ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 11/09/2026

รีวิว Samsung Galaxy S26 FE สมาร์ตโฟน S Series รุ่นคุ้มค่า ใช้ยาว ทนทาน อัปเดตนาน 7 ปี พร้อม Galaxy AI และกล้องถ่ายสวย
 

โจทย์การเลือกซื้อมือถือสักเครื่องในปัจจุบัน เราไม่ได้มองเพียงเรื่องความแรง หรือฟีเจอร์ที่ใหม่ที่สุดเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงความคุ้มค่าในระยะยาว ความทนทานของตัวเครื่อง รวมถึงการรองรับการใช้งานในอนาคต ซึ่ง Samsung Galaxy S26 FE ก็เป็นอีกหนึ่งสมาร์ตโฟนที่ตอบโจทย์ได้ดีเยี่ยม ด้วยการผสมผสานจุดเด่นของ Galaxy S Series เข้ากับแนวคิดการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความทนทาน และการสนับสนุนซอฟต์แวร์

โดย Samsung Galaxy S26 FE มาพร้อมกับหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.7 นิ้ว ที่มีอัตราการรีเฟรช 120Hz กับความสว่างสูงสุดที่ 1,900 nits โดยประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Exynos 2500 ที่ใช้กระบวนการผลิตระดับ 3 นาโนเมตร พร้อม RAM 8GB และมีพื้นที่เก็บข้อมูล (ROM) ขนาด 128GB และ 256GB ด้านการถ่ายภาพมาพร้อมกับชุดกล้องหลัง 3 ตัว นำโดยกล้องหลัก (Wide) ความละเอียด 50MP พร้อมระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS เสริมด้วยกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12MP และกล้อง Telephoto ความละเอียด 8MP ที่มีระยะ Optical Zoom 3 เท่า พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 12MP ขณะที่ตัวเครื่องเลือกใช้กระจก Corning Gorilla Glass Victus+ ปกป้องทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานในการใช้งาน

 

นอกจากนี้ Samsung Galaxy S26 FE ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4900mAh ที่รองรับการชาร์จไวด้วยกำลังไฟสูงสุด 45W และชาร์จไร้สายด้วยกำลังไฟสูงสุด 15W พร้อมฟีเจอร์ Galaxy AI ที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกทั้งด้านการทำงาน การค้นหาข้อมูล และการสร้างคอนเทนต์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ One UI 9 บนพื้นฐาน Android 17 ตั้งแต่แกะกล่อง และ Samsung รับประกันการอัปเกรดระบบปฏิบัติการสูงสุด 7 รุ่น รวมทั้งการอัปเดตความปลอดภัยนานสูงสุด 7 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ตโฟนที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อย ๆ

มาดูกันว่า Samsung Galaxy S26 FE รุ่นนี้จะมีจุดเด่น, ฟีเจอร์ และประสบการณ์ใช้งานที่น่าสนใจอะไรบ้าง รายละเอียดเพิ่มเติมไปติดตามกันต่อใน รีวิว Samsung Galaxy S26 FE โดยทีมงาน Thaimobilecenter ได้เลยครับ

 

ดีไซน์บางเบาในสไตล์ Galaxy S Series

Samsung Galaxy S26 FE ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบในสไตล์ของ Galaxy S Series ซึ่งเน้นความเรียบง่าย ดูทันสมัย และมีความพรีเมียมมากขึ้น โดยตัวเครื่องมีขนาด 161.6x76.9x7.4 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 193 กรัม พร้อมตัวเลือก 3 สี ได้แก่ Blueberry, Graphite และ Pistachio ซึ่งสีที่นำมารีวิวในครั้งนี้คือสี Blueberry

ด้วยตัวเครื่องที่มีความบางเพียง 7.4 มิลลิเมตร และน้ำหนักประมาณ 193 กรัม แม้จะมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว แต่ยังสามารถพกพา และถือใช้งานในชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างสะดวก ขณะที่หน้าจอขนาดใหญ่ก็เหมาะกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการรับชมวิดีโอ เล่นโซเชียลมีเดีย ท่องเว็บไซต์ ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์

นอกจากเรื่องดีไซน์ และการจับถือแล้ว Galaxy S26 FE ยังให้ความสำคัญกับความแข็งแรงทนทานของตัวเครื่อง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ Samsung ต้องการนำเสนอในรุ่นนี้ และเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ตโฟนที่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ในระยะยาว

 

Gorilla Glass Victus+ ทนทานขึ้น พร้อมสิทธิ์เปลี่ยนกระจกฟรี 1 ครั้ง

หนึ่งในจุดขายหลักของ Galaxy S26 FE คือ ความทนทาน โดยทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นกระจก Corning Gorilla Glass Victus+ ซึ่ง Samsung ระบุว่า เมื่อเทียบกับกระจก Aluminosilicate สามารถทนต่อรอยขีดข่วนได้สูงขึ้นถึง 4 เท่า และสามารถทนต่อการตกจากความสูงสูงสุด 2 เมตร ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของ Corning จึงช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

นอกจากความแข็งแรงของวัสดุแล้ว Samsung ยังเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ซื้อในช่วงเปิดตัว ด้วยสิทธิ์ เปลี่ยนกระจกหน้า และ/หรือ หลัง ฟรี 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีนับจากวันที่เปิดใช้งาน (โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่ Samsung กำหนด) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิทธิพิเศษที่ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายของกระจกจากอุบัติเหตุในช่วงเริ่มต้นของการใช้งาน

 

*กระจก Gorilla Glass Victus+ เมื่อเทียบกับกระจก Aluminosilicate จากการทดสอบ Knoop Scratch Test ภายในห้องปฎิบัติการของ CORNING โดยทดสอบที่แรงกดทับ 8 นิวตัน
**กระจก Gorilla Glass Victus+ เมื่อเทียบกับกระจก Aluminosilicate จากการทดสอบ Drop Tower Test ภายในห้องปฎิบัติการของ CORNING โดยตกจากความสูง 2 เมตร มุมตกกระทบ 0 องศา ลงพื้นผิวกระดาษทรายเบอร์ 180

 

จอ Dynamic AMOLED 2X 120Hz สว่างถึง 1,900 nits

Galaxy S26 FE มาพร้อมหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (1080x2340 พิกเซล) ซึ่งมีอัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz และมีความสว่างสูงสุด 1,900 nits ซึ่งช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันมีความลื่นไหล และสามารถมองเห็นเนื้อหาบนหน้าจอได้สะดวกมากขึ้นในสภาพแสงต่าง ๆ

สำหรับอัตราการรีเฟรช 120Hz จะช่วยให้การเลื่อนหน้าจอ การเปิดเว็บไซต์ รวมถึงแอนิเมชันต่าง ๆ ดูลื่นไหล และต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะการเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดีย หรือการท่องเว็บ ขณะที่ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ก็มีพื้นที่แสดงผลที่ค่อนข้างกว้าง เหมาะกับการรับชมคอนเทนต์บนมือถือ ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมมิ่ง เล่นเกม ท่องเว็บ หรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์

 

ในภาพรวม หน้าจอของ Galaxy S26 FE ยังคงตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ทั้งด้านความลื่นไหลของภาพ ขนาดพื้นที่แสดงผล และความสว่างสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

 

Exynos 2500 ชิป 3nm อัปเกรดสำคัญของรุ่นนี้

ด้านประสิทธิภาพ Samsung Galaxy S26 FE ประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Exynos 2500 ซึ่งใช้กระบวนการผลิตระดับ 3 นาโนเมตร ถือเป็นหนึ่งในการอัปเกรดด้านฮาร์ดแวร์ที่สำคัญของรุ่นนี้ เมื่อเทียบกับ Galaxy S25 FE โดย Samsung ระบุว่าชิปเซ็ตรุ่นใหม่ได้รับการปรับปรุงทั้งในด้านการประมวลผลทั่วไป กราฟิก และการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ AI

จากข้อมูลของ Samsung เมื่อเปรียบเทียบกับ Galaxy S25 FE พบว่า ประสิทธิภาพด้าน NPU เพิ่มขึ้น 42%, GPU เพิ่มขึ้น 34% และ CPU เพิ่มขึ้น 20% ขณะที่ประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งช่วยให้ Galaxy S26 FE สามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้งานทั่วไป การเล่นเกม รวมถึงการประมวลผลฟีเจอร์ AI ภายในเครื่อง

นอกจากนี้ ตัวเครื่องมาพร้อม RAM 8GB และมีพื้นที่เก็บข้อมูลให้เลือก 2 ขนาดความจุ ได้แก่ 128GB และ 256GB โดยในช่วงโปรโมชั่นเปิดตัว Samsung มีข้อเสนออัปเกรดพื้นที่เก็บข้อมูลจากรุ่น 128GB เป็น 256GB โดยจ่ายในราคาของรุ่น 128GB ซึ่งช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้ที่วางแผนซื้อเครื่องในช่วงแรกอีกด้วย

