ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 27/10/2026

รีวิว OPPO Find X10 Pro Max ครั้งแรกกับกล้อง 200MP ทั้ง 3 ตัว ที่ร่วมพัฒนากับ Hasselblad พร้อมชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ซูมไกลถึง 200 เท่า
 

ปัจจุบัน กล้องถ่ายภาพ กลายเป็นหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญที่หลายคนให้ความสนใจเวลาเลือกซื้อสมาร์ตโฟน โดยเฉพาะในกลุ่มเรือธงที่นอกจากจะต้องถ่ายภาพได้คมชัดแล้ว ยังต้องรองรับการถ่ายภาพได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพวิวทิวทัศน์ ภาพบุคคล หรือการซูมถ่ายวัตถุจากระยะไกล ซึ่ง OPPO Find X10 Pro Max สมาร์ตโฟนแฟลกชิปกล้องสมจริง ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เน้นเรื่องการถ่ายภาพเป็นพิเศษ ด้วยระบบกล้องที่ OPPO ร่วมพัฒนากับ Hasselblad แบรนด์กล้องชื่อดังระดับโลก พร้อมจัดเต็มกล้องหลังความละเอียดสูงถึง 200MP ทั้ง 3 ตัวเป็นครั้งแรก เพื่อให้สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีในทุกช่วงระยะการถ่ายภาพ

จุดเด่นของ OPPO Find X10 Pro Max ในปีนี้ นั่นก็คือ กล้องความละเอียด 200MP ครบทั้งกล้องหลัก, กล้องอัลตร้าไวด์ และกล้องเทเลโฟโต้ ทำให้สามารถเลือกถ่ายภาพได้หลายระยะ ตั้งแต่การถ่ายภาพมุมกว้างด้วยมุมรับภาพสูงสุด 124 องศา การถ่ายภาพทั่วไป ไปจนถึงการซูมถ่ายภาพบุคคลหรือวัตถุที่อยู่ไกลออกไป โดยกล้อง Telephoto ยังสามารถครอปภาพจากเซนเซอร์เพื่อรองรับการซูม 6 เท่า ที่ความละเอียด 50MP ได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีระบบประมวลผลภาพ LUMO True Image Engine ที่เข้ามาช่วยจัดการรายละเอียด สีสัน และโทนสีผิว เพื่อให้ภาพถ่ายออกมาดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

อีกหนึ่งความน่าสนใจของรุ่นนี้คือ การรองรับชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายภาพในระยะไกลมากขึ้น โดยชุดเลนส์ดังกล่าวมีทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 230 มิลลิเมตร พร้อมกำลังขยายแบบออปติคัล 3.28 เท่า และสามารถใช้งานร่วมกับการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอในระยะซูมที่รองรับได้ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพท่องเที่ยว ภาพสถาปัตยกรรม หรือการเก็บรายละเอียดของวัตถุที่อยู่ไกล โดยไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปใกล้ตัวแบบมากนัก

ส่วนสเปกด้านอื่น ๆ ก็จัดมาให้สมกับการเป็นสมาร์ตโฟนเรือธง ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9600 Pro ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับ 2 นาโนเมตร แบตเตอรี่ความจุ 8,000mAh พร้อมรองรับชาร์จไว 80W SUPERVOOC และชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC รวมถึงระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 ใหม่ล่าสุด ลื่นไหล ฉลาด และปลอดภัย ที่มาพร้อมฟีเจอร์ AI สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ทำให้ OPPO Find X10 Pro Max ไม่ได้มีดีแค่เรื่องกล้องถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังมีสเปกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอีกด้วย

และในวันนี้ ทีมงาน ThaiMobileCenter จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ OPPO Find X10 Pro Max รุ่นท็อปของซีรีส์นี้กันแบบเต็ม ๆ ทั้งดีไซน์ ฟีเจอร์ ประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการทดสอบกล้องถ่ายภาพและชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ว่าจะมีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจ และใช้งานจริงได้ดีแค่ไหน ไปติดตามกันได้เลยครับ

 

แกะกล่อง OPPO Find X10 Pro Max

สำหรับกล่องแพ็กเกจของ OPPO Find X10 Pro Max มาในรูปแบบกล่องสีขาวเรียบ ๆ โดยด้านหน้ากล่องมีชื่อรุ่น OPPO Find X10 Pro Max ที่ออกแบบตัวอักษรให้มีมิติ ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้กับตัวกล่องได้เล็กน้อย ส่วนภายในกล่องมีอุปกรณ์ต่าง ๆ มาให้ดังนี้

- ตัวเครื่อง OPPO Find X10 Pro Max สีเทา Titanium Grey
- อะแดปเตอร์ชาร์จไว 80W SUPERVOOC
- สายชาร์จ USB-A to USB-C
- เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด
- เคสซิลิโคนสำหรับป้องกันตัวเครื่อง
- เอกสารประกอบและคู่มือการใช้งาน

โดยรวมแล้วอุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่องถือว่าค่อนข้างครบครัน ทั้งอะแดปเตอร์ชาร์จไว สายชาร์จ และเคสสำหรับป้องกันตัวเครื่อง ทำให้สามารถนำสมาร์ตโฟนออกมาเริ่มใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์พื้นฐานเพิ่มเติม

 

ดีไซน์พรีเมียม เรียบหรู โดดเด่นด้วย LUMO Camera Island

OPPO Find X10 Pro Max ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบของสมาร์ตโฟนตระกูล OPPO Find X Series ที่เน้นความเรียบหรู พร้อมเพิ่มรายละเอียดให้ตัวเครื่องดูทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะชุดกล้องด้านหลังที่มีดีไซน์โดดเด่นสะดุดตา สำหรับรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว Luna White และ สีเทา Titanium Grey ซึ่งแต่ละสีก็มีรูปแบบการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป

สำหรับ OPPO Find X10 Pro Max สีเทา Titanium Grey ที่ทีมงานนำมารีวิวในครั้งนี้ มาพร้อมฝาหลังกระจกที่ออกแบบเป็นชิ้นเดียว โดยมีพื้นผิวสัมผัสแบบด้าน ช่วยให้ตัวเครื่องดูเรียบหรู ขณะที่กรอบตัวเครื่องใช้อะลูมิเนียมที่มีการเก็บรายละเอียดพื้นผิวอย่างประณีต พร้อมขอบด้านข้างแบบเรียบและมุมโค้งมน ช่วยให้จับถือได้กระชับมือมากขึ้น

 

ส่วนจุดที่สะดุดตาที่สุดก็คงหนีไม่พ้นชุดกล้องด้านหลังในดีไซน์ LUMO Camera Island ซึ่งเป็นโมดูลกล้องขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับระบบกล้อง Hasselblad ความละเอียด 200MP ทั้ง 3 ตัว โดยมีการจัดวางกล้องและองค์ประกอบต่าง ๆ ไว้ภายในโมดูลเดียวกัน พร้อมรายละเอียดการตกแต่งที่ได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพ ทำให้ชุดกล้องกลายเป็นจุดเด่นสำคัญของดีไซน์รุ่นนี้

 

OPPO Find X10 Pro Max มีความหนาเพียง 8.40 มิลลิเมตร และสำหรับรุ่นสีเทา Titanium Grey มีน้ำหนักอยู่ที่ 235 กรัม ซึ่งถือว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่มีน้ำหนักพอสมควร แต่ก็แลกมากับการติดตั้งระบบกล้องขนาดใหญ่และแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 8,000mAh

 

บริเวณกรอบด้านซ้ายของตัวเครื่องติดตั้งปุ่ม Snap Key ที่สามารถตั้งค่าให้เป็นปุ่มลัดสำหรับเรียกใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดไฟฉาย เปลี่ยนโหมดเสียง บันทึกเสียง แปลภาษา หรือจับภาพหน้าจอ โดยค่าเริ่มต้นจะเชื่อมต่อกับ AI Mind Space ซึ่งสามารถกดหนึ่งครั้งเพื่อจับภาพหน้าจอ กดค้างเพื่อบันทึกเสียง และกดสองครั้งเพื่อเปิด AI Mind Space ได้โดยตรง

 

สำหรับระบบเสียง OPPO Find X10 Pro Max มาพร้อมลำโพงคู่แบบสเตอริโอ เพื่อรองรับการรับชมวิดีโอ ฟังเพลง และเล่นเกม รวมถึงติดตั้งไมโครโฟนทั้งหมด 4 ตัว สำหรับการรับเสียงขณะใช้งาน ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อรองรับ USB Type-C มาตรฐาน USB 3.2 Gen 1 ซึ่งช่วยให้การถ่ายโอนไฟล์ภาพถ่ายและวิดีโอขนาดใหญ่ไปยังอุปกรณ์อื่นทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ OPPO Find X10 Pro Max ยังให้ความสำคัญกับความทนทานของตัวเครื่อง โดยมาพร้อมกระจกป้องกัน OPPO Crystal Guard Glass ที่พัฒนาร่วมกับ Corning และผ่านการรับรองความทนทานต่อการตกกระแทก ระดับ 5 ดาวจาก SGS พร้อมมาตรฐานป้องกันน้ำและฝุ่น IP66 / IP68 / IP69 ซึ่งครอบคลุมทั้งการป้องกันฝุ่น การแช่น้ำตามเงื่อนไขการทดสอบ และการทนต่อการฉีดน้ำแรงดันสูง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

 

หน้าจอ LTPO AMOLED สีสันสดใส รองรับรีเฟรชเรตสูงสุด 144Hz

OPPO Find X10 Pro Max มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ LTPO AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2772x1272 พิกเซล โดยเป็นหน้าจอแบนที่มีขอบจอบางเพียง 1.15 มิลลิเมตรเท่ากันทั้ง 4 ด้าน ทำให้มีพื้นที่แสดงผลค่อนข้างกว้าง เหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์ ดูวิดีโอ เล่นเกม รวมถึงการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังรองรับการแสดงผลสีแบบ 10-bit และ Dolby Vision HDR ช่วยให้สามารถแสดงสีสันและรายละเอียดของภาพได้หลากหลายมากขึ้นเมื่อรับชมคอนเทนต์ที่รองรับ

อีกหนึ่งจุดเด่นของหน้าจอรุ่นนี้คือ การรองรับขอบเขตสีมาตรฐาน BT.2020 ได้ถึง 95% ซึ่งเป็นมาตรฐานสีที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยมีขอบเขตสีกว้างกว่ามาตรฐาน DCI-P3 ทำให้หน้าจอสามารถแสดงเฉดสีได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการรับชมภาพถ่ายและวิดีโอที่รองรับขอบเขตสีดังกล่าว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจสำหรับสมาร์ตโฟนที่เน้นเรื่องกล้องถ่ายภาพอย่าง OPPO Find X10 Pro Max

 

ในด้านความลื่นไหล หน้าจอใช้เทคโนโลยี LTPO ที่สามารถปรับอัตรารีเฟรชแบบ Adaptive ได้ตั้งแต่ 1-120Hz ตามลักษณะการใช้งาน ช่วยให้การเลื่อนหน้าจอและการใช้งานทั่วไปมีความลื่นไหล พร้อมช่วยจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ที่แสดงผล ส่วนผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม รุ่นนี้ยังรองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 144Hz ในเกมที่รองรับ ได้แก่ Call of Duty: Mobile, PUBG MOBILE, Free Fire และ Free Fire MAX ซึ่งช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวระหว่างเล่นเกมดูต่อเนื่องมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตรารีเฟรช 144Hz จะใช้งานได้เฉพาะเกมที่รองรับเท่านั้น ไม่ได้เปิดใช้งานกับทุกแอปพลิเคชัน

สำหรับการใช้งานกลางแจ้ง หน้าจอรองรับความสว่างสูงสุด 2,000 nits ในโหมด High Brightness Mode (HBM) และความสว่างสูงสุดเฉพาะส่วน 3,600 nits สำหรับคอนเทนต์ HDR ช่วยให้สามารถมองเห็นรายละเอียดบนหน้าจอได้ชัดเจนขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีแสงมาก ขณะที่การใช้งานในที่แสงน้อยก็สามารถปรับความสว่างลงได้ต่ำสุดถึง 1 นิต พร้อมเทคโนโลยี 3840Hz PWM Dimming ที่ช่วยลดการกะพริบของหน้าจอเมื่อใช้งานที่ระดับความสว่างต่ำ

 

นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ AI Adaptive Eye Care ที่ช่วยดูแลการใช้งานหน้าจอ เช่น การแจ้งเตือนเมื่อถือสมาร์ตโฟนใกล้ดวงตามากเกินไป รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับการกะพริบตา เพื่อช่วยให้ใช้งานหน้าจอได้สบายตามากขึ้น โดยรวมแล้วหน้าจอของ OPPO Find X10 Pro Max ถือว่ามีสเปกที่น่าสนใจทั้งเรื่องความละเอียด การแสดงสีสัน ความสว่าง และอัตรารีเฟรชสูง เหมาะกับทั้งการใช้งานทั่วไป การรับชมความบันเทิง และการเล่นเกม

 

จัดเต็มระบบกล้องที่พัฒนาร่วมกับ Hasselblad 200MP ทั้ง 3 ตัว คมชัดครอบคลุมทุกระยะ

ไฮไลต์สำคัญของ OPPO Find X10 Pro Max คงหนีไม่พ้นระบบกล้อง Hasselblad ความละเอียด 200MP ทั้ง 3 ตัว ที่ประกอบด้วยกล้องอัลตร้าไวด์, กล้องหลัก และกล้องเทเลโฟโต้ ทำให้สามารถเลือกถ่ายภาพได้หลากหลายระยะ ไม่ว่าจะเป็น ภาพวิวมุมกว้าง ภาพบุคคล ภาพทั่วไปในชีวิตประจำวัน หรือการซูมถ่ายวัตถุที่อยู่ไกล โดยกล้องแต่ละตัวมีรายละเอียดดังนี้

 

กล้อง Ultra Wide Hasselblad 200MP Ultra-Sensing เก็บภาพมุมกว้างได้ถึง 124 องศา

เริ่มกันที่กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 200MP ซึ่งใช้เซนเซอร์ Samsung ISOCELL HP5 ขนาด 1/1.56 นิ้ว พร้อมรูรับแสง f/2.2 และเลนส์ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 13 มิลลิเมตร โดยมีมุมรับภาพกว้างถึง 124 องศา ทำให้สามารถเก็บภาพวิวทิวทัศน์ อาคารสถานที่ หรือภาพหมู่ที่ต้องการเก็บบรรยากาศโดยรอบได้ภายในเฟรมเดียว เหมาะกับการถ่ายภาพท่องเที่ยวหรือสถานที่ที่มีพื้นที่จำกัด

นอกจากการถ่ายภาพมุมกว้างแล้ว กล้องตัวนี้ยังมาพร้อมระบบโฟกัสอัตโนมัติ และรองรับการโฟกัสใกล้สุดเพียง 4 เซนติเมตร จึงสามารถใช้ถ่ายภาพมาโครได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ อาหาร หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัตถุ ทำให้กล้อง Ultra Wide ไม่ได้มีไว้สำหรับถ่ายภาพมุมกว้างเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำไปใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน

 

กล้องหลัก Hasselblad 200MP พร้อมเทคโนโลยี DeepPix HDR

สำหรับกล้องหลัก Hasselblad ความละเอียด 200MP ใช้เซนเซอร์ Samsung ISOCELL HPC ขนาด 1/1.3 นิ้ว ที่ OPPO ร่วมพัฒนากับ Samsung พร้อมรูรับแสงกว้าง f/1.5 ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 24 มิลลิเมตร และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS โดยเซนเซอร์ขนาดใหญ่และรูรับแสงที่กว้างช่วยให้กล้องสามารถรับแสงได้มากขึ้น เหมาะกับการถ่ายภาพทั่วไปในชีวิตประจำวัน รวมถึงการถ่ายภาพในช่วงกลางคืนหรือบริเวณที่มีแสงน้อย

อีกหนึ่งจุดเด่นก็คือ เทคโนโลยี DeepPix HDR ที่ช่วยยกระดับการถ่ายวิดีโอให้มีคุณภาพระดับภาพยนตร์ โดยพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการกับฉากที่มีความแตกต่างระหว่างส่วนสว่างและส่วนมืดสูง เช่น การถ่ายภาพย้อนแสง หรือการถ่ายภาพในบริเวณที่มีทั้งแสงแดดและเงาอยู่ในเฟรมเดียวกัน สามารถรองรับช่วงไดนามิกได้สูงสุด 17 สต็อป ช่วยให้กล้องสามารถเก็บข้อมูลในส่วนสว่างและส่วนมืดได้มากขึ้น ลดโอกาสที่รายละเอียดบางส่วนจะหายไปจากวิดีโอ ทำให้ได้ภาพที่มีมิติ และถ่ายทอดรายละเอียดของแสงและเงาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

กล้องเทเลโฟโต้ Hasselblad 200MP Ultra-Sensing ซูมได้ไกล พร้อมถ่ายภาพระยะใกล้

กล้อง Telephoto แบบ Periscope ความละเอียด 200MP ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ OPPO Find X10 Pro Max เช่นกัน โดยใช้เซนเซอร์ Samsung ISOCELL HP5 ขนาด 1/1.56 นิ้ว พร้อมรูรับแสง f/2.1 ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 70 มิลลิเมตร และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคล รวมถึงการซูมเก็บรายละเอียดของวัตถุหรือสถานที่ที่อยู่ไกลออกไป

 

ด้วยเซนเซอร์ความละเอียดสูงถึง 200MP ทำให้กล้องสามารถนำข้อมูลภาพมาครอปเพื่อรองรับการซูมในระยะที่ไกลขึ้นได้ โดยสามารถถ่ายภาพที่ระยะซูม 6 เท่า ด้วยความละเอียด 50MP ช่วยให้มีรายละเอียดของภาพเหลืออยู่มากขึ้นสำหรับการนำไปใช้งานหรือครอปภาพเพิ่มเติม เหมาะกับการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม สถานที่ท่องเที่ยว หรือวัตถุที่ไม่สามารถเดินเข้าไปถ่ายในระยะใกล้ได้

นอกจากนี้ กล้อง Telephoto ยังรองรับการโฟกัสระยะใกล้สุดเพียง 10 เซนติเมตร ทำให้สามารถนำมาใช้ถ่ายภาพวัตถุขนาดเล็กหรือเก็บรายละเอียดเฉพาะจุดได้เช่นกัน โดยข้อดีของการใช้กล้อง Telephoto ถ่ายภาพระยะใกล้ก็คือ สามารถเลือกเก็บรายละเอียดของวัตถุจากมุมมองที่แคบกว่ากล้องหลักหรือกล้อง Ultra Wide ได้

จากสเปกกล้องทั้ง 3 ตัว จะเห็นว่า OPPO Find X10 Pro Max ให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพในหลายช่วงระยะ ไม่ได้เน้นเฉพาะกล้องหลักเพียงอย่างเดียว เพราะทั้งกล้อง Ultra Wide และ Telephoto ต่างก็มีความละเอียดสูงถึง 200MP เช่นกัน ทำให้ผู้ใช้มีตัวเลือกและลูกเล่นในการถ่ายภาพมากขึ้น

 

LUMO True Image Engine เน้นสีสันสมจริง เก็บรายละเอียดภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากระบบกล้อง Hasselblad ความละเอียด 200MP ทั้ง 3 ตัวแล้ว OPPO Find X10 Pro Max ยังมาพร้อมระบบประมวลผลภาพ LUMO True Image Engine ที่เน้นการถ่ายทอดสีสัน แสงเงา และรายละเอียดของภาพให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตามองเห็นจริง เพื่อให้ภาพถ่ายยังคงสีสันและบรรยากาศที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพบุคคล ภาพวิว หรือการถ่ายภาพในสภาพแสงที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีกล้อง True Color Camera ที่ทำหน้าที่ตรวจจับข้อมูลสีและสภาพแสง โดยใช้เซนเซอร์แบบ BSI ความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยีตรวจจับแสงหลายช่วงคลื่น หรือ Multispectral แบบ 24-Channel ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถวิเคราะห์สีสันและแสงภายในฉากได้ละเอียดมากขึ้น ก่อนนำข้อมูลไปใช้ปรับสมดุลสีของภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพในสถานที่ที่มีแสงหลายแบบผสมกัน เช่น ภายในร้านอาหารที่มีไฟสีเหลือง หรือการถ่ายภาพบุคคลในบริเวณที่มีทั้งแสงธรรมชาติและแสงไฟ

ส่วนการประมวลผลภาพของ LUMO True Image Engine จะเน้นการปรับแต่งเท่าที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มความคมชัด การลด Noise หรือการจัดการแสงด้วย HDR เพื่อไม่ให้ภาพดูคมจัดหรือถูกปรับแต่งมากเกินไป โดยเฉพาะการถ่ายภาพบุคคลที่ระบบจะพยายามรักษาโทนสีผิวและรายละเอียดของใบหน้า ให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ปรับผิวให้ขาวหรือเรียบเนียนจนรายละเอียดหายไป

เมื่อทำงานร่วมกับระบบกล้อง Hasselblad และ True Color Camera แล้ว LUMO True Image Engine จึงเข้ามาช่วยในเรื่องของการจัดการสีสันและรายละเอียดของภาพ นอกเหนือจากความละเอียด 200MP ของกล้องแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพท้องฟ้าในช่วงเย็น ภาพวิวที่มีแสงและเงาแตกต่างกัน หรือการถ่ายภาพบุคคลในสภาพแสงต่าง ๆ

 

LUMO Color Palette เลือกโทนสีภาพถ่ายได้ตามชอบ พร้อมสไตล์สีถึง 18 รูปแบบ

นอกจากระบบประมวลผลภาพ LUMO True Image Engine ที่เน้นการแสดงสีสันให้ดูเป็นธรรมชาติแล้ว OPPO Find X10 Pro Max ยังมีฟีเจอร์ LUMO Color Palette สำหรับปรับโทนสีของภาพถ่ายให้ได้สไตล์ที่ต้องการ โดยมีสไตล์สีให้เลือกทั้งหมด 18 รูปแบบ ตั้งแต่โทนสีอบอุ่น โทนสีสดใส ไปจนถึงโทนสีที่ให้ความรู้สึกคล้ายภาพถ่ายจากกล้องฟิล์ม ทำให้สามารถเลือกใช้โทนสีให้เข้ากับภาพที่กำลังถ่ายได้ตามความชอบ

สำหรับสไตล์สีที่น่าสนใจ เช่น Portra, Positive Film, NC และ CC ซึ่งแต่ละแบบจะมีลักษณะสีสันแตกต่างกันออกไป สามารถเลือกใช้ได้ทั้งการถ่ายภาพบุคคล ภาพวิว หรือภาพทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น หากต้องการถ่ายภาพให้มีโทนสีคล้ายกล้องฟิล์ม ก็สามารถเลือกสไตล์สีที่ต้องการได้จากในแอปกล้องโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องนำภาพไปปรับแต่งผ่านแอปพลิเคชันอื่นเพิ่มเติม

ฟีเจอร์ LUMO Color Palette จึงเหมาะกับคนที่ชอบถ่ายภาพหลาย ๆ สไตล์ หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศของภาพให้แตกต่างจากโทนสีปกติของกล้อง โดยยังคงใช้ระบบประมวลผลภาพ LUMO True Image Engine ในการจัดการรายละเอียดและแสงเงาของภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกในการถ่ายภาพให้กับ OPPO Find X10 Pro Max ได้อีกพอสมควร

 

Hasselblad Portrait, Master และ XPan เพิ่มทางเลือกในการถ่ายภาพให้หลากหลายยิ่งขึ้น

นอกจากระบบกล้องความละเอียด 200MP ทั้ง 3 ตัวแล้ว OPPO Find X10 Pro Max ยังมาพร้อมโหมดถ่ายภาพที่พัฒนาร่วมกับ Hasselblad ไม่ว่าจะเป็น Hasselblad Portrait, Hasselblad Master และ Hasselblad XPan ซึ่งแต่ละโหมดจะมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป ทั้งการถ่ายภาพบุคคล การปรับตั้งค่ากล้องด้วยตนเอง และการถ่ายภาพในอัตราส่วนกว้างพิเศษ ช่วยให้เลือกใช้งานได้ตามลักษณะของภาพที่ต้องการถ่าย

 

เริ่มจาก Hasselblad Portrait ซึ่งเป็นโหมดสำหรับการถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ เน้นการแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง พร้อมสร้างเอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอ เพื่อให้ตัวแบบดูโดดเด่นมากขึ้น โดยยังให้ความสำคัญกับการแสดงโทนสีผิวและรายละเอียดของใบหน้า เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลทั้งในชีวิตประจำวันและการถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่ต้องการจัดองค์ประกอบภาพให้ดูน่าสนใจ

สำหรับคนที่ชอบปรับตั้งค่ากล้องด้วยตัวเอง ก็มี Hasselblad Master ที่เปิดโอกาสให้ควบคุมการถ่ายภาพได้มากขึ้น พร้อมรองรับการบันทึกภาพในรูปแบบ RAW MAX ความละเอียดสูงสุด 50 ล้านพิกเซล ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำไฟล์ภาพไปปรับแต่งต่อภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการปรับแสง สี หรือรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพที่ต้องการความยืดหยุ่นในการแต่งภาพมากกว่าการใช้ไฟล์ JPEG ทั่วไป

 

อีกหนึ่งโหมดที่น่าสนใจคือ Hasselblad XPan ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้องพาโนรามาของ Hasselblad โดยจะถ่ายภาพในอัตราส่วนกว้างพิเศษ 65:24 ทำให้ได้ภาพที่มีลักษณะยาวในแนวนอน แตกต่างจากอัตราส่วนภาพทั่วไป เหมาะกับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ อาคารสถาปัตยกรรม หรือภาพแนวสตรีทที่ต้องการเก็บบรรยากาศโดยรอบเข้ามาในเฟรมมากขึ้น

โดยรวมแล้ว โหมดถ่ายภาพทั้ง 3 รูปแบบนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้งานกล้องของ OPPO Find X10 Pro Max ได้พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบถ่ายภาพบุคคลเป็นหลัก คนที่ต้องการปรับตั้งค่ากล้องและนำไฟล์ไปแต่งต่อ หรือคนที่อยากลองถ่ายภาพในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยสามารถเลือกใช้แต่ละโหมดให้เหมาะกับภาพที่ต้องการได้จากแอปกล้องของตัวเครื่อง

 

ชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad สำหรับถ่ายภาพระยะไกล พร้อมทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 230mm

อีกหนึ่งจุดเด่นของ OPPO Find X10 Pro Max คือ การรองรับชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับการถ่ายภาพระยะไกล โดยออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับกล้องเทเลโฟโต้ของตัวเครื่องโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลออกไป เช่น ภาพธรรมชาติ สัตว์ป่า อาคารสถาปัตยกรรม หรือรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถเดินเข้าไปถ่ายในระยะใกล้ได้สะดวก โดยภายในกล่องชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad มีอุปกรณ์มาให้ครบชุด ประกอบด้วย

- เลนส์เสริม OPPO Hasselblad กำลังขยาย 3.25 เท่า
- OPPO Hasselblad Teleconverter Case เคสสำหรับใช้งานร่วมกับเลนส์เสริม
- OPPO Adapter Ring สำหรับเชื่อมต่อเลนส์เสริมกับตัวเครื่อง
- OPPO Teleconverter Bracket ขาสำหรับยึดเลนส์เสริม
- กระเป๋าใส่เลนส์เสริม
- สายคล้องกล้อง

 

สำหรับชุดเลนส์เสริมนี้เป็นเลนส์ประเภท Teleconverter ที่มีกำลังขยายแบบออปติคอล 3.28 เท่า เมื่อนำมาใช้งานร่วมกับกล้องเทเลโฟโต้ Hasselblad ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล ของ OPPO Find X10 Pro Max จะให้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 230 มิลลิเมตร หรือระยะซูมออปติคอลประมาณ 10 เท่า ทำให้สามารถถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลได้ในมุมมองที่แคบลง โดยเป็นการขยายภาพผ่านชุดเลนส์จริง ไม่ได้อาศัยการครอปภาพด้วยซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว

ในส่วนของโครงสร้างภายใน ชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ใช้ชิ้นเลนส์แก้วทั้งหมด 13 ชิ้น แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ในรูปแบบ 4+4+5 โดยมีชิ้นเลนส์ ED จำนวน 3 ชิ้น สำหรับช่วยลดความคลาดเคลื่อนของสี รวมถึงมีการเคลือบผิวเลนส์แบบ PVD ที่ช่วยลดการเกิดแสงแฟลร์เมื่อถ่ายภาพในบริเวณที่มีแหล่งกำเนิดแสงสว่างอยู่ในเฟรมหรือใกล้เคียง ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ OPPO ให้ความสำคัญเพื่อช่วยรักษาคุณภาพของภาพเมื่อถ่ายด้วยระยะซูมที่ไกลขึ้น

 

ซูมได้ตั้งแต่ 10x, 20x ไปจนถึง 40x เลือกถ่ายภาพระยะไกลได้ตามต้องการ

นอกจากการถ่ายภาพด้วยระยะซูมออปติคอล 10 เท่าแล้ว ชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ยังสามารถทำงานร่วมกับกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล เพื่อถ่ายภาพในระยะที่ไกลขึ้นได้อีก โดยมีระยะซูมหลักให้เลือกใช้งานผ่านแอปกล้องทั้งหมด 3 ระยะ ได้แก่

 

- 10x (230mm) เป็นระยะซูมออปติคอลที่ได้จากการติดตั้งชุดเลนส์เสริม เหมาะสำหรับถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลออกไป โดยยังต้องการเก็บรายละเอียดของตัวแบบให้ชัดเจน
- 20x (460mm) เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลขึ้น เช่น นกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ ดอกไม้ หรือรายละเอียดของอาคารที่ต้องการดึงเข้ามาให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น
- 40x (920mm) เป็นระยะซูมสูงสุดที่ช่วยให้ถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ห่างออกไปได้ในมุมมองที่ใกล้ขึ้น เหมาะกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเดินเข้าไปถ่ายใกล้ตัวแบบได้

 

อย่างไรก็ตาม ระยะซูม 20x และ 40x ไม่ใช่การซูมออปติคอลโดยตรง แต่เป็นการใช้ระบบเลนส์เสริมร่วมกับการครอปภาพจากเซนเซอร์ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล เพื่อให้ได้มุมมองที่ใกล้ขึ้นกว่าระยะ 10x โดยข้อดีของการใช้เซนเซอร์ความละเอียดสูงก็คือ มีข้อมูลภาพสำหรับนำมาครอปได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ คุณภาพของภาพที่ได้ก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพแสงและระยะซูมที่เลือกใช้งานด้วยเช่นกัน

โดยชุดเลนส์เสริมลักษณะนี้ เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายภาพระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะภาพธรรมชาติ สัตว์ หรือรายละเอียดของอาคารที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งสามารถเปลี่ยนระยะซูมให้เหมาะกับตัวแบบได้โดยไม่ต้องเดินเข้าไปใกล้

 

ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K พร้อม DeepPix HDR ช่วยเก็บรายละเอียดในสภาพแสงที่แตกต่างกัน

นอกจากการถ่ายภาพนิ่งแล้ว OPPO Find X10 Pro Max ยังรองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงผ่านระบบกล้องหลัง Hasselblad ความละเอียด 200 ล้านพิกเซลทั้ง 3 ตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้อง Ultra Wide, กล้องหลัก หรือกล้องเทเลโฟโต้ ทำให้สามารถเลือกมุมมองในการถ่ายวิดีโอได้หลากหลาย ตั้งแต่การถ่ายภาพวิวมุมกว้าง การบันทึกวิดีโอทั่วไป ไปจนถึงการถ่ายวัตถุที่อยู่ไกลออกไป โดยรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 4K 60fps, 4K 120fps และสูงสุด 8K 30fps ทั้งนี้ ความละเอียดและเฟรมเรตที่ใช้งานได้จะขึ้นอยู่กับกล้องและโหมดถ่ายวิดีโอที่เลือก

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ DeepPix HDR ซึ่งเข้ามาช่วยจัดการรายละเอียดของภาพในสถานการณ์ที่มีความแตกต่างระหว่างส่วนสว่างและส่วนมืดค่อนข้างมาก โดย กล้องหลักสามารถเก็บช่วงไดนามิกเรนจ์ได้สูงสุด 17 Stops เมื่อบันทึกวิดีโอแบบ Dolby Vision ที่ความละเอียด 4K 30fps หรือ 4K 60fps ในระยะ 1x ช่วยให้ระบบสามารถรักษารายละเอียดของบริเวณที่มีแสงสว่างจัดและบริเวณเงามืดภายในเฟรมเดียวกันได้ดีขึ้น

ตัวอย่างการใช้งานที่น่าจะเห็นประโยชน์ของ DeepPix HDR ได้ชัดเจนคือ การถ่ายวิดีโอในสภาพย้อนแสง เช่น การถ่ายบุคคลโดยมีท้องฟ้าอยู่ด้านหลัง การถ่ายวิวช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก รวมถึงการถ่ายภายในอาคารที่มีแสงจากหน้าต่างส่องเข้ามา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กล้องต้องจัดการทั้งส่วนสว่างและส่วนมืดไปพร้อมกัน

 

Ultra Steady ระบบกันสั่นสำหรับการถ่ายวิดีโอขณะเคลื่อนไหว

สำหรับการถ่ายวิดีโอขณะเคลื่อนไหว OPPO Find X10 Pro Max ยังมาพร้อมระบบกันสั่น Ultra Steady ที่ช่วยลดอาการสั่นไหวของภาพขณะบันทึกวิดีโอ โดยเฉพาะการถือสมาร์ตโฟนถ่ายด้วยมือ หรือการเดินถ่ายวิดีโอในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ภาพที่บันทึกได้มีความนิ่งและต่อเนื่องมากขึ้น

ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับการเดินถ่ายบรรยากาศภายในเมือง การบันทึกวิดีโอระหว่างท่องเที่ยว หรือการถ่ายคลิปทั่วไปโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ซึ่งผู้ใช้สามารถเปิดใช้งาน Ultra Steady ผ่านเมนูการตั้งค่าเพิ่มเติมภายในโหมดวิดีโอ

 

Open Gate Capture เก็บพื้นที่ภาพได้มากขึ้น เหมาะสำหรับนำวิดีโอไปตัดต่อ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบถ่ายวิดีโอหรือทำคอนเทนต์คือ Open Gate Capture ซึ่ง OPPO Find X10 Pro Max รองรับการใช้งานกับกล้องหลังทั้ง 3 ตัว โดยฟีเจอร์นี้จะใช้พื้นที่รับภาพของเซนเซอร์ในการบันทึกวิดีโอมากกว่าการถ่ายในรูปแบบมาตรฐาน ทำให้สามารถเก็บองค์ประกอบของฉากได้กว้างขึ้น และมีพื้นที่ภาพเหลือสำหรับนำไปปรับกรอบภาพในขั้นตอนตัดต่อภายหลัง

 

โดย Open Gate Capture สามารถเก็บพื้นที่ภาพในแนวตั้งได้มากขึ้นสูงสุด 66% และแนวนอนมากขึ้น 25% เมื่อเทียบกับการถ่ายวิดีโอแบบมาตรฐาน ซึ่งมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการนำวิดีโอชุดเดียวกันไปตัดต่อเป็นหลายอัตราส่วน เช่น วิดีโอแนวนอนสำหรับ YouTube และวิดีโอแนวตั้งสำหรับ TikTok, Instagram Reels หรือ YouTube Shorts โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายแยกทุกครั้ง ทั้งนี้ การครอปภาพแต่ละรูปแบบก็ยังต้องคำนึงถึงตำแหน่งของตัวแบบภายในเฟรมด้วย

นอกจากนี้ Open Gate Capture ยังรองรับการใช้งานร่วมกับ O-Log2 ซึ่งเป็นรูปแบบการบันทึกภาพที่เหมาะสำหรับนำไฟล์วิดีโอไปปรับแต่งสีและโทนภาพเพิ่มเติมในขั้นตอนตัดต่อ โดยผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานฟีเจอร์นี้ผ่านโหมดวิดีโอโปร (Pro Video) แล้วเลือกเปิด Open Gate จากเมนูภายในหน้ากล้อง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมขั้นตอนการถ่ายและการแต่งสีวิดีโอด้วยตัวเองมากขึ้น

 

O-Log2 พร้อมรองรับ 3D LUT สำหรับการปรับแต่งสีวิดีโอได้ตามต้องการ

สำหรับคนที่ต้องการนำวิดีโอไปปรับแต่งสีเพิ่มเติมในขั้นตอนตัดต่อ OPPO Find X10 Pro Max ยังรองรับ O-Log2 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบันทึกวิดีโอแบบ Log เจเนอเรชันที่ 2 ของ OPPO โดยออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลโทนสีและช่วงไดนามิกของภาพไว้สำหรับการปรับแต่งภายหลัง พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด 4K 60fps, 4K 120fps และ 8K 30fps ตามโหมดและเงื่อนไขที่รองรับ

เมื่อบันทึกวิดีโอด้วย O-Log2 ภาพที่ได้จะมีลักษณะเป็น Flat Profile หรือภาพที่มีคอนทราสต์และความอิ่มตัวของสีค่อนข้างต่ำกว่าวิดีโอทั่วไป ซึ่งเป็นลักษณะของไฟล์ที่เตรียมไว้สำหรับการทำ Color Grading หรือการปรับแต่งสีในขั้นตอนตัดต่อ โดยผู้ใช้สามารถปรับแสง คอนทราสต์ และโทนสีให้ได้ลักษณะตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโทนสีธรรมชาติ โทนอุ่น หรือโทนสีในสไตล์ภาพยนตร์ ทั้งนี้ การถ่ายแบบ Log จะเหมาะกับผู้ที่มีขั้นตอนการแต่งสีวิดีโอเพิ่มเติม มากกว่าการถ่ายแล้วนำไฟล์ไปใช้งานทันที

นอกจากนี้ ยังรองรับ 3D LUT (Look-Up Table) ซึ่งช่วยให้สามารถดูตัวอย่างภาพที่ผ่านการปรับโทนสีได้แบบเรียลไทม์บนหน้าจอระหว่างถ่ายวิดีโอ ทำให้เห็นภาพคร่าว ๆ ว่าวิดีโอจะออกมาในโทนสีแบบไหน โดยสามารถเลือกบันทึกเป็นไฟล์ Log เพื่อนำไปแต่งสีต่อภายหลัง หรือเลือกใช้ LUT กับวิดีโอที่บันทึกได้ตามรูปแบบการทำงานที่รองรับ

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ OPPO ได้ร่วมมือกับ Blackmagic Design เพื่อปรับแต่งแอปพลิเคชัน Blackmagic Camera ให้รองรับการทำงานร่วมกับ OPPO Find X10 Series ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการปรับตั้งค่าการถ่ายวิดีโอด้วยตัวเอง

 

ColorOS 17 บนพื้นฐาน Android 17 พร้อมฟีเจอร์ AI ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากความสามารถด้านกล้องถ่ายภาพแล้ว OPPO Find X10 Pro Max ยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 บนพื้นฐาน Android 17 ซึ่งมีการปรับปรุงทั้งในด้านความลื่นไหลและการตอบสนองของระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอปพลิเคชัน การสลับใช้งานระหว่างแอป หรือการใช้งานหลายแอปพร้อมกัน รวมถึงการออกแบบหน้าตาของระบบให้ใช้งานได้ง่าย และมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานประจำวัน

อีกหนึ่งจุดเด่นของ ColorOS 17 คือ การนำฟีเจอร์ AI เข้ามาช่วยในการใช้งานหลายด้าน ทั้งการจัดเก็บและค้นหาข้อมูล การแนะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้กำลังทำ การปรับแต่งภาพถ่าย ไปจนถึงฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ช่วยตรวจจับความเสี่ยงจากการหลอกลวงผ่านการสื่อสาร มาดูกันว่า มีฟีเจอร์อะไรบ้าง

 

AI Mind Pilot ทำงานร่วมกับ Gemini, Perplexity และ ChatGPT ผ่าน AI Mind Space

เริ่มจาก AI Mind Pilot ซึ่งเป็นฟีเจอร์ AI ที่ทำงานร่วมกับ AI Mind Space พื้นที่สำหรับจัดเก็บและจัดระเบียบข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้ โดยรองรับการทำงานร่วมกับบริการ AI อย่าง Gemini, Perplexity และ ChatGPT เพื่อช่วยให้สามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บไว้มาค้นหา สรุป หรือใช้งานต่อได้สะดวกมากขึ้น

จุดเด่นของ AI Mind Pilot คือการนำข้อมูลที่บันทึกไว้ใน AI Mind Space มาใช้ประกอบการทำงานของ AI เช่น การค้นหาข้อมูลที่เคยเก็บไว้ การสรุปเนื้อหา หรือการรวบรวมข้อมูลสำหรับการวางแผนต่าง ๆ เหมาะกับคนที่ชอบบันทึกข้อมูลระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับงาน การเรียน สถานที่ท่องเที่ยว หรือเรื่องที่ต้องการกลับมาอ่านภายหลัง โดยไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งด้วยตัวเองทุกครั้ง

นอกจากนี้ OPPO Find X10 Pro Max ยังมีปุ่ม Snap Key อยู่บริเวณด้านข้างตัวเครื่อง สำหรับเข้าถึง AI Mind Space ได้อย่างรวดเร็ว โดยการตั้งค่าเริ่มต้นสามารถใช้งานได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ กดหนึ่งครั้งเพื่อบันทึกภาพหน้าจอเข้าสู่ AI Mind Space, กดค้างเพื่อเพิ่มบันทึกเสียง และกดสองครั้งเพื่อเปิด AI Mind Space ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลที่พบระหว่างใช้งานได้โดยไม่ต้องเข้าไปเปิดแอปด้วยตัวเองทุกครั้ง

 

AI Mind Suggest แนะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานในแต่ละช่วงเวลา

อีกหนึ่งฟีเจอร์คือ AI Mind Suggest ที่ออกแบบมาเพื่อแนะนำข้อมูลหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของผู้ใช้ โดยอาศัยข้อมูลและบริบทการใช้งานในช่วงเวลานั้น ๆ เพื่อช่วยให้เข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้สะดวกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลหรือเปิดแอปพลิเคชันด้วยตัวเองทุกครั้ง

ฟีเจอร์นี้จึงเน้นการช่วยลดขั้นตอนในการใช้งานประจำวัน โดยระบบจะพยายามแนะนำข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความสามารถและรูปแบบการแนะนำข้อมูลที่ใช้งานได้จริงอาจแตกต่างกันตามบริการ แอปพลิเคชัน และการตั้งค่าของผู้ใช้

 

AI Photo Agent แต่งภาพด้วยคำสั่งข้อความ พร้อมใช้ภาพอ้างอิงได้

สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพและนำมาแต่งเพิ่มเติม OPPO Find X10 Pro Max ยังมีฟีเจอร์ AI Photo Agent ที่ช่วยให้การปรับแต่งภาพทำได้ง่ายขึ้น โดยสามารถใช้คำสั่งภาษาธรรมชาติ หรือพิมพ์อธิบายสิ่งที่ต้องการแก้ไขเป็นข้อความ แทนการเข้าไปปรับค่าต่าง ๆ ด้วยตัวเองทีละรายการ

 

นอกจากนี้ AI Photo Agent ยังสามารถช่วยแนะนำแนวทางการแต่งภาพให้เหมาะกับภาพแต่ละประเภท รวมถึงรองรับการใช้ภาพอ้างอิง เพื่อปรับสไตล์ของภาพถ่ายให้ใกล้เคียงกับตัวอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโทนสี การปรับบรรยากาศของภาพ หรือการแต่งภาพให้มีลักษณะแตกต่างจากต้นฉบับ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการแต่งภาพอย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการแต่งภาพมากนัก

 

AI Call Guard ช่วยตรวจจับความเสี่ยงจากการหลอกลวงระหว่างการสื่อสาร

ในด้านความปลอดภัย ColorOS 17 ยังมาพร้อม AI Call Guard ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยตรวจจับสัญญาณที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงระหว่างการสื่อสาร โดยใช้ระบบประมวลผล AI ภายในตัวเครื่อง ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงตามรูปแบบที่ระบบรองรับ

ฟีเจอร์นี้ให้ความสำคัญกับการรับมือการหลอกลวงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ปลอมแปลงใบหน้าหรือเลียนแบบเสียงของบุคคลอื่น เพื่อทำให้คู่สนทนาเข้าใจผิดว่าเป็นคนที่รู้จักหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือ ซึ่ง AI Call Guard จะเข้ามาช่วยตรวจจับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกในการระมัดระวังภัยจากการหลอกลวงผ่านสมาร์ตโฟน

อย่างไรก็ตาม AI Call Guard เป็นเพียงระบบช่วยตรวจจับความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันการหลอกลวงได้ทุกรูปแบบ ผู้ใช้จึงควรตรวจสอบตัวตนของคู่สนทนาและข้อมูลสำคัญด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวหรือธุรกรรมทางการเงิน

 

ชิป Dimensity 9600 Pro พร้อม RAM 16GB และ ROM 512GB รองรับการใช้งานได้หลากหลาย

ด้านประสิทธิภาพ OPPO Find X10 Pro Max มาพร้อมชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9600 Pro ที่ผลิตด้วยกระบวนการระดับ 2 นาโนเมตร ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลทั้งการใช้งานทั่วไป การเปิดแอปพลิเคชันหลายแอปพร้อมกัน รวมถึงการเล่นเกมที่ต้องใช้พลังประมวลผลค่อนข้างสูง โดยภายในตัวเครื่องยังมีระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber เข้ามาช่วยกระจายความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อต้องประมวลผลหนักอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนหน่วยความจำให้มาเป็น RAM LPDDR5X ขนาด 16GB จับคู่กับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลแบบ UFS 4.1 ความจุ 512GB ซึ่งถือว่าให้มาเพียงพอสำหรับการใช้งานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดและสลับใช้งานหลายแอปพลิเคชัน การจัดเก็บภาพถ่ายความละเอียดสูง การบันทึกวิดีโอขนาดใหญ่ หรือการติดตั้งเกมที่ใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลค่อนข้างมาก ขณะที่หน่วยความจำแบบ UFS 4.1 ก็มีจุดเด่นด้านความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล ซึ่งช่วยในเรื่องการเปิดแอปพลิเคชันและการจัดการไฟล์ต่าง ๆ ภายในเครื่อง

สำหรับการเล่นเกม OPPO Find X10 Pro Max ยังมีหน้าจอที่รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 144Hz ในเกมที่รองรับ ได้แก่ Call of Duty: Mobile, PUBG MOBILE, Free Fire และ Free Fire MAX ทำให้สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้ต่อเนื่องมากขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับเกมที่รองรับเฟรมเรตสูง โดยมีระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ช่วยจัดการความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นเกม

 

ทีมงานได้ลองทดสอบเล่นเกมยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น Call of Duty: Mobile, PUBG MOBILE และ Free Fire MAX โดยปรับกราฟิกที่ระดับสูงสุด พบว่า สามารถเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการสะดุด หรือกระตุกให้เห็นระหว่างการเล่น ส่วนการจัดการความร้อนก็ถือว่าทำได้ดีเช่นกัน โดยตัวเครื่องไม่ได้มีความร้อนสะสมมากจนเกินไป แม้จะเล่นเกมต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

สำหรับผลการทดสอบประสิทธิภาพของ OPPO Find X10 Pro Max ผ่านโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ เริ่มจาก AnTuTu ทำคะแนนได้ 4,003,500 คะแนน ส่วนโปรแกรม Geekbench 7 ทำคะแนนในส่วนของ Single-Core ได้ 2,552 คะแนน และ Multi-Core ได้ 8,738 คะแนน

 

แบตเตอรี่ Silicon-Carbon ขนาดใหญ่ 8,000 mAh พร้อมชาร์จเร็ว 80W SUPERVOOC

อีกหนึ่งจุดเด่นของ OPPO Find X10 Pro Max คือการมาพร้อมแบตเตอรี่ OPPO Silicon-Carbon ความจุ 8,000 mAh ซึ่งเป็นรุ่นที่มีความจุแบตเตอรี่สูงที่สุดเท่าที่เคยนำมาใช้กับสมาร์ตโฟนในตระกูล OPPO Find Series โดยใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบซิลิคอนคาร์บอนที่มีจุดเด่นในเรื่องความหนาแน่นของพลังงาน ทำให้สามารถใส่แบตเตอรี่ความจุสูงไว้ภายในตัวเครื่องได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ตามความจุในสัดส่วนเดียวกัน

 

ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ OPPO Find X10 Pro Max รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W SUPERVOOC ผ่านสาย ซึ่งช่วยให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่กลับมาใช้งานได้โดยไม่ต้องรอนานจนเกินไป แม้จะมีความจุแบตเตอรี่สูงถึง 8,000 mAh

นอกจากนี้ ยังรองรับชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC Wireless Charging สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการชาร์จแบบไม่ต้องเสียบสาย รวมถึงรองรับการชาร์จผ่านมาตรฐาน USB-PD สูงสุด 55W เมื่อใช้งานร่วมกับอะแดปเตอร์และสายชาร์จที่รองรับ ทำให้สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จได้หลากหลายมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบ SUPERVOOC เพียงอย่างเดียว

อีกหนึ่งความสามารถที่ให้มาคือ การชาร์จย้อนกลับทั้งแบบมีสายและไร้สาย ซึ่งช่วยให้สามารถใช้ OPPO Find X10 Pro Max จ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นที่รองรับได้ เช่น สมาร์ตโฟนหรืออุปกรณ์เสริมบางประเภท เหมาะสำหรับคนที่พกอุปกรณ์หลายชิ้นและต้องการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์เหล่านั้นในระหว่างวัน

 

ราคา และโปรโมชันของ OPPO Find X10 Pro Max

ล่าสุดวันนี้ (27 ตุลาคม 2569) OPPO (ประเทศไทย) ก็ได้เปิดตัว พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ OPPO Find X10 Pro Max ออกมาแล้ว โดยมีราคาอยู่ที่ 59,999 บาท สำหรับรุ่น RAM 16GB+ROM 512GB พร้อมโปรโมชันพิเศษ รับของสมนาคุณรวมมูลค่าสูงสุด 31,296 บาท สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569 ดังนี้

- รับฟรี OPPO Find X10 Pro Max E-VIP Card ประกันจอแตกจำนวน 1 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี, ประกันตัวเครื่อง 2 ปี และประกันแบตเตอรี่ 2 ปี มูลค่ารวม 28,297 บาท
- รับฟรีกระเป๋า Capture Reality Portable Camera Bag มูลค่า 2,999 บาท

โดยลูกค้าต้องกดรับสิทธิ์ E-VIP Card ผ่าน MY OPPO เท่านั้น และของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด

 

และสำหรับชุดเลนส์เสริมตัวเก่งรุ่นใหม่อย่าง OPPO Find X10 Series Hasselblad Teleconverter Kit ก็จะมีวางจำหน่ายแยกต่างหากด้วยเช่นกันในราคา 7,999 บาท ท่านใดสนใจก็สามารถสอบถามได้ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

บทสรุปการใช้งาน OPPO Find X10 Pro Max

หลังจากได้ทดสอบใช้งาน คงต้องยอมรับว่า OPPO Find X10 Pro Max เป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่มีจุดเด่นอยู่ในเรื่องของกล้องถ่ายภาพที่มอบสีสันสมจริงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการมาพร้อมระบบกล้องหลัง Hasselblad ความละเอียด 200 ล้านพิกเซลทั้ง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้อง Ultra Wide กล้องหลัก และกล้องเทเลโฟโต้ ซึ่งถือเป็นสเปกกล้องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะให้ความละเอียดสูงครบทุกระยะหลัก ทำให้สามารถเลือกถ่ายภาพได้หลากหลาย ตั้งแต่ภาพวิวมุมกว้าง ภาพบุคคล ไปจนถึงการถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลออกไป โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากล้องหลักเพียงตัวเดียว

นอกจากความละเอียดของกล้องแล้ว OPPO ยังให้ความสำคัญกับเรื่องสีสันและการประมวลผลภาพ ด้วยเทคโนโลยี LUMO True Image Engine ที่ทำงานร่วมกับกล้อง True Color Camera เพื่อช่วยจัดการสีสัน แสงเงา และรายละเอียดของภาพให้ดูใกล้เคียงกับสิ่งที่ตามองเห็นจริงมากขึ้น รวมถึงมีฟีเจอร์ LUMO Color Palette พร้อมสไตล์สีให้เลือก 18 รูปแบบ สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพหลาย ๆ โทน ไม่ว่าจะเป็นภาพสีธรรมชาติหรือภาพที่ให้ความรู้สึกคล้ายกล้องฟิล์ม ขณะที่โหมด Hasselblad Portrait, Hasselblad Master และ Hasselblad XPan ก็ช่วยเพิ่มทางเลือกในการถ่ายภาพ ทั้งการถ่ายภาพบุคคล การปรับตั้งค่ากล้องด้วยตัวเอง และการถ่ายภาพในอัตราส่วนกว้างพิเศษ

อีกหนึ่งความสามารถที่น่าสนใจคือ การรองรับชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับการถ่ายภาพระยะไกลโดยเฉพาะ โดยมีกำลังขยายแบบออปติคอล 3.28 เท่า และเมื่อใช้งานร่วมกับกล้องเทเลโฟโต้ 200 ล้านพิกเซล จะให้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 230 มิลลิเมตร หรือระยะซูมออปติคอล 10 เท่า พร้อมรองรับระยะซูม 20 เท่า และ 40 เท่า ด้วยการครอปภาพจากเซนเซอร์ความละเอียดสูง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพธรรมชาติ สัตว์ หรือรายละเอียดของอาคารที่อยู่ไกลออกไป นอกจากนี้ ชุดเลนส์เสริมยังรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K อีกด้วย

 

ส่วนความสามารถด้านวิดีโอก็ให้มาค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K 30fps รวมถึงเทคโนโลยี DeepPix HDR สำหรับช่วยจัดการรายละเอียดในฉากที่มีความแตกต่างระหว่างส่วนสว่างและส่วนมืด ระบบกันสั่น Ultra Steady สำหรับการถ่ายขณะเคลื่อนไหว และ Open Gate Capture ที่ช่วยให้มีพื้นที่ภาพสำหรับนำไปจัดเฟรมในขั้นตอนตัดต่อได้มากขึ้น ขณะที่ O-Log2 และ 3D LUT ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการนำวิดีโอไปปรับแต่งสีเพิ่มเติม จึงถือว่า OPPO Find X10 Pro Max ไม่ได้เน้นเฉพาะการถ่ายภาพนิ่งเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องมือสำหรับคนที่ชอบถ่ายและตัดต่อวิดีโอด้วย

สำหรับการออกแบบ OPPO Find X10 Pro Max มาในดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ยังดูเป็นสมาร์ตโฟนระดับเรือธง โดยมีโมดูลกล้อง LUMO Camera Island เป็นจุดเด่นบริเวณด้านหลัง พร้อมตัวเลือกสีขาว Luna White และสีเทา Titanium Grey ส่วนหน้าจอใช้พาเนล LTPO AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2772x1272 พิกเซล รองรับอัตรารีเฟรชแบบปรับอัตโนมัติ 1-120Hz และสูงสุด 144Hz ในเกมที่รองรับ ทำให้เหมาะกับทั้งการดูคอนเทนต์ การใช้งานทั่วไป และการเล่นเกมที่รองรับเฟรมเรตสูง

ด้านซอฟต์แวร์ ตัวเครื่องมาพร้อมระบบปฏิบัติการ ColorOS 17 บนพื้นฐาน Android 17 และฟีเจอร์ AI หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น AI Mind Pilot ที่ทำงานร่วมกับ AI Mind Space สำหรับจัดเก็บและค้นหาข้อมูล, AI Mind Suggest สำหรับแนะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน, AI Photo Agent สำหรับช่วยแต่งภาพด้วยคำสั่งข้อความ และ AI Call Guard ที่ช่วยตรวจจับความเสี่ยงจากการหลอกลวงระหว่างการสื่อสาร ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานนอกเหนือจากเรื่องกล้องถ่าย าพ

ส่วนประสิทธิภาพการทำงานก็จัดสเปกมาในระดับสูง ด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9600 Pro ที่ผลิตด้วยกระบวนการ 2 นาโนเมตร จับคู่กับ RAM LPDDR5X ขนาด 16GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล UFS 4.1 ความจุ 512GB พร้อมระบบระบายความร้อน Vapor Chamber

 

อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ แบตเตอรี่ OPPO Silicon-Carbon ความจุ 8,000 mAh ซึ่งให้ความจุมาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนทั่วไป สามารถรองรับการใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 2 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 80W SUPERVOOC ผ่านสาย และชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC รวมถึงรองรับการชาร์จย้อนกลับทั้งแบบมีสายและไร้สาย จึงมีทางเลือกในการชาร์จแบตเตอรี่ค่อนข้างครบ

โดยรวมแล้ว OPPO Find X10 Pro Max เป็นสมาร์ตโฟนที่น่าสนใจสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะคนที่ต้องการกล้องหลายระยะที่มีความละเอียดสูง ชอบถ่ายภาพบุคคล หรืออยากลองถ่ายภาพระยะไกลด้วยชุดเลนส์เสริม Hasselblad ขณะเดียวกันก็ยังมีฟีเจอร์สำหรับการถ่ายวิดีโอที่ค่อนข้างจริงจัง รวมถึงสเปกด้านประสิทธิภาพ หน้าจอ และแบตเตอรี่ที่จัดมาในระดับเรือธง ทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการสมาร์ตโฟนเครื่องเดียวไว้ใช้งานทั่วไป เล่นเกม และถ่ายภาพหรือวิดีโอในรูปแบบที่หลากหลาย

 

สรุปคุณสมบัติเด่นของ OPPO Find X10 Pro Max

- ระบบกล้องหลัง Hasselblad ความละเอียด 200 ล้านพิกเซลทั้ง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก กล้อง Ultra Wide และกล้อง Periscope Telephoto
- เทคโนโลยีประมวลผลภาพ LUMO True Image Engine เน้นการถ่ายทอดสีสันและรายละเอียดของภาพอย่างเป็นธรรมชาติ
- กล้อง True Color Camera พร้อมเซนเซอร์ Multispectral แบบ 24-Channel สำหรับช่วยวิเคราะห์สีสันและสภาพแสง
- รองรับชุดเลนส์เสริม OPPO Hasselblad Teleconverter กำลังขยายออปติคอล 3.28 เท่า ให้ทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 230 มิลลิเมตร หรือซูมออปติคอล 10 เท่า พร้อมระยะซูม 20x และ 40x
- ฟีเจอร์ LUMO Color Palette พร้อมสไตล์สีให้เลือก 18 รูปแบบ
- โหมดถ่ายภาพ Hasselblad Portrait, Hasselblad Master พร้อม RAW MAX และ Hasselblad XPan อัตราส่วนภาพ 65:24
- รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K 30fps พร้อม DeepPix HDR, Ultra Steady, Open Gate Capture และ O-Log2
- ดีไซน์ LUMO Camera Island พร้อมฝาหลังกระจกและกรอบตัวเครื่องอะลูมิเนียม
- ตัวเครื่องทนน้ำและฝุ่นระดับ IP66/IP68/IP69 พร้อมกระจก OPPO Crystal Guard Glass และการรับรองความทนทานต่อการตกกระแทก 5 ดาวจาก SGS
- ปุ่ม Snap Key ที่สามารถปรับแต่งฟังก์ชันและเข้าถึง AI Mind Space ได้อย่างรวดเร็ว

------------------------------

- จอแสดงผล LTPO AMOLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2772x1272 พิกเซล, อัตราส่วน 20:9 และความหนาแน่นประมาณ 450 PPI
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) แบบปรับอัตโนมัติ 1-120Hz และสูงสุด 144Hz ในเกมที่รองรับ
- หน้าจอแสดงสีแบบ 10-bit รองรับขอบเขตสี BT.2020 สูงสุด 95% และมาตรฐาน Dolby Vision
- ความสว่างหน้าจอ 800 nits (Typical), 2,000 nits (HBM) และสูงสุด 3,600 nits (Peak HDR)
- รองรับความสว่างต่ำสุด 1 nit และเทคโนโลยี 3,840Hz PWM Dimming เมื่อความสว่างอยู่ที่ 70 nits หรือต่ำกว่า
- ฟีเจอร์ AI Adaptive Eye Care และการรับรอง TUV Rheinland Intelligent Eye Care
- ขอบหน้าจอบาง 1.15 มิลลิเมตรเท่ากันทั้ง 4 ด้าน
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanner
- ฟีเจอร์ Splash Touch สำหรับช่วยให้ใช้งานหน้าจอได้สะดวกเมื่อมีละอองน้ำ
- กระจกป้องกันหน้าจอ OPPO Crystal Guard Glass

------------------------------

- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Dimensity 9600 Pro ผลิตด้วยกระบวนการ TSMC N2P ขนาด 2 นาโนเมตร
- หน่วยประมวลผล CPU แบบ All Big Core พร้อมคอร์ C2-Ultra จำนวน 2 คอร์ ความเร็วสูงสุด 4.55GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก GPU G2-Ultra NX
- ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 16GB
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูล (ROM) แบบ UFS 4.1 ความจุ 512GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 17 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 17

------------------------------

- แบตเตอรี่ OPPO Silicon-Carbon ความจุ 8,000 mAh
- เทคโนโลยีจัดการพลังงาน PowerCore สามารถใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 2 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- ระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบมีสาย 80W SUPERVOOC
- รองรับการชาร์จเร็วผ่านมาตรฐาน USB-PD สูงสุด 55W
- ระบบชาร์จไร้สาย 50W AIRVOOC Wireless Charging
- รองรับการชาร์จย้อนกลับทั้งแบบมีสายและไร้สาย (Reverse Wired & Wireless Charging)

------------------------------

กล้องหลักด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ที่พัฒนาร่วมกับ Hasselblad ประกอบด้วย

- กล้องหลัก Hasselblad Main Camera ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์ Samsung ISOCELL HPC ขนาด 1/1.3 นิ้ว, รูรับแสง f/1.5, ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร, เทคโนโลยี DeepPix HDR และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Hasselblad Ultra Wide ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์ Samsung ISOCELL HP5 ขนาด 1/1.56 นิ้ว, รูรับแสง f/2.2, ทางยาวโฟกัส 13 มิลลิเมตร, มุมรับภาพ 124 องศา, ระบบโฟกัสอัตโนมัติ และระยะโฟกัสใกล้สุด 4 เซนติเมตร
- กล้อง Hasselblad Periscope Telephoto ความละเอียด 200 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์ Samsung ISOCELL HP5 ขนาด 1/1.56 นิ้ว, รูรับแสง f/2.1, ทางยาวโฟกัส 70 มิลลิเมตร, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS และระยะโฟกัสใกล้สุด 10 เซนติเมตร

กล้อง True Color Camera ความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์แบบ BSI, เทคโนโลยี Multispectral 24-Channel, มุมรับภาพ 95 องศา และรูรับแสง f/2.4 สำหรับช่วยวิเคราะห์สีสันและสภาพแสงในการถ่ายภาพ

พร้อมเทคโนโลยี LUMO True Image Engine, LUMO Color Palette จำนวน 18 สไตล์, Hasselblad Portrait, Hasselblad Master, RAW MAX และ Hasselblad XPan รวมถึงรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K 30fps, วิดีโอ 4K 120fps ในโหมดที่รองรับ, Dolby Vision, DeepPix HDR, Ultra Steady, Open Gate Capture, O-Log2 และ 3D LUT

กล้องด้านหน้า ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล
พร้อมเซนเซอร์ Samsung ISOCELL JN5 ขนาด 1/2.75 นิ้ว, รูรับแสง f/2.0, ทางยาวโฟกัส 18 มิลลิเมตร, มุมรับภาพ 100 องศา และระบบโฟกัสอัตโนมัติ

------------------------------

- ลำโพงเสียงสเตอริโอแบบคู่
- ไมโครโฟน 4 ตัว
- มอเตอร์สั่นแบบ X-Axis Haptic Motor
- รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G และ 4G LTE
- รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Wi-Fi 7, Bluetooth 6.2 และ NFC
- รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Dual SIM)
- พอร์ต USB Type-C มาตรฐาน USB 3.2 Gen 1
- ตัวเครื่องมีขนาด 161.32x76.57x8.40 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก 233 กรัม สำหรับสี Luna White และ 235 กรัม สำหรับสี Titanium Grey
- มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว Luna White และสีเทา Titanium Grey

 

 

วันที่ : 27/10/2026

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy