ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 21/05/2019


รีวิว (Review) OPPO F11

สมาร์ทโฟน F11 น้องใหม่ ฟีเจอร์ด้านในถอดแบบรุ่น Pro แต่ราคาถูกกว่า 2 พันบาท ด้วยกล้องคู่ AI 48MP ที่ Portrait สวย แม้แสงน้อย, จอ Waterdrop FHD+ ใหญ่เต็มตา 6.5 นิ้ว, แบตเตอรี่ VOOC Flash Charge 3.0 สุดอึด 4020 mAh, ชิปเซ็ต Helio P70 และ ROM จุใจ 128GB บนตัวเครื่อง 3D ไล่เฉดสีสุดเงางาม ในราคาคุ้มค่าเพียง 8,990 บาท
 

21 พฤษภาคม 2019 - เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเราก็ได้นำเอา OPPO F11 Pro มารีวิวให้ชมกันไปแล้ว ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับทีมงานไม่น้อยทั้งในเรื่องการใช้งานโดยรวม และการถ่ายภาพ ล่าสุดในวันนี้ทาง OPPO ก็ได้ส่งสมาร์ทโฟนรุ่นน้อง OPPO F11 ตามออกมาในราคาถูกลง และคุณสมบัติที่แทบจะถอดแบบกันมา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 10,000 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่น่าสนใจคือ OPPO F11 นั้นมากับกล้องหน้า และกล้องหลังที่เหมือนกับรุ่น Pro ทุกประการ เว้นแต่ว่ากล้องหน้าไม่ได้เป็นแบบ Pop-Up หรือที่เรียกว่า Rising Camera เหมือนกับรุ่น Pro เท่านั้น ทำให้รุ่นนี้น่าจะถ่ายภาพได้สวยเท่าๆ กันกับรุ่น Pro ในราคาที่ถูกกว่าราว 2,000 บาท เมื่อมีโอกาสเราจึงไม่พลาดที่จะหยิบ OPPO F11 มาทดสอบ และรีวิวให้ทุกท่านได้ชมไปพร้อมกันว่า สมาร์ทโฟนรุ่นน้องตัวนี้ จะเทียบชั้นรุ่นพี่ได้อย่างที่คาดกันไว้หรือไม่

OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีฟีเจอร์ครอบคลุมการใช้งานรอบด้าน และมีความสามารถด้านการถ่ายภาพที่โดดเด่นไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง OPPO F11 Pro โดยมากับหน้าจอขนาดใหญ่ 6.53 นิ้วแบบ Waterdrop Screen ความละเอียดระดับ FHD+ บนบอดี้ 3D เหลือบแสงตัดกับสีทองดูเรียบหรูสวยงาม ภายในขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio P70 ความเร็ว 2.1 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G72 MP3 กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB ทำให้รองรับความบันเทิงได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง, ฟังเพลง หรือเล่นเกม

สำหรับไฮไลท์ของ OPPO F11 นั้น อยู่ที่การถ่ายภาพ ซึ่งหากไม่นับในเรื่องระบบซ่อนกล้องแบบ Pop-Up (Rising Camera) ในรุ่น F11 Pro ก็จะมีคุณสมบัติของกล้องหน้า และกล้องหลังเหมือนกับ OPPO F11 Pro ทุกประการ ได้แก่กล้องหลังคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 48+5 ล้านพิกเซล และ กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยโหมดการถ่ายภาพ และฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย เช่น ฟีเจอร์เร่งสีสันของภาพ, ระบบ AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าได้อย่างละเอียดทุกส่วน, โหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) และโหมดการถ่ายภาพกลางคืน ที่ช่วยให้ภาพสว่าง และคมชัดยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องใช้แฟลช เป็นต้น

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ OPPO F11 คือแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงถึง 4,020 mAh กับเทคโนโลยี VOOC Flash Charge 3.0 เวอร์ชันล่าสุด ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ มีแบตเตอรี่ที่ทั้งอึด และชาร์จไวในเวลาเดียวกัน เป็นคุณสมบัติที่หาได้ค่อนข้างยากในสมาร์ทโฟนระดับกลาง ณ ปัจจุบัน

OPPO F11 มีราคาค่าตัวเพียง 8,990 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียว แต่การใช้งานจริงจะทำได้ดีอย่างที่คาดหวังกันไว้หรือไม่ เราไปชมพร้อมๆ กันใน รีวิว OPPO F11 โดยทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ

 

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ปรับลดคุณสมบัติมาจากรุ่น F11 Pro เพียงเล็กน้อย เรียกว่าแทบจะถอดแบบกันมา พร้อมปรับราคาค่าตัวลงมาจาก F11 Pro ให้สามารถจับต้องได้ง่ายขึ้น หลักๆ คือรุ่น F11 นี้จะไม่มีกล้องหน้า Pop-Up แต่จะใช้ดีไซน์หน้าจอรอยบากแบบหยดน้ำ (Waterdrop Screen) เพื่อติดตั้งกล้องหน้าแทน สำหรับหน้าจอแสดงผลเป็นแบบ LTPS TFT ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ (2340x1080 พิกเซล) ในอัตราส่วน 19.5:9 ตัวเครื่องมีขนาดเต็มไม้เต็มมือที่ 162x76.1x8.3 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 188 กรัม