 

กล้อง 3 ตัว พร้อม ProVisual Engine รุ่นใหม่

Galaxy S26 FE มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย

- กล้องหลัก (Wide) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.57 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.8, ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และมุมรับภาพ 123°
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/4.4 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.4, ทางยาวโฟกัส 75 มิลลิเมตร (3x Optical Zoom), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS

อีกทั้งยังรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดถึงระดับ 8K (30fps) อีกด้วย

ในด้าน Hardware ชุดกล้องของ Galaxy S26 FE ยังคงเน้นการใช้งานที่ครอบคลุมหลากหลายระยะ ตั้งแต่กล้องหลักสำหรับการถ่ายภาพทั่วไป กล้อง Ultra Wide สำหรับเก็บภาพมุมกว้าง ไปจนถึงกล้อง Telephoto สำหรับการถ่ายภาพระยะไกล โดยเฉพาะ Optical Zoom 3 เท่า ที่ช่วยให้สามารถเข้าใกล้วัตถุ หรือบุคคลในเฟรมได้โดยไม่ต้องเดินเข้าไปใกล้ รวมทั้งเป็นระยะที่กำลังสวยสำหรับการถ่ายภาพพอร์ตเทรต

นอกจากนี้ Samsung ให้ความสำคัญในเรื่องของการประมวลผลภาพ โดยมีการปรับปรุง ProVisual Engine เพื่อช่วยจัดการรายละเอียด สีสัน และ Noise ของภาพ รวมถึงการประมวลผลสำหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การถ่ายภาพโดยรวม โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Hardware ของกล้องทั้งหมด

ส่วนกล้องด้านหน้า (Front Camera) มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.2 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2 และทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 85°)

 

ปรับปรุง Skin Tone ให้สีผิวดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

หนึ่งในส่วนที่ Samsung ปรับปรุงด้านการประมวลผลภาพคือ Skin Tone โดยเน้นการถ่ายทอดสีผิวของบุคคลให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ช่วยลดปัญหาสีผิวที่อาจดูสว่างหรือถูกปรับแต่งมากเกินไปจากการประมวลผลภาพอัตโนมัติ

 

การปรับปรุงในส่วนนี้จึงมีประโยชน์สำหรับการถ่ายภาพบุคคลในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นภาพพอร์ตเทรต หรือเซลฟี่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการนำภาพไปใช้งานหรือโพสต์ต่อโดยไม่จำเป็นต้องปรับแต่งสีผิวเพิ่มเติมมากนัก

 

กล้องหน้า 12MP มุมมองกว้างขึ้นเป็น 85°

กล้องหน้าความละเอียด 12MP มาพร้อมมุมรับภาพที่กว้างขึ้นเป็น 85° จากเดิม 80° ทำให้สามารถเก็บองค์ประกอบรอบตัวเข้ามาในเฟรมได้มากขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายเซลฟี่หลายคน หรือการถ่ายตัวเองพร้อมบรรยากาศโดยรอบ

 

โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอีก 5° อาจดูไม่มากนัก แต่ช่วยเพิ่มพื้นที่ในภาพโดยไม่จำเป็นต้องยืดแขนออกไปไกลกว่าเดิม จึงเหมาะกับการถ่ายภาพตัวเองในสถานการณ์ที่ต้องการเก็บฉากหลังหรือบุคคลรอบข้างเข้ามาในเฟรมมากขึ้น

 

Tetra Lossless Zoom สำหรับการซูมช่วง 1.1-2.9X

ในด้านการซูม Galaxy S26 FE มีการนำเทคโนโลยี Tetra Lossless Zoom มาใช้ในช่วง 1.1-2.9X เพื่อช่วยรักษารายละเอียดของภาพในระยะซูมดังกล่าว ขณะที่เมื่อใช้งานที่ระยะ 3X ขึ้นไป สามารถเลือกใช้กล้อง Telephoto ความละเอียด 8MP ซึ่งรองรับ Optical Zoom 3x ได้โดยตรง

การทำงานในลักษณะนี้ทำให้ผู้ใช้มีตัวเลือกในการซูมที่ต่อเนื่องมากขึ้น ตั้งแต่การซูมเล็กน้อยสำหรับจัดองค์ประกอบภาพ ไปจนถึงการใช้ Telephoto สำหรับถ่ายวัตถุ หรือบุคคลที่อยู่ห่างออกไป

 

 

Horizontal Lock ช่วยล็อกแนวภาพ พร้อม Super Steady

นอกจากการถ่ายภาพนิ่งแล้ว Samsung Galaxy S26 FE ยังมาพร้อมฟีเจอร์สำหรับการถ่ายวิดีโอที่น่าสนใจอย่าง Horizontal Lock ซึ่งช่วยรักษาแนวภาพให้อยู่ในแนวนอน แม้ขณะถือสมาร์ตโฟน และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับการถ่าย ทำให้เหมาะกับการถ่ายวิดีโอในสถานการณ์ที่ต้องเดินไปด้วยถ่ายไปด้วย เช่น การท่องเที่ยว การทำกิจกรรม หรือการสร้างคอนเทนต์

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยในการถ่ายวิดีโอคือ Super Steady ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดการสั่นไหวขณะบันทึกวิดีโอ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้ใช้ต้องเคลื่อนที่ระหว่างถ่าย จึงช่วยให้ได้ภาพที่มีความนิ่งมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริม

 

One UI 9 บน Android 17 รองรับการใช้งานในระยะยาว

Galaxy S26 FE มาพร้อม One UI 9 บนพื้นฐาน Android 17 ตั้งแต่แกะกล่อง และ Samsung ให้การสนับสนุนการอัปเกรดระบบปฏิบัติการสูงสุด 7 รุ่น พร้อมการอัปเดตความปลอดภัยนานสูงสุด 7 ปี ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการสนับสนุนที่ค่อนข้างยาวสำหรับสมาร์ตโฟนในกลุ่มนี้

สำหรับผู้ที่ตั้งใจใช้งานสมาร์ตโฟนเครื่องเดิมเป็นเวลา 3-4 ปีขึ้นไป การได้รับ Software Update และ Security Patch อย่างต่อเนื่องถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้ตัวเครื่องได้รับฟีเจอร์ และความสามารถใหม่ ๆ แล้ว ยังช่วยให้ระบบมีความปลอดภัยและรองรับการใช้งานในอนาคตได้ดีขึ้นด้วย

ดังนั้น จุดเด่นของ Galaxy S26 FE จึงไม่ได้อยู่เพียงคุณสมบัติทางด้าน Hardware ที่ได้รับการอัปเกรด แต่ยังรวมถึงระยะเวลาการสนับสนุนด้าน Software ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนใช้งานเครื่องเดิมได้ยาวนานขึ้น

 

Galaxy AI พร้อมฟีเจอร์ใหม่บน Galaxy S26 FE

อีกหนึ่งส่วนที่ Samsung ให้ความสำคัญใน Galaxy S26 FE คือ Galaxy AI ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ที่ครอบคลุมทั้งการจัดการข้อมูลในชีวิตประจำวัน การค้นหาสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ การทำงาน ไปจนถึงการสร้าง และปรับแต่งคอนเทนต์ โดยมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจดังนี้

 

Now Nudge

Now Nudge เป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลจากสิ่งที่กำลังใช้งานอยู่ เช่น การนัดหมาย การเลือกภาพ การส่งเบอร์โทรศัพท์ หรือการแชร์ตำแหน่งจากบทสนทนา โดยสามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน Third-party ที่รองรับ และรองรับภาษาไทยอีกด้วย

 

My FanCam สำหรับการถ่ายวิดีโอและคอนเทนต์

หนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจสำหรับสายถ่ายวิดีโอคือ My FanCam ซึ่งช่วยติดตามบุคคลที่ต้องการจากวิดีโอที่มีหลายคนอยู่ภายในเฟรม เหมาะกับการถ่ายคอนเสิร์ต การแสดง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการเก็บภาพบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถนำ Footage ที่ถ่ายไว้แล้วมาปรับมุมมอง หรือเลือกติดตามบุคคลที่ต้องการได้สะดวกขึ้น จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำ AI มาช่วยจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการถ่ายวิดีโอ

 

Audio Eraser ช่วยจัดการเสียงรบกวนในวิดีโอ

สำหรับผู้ที่ถ่ายวิดีโอด้วยสมาร์ตโฟน Audio Eraser สามารถช่วยลด หรือจัดการเสียงรบกวนที่อยู่ในวิดีโอ พร้อมแยกประเภทของเสียงเพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับเสียงที่ต้องการเก็บไว้ได้

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวยังรองรับวิดีโอที่ไม่ได้ถ่ายจากสมาร์ตโฟน Galaxy และสามารถใช้งานร่วมกับ Third-party App อย่าง YouTube และ TikTok ได้ตามเงื่อนไขที่รองรับ

