ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 25/08/2020

รีวิว (Review) OnePlus Nord

สมาร์ทโฟน Lite Flagship ใส่ 6 กล้อง จอลื่น 90Hz สเปกแรงโดนใจ แบตชาร์จไว ในราคาเป็นมิตร ด้วยกล้องหลัง 4 ตัว 48MP ผสานกล้องหน้าคู่ 32MP, จอ 90Hz Fluid AMOLED, ชิปเซ็ต Snapdragon 765G 5G, RAM 12GB+ROM 256GB และแบตเตอรี่ Warp Charge 30T 4115mAh บนบอดี้พรีเมียมโค้งมน กับราคาดีเริ่มที่ 14,990 บาท


25 สิงหาคม 2020 - เป็นอีกรุ่นที่กำลังมาแรงในช่วงนี้เลยทีเดียว สำหรับ OnePlus Nord สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นแรกของทาง OnePlus กับฉายา Lite Flagship for New Gen ที่มีจุดเด่นเป็นฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์เทียบชั้นเรือธงรุ่นใหญ่ พร้อมการดีไซน์พรีเมียม ในราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยาก โดยคำว่า Nord มาจากภาษาทางยุโรปที่แปลว่าทิศเหนือ และสำหรับ OnePlus Nord ของทาง OnePlus ได้นำมาตีความหมายใหม่ ในการสื่อถึงทิศทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้า และการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นนั่นเอง

OnePlus Nord มาในดีไซน์จอไร้ขอบเจาะรูกล้องหน้าคู่ที่เรียกว่า Dual Punch-Hole Display บนเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ Fluid AMOLED ขนาด 6.44 นิ้ว พร้อม Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz ที่ใช้งานได้ลื่นไหลกว่าเดิม รวมถึงเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) บนตัวเครื่องเงางามแบบ Metallic พร้อมพื้นผิวแบบกระจกด้าน (Matte AG Glass) ที่เพิ่มความพรีเมียมให้ตัวเครื่องเป็นอย่างดี

โดยมีการติดตั้งกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (Quad Camera) กับกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ประกบกับกล้อง Ultra-Wide, Depth และ Macro ที่รองรับการถ่ายภาพในทุกระยะ พร้อมกับโหมด NightScape สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืน ทั้งในมุมปกติ และมุมกว้าง ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 32+8 ล้านพิกเซล ซึ่งรองรับการถ่ายภาพ Group Selfie มุมกว้างสุด 105 องศา และบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K

 

อีกหนึ่งจุดเด่นของ OnePlus Nord ก็คือคุณสมบัติภายในที่ถือว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบ ได้แก่ ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 765G บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm ที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G จับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาดสูงสุด 12GB พร้อมหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาดสูงสุด 256GB และแบตเตอรี่ความจุ 4115 mAh ที่รองรับเทคโนโลยี Warp Charge 30T โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 0-70% ได้ในเวลา 30 นาที บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ที่ครอบทับด้วย OxygenOS

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า OnePlus Nord มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องสุดพรีเมียม หรือฟีเจอร์ที่จัดมาให้แบบน้องๆ เรือธง และระบบการถ่ายภาพที่ดีกว่าเดิม กับราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเริ่มที่ 14,990 บาท ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว OnePlus Nord ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OnePlus Nord มากับแพ็กเกจสีดำด้าน โดยมีลวดลายคำว่า Nord และโลโก้ OnePlus อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น อะแดปเตอร์ WarpCharge 30W (5V/6A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, เคสใสพร้อมลวดลาย, สติ้กเกอร์โลโก้ Nord, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือการใช้งาน


ภาพตัวอย่างการใส่เคสใสที่แถมมาในแพ็กเกจ


OnePlus Nord มาพร้อมหน้าจอแสดงผล Fluid AMOLED Dual Punch-Hole Display ขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 408 ppi) ในอัตราส่วน 20:9 ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 บนตัวเครื่องขนาด 158.3x73.3x8.2 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 184 กรัม


โดยหน้าจอแสดงผลมีค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลกว่าที่เคย


และรองรับฟังก์ชัน Ambient Display ในการแสดงวันที่ เวลา และการแจ้งเตือนต่างๆ ขณะล็อกหน้าจอ


ที่ด้านบนหน้าจอมีเพียงลำโพงสำหรับสนทนา และเซ็นเซอร์ต่างๆ สำหรับกล้องหน้าเป็นแบบคู่ฝังบนจอ (Dual In-Display Selfie) ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX616 รองรับระบบกันสั่นแบบ EIS พร้อมกล้องรองแบบ Ultra-Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่ในมุมกว้างสุด 105 องศา


โดยสามารถเลือกซ่อนกล้องหน้าด้วยแถบสีดำแทนได้


พร้อมรองรับฟังก์ชันการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อก หน้าจอ


ด้านหน้าส่วนล่างใช้ปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่มย้อนกลับ, ปุ่มโฮม และปุ่ม Recent Apps (ค่าเริ่มต้น)


โดยเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้


และรองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ใต้ หน้าจอ (In-Display Fingerprint)


ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สอง


ที่ด้านล่างประกอบด้วย ลำโพงเสียงตัวหลัก, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Dual nano-SIM โดยไม่รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD และไม่รองรับช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร


ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง


สำหรับที่ด้านขวาตัวเครื่องมีปุ่มเปิด-ปิด เครื่อง และล็อกหน้าจอในตัว พร้อมปุ่ม Alert Slider สำหรับเปลี่ยนรูปแบบเสียงแจ้งเตือนในทันที


OnePlus Nord มีฝาหลังดีไซน์เงางามแบบ Metallic พร้อมพื้นผิวแบบกระจกด้าน (Matte AG Glass) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ โดยสีที่ทางทีมงานนำมาพรีวิวให้ได้ชมกันนั้นเป็นสี Gray Onyx


ที่ด้านหลังติดตั้งกล้องทั้งหมด 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบด้วย

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 เทคโนโลยี 4-in-1 Pixel พิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/1.75 รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS + EIS
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศา มีรูรับแสงขนาด F/2.25
- กล้องตัวที่สามแบบ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.4
- กล้องตัวที่สี่แบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.4 สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร

พร้อมรองรับระบบการโฟกัสแบบ PDAF+CAF, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS+EIS, โหมดถ่ายภาพกลางคืน NightScape, โหมด UltraShot HDR,ฟังก์ชัน Face Retouching ปรับผิวให้เนียนสวย, ฟังงก์ชัน AI Scene Detection และถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K 30fps พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Super Stable และ Super Slow motion


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

OnePlus Nord ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS 10.5 ที่มี User Interface แบบเรียบง่ายสบายตา พร้อมไอคอนดีไซน์สไตล์ minimal โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่อง (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 256GB โดยไม่รองรับ microSD Card


และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE รวมถึงการใช้งานบนเครือข่าย 5G

หมายเหตุ : OnePlus Nord รองรับคลื่นความถี่ 700MHz และ 3500MHz (ไม่รองรับคลื่น 2600MHz) โดยในปัจจุบันยังไม่มีการเปิดให้บริการ ซึ่งคาดว่าจะรองรับการใช้งานได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 นี้ จนถึงต้นปี 2564 ทั้งนี้การใช้งานขึ้นอยู่กับเงื่อนไขผู้ให้บริการแต่ละเครือข่ายด้วย


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต, Bluetooth หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ รวมถึง Notification Center แถบการแจ้งเตือนต่างๆ


โดยสามารถปรับตำแหน่งของคีย์ลัดต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ


เมื่อปัดไปทางด้านขวาจากหน้าโฮมสกรีน จะพบกับ Google Discover หน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ โดยอ้างอิงจากการค้นหาของผู้ใช้


เมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวด้วยการกดปุ่ม Close Apps ที่ด้านล่าง


เมื่อกดค้างบนหน้าจอจะเข้าสู่เมนูการปรับแต่ง หน้าจอ เพื่อปรับตำแหน่งของไอคอน พร้อมเปลี่ยนภาพพื้นหลัง และเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการได้


รวมถึงตั้งค่าหน้า Home Screen ต่างๆ


สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน ก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานอย่างครบครัน โดยไม่มีแอปพลิเคชันประเภท Bloatware ให้กวนใจ


สามารถปรับค่าการแสดงผลต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความสว่างอัตโนมัติ, การตั้งค่าพักหน้าจอ และการตั้งค่าขั้นสูงที่ประกอบด้วย


การแสดงผลสีของหน้าจอทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Vivid, Natural และ Advance ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงสีสันได้เพิ่มเติมอีก 3 แบบ ได้แก่ AMOLED Wide Gamut, sRGB และ Display P3 รวมถึงอุณหภูมิของสี


เลือกใช้งานค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 900Hz (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 60Hz) โดยจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม

สำหรับ Refresh Rate เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนภาพของหน้าจอแสดงผล กล่าวคืออัตราความเร็วในการเปลี่ยนภาพนิ่งที่เรียงต่อกันจนกลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Refresh Rate มาก ก็จะทำให้การเปลี่ยนภาพของหน้าจอมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง และโดยปกติแล้วหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันจะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ประมาณ 60 Hz


สามารถเลือกซ่อนกล้องหน้าได้ด้วยแถบสีดำแทน


และตั้งค่าสัดส่วนการแสดงผลของแอปพลิเคชันต่างๆ ให้เป็นแบบเต็มจอได้


อีกทั้งยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Night mode และ Reading Mode ที่ช่วยให้ใช้งานได้สบายตายิ่งขึ้น


รองรับเทคโนโลยี Vibrant Color Effect ที่ช่วยให้การแสดงผลมีสีสันสดใส และคมชัดมากขึ้น


สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Ambient Display ในการแสดงวันที่ เวลา และการแจ้งเตือนต่างๆ ขณะล็อกหน้าจอ


ผู้ใช้ OnePlus Nord สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลต่างๆ ในตัวเครื่องได้หลากหลาย โดยเปลี่ยนธีมหลักตัวเครื่องได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Vibrant Tints, Illuminating Light (ค่าเริ่มต้น) และ Nuanced Dark 


ทั้งภาพพื้นหลัง รูปแบบนาฬิกา รูปแบบการสแกนลายนิ้วมือ 4 รูปแบบ


ไปจนถึงโทนสีของระบบทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Colorful, Light (ค่าเริ่มต้น) และ Dark


หากเลือกโทนสี Light และ Dark จะสามารถตั้งค่าสีของเมนูได้


รวมถึงปรับเปลี่ยนดีไซน์ของไอคอน


และรูปแบบ Font ได้


OnePlus Nord มาพร้อมฟังก์ชัน Dual-channel Network Acceleration ได้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


และรองรับบริการชำระเงินผ่านระบบ NFC


สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยบน OnePlus Nord มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว


ผู้ใช้สามารถสลับตำแหน่งของปุ่ม Navigation Buttons ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


หรือเลือกใช้งานการควบคุมแบบ Gestures ในการปัดหน้าจอจากด้านข้างลักษณะต่างๆ เพื่อสั่งการ


สำหรับฟังก์ชัน Quick Gestures ก็มีให้ใช้งานด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง และแตะที่หน้าจอ 2 ครั้ง เพื่อปลุกการทำงาน พร้อมการวาดนิ้วในลักษณะต่างๆ ขณะหน้าจอดับอยู่ เพื่อเปิดใช้งานคีย์ลัด เช่น การเปิดกล้องหน้า - หลัง, บันทึกวิดีโอ และเปิด-ปิด ไฟแฟลช


โดยที่สามารถบันทึกภาพสกรีนช็อตแบบยาวได้ด้วย


และเมื่อกดค้างที่แอปพลิเคชันต่างๆ จะปรากฎคีย์ลัด เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ยังสามารถเรียกใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะจาก Google ได้ด้วยเช่นกัน โดยกดค้างที่ปุ่ม Power ประมาณ 2 วินาที โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง รวมถึงบริการ Google Lens บริการค้นหาวัตถุ หรือสถานที่ด้วยการนำกล้องไปถ่ายวัตถุนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย


ตัวอย่างการใช้งานบนบริการ Google Lens


OnePlus Nord มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4115 mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมเปิดใช้งานในโหมดประหยัดพลังงานอย่าง Battery Saver ที่ช่วยจัดการพลังงานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น


และรองรับเทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูงแบบ Warp Charge 30T (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 0-70% ได้ในเวลา 30 นาที ที่ช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้เป็นอย่างดี


สามารถตรวจสอบเวลาที่ใช้ไปในแต่ละแอปพลิเคชัน รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันได้


และรองรับฟังก์ชันใหม่ล่าสุดอย่าง Focus Mode สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก โดยระบบจะปิดแอปพลิเคชันที่ตั้งค่าไว้แบบชั่วคราว พร้อมเปิดเพลงสบายๆ โดยผู้ใช้สามารถเลือก Theme ของเพลงได้ และเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ตอบโจทย์เวลาที่ผู้ใช้ต้องการสมาธิ หรือเข้านอนนั่นเอง


OnePlus Nord รองรับฟีเจอร์ Parallel Apps สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook, Line และ Instagram จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


ท่านที่ใช้งาน OnePlus Nord เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยฟังก์ชัน OnePlus Switch ได้ทันที


นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน Split Screen ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน


ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้ หลักๆ 2 แบบ คือ รวมภาพถ่ายทั้งหมด และแสดงแบบแยกอัลบั้ม


สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่อง OnePlus Nord นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 41 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 4 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


OnePlus Nord มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.4GHz พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 620 โดยใช้หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 10 ซึ่งถูกครอบทับด้วย User Interface แบบ OxygenOS 10.5


OnePlus Nord มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 329,960 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 614 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 1,964 คะแนน


สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้ผลการทดสอบที่ 3,303 คะแนน ส่วนแบบ Vulkan ได้ผลการทดสอบที่ 3,079 คะแนน


OnePlus Nord รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด


และยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำหรับเกมเมอร์ตัวจริง อย่าง Game Space ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และสามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้


พร้อมโหมดเล่นเกมสำหรับเกมเมอร์ตัวจริงจากความ ร่วมมือกับทีม E-Sport ชื่อดังอย่าง Fnatic ในชื่อ Fnatic Mode สำหรับ รีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU, GPU และ RAM เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึงการเชื่อมต่อ Network ต่างๆ สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ ตลอดเวลา รวมถึงเปิดใช้งานฟังก์ชัน Graphics Optimization ที่ช่วยให้ภาพมีความคมชัด และมีการแสดงแสงเงาแบบสมจริง


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง Marvel Future Fight, Dragon Raja และ V4 พร้อมเปิดการแสดงผลกราฟิกในระดับสูงสุด ก็พบว่า OnePlus Nord นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ผสานกับหน้าจอที่มี Refresh Rate ระดับ 90Hz ซึ่งช่วยให้เกมลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และไม่พลาดช่วงเหตุการณ์สำคัญ อีกทั้งยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4115 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Warp Charge 30T จึงทำให้เล่นเกมได้ยาวนานต่อเนื่อง แต่ก็มีการสะสมความร้อนให้ได้เห็นบ้างเมื่อใช้งานเวลานาน หรือใช้งานขณะชาร์จ


OnePlus Nord มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Fluid AMOLED Dual Punch-Hole Display ขนาด 6.44 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 คมชัดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 408 ppi) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

OnePlus Nord มาพร้อมกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (Quad Camera) ซึ่งประกอบไปด้วย

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 เทคโนโลยี 4-in-1 Pixel พิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/1.75 รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS + EIS
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศา มีรูรับแสงขนาด F/2.25
- กล้องตัวที่สามแบบ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.4
- กล้องตัวที่สี่แบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.4 สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ (1x),  แบบมุมกว้าง Ultra-Wide (0.6x), ซูมที่ 2 เท่า (2x) และซูมสูงสุดที่ 10 เท่า (10x Digital Zoom)


พร้อมฟังก์ชันการจับเวลาถ่ายภาพ, เปิด-ปิด ไฟแฟลช, โหมดถ่ายภาพความละเอียด 12MP/48MP, โหมด Super macro, การเพิ่มฟีลเตอร์ พร้อมปุ่ม Google Lens ที่ด้านล่างซ้าย และเมื่อปะดหน้าจอขึ้นจากด้านล่างจะพบกับโหมดการถ่ายภาพอื่นๆ


และโหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอที่เลือกได้สองระยะ พร้อมกับฟังก์ชัน Face Retouching สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีเนียนสวยแลดูเป็นธรรมชาติ (เลือกได้ 3 ระดับ)


และโหมด NightScape สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะ ซึ่งรองรับทั้งในระยะปกติ และมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างในโหมด PANORAMA


สำหรับโหมด Pro กับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด ก็มีให้เลือกใช้ด้วยเช่นกัน


การถ่ายวิดีโอบน OnePlus Nord สามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดในโหมดปกติได้ที่ระดับ 4K UHD (30 fps) พร้อมถ่ายในมุมกว้างแบบ Ultra-Wide (0.6x) และสามารถซูมได้สูงสุดที่ 10 เท่า (10x Digital Zoom)


รองรับการโหมดป้องกันการสั่นไหวแบบ Super Stable พร้อมการใส่ฟีลเตอร์แบบต่างๆ


พร้อมรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE พร้อมถ่ายในมุมกว้างแบบ Ultra-Wide (0.6x) และสามารถซูมได้สูงสุดที่ 10 เท่า (10x Digital Zoom)


และฟังก์ชัน Slow Motion


OnePlus Nord มีกล้องหน้าคู่ฝังบนจอแบบ Dual In-Display Selfie ความละเอียด 32 + 8 ล้านพิกเซล ที่มีรูรับแสง F/2.45


โดยมีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน โดยสามารถเลือกถ่ายภาพในมุมปกติ และแบบ Ultra-Wide สำหรับ Group Selfie มุมกว้าง 105 องศา พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที ได้แก่ การจับเวลาถ่ายภาพ, เปิด-ปิด ไฟแฟลช, ฟังก์ชัน Face Retouching สำหรับปรับแต่งผิวหน้าของตัวแบบให้มีความเนียนสวยแลดูเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ (เลือกได้ 3 ระดับ) และการเพิ่มฟีลเตอร์


รองรับโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) พร้อมฟังก์ชัน Face Retouching สำหรับปรับแต่งใบหน้าเนียนสวย


การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าของ OnePlus Nord รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD (60 fps) ทั้งในมุมปกติ และมุมกว้างแบบ Ultra-Wide 


พร้อมเพิ่มฟีลเตอร์แบบต่างๆ


และรองรับฟังก์ชัน TIME-LAPSE


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียดระดับ 48+8+5+2 ล้านพิกเซล ของ OnePlus Nord

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมด Super Macro


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด NightScape


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด NightScape มุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด NightScape


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด NightScape มุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด NightScape


ภาพถ่ายเวลากลางคืนจากโหมด NightScape มุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้าคู่ฝังบนจอแบบ Dual In-Display Selfie ความละเอียด 32+8 ล้านพิกเซลของ OnePlus Nord

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากฟังก์ชัน Face Retouching ระดับ 2


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างแบบ Ultra-Wide


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดฟังก์ชัน Face Retouching ระดับ 2

 

สรุปผลการทดสอบของ OnePlus Nord

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า OnePlus Nord เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ด้วยชิปเซ็ตรุ่นรองท็อปประสิทธิภาพสูงอย่าง Qualcomm Snapdragon 765G บนเทคโนโลยีการผลิตระดับ 7nm พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 620 จับคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาดสูงสุด 12GB ที่สามารถใช้งานแบบ Multi-Task ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด พร้อมหน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาดสูงสุด 256GB ที่แม้ว่าตัวเครื่องจะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอกก็สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างจุใจ ทั้งไฟล์ข้อมูลไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกมต่างๆ อีกทั้งยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4115 mAh ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Warp Charge 30T โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 0-70% ได้ในเวลา 30 นาที จึงช่วยประหยัดเวลาในการชาร์จได้มากขึ้นพอสมควร และเหลือเวลาไปทำกิจกรรมอื่นได้แบบสบายๆ

OnePlus Nord ยังมากับหน้าจอ Fluid AMOLED ขนาด 6.44 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล : 408 ppi) ในอัตราส่วน 20:9 และที่สำคัญคือมีค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 90Hz จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ รวมถึงเล่นเกมที่เน้นกราฟิกสามมิติได้อย่างลื่นไหลกว่าที่เคย นอกจากนี้ยังมีการฝังเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) ด้วยเช่นกัน บนการดีไซน์ตัวเครื่องระดับพรีเมียมที่มีความเงางามแบบ Metallic พร้อมพื้นผิวบกระจกด้าน (Matte AG Glass) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ

กล้องหลังของ OnePlus Nord มีทั้งหมด 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบด้วย กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ที่ใช้เซนเซอร์ Sony IMX586 กับเทคโนโลยี 4-in-1 Pixel และรองรับระบบกันสั่นแบบ OIS+EIS พร้อมกล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศา ส่วนกล้องตัวที่สามเป็นแบบ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับละลายฉากหลัง และกล้องตัวที่สี่แบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร ซึ่งรองรับฟีเจอร์การถ่ายภาพครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบการโฟกัสแบบ PDAF+CAF, โหมดถ่ายภาพกลางคืน NightScape, โหมด UltraShot HDR,ฟังก์ชัน Face Retouching ปรับผิวให้เนียนสวย, ฟังงก์ชัน AI Scene Detection และถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K 30fps พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Super Stable และ Super Slow motion

ทางด้านกล้องหน้าก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ที่มาเป็นกล้องคู่ฝังบนจอแบบ Dual In-Display Selfie โดยกล้องหลักมีความละเอียดถึง 32 ล้านพิกเซล ที่ใช้เซนเซอร์ Sony IMX616 กับเทคโนโลยี 4-in-1 Pixel และรองรับระบบกันสั่นแบบ EIS พร้อมด้วยกล้องรอง แบบ Ultra-Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่สามารถเก็บภาพมุมกว้างสุด 105 องศา และยังเห็นใบหน้าคมชัดทุกคน แม้จะอยู่คนละระยะ นอกจากนี้ยังรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับสูงสุดที่ 4K UHD 60fps

 

นอกจากนี้ OnePlus Nord ยังตอบโจทย์การใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยฟังก์ชันสำหรับเกมเมอร์ตัวจริงอย่าง Game Space ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และสามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ ขณะเล่นเกม รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

พร้อมโหมดเล่นเกมสำหรับเกมเมอร์ตัวจริงจากความร่วมมือกับทีม E-Sport ชื่อดังอย่าง Fnatic ในชื่อ Fnatic Mode สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU, GPU และ RAM เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึงการเชื่อมต่อ Network ต่างๆ สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเปิดใช้งานฟังก์ชัน Graphics Optimization ที่ช่วยให้ภาพมีความคมชัด และมีการแสดงแสงเงาแบบสมจริง

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า OnePlus Nord เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนระดับท็อป มีคุณสมบัติใกล้เคียงรุ่นเรือธงในราคาเอื้อมถึงได้ พร้อมตอบโจทย์การใช้งานทุกด้านทั้งทำงาน และด้านความบันเทิง ด้วยหน้าจอที่ลื่นไหลกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นทั่วๆ ไป และใช้งานได้ยาวนานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ที่มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว รวมถึงเน้นการถ่ายภาพด้วยลูกเล่นที่น่าสนใจมากมาย และเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ได้ภาพสวยงามในชัตเตอร์เดียว

OnePlus Nord วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 8GB+128GB ราคา 14,990 บาท (ตัวเลือกสี Blue Marble และ Gray Onyx) และรุ่น 12GB+256GB ราคา 17,990 บาท (มีเฉพาะสี Blue Marble) โดยสามารถสั่งจองได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 27 สิงหาคมนี้ พร้อมรับของแถมมูลค่ารวม 10,990 บาท

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง OnePlus ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OnePlus Nord มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 




จุดเด่นของ OnePlus Nord

- ฝาหลังดีไซน์เงางามแบบ Metallic พร้อมพื้นผิวแบบกระจกด้าน (Matte AG Glass) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ
- หน้าจอแสดงผลไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ Fluid AMOLED Dual Punch-Hole Display ขนาดใหญ่ 6.44 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 408 ppi) มีค่า Refresh Rate สูงสุดที่ระดับ 90Hz และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 765G ความเร็ว 2.4 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 620
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB / 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.1 ขนาด 128GB / 256GB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมครอบทับด้วย OxygenOS 10.5

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera)

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 เทคโนโลยี 4-in-1 Pixel พิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/1.75 รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS + EIS
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศา มีรูรับแสงขนาด F/2.25
- กล้องตัวที่สามแบบ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.4
- กล้องตัวที่สี่แบบ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงขนาด F/2.4 สำหรับถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 4 เซนติเมตร

รองรับระบบการโฟกัสแบบ PDAF+CAF, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS+EIS, โหมดถ่ายภาพกลางคืน NightScape, โหมด UltraShot HDR, ฟังก์ชัน Face Retouching ปรับผิวให้เนียนสวย, ฟังงก์ชัน AI Scene Detection และถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K 30fps พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Super Steady และ Super Slow Motion

กล้องดิจิทัลด้านหน้าคู่ฝังบนจอแบบ Dual In-Display Selfie

- กล้องตัวหลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX616 รูรับแสงขนาด F/2.45
- กล้องตัวที่สองแบบ Ultra-Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F/2.45 รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่ในมุมกว้างสุด 105 องศา

รองรับฟังก์ชัน Face Retouching ปรับผิวให้เนียนสวย, โหมด Portrait และถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K 60fps และระบบป้องกันการสั่นแบบ EIS

- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock)
- แบตเตอรี่ความจุ 4115 mAh พร้อมเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Warp Charge 30T (5V/6A) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 0-70% ได้ในเวลา 30 นาที
- โหมด Focus สำหรับช่วยตัดผู้ใช้ออกจากโลกภายนอก
- ฟังก์ชัน Game Space ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- ฟังก์ชัน Parallel Apps สำหรับใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟีเจอร์ Multi-screen Interaction สำหรับแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลที่หน้าจอทีวี หรือจอมอนิเตอร์อื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สาย
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 5G / 4G LTE, 3G, EDGE และ GPRS
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac : 2.4GHz / 5.0GHz, Bluetooth 5.1 และ NFC
- รองรับพอร์ต USB Type-C
- รุ่น 8GB+128GB ราคา 14,990 บาท และรุ่น 12GB+256GB ราคา 17,990 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OnePlus Nord

- ไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD หรือแบบอื่นๆ เพิ่มเติม
- ไม่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย
- ลำโพงเป็นแบบเดี่ยว
- ยังไม่รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G ในประเทศไทย ณ เวลานี้ (คลื่นความถี่ 2600 MHz) ส่วนการใช้งานเครือข่าย 5G ในประเทศไทยที่คลื่นความถี่ 700 MHz (ซึ่ง OnePlus Nord รองรับ) คาดว่าต้องรอเปิดให้บริการในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้


โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

สรุปคุณสมบัติตัวเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Samsung Galaxy Note10 | 10+ ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ OnePlus Nord 8GB+128GB
สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ OnePlus Nord 12GB+256GB


 

วันที่ : 25/08/2020