กล้องหน้าของ OPPO F11 มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0 ติดตั้งอยู่ที่ขอบจอด้านบน และยื่นเข้ามาในหน้าจอเล็กน้อย เหนือกล้องขึ้นไปมีช่องลำโพงสนทนาเล็กๆ อยู่


ด้านหลังตัวเครื่องเคลือบผิวสะท้อนแสงมันวาว โดยมีกล้องคู่, ไฟแฟลช LED, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และโลโก้ OPPO จัดเรียงอยู่ในแนวเดียวกันตรงกึ่งกลาง ดูมีความสมมาตรและหรูหรา สำหรับตัวเครื่องที่นำมารีวิวให้ชมกันในครั้งนี้เป็นสี เขียวเข้มเหลือบแสง Marble Green


กล้องหลังเป็นกล้องคู่ (Dual Camera) ซึ่งมีเซ็นเซอร์ตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79 และกล้องรองเป็นเซ็นเซอร์วัดระยะความลึก ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ตัวอักษรของโลโก้ รวมไปถึงขอบของเซ็นเซอร์สแกนนิ้วและตัวกล้องเป็นสีทองเงาวาว ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี


ขอบเครื่องทั้ง 4 ด้านมีความโค้งมนรับกับอุ้งมือ โดยขอบเครื่องด้านขวาเป็นที่อยู่ของปุ่ม Power ซึ่งมีขีดสีเขียวสะท้อนแสงช่วยให้เห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนด้านซ้ายเป็นที่อยู่ของปุ่มปรับระดับเสียง และช่องใส่ซิมการ์ด กับการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD


ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องลำโพง, พอร์ต microUSB, ไมโครโฟน และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ส่วนด้านบนมีเพียงไมโครโฟนตัวที่สอง


ถาดใส่ซิมการ์ดของ OPPO F11 เป็นแบบ Hybrid Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด หรือใส่ 1 ซิมการ์ดคู่กับการ์ดหน่วยความจำ microSD (สูงสุด 256GB) อย่างใดอย่างหนึ่ง

 

เปิดเครื่อง พร้อมทดสอบการใช้งานด้านซอฟต์แวร์

OPPO F11 ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ที่ถูกครอบทับด้วย ColorOS 6 ซึ่งเป็นอินเตอร์เฟซเวอร์ชันล่าสุด และรองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual 4G LTE Standby)


เมื่อปัดนิ้วจากด้านบนลงมาจะเป็นการเปิดแถบเมนูทางลัด ซึ่งในเวอร์ชันนี้ปรับดีไซน์ให้กดง่าย และดูสบายตาขึ้น โดยมีทางลัดสำหรับการตั้งค่าที่ใช้บ่อยๆ เช่น Wi-Fi, โหมดเงียบ, Bluetooth, ไฟฉาย, ตัดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ (การปกป้องในเวลากลางคืน) และปรับความสว่างหน้าจอ เป็นต้น ส่วนด้านล่างจะแสดงแถบแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันต่างๆ หากปัดนิ้วลงมาอีกครั้งจะเป็นการเปิดดูเมนูทางลัดเพิ่มเติม


หากกดที่ไอคอนสามขีดด้านขวาบน จะเป็นการปรับแต่งเมนูทางลัด โดยเราสามารถเลือกไอคอนการตั้งค่าที่เราต้องการเข้ามาไว้ในเมนู หรือลบทางลัดที่มีอยู่แล้วออกจากเมนูก็ได้ด้วยการกดค้างแล้วลากไอคอนการตั้งค่าที่ต้องการ


เมื่อปัดนิ้วบนหน้าจอหลักไปทางซ้าย จะแสดงรายการแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ในตัวเครื่อง ซึ่งจะแสดงเป็นหน้าๆ ตามจำนวนแอปพลิเคชัน


หากปัดจอไปทางขวาจะเป็นการเปิดหน้าต่าง ผู้ช่วยอัจฉริยะ ซึ่งจะรวมข้อมูลสำคัญๆ เอาไว้ เช่น การพยากรณ์อากาศ, ปฏิทิน, ทางลัดการเข้าถึงแอปพลิเคชัน, การนับ และรายชื่อผู้ติดต่อที่เราบันทึกไว้เป็นเบอร์โปรด เป็นต้น

 

เมื่อกดค้างตรงพื้นที่ว่างบนหน้าจอหลัก หรือลาก 2 นิ้วบนหน้าจอเข้าหากัน จะเข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ ซึ่งเราสามารถเพิ่มวิดเจ็ต, เปลี่ยนภาพพื้นหลัง, ปรับแต่งแอนิเมชันการเปลี่ยนหน้า และตั้งค่าปลีกย่อยอื่นๆ ได้


ใช้นิ้วลากวิตเจ็ตที่ต้องการเพิ่มจากด้านล่างเข้าไปวางในหน้า จอหลักได้ทันที  และเลือกเปลี่ยนแอนิเมชันการเปลี่ยนหน้าได้ 5 แบบ


สมาร์ทโฟนของ OPPO ในปัจจุบันสามารถเข้าถึงร้านค้าธีมและวอลเปเปอร์ทางการของ OPPO ได้แล้ว ซึ่งในขณะนี้ยังมีให้เลือกไม่มากนัก แต่ดาวน์โหลดได้ฟรีทุกรายการ และคาดว่า OPPO จะทยอยเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามาในอนาคต รวมไปถึงคอนเทนต์บางอย่างที่ต้องเสียเงินซื้อด้วย


สำหรับแอปพลิเคชันพื้นฐานที่ติดมากับเครื่องจะอยู่ในโฟลเดอร์ เครื่องมือ ซึ่งมีสมุดรายชื่อผู้ติดต่อ, เครื่องมือบันทึกเสียง, เข็มทิศ, เครื่องคิดเลข, วิทยุ, เครื่องมือคัดลอกข้อมูลไปยังสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ เป็นต้น


และยังมีแอปพลิเคชันของ Google ติดตั้งมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Gmail, YouTube, Maps, Google Drive รวมถึงแอปพลิเคชันงานเอกสาร Google Docs, Google Sheet และ Google Slides นอกจากนี้ในส่วนของ Hot Apps ยังมีการแนะนำแอปพลิเคชันและเกมที่น่าสนใจให้กับเรา ซึ่งเราจะติดตั้งหรือไม่ก็ได้


นอกเหนือไปจาก Play Store แล้ว OPPO F11 ยังเข้าถึง App Store ของ OPPO เองได้ด้วย ซึ่งแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ในนี้จะเป็นแอปพลิเคชันที่มีอยู่แล้วใน Play Store แต่จะมีการคัดแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยม และน่าสนใจมานำเสนออีกทีหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยให้เราพบแอปพลิเคชันถูกใจได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องไปค้นหาด้วยตนเองให้เสียเวลา


สำหรับฟังก์ชันสำคัญอย่างการโทรนั้น มีหน้าอินเตอร์เฟซที่สะอาดและเรียบง่าย ตัวเลขไม่ใหญ่มากแต่ยังเห็นได้ชัดเจน และไม่เป็นอุปสรรคต่อการกด


นอกจากการเปลี่ยนภาพพื้นหลังและเพิ่มวิตเจ็ตแล้ว ยังมีการตั้งค่าปลีกย่อยอื่นๆ อีก เช่น การปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอ, ความสว่าง, การหมุน, ขนาดตัวอักษร เป็นต้น ส่วนการปกป้องในเวลากลาง คืน จะเป็นการลดแสงสีฟ้าในหน้าจอ ทำให้หน้าจอมีโทนสีเหลือง และสบายตากว่าเมื่อใช้งานในที่มืด ในขณะเดียวกัน ยังสามารถปรับการแสดงผลของหน้าจอให้เป็นจอสี, จอขาวดำ และเปลี่ยนตัวอักษรบนจอให้เป็นสีขาวบนพิ้นหลังสีดำได้ด้วย


สามารถเปิดใช้ลิ้นชัก (Drawer) บนหน้าจอหลักได้ ซึ่งในโหมดนี้แอปพลิเคชันทั้งหมดจะรวมอยู่ในหน้าลิ้นชัก และไม่เพิ่มเข้าไปในหน้าจอหลัก (ยกเว้นเราเพิ่มเข้าไปเอง) ช่วยให้หน้าจอหลักดูมีระเบียบมากขึ้น หรือถ้ารู้สึกว่าหน้าจอดูโล่งเกินไป ก็สามารถเลือกจำนวนการแสดงแอปพลิเคชันบนหน้าจอได้เช่นกัน


OPPO F11 มีแอปพลิเคชัน ตัวจัดการโทรศัพท์ สำหรับปรับปรุงระบบของตัวเครื่องให้ทำงานราบรื่นอยู่เสมอ โดยสามารถล้างข้อมูลที่ไม่จำเป็น, สแกนไวรัส และตรวจสอบปัญหาการทำงานของอุปกรณ์โดยรวม เมื่อเปิดแอปนี้ขึ้นมา ตัวแอปจะตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบทันที หากผลการประเมินต่ำกว่า 100 เราสามารถกดปุ่ม "ไปที่การปรับปรุง" เพื่อให้ระบบจัดการโดยอัตโนมัติได้ ซึ่งใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น


ในส่วนของเมนู ทำความสะอาด จะแสดงการใช้งานหน่วยความจำภายใน และปริมาณของไฟล์ขยะที่ลบทิ้งได้ เมื่อกดปุ่ม "ทำความสะอาด" จะลบไฟล์ขยะในหมวดนั้นๆ ทันที ซึ่งเราสามารถเลือกลบเฉพาะบางไฟล์ได้เช่นกัน


เมนู การใช้ข้อมูล จะแสดงปริมาณการใช้ดาต้าอินเทอร์เน็ต และมีฟังก์ชันจำกัดปริมาณการใช้ดาต้าของแต่ละแอปพลิเคชัน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้แพ็คเกจอินเทอร์เน็ตแบบเติมเงินที่ต้องการควบคุมการใช้อินเทอร์ เน็ตไม่ให้เกินโควต้า


เมนู การอนุญาตสำหรับความเป็นส่วนตัว จะ อนุญาตให้เราเข้าไปจัดการสิทธิการเข้าถึงของแต่ละแอปได้ พร้อมทั้งเลือกแอปพลิเคชันที่จะทำงานทันทีเมื่อเปิดเครื่อง และเลือกแอปพลิเคชันที่จะให้แสดงเป็นหน้าต่างลอยซ้อนบนแอปอื่นๆ ได้ด้วย


เมนู การสแกนไวรัส จะเป็นการสแกนไฟล์ในเครื่องทั้งหมดเพื่อหามัลแวร์ หรือไฟล์อันตรายต่างๆ และจะลบทิ้งโดยอัตโนมัติหากตรวจพบ การสแกนใช้เวลาไม่นานมาก แนะนำว่าควรจะสแกนอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง


เมนู การทดสอบประจำ เป็นฟังก์ชันการตรวจหาความผิดปกติของฮาร์ดแวร์แต่ละส่วน ซึ่งระบบจะทำการตรวจสอบโดยอัตโนมัติ โดยจะมีคำแนะนำให้ผู้ใช้ทำตามเพื่อตรวจสอบด้วยตัวเองเป็นระยะๆ ช่วยให้เราตรวจสอบได้เองในเบื้องต้นว่าเครื่องเสียตรงไหน และบอกข้อมูลให้กับช่างเมื่อส่งซ่อมได้


ในส่วนของตัวเลือกด้านความปลอดภัย มีตัวเลือกการตั้งรหัสผ่าน, PIN หรือรูปแบบการลากแพทเทิร์น เพื่อใช้ปลดล็อกหน้าจอเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป และสามารถลงทะเบียนลาย นิ้วมือเพื่อใช้ปลดล็อกหน้าจอ หรือใช้ยืนยันตัวตนแทนรหัสผ่านในแอปพลิเคชันต่างๆ ได้


นอกจากนี้ยังมีระบบสแกนใบหน้า (AI Facial-Unlock) ให้ใช้งานอีกด้วย ซึ่งจะปลดล็อกได้เร็วกว่าการสแกนลายนิ้วมือ แต่อาจจะไม่รัดกุมเท่า เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว


ถึงแม้ว่าในแอปพลิเคชัน ตัวจัดการโทรศัพท์ จะไม่มีเมนูจัดสรรการใช้แบตเตอรี่ แต่เราสามารถเข้าไปจัดการได้ใน การ ตั้งค่า > แบตเตอรี่ ซึ่งระบบจะตรวจสอบการใช้แบตเตอรี่ของแต่ละแอป และปิดการทำงานพื้นหลังของแอปบางตัวโดยอัตโนมัติ ส่วนแอปที่ใช้พลังงานมาก และฟังก์ชันต่างๆ เช่น GPS หรือ Bluetooth นั้น เราสามารถเลือกที่จะปิด หรือไม่ปิดก็ได้


มาดูที่การแสดงผลหน้าเว็บไซต์กันบ้าง โดย OPPO F11 นั้นจะมีเบราเซอร์ติดตั้งมาให้ 2 ตัว ได้แก่ Chrome และ Opera ซึ่งว่าทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับเบราเซอร์สามัญประจำเครื่องอย่าง Chrome กันดีอยู่แล้ว แต่ Opera ก็เป็นเบราเซอร์อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งมีความเร็ว และประสิทธิภาพโดยรวมไม่แพ้ Chrome


ฟังก์ชันที่น่าสนใจของ Opera คือ มีตัวบล็อกโฆษณาใน ตัวเอง และมีโหมดกลางคืนให้ใช้งาน ซึ่งในโหมดนี้หน้าต่างของเบราเซอร์จะเปลี่ยนเป็นสีดำ และแสงบนหน้าจอจะทึบลง ช่วยให้อ่านบทความบนเว็บไซต์ได้สบายตายิ่งขึ้นใเมื่ออยู่ในที่แสงน้อย


และยังมีโหมด การประหยัดข้อมูล ที่ช่วยลดปริมาณการใช้ Data ของอินเทอร์เน็ต และมี VPN ที่ช่วยอำพรางหมายเลข IP ของผู้ใช้เพื่อความเป็นส่วนตัว และเข้าถึงบางเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกอีกด้วย แต่จะเปิดการประหยัดข้อมูล กับ VPN พร้อมกันไม่ได้


ในส่วนของ แกลเลอรี สำหรับดูภาพถ่ายและ วิดีโอที่เก็บไว้ในเครื่อง จะมีการแบ่งเป็นหมวดหมู่เอาไว้ตามวันที่ถ่าย หรือเลือกดูแบบอัลบั้มซึ่งแบ่งตามประเภทของไฟล์ก็ได้ตามสะดวก



เราสามารถตกแต่งภาพในแกลเลอรีได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการหมุนภาพ, ใส่ฟิลเตอร์, คร็อปตัด, กลับด้าน, ปรับระดับบิวตี้, เพิ่มสติ๊กเกอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย


สำหรับการฟังเพลง OPPO F11 มีแอปพลิเคชันพื้นฐานติดตั้งมาให้อยู่แล้ว โดยในเวอร์ชันนี้มีการปรับปรุงดีไซน์ให้สะอาดตายิ่งขึ้น ที่แผงควบคุมด้านล่างมีทางลัดการตั้งค่าสำหรับเรียกดู Playlist, ตั้งค่า Real Original Sound Technology, เล่นเพลงแบบวนซ้ำ (ซ้ำเพลงเดียว / ซ้ำทั้งอัลบั้ม / สุ่มลำดับเพลง) และตัวเลือกการตั้งค่าเพิ่มเติมอื่นๆ


Real Original Sound Technology เป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานได้เมื่อเชื่อมต่อหูฟัง โดยจะทำให้เราตั้งค่า Equalizer ให้เข้ากับแนวเพลงต่างๆ ได้ เช่น ร็อค, แจ๊ส, ป็อป, คลาสสิค เป็นต้น หรือถ้าต้องการตั้งค่าด้วยตัวเอง ก็สามารถทำได้ในตัวเลือก กำหนด เอง


สำหรับแอปพลิเคชันการเล่นวิดีโอของ OPPO F11 มีปุ่มควบคุมการทำงานพื้นฐานครบถ้วน สามารถเล่นวิดีโอความละเอียดระดับ Full HD ได้อย่างราบรื่น


หากวิดีโอที่เล่นมีอัตราส่วนไม่พอดีกับหน้าจอ จะเหลือแถบสีดำด้านข้างเอาไว้ หากต้องการดูแบบเต็มจอให้กดที่ไอคอนลูก ศร 4 ดอกตรงมุมขวาบน ระบบจะขยายภาพให้เต็มโดยจะมีบางส่วน ล้นออกไปจากหน้าจอ


พื้นที่สีเขียวในภาพคือส่วนที่จะล้นออกไปเมื่อขยายเต็มหน้าจอ


สำหรับไอคอนที่เป็น 5 ขีดเรียงกัน จะทำให้วิดีโอเล่นเฉพาะเสียงเท่านั้น ส่วนไอคอนรูปแม่กุญแจ จะเป็นการล็อกหน้าจอเพื่อป้องกันไม่ให้เผลอไปกดโดนหน้าจอ ระหว่างดูวิดีโอ


OPPO F11 รองรับการใช้งาน 2 แอปพลิเคชันพร้อมกันในหน้าจอเดียว เราสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้ได้ด้วยการปัดนิ้วขึ้นด้านบนเพื่อเปิดหน้า Recent Apps จากนั้นกดที่ไอคอน 3 ขีดมุมขวาบนของแอป แล้วเลือก หน้าจอแบ่ง แอปนั้นๆ จะถูกเปิดขึ้นมาแบบครึ่งจอทันที จากนั้นให้เราเลือกเปิดแอปที่ต้องการในหน้าจอข้างล่าง เพียงเท่านี้ก็เปิดแอปพลิเคชันพร้อมกันได้แล้ว


นอกจากนี้ยังเปิดการแบ่งหน้าจอได้อีกหลายวิธีโดยใช้ท่าทาง เช่น การลาก 3 นิ้วขึ้นด้านบนพร้อมกัน, การกดค้างที่ปุ่ม Recent Apps เป็นต้น


ในส่วนของการเล่นเกม OPPO F11 มีฟีเจอร์เสริมสำหรับเล่นเกม Game Space ซึ่งช่วยเร่งประสิทธิภาพการประมวลผลและปิดกั้นการแจ้งเตือน ต่างๆ ไม่ให้มาขัดจังหวะการเล่น โดยในเวอร์ชันนี้มีการปรับปรุงหน้าอินเตอร์ เฟซใหม่ให้ดูเท่ และใช้งานง่ายกว่าเดิม เราสามารถเพิ่ม เกมเข้ามาใน Game Space ได้ด้วยการกดที่เครื่องหมาย + แล้วเลือกเกมที่ต้องการ หรือจะเพิ่มแอปพลิเคชันทั่วไปที่ไม่ใช่เกมก็ได้ ซึ่งแอปที่เพิ่มเข้ามาก็จะได้รับการเร่งความเร็ว และปิดกั้นการแจ้งเตือนด้วย


แถบเมนูด้านล่างสามารถปัดขึ้นเพื่อดูการตั้งค่าเพิ่มเติมได้ โดยจะแสดงระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่ที่เหลือโดยประมาณ และความ แรงของสัญญาณ Wi-Fi ปุ่มด้านซ้ายที่เป็นรูปมาตรวัดเป็นเมนูปรับระดับความเร็วของเครื่อง โดย ประสิทธิภาพ สูง จะเป็นการเร่งระดับความเร็วสูงสุด ทำให้ภาพในเกมสวยขึ้น ลื่นขึ้น แต่จะเปลืองแบตเตอรี่มากตามไปด้วย ส่วน โหมดใช้พลังงานต่ำ จะปรับลดความเร็วลงเพื่อเน้นการประหยัดแบตเตอรี่ และ โหมดสมดุล จะเป็นโหมดที่สมดุลระหว่างความเร็วและการประหยัดพลังงาน สำหรับปุ่มด้านขวาจะเป็นการเลือกบล็อกสายโทรเข้า, บล็อกการแจ้งเตือน หรือจะบล็อกทั้งคู่ก็ได้เช่นกัน


อีกฟังก์ชันหนึ่งคือการ ล็อคความสว่างของหน้าจอ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหรี่แสงบนหน้าจอเองระหว่างเล่น และมีการตั้งค่าปลีกย่อยอื่นๆ ให้ปรับแต่งได้ตามอัธยาศัย


เมื่อเข้าเกมมาแล้ว เรายังสามารถปัดหน้าจอทางซ้าย เพื่อเรียกใช้เมนูลัดได้ ซึ่งแต่ละปุ่มมีการใช้งานดังนี้

  • ห้ามรบกวน : บล็อกการแจ้งเตือน
  • ไม่รับสาย : ตัดสายเรียกเข้าอัตโนมัติ
  • เล่น AFK : เปิดโหมด AFK (Away From Keyboard) โดยเกมจะยังเล่นต่อไปตามปกติ แต่จะปิดหน้าจอเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับเกมที่ต้องปล่อยบอทฟาร์มของหรือเก็บเลเวล
  • ภาพหน้าจอ : บันทึกภาพหน้าจอ
  • บันทึกจอ : บันทึกคลิปการเล่น
  • ข้อความ : ส่งข้อความ SMS


ตัวอย่างหน้าจอการเล่นในโหมด AFK


ในการรีวิวครั้งนี้ ทางทีมงานได้ทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกระดับกลางๆ อย่าง PUBG และ Eternal City ไปจนถึงเกมที่มีกราฟิกระดับสูงอย่าง AxE ซึ่ง OPPO F11 สามารถรับมือกับทั้ง 3 เกมได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีเฟรมเรตนิ่งตลอดการเล่น และไม่มีอาการกระตุกหรือชะงักจากการเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็วหรือการโหลดเอ็ฟเฟ็กต์ ต่างๆ ส่วนเกม AxE ที่ต้องการพลังการประมวลผลสูงก็มีเฟรมเรตลื่นไหลน่าพอใจ แต่มีเฟรมเรตตกบ้างในบางช่วง ขณะเดียวกัน หน้าจอขนาด 6.53 นิ้วยังช่วยให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในเกมได้ชัดเจนโดยไม่ต้องเพ่งสายตามาก โดยรวมแล้วเรียกได้ว่า OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่เล่นเกมได้ดีอีกรุ่นหนึ่งครับ


 OPPO F11 วัดค่า benchmark จากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ได้ 148518 คะแนน และจากแอปพลิเคชัน Geekbench 4 ได้ 1566 คะแนนสำหรับการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single-Core) และ 5984 คะแนนสำหรับการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core)


OPPO F11 ใช้ชิปเซ็ตประมวลผล Mediatek Helio P70 แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.1 GHz มีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G72 MP3, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB และหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่ม microSD Card ได้อีก 256GB


 สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง OPPO F11 นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor ส่วนหน้าจอแสดงผลรองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


ระบบ GPS สามารถจับสัญญาณดาวเทียมในที่กลางแจ้งได้ดี โดยจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่าจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 29 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 3 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม นั้นก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ และสภาพอากาศด้วย ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และช่วงเวลา


การใช้งานกล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

จุดเด่นสำคัญของ OPPO F11 คือการถ่ายภาพ ซึ่งรุ่นนี้ใช้กล้องแบบเดียวกับรุ่น Pro ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามพอๆ กัน โดยมีกล้องหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 48 + 5 ล้านพิกเซล มีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.25 นิ้ว ขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/1.79 พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI Scene Optimization ในการตรวจจับซีนในแต่ละภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้เหมาะสมจากทั้งหมด 23 หมวดหมู่ และรองรับฟีเจอร์ Ultra Night Mode โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบง่าย สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน ได้แก่ การเปิด-ปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน HDR, โหมดสีสันตื่นตา และฟิลเตอร์


สำหรับโหมดที่ขาดไม่ได้อย่างโหมด Portrait นั้น จะเบลอฉากหลังให้โดยอัตโนมัติ พร้อมกับแนะนำระยะห่างระหว่างกล้องกับตัวเบบที่เหมาะสม ซึ่งช่วยได้ค่อนข้างมากสำหรับมือใหม่

หากกดที่ไอคอนสามขีดด้านซ้าย จะพบกับโหมดการถ่ายภาพอื่นๆ และมีโหมด ผู้เชี่ยวชาญ (โหมดโปร) ให้ ใช้ด้วย ซึ่งสามารถปรับแต่งค่าการเปิดรับแสง (Exposure), สมดุลแสงขาว (WB), การโฟกัส (AF/MF) และการชดเชยแสง (EV) แต่ไม่สามารถปรับค่าความไวแสง  (ISO) ได้ ส่วนโหมด กลางคืน จะเป็นการเพิ่มความสว่างและความคมชัดในเวลากลางคืนโดยไม่ใช้แฟลช ซึ่งเรามีตัวอย่างภาพถ่ายจากโหมดนี้มาให้ชมกันในส่วนถัดไปครับ


กล้องหลังของ OPPO F11 รองรับการถ่ายภาพนิ่งได้ 3 อัตราส่วน ได้แก่ 4:3 (ค่าเริ่มต้น), 1:1 และ เต็มจอ (19.5:9) และสามารถถ่ายภาพเต็มความละเอียด 48 ล้านพิกเซลในอัตราส่วน 4:3 ได้ ส่วนการบันทึกวิดีโอปรับความละเอียดได้ 2 ระดับ คือ 720p (HD) และ 1080p (FHD)


ในส่วนของกล้องหน้า มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล จุดเด่นคือเทคโนโลยี AI Beautification ที่ปรับแต่งใบหน้าได้อย่างละเอียดทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นสีผิว, การลบจุดด่างดำ, ลบจุดหมองคล้ำ, เพิ่มความโดดเด่นให้ดวงตา ไปจนถึงการปรับโครงหน้าให้เรียวเข้ารูป สำหรับการบันทึกวิดีโอสามารถปรับความ ละเอียดได้ 2 ระดับเช่นเดียวกับกล้องหลัง คือ 720p (HD) และ 1080p (FHD)


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังคู่ ความละเอียด 48+5 ล้านพิกเซล

ภาพถ่ายกลางแจ้ง ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ
 
ภาพถ่ายในอาคาร ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ

 

ภาพถ่ายในอาคาร ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ

 

ภาพถ่ายในอาคาร ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ

 

ภาพถ่ายในอาคาร ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ และเปิดฟีเจอร์สีตื่นตา

 

ภาพถ่ายในอาคาร ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ

 

ภาพถ่ายในอาคาร ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ และเปิดฟีเจอร์สีตื่นตา

 

ตัวอย่างภาพถ่าย Portrait ภายในอาคาร

 

ภาพถ่ายในเวลากลางคืน ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ โดย AI ตรวจจับได้ว่าเป็นฉากกลางคืน และเพิ่มความสว่างให้กับภาพเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ

 

ภาพถ่ายในเวลากลางคืน ถ่ายด้วยโหมดกลางคืน ในโหมดนี้จะเป็นการถ่ายภาพที่ระดับความสว่างต่างกันหลายๆ ภาพ โดยผู้ใช้จะต้องถือสมาร์ทโฟนค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นระบบจะนำภาพทั้งหมดมาประมวลผลรวมกัน ทำให้ความสว่างมีความสมดุลทั่วทั้งภาพ ในภาพนี้จะสังเกตได้ว่าต้นไม้ด้านขวาและท้องฟ้าสว่างขึ้น ในขณะที่แสงจากป้ายไฟมืดลงจนมองเห็นรายละเอียดบนป้ายได้ชัดเจนขึ้นมาก

 

อีกตัวอย่างหนึ่งของภาพถ่ายในเวลากลางคืน ที่ถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ

 

เมื่อเปลี่ยนไปถ่ายด้วยโหมดกลางคืน สังเกตว่าถนนและท้องฟ้าสว่างขึ้น และป้ายไฟโดยรอบมืดลงจนอ่านข้อความบนป้ายได้ จากเดิมที่มีแสงจ้าจนไม่เห็นรายละเอียดใดๆ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
ถ่ายด้วยโหมดปกติ โดยไม่เปิด AI Beautification

ถ่ายด้วยโหมดปกติ ไม่เปิด AI Beautification และใส่ฟิลเตอร์

ถ่ายด้วยโหมดปกติ เปิด AI Beautification ระดับ 50 (ปานกลาง) และใส่ฟิลเตอร์

 

ถ่ายด้วยโหมด Portrait เปิด AI Beautification ระดับ 100 (สูงสุด) ไม่ใส่ฟิลเตอร์

สรุปผลการทดสอบของ OPPO F11

OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีจุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์เรียบหรู และการถ่ายภาพที่อยู่ในระดับเดียวกับรุ่น Pro ซึ่งเปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้ โดยเลือกใช้ชุดกล้องหน้า และกล้องหลังเหมือนกับรุ่น Pro ซึ่งได้แก่กล้องหลังคู่ (Dual Camera) ความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล ประกบด้วยเซ็นเซอร์วัดความลึก ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยฟีเจอร์ช่วยในการถ่ายภาพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นระบบ AI Scene Optimization ที่ช่วยวิเคราะห์ฉาก และปรับแต่งรูปภาพให้โดยอัตโนมัติ, ฟีเจอร์ที่ช่วยให้สีสดใสขึ้น ไปจนถึงระบบ AI Beautification ซึ่งปรับแต่งใบหน้าได้ละเอียดกว่าสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ โดยปรับได้ตั้งแต่ความเรียบเนียน, ความเรียวของคาง, ลบรอยหมองคล้ำใต้ตา, เพิ่มความสดใสให้นัยน์ตา, ปรับขนาดตา, ลดขนาดใบหน้า และอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งในโหมด Portrait ยังเบลอฉากหลังได้อย่างแนบเนียน ไม่ค่อยมีการตัดขอบผิดพลาดให้เห็น และที่สำคัญ OPPO F11 ยังมีโหมดถ่ายภาพกลางคืนที่ช่วยให้ภาพถ่ายกลางคืนสว่าง และมีรายละเอียดมาก ขึ้นโดยไม่ต้องเปิดแฟลช และไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพวิวกลางคืนสวยๆ ได้อย่างง่ายๆ เรียกได้ว่า OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ถ่ายภาพได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ในชั่วโมงนี้เลยทีเดียว

 

ในส่วนของการใช้งานทั่วไป OPPO F11 มีสเปกที่รองรับการใช้งาน และความบันเทิงได้อย่างรอบด้าน โดยใช้ชิปเซ็ตประมวลผล Mediatek Helio P70 แบบ 8 แกน (Octa-Core) ความเร็วการประมวลผลสูงสุด 2.1 GHz พร้อมด้วยหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4 GB ทำให้การทำงานในภาพรวมมีความราบรื่นในระดับที่น่าพอใจ ขณะเดียวกัน ยังมีหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาดใหญ่ถึง 128 GB จึงสามารถเก็บ ภาพถ่าย และติดตั้งแอปพลิเคชันหรือเกมลงไปได้มากพอสมควร โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งการ์ด microSD เสริม (แต่ถ้าต้องการก็ทำได้ โดยรองรับได้สูงสด 256 GB)

นอกจากการใช้งานทั่วไป ด้านความบันเทิงอย่างการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ก็ทำได้ดีเช่นกันเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นอื่นๆ ด้วยหน้าจอดีไซน์ไร้ขอบแบบ Waterdrop Screen ที่ใหญ่ถึง 6.53 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ ทำให้ถ่ายทอดอารมณ์ของหนังและเกมได้อย่างเต็มตา ขณะเดียวกันก็สามารถเล่นเกมที่มีกราฟิกค่อนข้างสูงได้อย่างลื่นไหล แม้เฟรมเรตที่ทำได้อาจจะไม่สูงมาก แต่ก็เพียงพอที่จะเล่นได้โดยไม่หงุดหงิด หรือปวดตา

อีกคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญคือแบตเตอรี่ 4,020 mAh ที่มาพร้อมกับระบบชาร์จไว VOOC Flash Charge 3.0 ซึ่งความจุแบตเตอรี่ระดับนี้ก็ถือว่ามากพอสมควรแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลาง เมื่อรวมเข้ากับระบบชาร์จไวเวอร์ชันล่าสุด ทำให้ OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนที่แบตอึด และชาร์จไวเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับกลาง

อย่างไรก็ดี OPPO F11 ยังมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องพิจารณาอยู่บ้าง เช่น ระบบ AI Optimization ที่ไม่สามารถปิดได้, ปรับระดับความเบลอฉากหลังในโหมด Portrait ไม่ได้ และไม่มี AI Beautification ให้ใช้งานในโหมด Portrait และไม่มีฟังก์ชันการซ่อนรอยบากบนหน้าจอด้วยแถบดำ เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็สามารถสรุปได้ว่า OPPO F11 เป็นสมาร์ทโฟนที่มีความสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการถ่ายภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนราคาไม่เกิน 10,000 บาทที่ถ่ายรูปสวย ดีไซน์เรียบหรู และครบเครื่องในตัวเองครับ

 

OPPO F11 จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2019 เป็นต้นไป ในราคา 8,990 บาท โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีม่วง Fluorite Purple และ สี เขียว Marble Green สามารถหาซื้อได้ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณร้าน Sarnies Bangkok ซอยเจริญกรุง 44 ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ และ OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO F11 มาให้ทางทีมงานได้รีวิวกันในโอกาสนี้ด้วยครับ

 

จุดเด่นของ OPPO F11

- เทคโนโลยีการผลิตตัวเครื่องแบบ 3D Unibody (ตัวเครื่องถูกขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกัน) พร้อมเทคโนโลยีการเคลือบผิวสัมผัสแบบกระจก (Glossy Design)
- บอดี้ไล่เฉดแบบ Triple Gradient Color ที่สามารถสะท้อนเล่นกับแสงในมุมต่างๆ
- ตัวเครื่องขนาด 162x76.1x8.3 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนัก 188 กรัม 
- หน้าจอแสดงผล LTPS TFT แบบ Waterdrop Screen แบบ ขนาดใหญ่ 6.53 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล : 394 ppi) ในอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 19.5:9 โดยมีสัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่ 90.7%
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio P70 Processor ความเร็ว 2.1 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Mali-G72 MP3
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB
- รองรับการเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้สูงสุดที่ขนาด 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 6.0
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beautification ที่สามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ
- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 48+5 ล้านพิกเซล โดยมีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.25 นิ้ว ขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ F/1.79 ซึ่งรองรับฟังก์ชัน AI Scene Recognition ที่ช่วยวิเคราะห์ และตกแต่งภาพโดยอัตโนมัติ และรองรับโหมดการถ่ายภาพกลางคืน ที่ช่วยให้ภาพถ่ายในที่มืดสว่าง และคมชัดขึ้นโดยไม่ต้องใช้แฟลช
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง (Fingerprint Unlock)
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (AI Face Unlock)
- ฟังก์ชัน App Encryption และ Private Safe เพื่อความเป็นส่วนตัว รวมถึง Kids Space การจัดการแอปพลิเคชันสำหรับเด็ก
- ระบบเสียง Real Original Sound Technology สำหรับปรับแต่ง Equalizer เมื่อใช้งานร่วมกับหูฟัง
- แบตเตอรี่ความจุ 4,020 mAh พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง VOOC Flash Charge 3.0 ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วกว่าเวอร์ชันก่อนหน้าถึง 20%
- ฟีเจอร์ Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับระบบดาวเทียม GLONASS และ BeiDou 
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac และ Bluetooth 4.2
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM)
- รองรับการสแตนด์บายแบบ Dual 4G LTE
- ราคาจำหน่าย 8,990 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO F11

- ด้านหลังตัวเครื่องมีพื้นผิวมันวาว จึงอาจเกิดคราบเปื้อน หรือรอยนิ้วมือได้ง่าย
- ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ หรือป้องกันฝุ่น
- หน้าจออัตราส่วน 19.5:9 ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้
- พอร์ตการเชื่อมต่อยังไม่เป็นแบบ USB Type-C
- ถาดใส่ซิมการ์ดเป็นแบบ Hybrid-Slot ซึ่งช่องซิมการ์ดที่สอง ต้องเลือกใส่อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างซิมการ์ด หรือ microSD Card
- ปรับระดับความเบลอฉากหลังในโหมด Portrait ไม่ได้
- ใช้ฟีเจอร์ AI Beautification ในโหมด Portrait ไม่ได้
- กล้องหน้าไม่ได้เป็นแบบ Pop-Up หรือ Rising Camera เหมือนรุ่น Pro
- หน่วยความจำแรม (RAM) มีขนาด 4GB ซึ่งน้อยกว่ารุ่น Pro (6GB)

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้ เป็นเครื่องทดสอบจากศูนย์บริการ คุณสมบัติบางอย่างอาจแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริง รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจถูกแก้ไขให้ดีขึ้นแล้วในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองเพื่อความมั่นใจ *


 

วันที่ : 21/05/2019