 

นอกเหนือจากฟีเจอร์ที่กล่าวมาแล้ว Galaxy S26 FE ยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ ที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น เช่น

  • Now Brief ที่ผู้ใช้สามารถสร้างหรือปรับแต่ง Card ที่ต้องการแสดงผลให้เหมาะกับกิจวัตรและความต้องการของตัวเอง ทำให้สามารถเลือกดูข้อมูลที่สนใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • Circle to Search ที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลจากสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอได้ง่ายขึ้น เพียงวงบริเวณหรือวัตถุที่ต้องการค้นหา ระบบก็สามารถแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากหน้าจอ หรือแอปพลิเคชันที่กำลังใช้งานอยู่
  • Note Assist ที่ช่วยจัดการ และสร้างโน้ตได้ง่ายขึ้น
  • Browsing Assist ที่ช่วยให้การเรียกดูเว็บไซต์เป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ
  • Transcript Assist ที่ช่วยแปลงเสียงเป็นข้อความ สามารถแยกเสียงผู้พูดได้สูงสุด 5 เสียง ทำให้เหมาะกับการนำไปใช้ในการประชุม การสัมภาษณ์ หรือการจดบันทึกข้อมูลจากการสนทนา

 

แบตเตอรี่ 4900mAh รองรับชาร์จไว 45W

Galaxy S26 FE มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4900mAh ซึ่งรองรับการชาร์จไวด้วยกำลังไฟสูงสุด 45W และชาร์จไร้สายด้วยกำลังไฟสูงสุด 15W โดยสามารถใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ขณะที่การรองรับชาร์จไว 45W ก็ช่วยให้สามารถเติมพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ได้รวดเร็วขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องการใช้งานเครื่องต่อ และยังมีระบบชาร์จไร้สาย 15W เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเพิ่มความสะดวกในการชาร์จ

 

ฟีเจอร์ความปลอดภัย พร้อม Security Update สูงสุด 7 ปี

นอกจากการรองรับ Security Update สูงสุด 7 ปี แล้ว Galaxy S26 FE ยังมาพร้อมฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยหลายรูปแบบ เช่น Call Screening สำหรับช่วยคัดกรองสายเรียกเข้าที่อาจเป็น Spam หรือ Scammer และ Auto Blocker ที่ช่วยป้องกันการติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมถึงช่วยป้องกัน Malware และการเชื่อมต่อผ่าน USB ที่อาจมีความเสี่ยง

เมื่อรวมกับการอัปเดตระบบปฏิบัติการสูงสุด 7 รุ่น ทำให้ Galaxy S26 FE มีแนวทางด้าน Software Support ที่ครอบคลุมทั้งการเพิ่มความสามารถใหม่ และการดูแลด้านความปลอดภัยในระยะยาว

 

บทสรุปการใช้งานของ Samsung Galaxy S26 FE

จากการใช้งาน และภาพรวมของ Galaxy S26 FE จะเห็นว่า Samsung ไม่ได้เน้นการเปลี่ยนแปลง Hardware ในทุกส่วนจากรุ่นก่อนหน้า แต่เลือกพัฒนาในจุดที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ใช้งานโดยตรง โดยชิปเซ็ต Exynos 2500 ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงด้าน Hardware ที่สำคัญ ขณะที่หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X 120Hz, แบตเตอรี่ 4900mAh และชุดกล้อง ยังคงเน้นการใช้งานที่ครอบคลุมในรูปแบบเดิม

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดขึ้น ก็คือ ซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็น One UI 9 บน Android 17, การรองรับการอัปเกรดระบบปฏิบัติการสูงสุด 7 รุ่น และ Security Update สูงสุด 7 ปี รวมถึงฟีเจอร์ Galaxy AI ที่เพิ่มความสามารถในการจัดการข้อมูล การค้นหา การทำงาน และการสร้างคอนเทนต์ เช่น Now Nudge, My FanCam และ Audio Eraser

 

ในด้านการถ่ายภาพ Galaxy S26 FE ยังคงใช้กล้องหลัก 50MP พร้อมระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS ร่วมกับกล้อง Ultra Wide 12MP และ Telephoto 8MP ที่รองรับ Optical Zoom 3x โดยมีการปรับปรุงด้าน Image Processing และ ProVisual Engine รวมถึงฟีเจอร์อย่าง Skin Tone และความสามารถในการถ่ายวิดีโอด้วย Horizontal Lock ซึ่งทำให้ชุดกล้องยังคงรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการถ่ายภาพทั่วไป การถ่ายบุคคล และการสร้างคอนเทนต์

ในขณะที่เรื่อง ความทนทาน ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ถูกนำมาเสริมในรุ่นนี้ ด้วยกระจก Corning Gorilla Glass Victus+ ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง รวมถึงสิทธิ์เปลี่ยนกระจกหน้า และ/หรือ หลัง ฟรี 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีนับจากวันที่เปิดใช้งานตามเงื่อนไขของ Samsung

โดยรวแล้ว Galaxy S26 FE จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสมาร์ตโฟนระดับ Galaxy S Series ที่มีฟีเจอร์ครบเครื่องในแบบฉบับของเรือธง ในราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่า ทั้งหน้าจอ ประสิทธิภาพ กล้อง AI และการรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่มี Hardware ใหม่ที่สุดในทุกด้าน ส่วนการใช้งานด้านการถ่ายภาพ และวิดีโอ Galaxy S26 FE ก็มีเครื่องมืออย่าง Telephoto 3X, ProVisual Engine, Horizontal Lock, My FanCam และ Audio Eraser เข้ามารองรับเพิ่มเติม

 

ราคา และโปรโมชันของ Samsung Galaxy S26 FE

Samsung Galaxy S26 FE วางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมทั้งมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Blueberry, Graphite และ Pistachio โดยมีราคาเปิดตัวดังนี้

- รุ่น RAM 8GB + ROM 128GB ราคา 24,900 บาท
- รุ่น RAM 8GB + ROM 256GB ราคา 28,900 บาท

 

สำหรับโปรโมชันเปิดตัวระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม - 27 กันยายน 2569 ทาง Samsung มีสิทธิพิเศษหลายรายการ ได้แก่

  • ฟรีประกันกระจกหน้าและหลังแตกร้าวจากอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีนับจากวันเปิดใช้งาน
  • อัปเกรดความจุจาก 128GB เป็น 256GB โดยจ่ายในราคาของรุ่น 128GB มูลค่า 4,000 บาท
  • รุ่น 128GB ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือผ่อน Samsung Finance+ เริ่มเดือนละ 626 บาท นาน 24 เดือน
  • ช่วงวันที่ 28 สิงหาคม - 6 กันยายน 2569 รับฟรี 45W Power Adapter มูลค่า 1,090 บาท
  • ทดลองใช้ Google AI Pro ฟรี 6 เดือน พร้อม Cloud Storage 5TB

 

สรุปคุณสมบัติเด่นของ Samsung Galaxy S26 FE

- จอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (1080x2340 พิกเซล : 385PPI)
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate) สูงสุด 120Hz
- กระจกหน้าจอ Corning Gorilla Glass Victus+
- มีคุณสมบัติของการทนน้ำ และทนฝุ่นในระดับ IP68

------------------------------

- ชิปเซ็ตประมวลผล Samsung Exynos 2500
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR5X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB หรือ 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 17 พร้อมครอบทับด้วย One UI 9.0
- รองรับการอัปเดตระบบปฏิบัติการ 7 รุ่น
- รองรับการอัปเดตความปลอดภัยนาน 7 ปี

------------------------------

- แบตเตอรี่ความจุ 4900 mAh
- ระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 45W
- ระบบชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายความเร็วสูงแบบ 15W
- การชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง สามารถดูวิดีโอได้นานสูงสุด 29 ชั่วโมง
- มาพร้อมอะแดปเตอร์ และสายชาร์จในชุดจำหน่าย

------------------------------

กล้องตัวหลักด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย

- กล้องหลัก (Wide) ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.57 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.8, ทางยาวโฟกัส 24 มิลลิเมตร, ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ Dual Pixel PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.2 และมุมรับภาพ 123°
- กล้อง Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/4.4 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.4, ทางยาวโฟกัส 75 มิลลิเมตร (3x Optical Zoom), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS

พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดถึงระดับ 8K (30fps)

กล้องด้านหน้า ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล

พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3.2 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f2.2, ทางยาวโฟกัส 26 มิลลิเมตร (มุมรับภาพ 85°) และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K (60fps)

------------------------------

- รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi 6E, 5G และ 4G LTE
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.4 และ NFC
- ระบุตำแหน่ง และนำทางผ่านระบบดาวเทียม GPS, Glonass, Beidou, Galileo และ QZSS
- พอร์ต USB Type-C 2.0
- ตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Pistachio, Blueberry และ Graphite

 

 

วันที่ : 11/09/2026

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy