขนาด f/2.8, ทางยาวโฟกัส 80 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 30°), รองรับการซูม 3.5x, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และโครงสร้างแบบ 3 ชิ้นเลนส์

พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (60fps)

กล้องด้านหน้าความละเอียด 50 ล้านพิกเซล

พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0, ทางยาวโฟกัส 21 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติ, โครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์ และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (60fps)

------------------------------

- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi 6, 5G, 4G LTE, 3G WCDMA และ 2G EDGE/GPRS
- AI LinkBoost พร้อม OPPO RF chip
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual Nano-SIM)
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.4 LE (SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC, LHDC5.0)
- ระบุตำแหน่ง และนำทางผ่านระบบดาวเทียม Beidou, GPS, GLONASS, Galileo และ QZSS
- พอร์ต USB Type-C
- ลำโพงเสียงแบบคู่

 

วันที่ : 08/01/2026

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy