ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 13/06/2019

รีวิว (Review) OPPO Reno 10x Zoom

สมาร์ทโฟนซูมไกลที่สุด 60 เท่า พร้อมกล้องไฮเอนด์ และสเปกแรงระดับท็อป บนดีไซน์สุดพรีเมียม ด้วยกล้อง Triple Camera 10x Hybrid Zoom ผสานกล้องหน้า Rising Camera, จอ AMOLED Panoramic Screen ไร้รูไร้รอยบาก 6.6 นิ้ว, เทคโนโลยีสแกนนิ้วบนหน้าจอ Hidden Fingerprint Unlock 2.0, ชิปเซ็ต Snapdragon 855 ตัวท็อป, RAM 8GB+ROM 256GB, เทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC 3.0 บนแบตเตอรี่ 4065 mAh และลำโพงคู่ Dolby Atmos บนบอดี้ไล่เฉดสีสวยพรีเมียม
 


13 มิถุนายน 2019 - เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ ดังนั้นหลายท่านก็คงจะยังจำกันได้ และรู้สึกเซอร์ไพรส์กันไม่น้อย เพราะเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนตระกูลใหม่ป้ายแดงอย่าง OPPO Reno Series ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยประเดิมด้วย OPPO Reno และ OPPO Reno 10x Zoom สองสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม กับการดีไซน์จอไร้ขอบไร้รูไร้รอยบากโฉมใหม่แบบ AMOLED Panoramic Screen ที่มีการการฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0) บนตัวเครื่องไร้รอยต่อที่ออกแบบมาให้มีความสมมาตร กับเฉดสีใหม่อย่าง Ocean Green และ Jet Black พร้อมติดตั้งกล้องหน้าเลื่อนได้อัตโนมัติแบบ Pivot Rising Camera ที่ใช้เวลาเปิดใช้งานเพียง 0.8 วินาที และผ่านการทดสอบกว่า 2 แสนครั้ง รวมถึงรองรับฟีเจอร์ตรวจจับแรงโน้มถ่วง เมื่อเครื่องหล่น ตัวเครื่องจะเก็บกล้องให้เองโดยอัตโนมัติ

สำหรับ OPPO Reno 10x Zoom ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมของ OPPO ที่มีฟีเจอร์ไฮเอนด์จัดเต็มน้องๆ ตระกูลเรือธงอย่าง Find Series เลยทีเดียว ด้วยหน้าจอ AMOLED ที่มีขนาดใหญ่ถึง 6.6 นิ้ว กับความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 387 ppi) ในอัตราส่วนแบบ 19.5:9 พร้อมครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 6 ซึ่งเป็นกระจกนิรภัยเวอร์ชันล่าสุด และประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็ว 2.84 GHz บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm พร้อมด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะในเวอร์ชันที่ 4 (4th Gen AI Engine) ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มจากรุ่นก่อนถึง 45% โดยมากับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 640 และรองรับระบบระบายความร้อนถึง 3 ชั้น (3 Layer Cooling Technology) ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้ถึง 13% พร้อมจับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และมีหน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.1 ที่ขนาด 256GB

OPPO Reno 10x Zoom ยังรองรับเทคโนโลยี Hyper Boost 2.0 ที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวม 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ แอปพลิเคชัน (AppBoost), ระบบ (SystemBoost) และเกม (GameBoost 2.0) ให้ดีขึ้น โดยใน GameBoost 2.0 ก็แยกออกเป็น TouchBoost สำหรับช่วยเพิ่ม Response Rate ในเกมที่เน้นกราฟิกได้มากขึ้น 21.6% และ FrameBoost ที่ช่วยลดปัญหาเฟรมเรทตก พร้อมล็อกเฟรมเรทให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีความมั่นคงมากขึ้นถึง 31.38% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant และ Game Space ด้วยเช่นกัน รวมถึงลำโพงแบบสเตอริโอที่มากับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos และฟังก์ชัน Game Shock กับการสั่นสะเทือนตามแอคชั่นต่างๆ ภายในเกมด้วยมอเตอร์ที่ติดตั้งไว้ เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมอีกด้วย

โดยทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0 เวอร์ชันล่าสุด กับการปรับโฉมดีไซน์ User Interface หมดจด พร้อมเพิ่มลูกเล่นที่น่าสนใจมากมาย และมีแบตเตอรี่ความจุ 4065 mAh ที่มากับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0 (5V/4A/20W)

 

ด้านการถ่ายภาพถือเป็นจุดขายสำคัญของ OPPO Reno 10x Zoom เลยก็ว่าได้ ด้วยระบบกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด  48+13+8 ล้านพิกเซล โดยเลือกใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 พร้อมเลนส์ Telephoto แบบ Periscope และ Wide Angle กว้าง 120 องศา ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.7 + F/3.0 + F/2.2 รองรับเทคโนโลยีการโฟกัสภาพแบบ Triple Focus, โหมด Portrait, Smart HDR, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual OIS, การซูมแบบ 10x Hybrid Zoom พร้อมซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) และรองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K 60fps ส่วนกล้องหน้าสไลด์ซ่อนได้อัตโนมัติแบบ Pivot Rising Camera มีความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล พร้อมขนาดรูรับแสง F/2.0 เลนส์มุมกว้าง 79.3 องศา รองรับ AI Beauty, HDR และ Portrait

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า OPPO Reno 10x Zoom มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียม หรือฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ที่จัดมาให้แบบครบครัน และระบบการถ่ายภาพที่ดีกว่าเดิม กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 28,990 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว OPPO Reno 10x Zoom ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO Reno 10x Zoom มาในแพ็กเกจสีขาว ที่มีการพิมพ์ลวดลายด้านหลังตัวเครื่องของ Reno ไว้ พร้อมเล่นกับแสง ในมุมตกกระทบต่างๆ เป็นสีรุ้ง


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ได้แก่ เคส, อะแดปเตอร์, หูฟัง, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, คู่มือการใช้งาน และเข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด


ภาพตัวอย่างการใส่เคสที่มาในแพ็กเกจ


OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ AMOLED Panoramic Screen ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 (พื้นที่การแสดงผล 93.1%) ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 387 ppi) ที่รองรับขอบเขตการแสดงผลสีแบบ DCI-P3 และฟังก์ชันตัดแสงสีฟ้าที่ผ่านการรับรองจากทาง TÜV Rheinland โดยสามารถลดแสงสีฟ้าได้กว่า 50% เลยทีเดียว บนตัวเครื่องขนาด 162x77.2x9.3 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 215 กรัม


ที่ด้านบนหน้าจอไม่มีรอยบาก และกล้องหน้าเหมือนกับการดีไซน์ที่ผ่านๆ มา


ด้านหน้าส่วนล่างใช้ปุ่มควบคุมบนหน้าจอแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent App, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมาพร้อมกับ ไมโครโฟนตัวที่ 2 ถัดมาเป็นลำโพงเสียงสำหรับสนทนา ออกแบบพิเศษโดยให้เสียงลอดผ่านรูกระจก และขอบของหน้าจอ เพื่อไม่ให้มีรอยเปิดที่ด้านหน้า และไฟแฟลช Soft Light


รวมถึงกล้องหน้า Pivot Rising Camera สไลด์ได้เองอัตโนมัติ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้าง 79.3 องศา ที่มีรูรับแสง F/2.0 กับเทคโนโลยี AI Beautification สำหรับเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของใบหน้าผู้ใช้งาน เพื่อนำมาปรับแต่งภาพถ่ายให้มีความสวยงาม (วิเคราะห์ลักษณะใบหน้าของผู้ใช้งานทั้งหมด 137 จุด) โดยสามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ และมีไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน รวมถึงติดตั้ง Proximity Sensor สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับ Light Sensor สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม

กล้องหน้า Pivot Rising Camera ของ OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมกับสเต็ปเปอร์มอเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดเสียง และแรงเสียดทานในการเลื่อนของตัวกล้อง โดยใช้เวลาในการเปิดใช้งานทั้งหมด 0.8 วินาที พร้อมผ่านการทดสอบกว่า 2 แสนครั้ง และรองรับฟีเจอร์ตรวจจับแรงโน้มถ่วง เมื่อเครื่องหล่น ตัวเครื่องจะเก็บกล้องเองโดยอัตโนมัติ โดยทาง OPPO ระบุว่า หากเปิดใช้งานกล้องหน้าวันละ 100 ครั้ง จะสามารถใช้งานได้นานถึง 5 ปี


รองรับระบบการสแกนใบหน้า (Face Recognition) ในการปลดล็อกหน้าจอ


หนึ่งในจุดเด่นที่น่าสนใจของ OPPO Reno 10x Zoom ก็คือการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0) ที่สามารถาแกนได้รวดเร็วกว่าเวอร์ชันก่อนหน้าราว 30%


และ OPPO Reno 10x Zoom ยังรองรับฟังก์ชัน Off-Screen Clock ในการแสดงเวลา วันที่ รวมถึงแบตเตอรี่ขณะปิดหน้าจออีกด้วย




ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid-Slot พร้อมรองรับการสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด (Dual 4G) โดยในช่องใส่ซิมการ์ดที่สองต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างซิมการ์ด กับการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนตัวหลักสำหรับสนทนา และลำโพงเสียงตัวหลัก


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม Power แต้มสีเขียวให้สังเกตเห็นได้ชัดขึ้น สำหรับล็อกหน้าจอ, เปิด-ปิด เครื่อง หรือเรียกใช้ Google Assistant


และด้านซ้ายมีปุ่มปรับระดับเสียง


OPPO Reno 10x Zoom มาในดีไซน์ Metal-Glass Unibody ด้วยกรอบโลหะ ผสานกระจกที่ด้านหน้า และด้านหลังของตัวเครื่อง พร้อมกระบวนการไล่เฉดสีผิวสัมผัสหลายชั้นแบบ Iridescent Multi-Layer Finish รวมถึงมี O-Dot ปุ่มเซรามิกที่อยู่ใต้หลังหลักทั้ง 3 ตัวที่ด้านหลัง ซึ่งจะช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อป้องกันการเกิดรอยบนฝาหลัง และตัวกล้องทั้ง 3 ตัวนั่นเอง โดยสีที่ทางทีมงานได้รับมารีวิวนั้นคือสี Ocean Green


ที่ด้านหลังตัวเครื่องของ OPPO Reno 10x Zoom มีการติดตั้งระบบกล้อง 3 ตัว (Triple Camera) ในแนวตั้งที่ตรงกลาง โดยมีความคมชัดที่ระดับ 48 + 13 + 8 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 พร้อมเลนส์ Telephoto แบบ Periscope และเลนส์ Wide Angle กว้าง 120 องศา ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.7 + F/3.0 + F/2.2 สำหรับไฟแฟลชเป็นแบบคู่ (Dual LED) อยู่ด้านหลังกล้องหน้า Pivot Rising Camera

รองรับการโฟกัสภาพแบบ Triple Focus, โหมด Portrait, Smart HDR, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual OIS, การซูมแบบ 10x Hybrid Zoom พร้อมซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) และรองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K UHD

และที่น่าสนในคือกล้องสำหรับซูมภาพแบบ Periscope นั้นใช้เทคโนโลยีการผลิตหลักๆ แบบ D-Cut และ Dual-Motor เพื่อทำให้โมดูลเลนส์กล้องทั้งสามชั้นมีความบางเพียง 6.67 มิลลิเมตร และไม่นูนออกมาจากตัวเครื่อง ซึ่งให้สัมผัสเรียบเนียนขณะถือใช้งาน


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ


OPPO Reno 10x Zoom ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 9.0 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0 เวอร์ชันล่าสุด ที่ถูกปรับโฉมดีไซน์หน้า User Interface ให้ใหม่หมดจด โดยมาพร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB กับหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง (ROM) ขนาด 256GB และสามารถใส่หน่วยความจำเพิ่มได้อีกด้วย microSD Card



และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Centre แถบการแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไอคอนมีดีไซน์ใหม่เป็นทรงเหลี่ยม


โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Smart Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่คอยแนะนำฟีเจอร์ และข้อมูลต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟน เช่น ข้อมูลการออกกำลังกาย, ภาพถ่ายในแต่ละสัปดาห์ หรือรายชื่อผู้ติดต่อที่ติดต่อเป็นประจำ และยังสามารถจัดการแอปพลิเคชันที่แสดงภายในหน้า Smart Assistant ได้ ด้วยการกดเครื่องหมาย + ที่ด้านขวาบน



สามารถเข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ เพื่อปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการ รวมถึงเอฟเฟ็กเวลาเปลี่ยนหน้าจอ และภาพพื้นหลังได้ เพียงใช้สองนิ้วรูดเข้าหากันในแนวทแยง


และเมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่มไอคอน X ที่ด้านล่าง


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐานก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น รายชื่อผู้ติดต่อ, การบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, Clone Phone, One-Tap Lockscreen สำหรับล็อกหน้าจอ และ Keep Notes สำหรับบันทึกข้อมูลต่างๆ


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ปรับความสว่างอัตโนมัติ, อุณหภูมิสี หรือขนาดของตัวอักษร และด้วยดีไซน์ของ OPPO Reno 10x Zoom เป็นจอไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ Panoramic Screen ในอัตราส่วน 19.5:9 จึงสามารถปรับให้บางแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลในสัดส่วนแบบเต็มหน้าจอได้


รองรับฟังก์ชัน Off-Screen Clock ในการแสดงเวลา วันที่ รวมถึงแบตเตอรี่ขณะปิดหน้าจอ และฟังก์ชัน Night Shield สำหรับปรับความสว่างหน้าจอเพื่อให้สบายตาขณะใช้งานในเวลากลางคืน


สามารถเลือกการแสดงผลได้ 2 แบบ ได้แก่ Vivid และ Gentle รวมถึงเลือกเปิด-ปิด ฟังก์ชัน Lockscreen Magazine ในการเปลี่ยนภาพล็อกหน้าจอทุกครั้งที่เปิดการทำงาน ได้                   



เลือกใช้งานหน้าจอได้ทั้งในโหมดปกติ หรือแบบ Drawer



และเลือกจำนวนการแสดงผลของไอคอนบนหน้าจอได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 4x6 และ 5x6


สามารถปรับเปลี่ยนภาพพื้นหลัง (Wallpaper) และธีมของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ


สำหรับท่านที่ต้องการใช้งานพื้นหลัง หรือรูปแบบธีมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากแอปพลิเคชัน Theme Store


แอปพลิเคชัน Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา


OPPO Reno 10x Zoom รองรับบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC และฟังก์ชัน Android Beam สำหรับส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟนที่รองรับ NFC โดยการนำตัวเครื่องทั้ง 2 มาแตะกัน


สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้



หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gestures ในการปัดหน้าจอขึ้นลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ ทั้งหมด 4 แบบ



หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Swipe-Up Gestures from Both Sides ในการปัดจากด้านข้างทั้ง 2 ด้านของหน้าจอเพื่อสั่งการ ทั้งหมด 4 แบบ


รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Assistive Ball ปุ่มคีย์ลัดที่สามารถเลื่อนเปลี่ยนตำแหน่งได้ และรองรับฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับเรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ




โดยรองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน และสามารถเลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมในแถบ Smart Slider ได้


OPPO Reno 10x Zoom ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน หรือการแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง และ Smart Call การโทรแบบอัจฉริยะ ที่สามารถตั้งค่าให้รับสาย หรือโทรออกได้อัตโนมัติเมื่อมีการแนบตัวเครื่องกับใบหู รวมถึงการยกหน้าจอเพื่อปิดเสียงขณะมีสายเรียกเข้า


รวมถึง Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น แตะสองครั้งเพื่อปลุกหน้าจอ, วาดตัวอักษร O เพื่อเปิดแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ, วาดตัวอักษร V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉาย และการวาดตัวอักษร < หรือ > เพื่อเปลี่ยนเพลง นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการวาดเพื่อเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อีกด้วย


และสามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้


ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งาน ได้ดี ไหลลื่น และสามารถแสดงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน


เมื่อกดค้างที่แอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google บน OPPO Reno 10x Zoom ได้ด้วยเช่นกัน โดยกดค้างที่ปุ่ม Power ประมาณ 2 วินาที โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


ตัวอย่างการใช้งานบริการ Google Lens


OPPO Reno 10x Zoom รองรับการใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน ที่เมื่อกดใช้งานแถบแบตเตอรี่บนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง


OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4065 mAh และรองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ VOOC Flash Charge 3.0 ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้นกว่าเวอร์ชันก่อนถึง 20% เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน พร้อมทั้งประหยัดเวลาในการชาร์จอีกด้วย


ฟังก์ชัน Do Not Disturb สำหรับปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดแบบไม่มีการสั่นเตือน ยกเว้นการตั้งปลุกที่ผู้ใช้ตั้งค่าเอาไว้ โดยจะมีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์ที่ด้านบนเมื่อเปิดการใช้งาน


OPPO Reno 10x Zoom ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Clone Apps สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook และ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์



นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน App Split-Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 4 วิธี



ตัวอย่างการใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ



OPPO Reno 10x Zoom รองรับฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่จอโทรทัศน์ หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย


สำหรับผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟน OPPO ด้วยกันก็สามารถแชร์ข้อมูลหากันได้ทันทีผ่านระบบ OPPO Share


ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้ หลักๆ 2 แบบ คือ รวมภาพถ่ายทั้งหมด และแสดงแบบแยกอัลบั้ม


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยบน OPPO Reno 10x Zoom มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0) โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และยังสามารถเลือกการแสดงผลขณะปลดล็อกได้ถึง 5 รูปแบบ


และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว


ท่านที่ใช้งาน OPPO Reno 10x Zoom เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Clone Phone ได้ทันที


บริการ OPPO Cloud พื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลต่างๆ ก็มีให้ใช้งานบน OPPO Reno 10x Zoom ด้วย



OPPO Reno 10x Zoom รองรับการเล่นเพลง และไฟล์เสียงต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Music และสามารถเปิดใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos ได้ โดยผู้ใช้สามารถสามารถปรับรูปแบบอีควอไลเซอร์ได้หลากหลาย


ที่สำคัญ OPPO Reno 10x Zoom ยังรองรับฟังก์ชันเพื่อความเป็นส่วนตัวอย่าง App Encryption สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง, Kids Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก รวมถึง Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน นอกจากนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง OPPO Reno 10x Zoom นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 62 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 5 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง

สำหรับ OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมกับระบบ Dual Frequency GPS (L1 + L5) ในการจับตำแหน่งจากสองคลื่นความถี่จึงทำให้สามารถระบุพิกัดสถานที่ และวัดระยะได้ค่อนข้างแม่นยำ โดยรองรับระบบดาวเทียม 4 ตัว ได้แก่ GPS, GLONAS, Beidou และ Galileo


OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผลระดับท็อปอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.84 GHz บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm พร้อมด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะในเวอร์ชันที่ 4 (4th Gen AI Engine) โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 256GB และสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บบันทึกข้อมูลด้วย microSD Card ได้อีก รวมทั้งทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ ColorOS 6.0 เวอร์ชันล่าสุด


OPPO Reno 10x Zoom มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 376,481 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 4 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 3,016 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 11,022 คะแนน


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 5,688 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 4,965 คะแนน


OPPO Reno 10x Zoom รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด





OPPO Reno 10x Zoom ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

และใน Game Space นั้นก็มี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ OPPO Reno 10x Zoom ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี GameBoost 2.0 ก็แยกออกเป็น TouchBoost สำหรับช่วยเพิ่ม Response Rate ในเกมที่เน้นกราฟิกได้มากขึ้น 21.6% และ FrameBoost ที่ช่วยลดปัญหาเฟรมเรทตก พร้อมล็อกเฟรมเรทให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีความมั่นคงมากขึ้นถึง 31.38% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และฟังก์ชัน Game Shock กับการสั่นสะเทือนตามเอคชั่นต่างๆ ภายในเกมด้วยมอเตอร์ที่ติดตั้งไว้  เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมอีกด้วย




จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง PUBG Mobile, ROV และ Marvel Future Fight ก็พบว่า OPPO Reno 10x Zoom นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก ซึ่งมีการสะสมความร้อนให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่ร้อนมากเกินไป เนื่องจาก OPPO Reno 10x Zoom รองรับเทคโนโลยีการระบายความร้อน 3 ชั้น ประกอบด้วย กราไฟท์, เทคโนโลยีทำความเย็นด้วยท่อทองแดง และเจลระบายความร้อน ในการควบคุมอุณหภูมิของโทรศัพท์ โดยสามารถลดอุณหภูมิได้ถึง 13%





OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ AMOLED Panoramic Screen ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 (พื้นที่การแสดงผล 93.1%) ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 387 ppi) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ



สำหรับกล้องถ่ายภาพของ OPPO Reno 10x Zoom เป็นแบบ Triple Camera ประกอบด้วย กล้องตัวที่หนึ่งเลนส์ Ultra-Clear ความละเอียดระดับ 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 มีขนาดเลนส์ 1/2.0 นิ้ว และขนาดรูรับแสงที่ f/1.7, กล้องตัวที่สองเลนส์ Telephoto แบบ Periscope พร้อมเทคโนโลยี D-Cut ความละเอียดระดับ 13 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ f/3.0 และกล้องตัวที่สามเลนส์มุมกว้าง Wide Angle ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ f/2.2 และเก็บภาพมุมกว้างสุด 120 องศา โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบง่าย สบายตาและมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน ได้แก่ การเปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR, โหมดถ่ายภาพมุมกว้าง  (Wide-Angle), โหมด Dazzle Color 2.0 และฟีลเตอร์


สามารถตั้งค่าอื่นๆ ได้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนการถ่ายภาพได้ 3 รูปแบบ, การตั้งเวลาถ่ายภาพ, แตะเพื่อถ่ายภาพ, เส้นตาราง, ฟังก์ชัน AI Scene Recognition และการใส่ลายน้ำ





ตัวอย่างการเปิดใช้งานฟังก์ชัน AI Scene Recognition สำหรับในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสม ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) บน OPPO Reno 10x Zoom







โดย OPPO Reno 10x Zoom รองรับการซูมภาพ 10 เท่าแบบ 10x Hybrid Zoom และรองรับการซูมสูงสุดที่ 60 เท่าแบบ 60x Digital Zoom


และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับค่าผิวสวยด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบอัตโนมัติ


รวมถึงโหมดการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ที่สามารถเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้ โดยจะให้อารมณ์ของภาพแตกต่างกันออกไป


นอกจากนี้ยังรองรับโหมดการถ่ายภาพในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่าง Ultra Night Mode 2.0 โดยจะช่วยลดการเกิด Noise พร้อมลดการสั่นไหวจากการถ่ายภาพโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง


สำหรับการถ่ายโหมด Expert บน OPPO Reno 10x Zoom ก็มาพร้อมกับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมดรวมถึงการถ่ายภาพในมุมกว้างแบบ PANO



การถ่ายวิดีโอบน OPPO Reno 10x Zoom สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ 4K Ultra HD แบบ 60fps เลยทีเดียว พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้ โดยมีระบบป้องกันการสั่นไหวแบบ OIS + EIS และสามารถเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้


และรองรับฟังก์ชัน Slow Motion ที่บันทึกความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ Full HD 1080p รวมถึงการถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse




OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมกล้องหน้าเลื่อนได้อัตโนมัติแบบ Pivot Rising Camera คมชัด 16 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 เลนส์มุมกว้าง 79.3 องศา โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ทั้งการ เปิด-ปิด แฟลช, โหมด HDR และฟีลเตอร์แบบต่างๆ


สามารถตั้งค่าอื่นๆ ได้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนการถ่ายภาพได้ 3 รูปแบบ, การตั้งเวลาถ่ายภาพ, แตะเพื่อถ่ายภาพ, เส้นตาราง และการใส่ลายน้ำ


รองรับเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับปรับค่าผิวสวยด้วย AI โดยสามารถปรับโครงสร้างบนใบหน้าได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ผิวเนียน, ขนาดใบหน้า, คางเรียว, กราม, ขนาดดวงตา, จมูก, การเสริมสวย และความมิติบนใบหน้า




โหมดการถ่ายภาพ Portrait ก็มีให้ได้งานบนกล้องหน้าด้วยเช่นกัน โดยสามารถเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ และรองรับการทำงานร่วมกับ AI Beauty เหมือนในโหมดปกติ


และสามารถถ่ายภาพเซลฟี่แบบมุมกว้าง (PANO) ได้



การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าสามารถบันทึกความ ละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p และสามารถเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ ได้


รวมถึงการถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด 48+13+8 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno 10x Zoom







ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Dazzle Color 2.0


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Dazzle Color 2.0


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Dazzle Color 2.0


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Dazzle Color 2.0


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Dazzle Color 2.0


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด Dazzle Color 2.0






ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Wide-Angle


ภาพถ่ายระยะปกติ


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 2 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 6 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 10 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 60 เท่า


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Wide-Angle


ภาพถ่ายระยะปกติ


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 2 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 6 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 10 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 60 เท่า


ภาพถ่ายระยะปกติ


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 2 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 6 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 10 เท่า


ภาพถ่ายระยะปกติ


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 2 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 6 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 10 เท่า









ภาพถ่ายจากโหมด Ultra Night Mode 2.0


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Wide-Angle


ภาพถ่ายมุมมองปกติ


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 2 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 6 เท่า


ภาพถ่ายที่ระยะการซูม 10 เท่า


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าของตัวเครื่องแบบ Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ OPPO Reno 10x Zoom

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพจากโหมด AI Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมฟังก์ชัน AI Beauty


ภาพถ่ายย้อนแสงพร้อมเปิดฟังก์ชัน HDR


สรุปผลการทดสอบของ OPPO Reno 10x Zoom

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า OPPO Reno 10x Zoom เป็นสมาร์ทโฟนไฮเอนด์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ ด้วยการดีไซน์จอไร้ขอบไร้รูไร้รอยบากมาบดบังสายตาแบบ AMOLED Panoramic Screen ขนาดใหญ่เต็มตาถึง 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 ที่มีความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 387 ppi) โดยมีสัดส่วนจอแสดงผลกับ ตัวเครื่องถึง 93.1% จึงให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ และยังครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ 2.5D Corning Gorilla Glass 6 ใหม่ล่าสุด รวมถึงติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้บนหน้าจอแบบ Hidden Fingerprint Unlock 2.0 ซึ่งสามารถปลดล็อกเข้าใช้งานได้ อย่างรวดเร็วทันใจ และยังสามารถเลือกการแสดงผลขณะปลดล็อกได้ถึง 5 รูปแบบอีกด้วย

อีกหนึ่งจุดเด่นของ OPPO Reno 10x Zoom จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจากกล้องหน้าเลื่อนได้อัตโนมัติแบบ Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่ใช้เวลาเปิดใช้งาน เพียง 0.8 วินาที และผ่านการทดสอบกว่า 2 แสนครั้ง รวมถึงรองรับฟีเจอร์ตรวจจับแรงโน้มถ่วง เมื่อเครื่องหล่น ตัวเครื่องจะเก็บกล้องเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งทาง OPPO ระบุว่า หากเปิดใช้งานวันละ 100 ครั้ง จะสามารถใช้งานได้นานกว่า 5 ปีเลยทีเดียว

สำหรับตัวเครื่องใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Metal-Glass Unibody ด้วยกรอบโลหะอะลูมิเนียม ผสานกระจกที่ด้านหน้า และด้านหลังของตัวเครื่อง พร้อมกระบวนการไล่เฉดสีผิวสัมผัสหลายชั้นแบบ Iridescent Multi-Layer Finish โดยมีตัวเลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Ocean Green และ Jet Black

 

และอีกหนึ่งไฮไลท์ของ OPPO Reno 10x Zoom ก็คือระบบกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น กล้องตัวที่หนึ่งเลนส์ Ultra-Clear ความละเอียดระดับ 48 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 มีขนาดเลนส์ 1/2.0 นิ้ว และขนาดรูรับแสงที่ f/1.7, กล้องตัวที่สองเลนส์ Telephoto แบบ Periscope พร้อมเทคโนโลยี D-Cut ความละเอียดระดับ 13 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ f/3.0 และกล้องตัวที่สามเลนส์มุมกว้าง Wide Angle ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ f/2.2 และเก็บภาพมุมกว้างสุด 120 องศา ซึ่งรองรับการโฟกัสภาพแบบ Triple Focus ที่ประกอบไปด้วย PDAF : Phase Detection Autofocus, LDAF : Laser Autofocus และ CDAF : Contrast Detection Auto Focus, โหมด Portrait, Smart HDR, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual OIS, การซูมแบบ 10x Hybrid Zoom พร้อมซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) และรองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K ด้วยความเร็ว 60 เฟรมต่อวินาที

ทางด้านสเปกก็แรงจัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855 (Octa-Core) ที่มีความเร็ว 2.84 GHz บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm พร้อมด้วยหน่วยประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะในเวอร์ชันที่ 4 (4th Gen AI Engine) ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มจากรุ่นก่อนถึง 45% โดยมากับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 640 และรองรับระบบระบายความร้อนถึง 3 ชั้น (3 Layer Cooling Technology) ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้ถึง 13% โดยจับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และมีความจุภายใน (ROM) ที่ขนาด 256GB แต่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง microSD Card หรือซิมการ์ดที่สอง เนื่องจาก OPPO Reno 10x Zoom รองรับถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid-Slot

รวมถึงรองรับเทคโนโลยี Hyper Boost 2.0 ที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวม 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ แอปพลิเคชัน (AppBoost), ระบบ (SystemBoost) และเกม (GameBoost 2.0) ให้ดีขึ้น โดยใน GameBoost 2.0 ก็แยกออกเป็น TouchBoost สำหรับช่วยเพิ่ม Response Rate ในเกมที่เน้นกราฟิกได้มากขึ้น 21.6% และ FrameBoost ที่ช่วยลดปัญหาเฟรมเรทตก พร้อมล็อกเฟรมเรทให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีความมั่นคงมากขึ้นถึง 31.38% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Assistant และ Game Space ด้วยเช่นกัน รวมถึงลำโพงสเตอริโอที่มากับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos และฟังก์ชัน Game Shock กับการสั่นสะเทือนตามเอคชั่นต่างๆ ภายในเกมด้วยมอเตอร์ที่ติดตั้งไว้ เพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมอีกด้วย เรียกได้ว่า OPPO Reno 10x Zoom สามารถตอบโจทย์การใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี

OPPO Reno 10x Zoom ทำงานอยู่บนระบบ ปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ที่ครอบทับด้วย ColorOS 6.0 กับการปรับโฉมดีไซน์ User Interface หมดจด พร้อมเพิ่มลูกเล่นที่น่าสนใจมากมาย และมีแบตเตอรี่ความจุ 4065 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0 (5V/4A/20W) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จ โดยไม่ต้องรอนานเหมือนกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ และยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบ 5 ชั้น เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าตัวเครื่องจะมีความปลอดภัยระหว่างชาร์จแบตเตอรี่อีกด้วย

 

นอกจากนี้ OPPO Reno 10x Zoom ยังรองรับฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 4G, ฟังก์ชัน Off-Screen Clock ในการแสดงเวลา วันที่ รวมถึงแบตเตอรี่ขณะปิดหน้าจอ, ฟังก์ชัน Smart Slider สำหรับ เรียกใช้งานคีย์ลัด และแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านการสไลด์ที่บริเวณขอบสีขาวที่หน้าจอ และ Screen-Off Gestures การวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด รวมถึงการบันทึกภาพหน้าจอแบบยาว

รวมถึงฟีเจอร์ Clone Apps ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook หรือ Line ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์, ฟีเจอร์ App Split-Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน, ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไป แสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย พร้อมทั้งฟีเจอร์ Clone Phone สำหรับท่านที่เปลี่ยนมาใช้งาน OPPO Reno 10x Zoom ที่สามารถทำการโอนถ่ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิมได้ทันที

OPPO Reno 10x Zoom ยังให้ความสำคัญด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วยเช่นกัน กับฟังก์ชัน App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในตัวเครื่อง, Private Safe ที่เปรียบเสมือนตู้นิรภัยประจำสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้สามารถย้ายไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง, ไฟล์เอกสาร และไฟล์ประเภทอื่นๆ เข้าไปเก็บไว้ได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน และ Kid Space โหมดใช้งานสำหรับเด็ก รวมถึงก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเมื่อต้องกรอกรหัสผ่าน และการป้องกันการบันทึกหน้าจอที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า OPPO Reno 10x Zoom เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนระดับท็อป ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานในระดับไฮเอนด์อย่างครบครันทุกด้าน โดยเฉพาะการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังทั้ง 3 ตัว (Triple Camera) ที่มีลูกเล่นการถ่ายภาพต่างๆ ใส่มาให้มากมาย รวมทั้งใช้งานด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ และมีการดีไซน์ระดับพรีเมียมด้วยกระบวนการไล่เฉดสีผิวสัมผัสหลายชั้นที่ช่วยเสริมความสวยงามให้กับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี

 

สำหรับ OPPO Reno 10x Zoom เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 28,990 บาท กับตัวเลือก 2 สีอย่าง Ocean Green และ Jet Black โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) แล้ววันนี้ - วันที่ 14 มิถุนายน 2562 พร้อมรับของแถม 3 รายการ ได้แก่ บัตร Diamond Card มูลค่า 9,000 บาท, ชุดขาตั้งกล้อง มูลค่า 2,000 บาท และ International Warranty Service

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษจากผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง AIS และ TrueMove สำหรับผู้ที่สั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) ด้วยการลดราคาค่าเครื่องเหลือเริ่มต้นเพียง 8,990 บาท (เมื่อสมัครแพ็กเกจตามที่กำหนด) โดยเปิดจองถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2562

OPPO Reno 10x Zoom จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2562 นี้เป็นต้นไป ที่ร้าน OPPO Brand Shop ทุกสาขา และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO Reno 10x Zoom มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ


จุดเด่นของ OPPO Reno 10x Zoom

- เทคโนโลยีการผลิตตัวเครื่องแบบ  Metal-Glass Unibody ด้วยกรอบโลหะอะลูมิเนียม ผสานกระจก Gorilla Glass 6 ที่ด้านหน้า และด้านหลังของตัวเครื่อง พร้อมกระบวนการไล่เฉดสีผิวสัมผัสหลายชั้นแบบ Iridescent Multi-Layer Finish
- หน้าจอแสดงผลไร้ขอบไร้รูไร้รอยบากแบบ AMOLED Panoramic Screen ขนาดใหญ่ 6.6 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 387 ppi) ในอัตราส่วนการแสดงผลแบบ 19.5:9 โดยมีสัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่ 93.1% และมีขอบเขตการแสดงผลสีแบบ DCI-P3
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0) สำหรับตรวจสอบสิทธิ์ของการเข้าใช้งานเครื่อง และการเข้าถึงข้อมูลภายใน
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Recognition)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm SM8150 Snapdragon 855 Octa-Core Processor ที่มีความเร็ว 2.84 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640
- เทคโนโลยี Hyper Boost 2.0 : AppBoost, SystemBoost และ GameBoost 2.0
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 6.0
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 256GB
- รองรับการเพิ่มพื้นที่เก็บบันทึกข้อมูลด้วย microSD Card
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) โดยแบ่งออกเป็น กล้องตัวที่หนึ่งเลนส์ Ultra-Clear ความละเอียดระดับ 48 ล้านพิกเซล (เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX586 : ขนาดเลนส์ 1/2.0 นิ้ว : ขนาดรูรับแสงที่ f/1.7), กล้องตัวที่สองเลนส์ Telephoto แบบ Periscope พร้อมเทคโนโลยี D-Cut ความละเอียดระดับ 13 ล้านพิกเซล (ขนาดรูรับแสงที่ f/3.0) และกล้องตัวที่สามเลนส์มุมกว้าง Wide Angle ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล (ขนาดรูรับแสงที่ f/2.2 : เก็บภาพมุมกว้างสุด 120 องศา) รองรับการโฟกัสภาพแบบ Triple Focus ได้แก่ PDAF : Phase Detection Autofocus / LDAF : Laser Autofocus / CDAF : Contrast Detection Auto Focus, โหมด Portrait, Smart HDR, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual OIS, การซูมแบบ 10x Hybrid Zoom พร้อมซูมสูงสุดที่ 60 เท่า (60x Digital Zoom) และรองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K 60fps
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า Pivot Rising Camera แบบสไลด์ได้เองอัตโนมัติ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 เลนส์มุมกว้าง 79.3 องศา พร้อมเทคโนโลยี AI Beautification ที่สามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ และระบบป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยหากกล้องหน้าไม่มีการใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือในกรณีที่เราเปิดกล้องหน้าค้างไว้ แต่ทำเครื่องตก ระบบก็จะทำการเลื่อนเก็บไว้ให้แบบอัตโนมัติ
- ฟังก์ชัน App Encryption และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kids Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ฟังก์ชัน Full Screen Multitasking สำหรับเปิดแอปพลิเคชันอื่นๆ ขณะใช้งานในโหมดการแสดงผลเต็มหน้าจอ เช่น การเล่นเกม หรือการชมวิดีโอต่างๆ
- ลำโพงเสียงแบบสเตอริโอ ด้วยลำโพงที่ด้านบน กับด้านล่างของตัวเครื่อง พร้อมระบบเสียงแบบ Dolby Atmos
- แบตเตอรี่ความจุ 4065 mAh พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ VOOC Flash Charge 3.0 ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วกว่าเวอร์ชันก่อนหน้าถึง 20% 
- ฟังก์ชัน Game Assistant ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ  รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน Clone App สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน App Split-Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- เทคโนโลยี Dual Frequency GPS 
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 b/g/n/ac , Bluetooth 5.0 และ NFC
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C (USB 3.0)
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM)
- รองรับการสแตนด์บายแบบ Dual 4G LTE


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO Reno 10x Zoom

- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- หน้าจอ Panoramic Screen ในอัตราส่วน 19.5:9 ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- ด้วยความที่หน้าจอมีขอบบาง อาจทำให้อุ้งมือของผู้ใช้ไปสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจ
- ตัวเครื่องค่อนข้างหนา และมีน้ำหนักพอสมควร
- ถาดใส่ซิมการ์ดเป็นแบบ Hybrid-Slot ที่ต้องเลือกใช้งานในช่องซิมการ์ดที่สอง ระหว่างซิมการ์ด หรือ microSD Card

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง บ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


 

สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ OPPO Reno 10x Zoom ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุป คุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ OPPO Reno 10x Zoom

 

 

วันที่ : 13/06/2019