ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 13/11/2018

รีวิว (Review) Infinix Note 5 Stylus

สมาร์ทโฟน Android One พร้อมปากกา X Pen และสเปกจัดเต็ม ในราคาสุดคุ้มเพียง 8,990 บาท! ผสานจอ Infinity Screen FHD+ ดีไซน์ไร้ขอบไร้รอยบาก 6.0 นิ้ว, ชิปเซ็ต Helio P23, RAM 4GB, Android 8.1 Oreo, กล้องหน้า-หลัง 16 ล้านพิกเซล และแบตเตอรี่สุดอึด 4000 mAh บนตัวเครื่องโลหะ Full Metal Unibody สวยแกร่งเรียบหรู

 

25 กันยายน 2018 - หลายท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อของสมาร์ทโฟนภายใต้โครงการ Android One จาก Google กันมาบ้างไม่ใช่น้อย เพราะสมาร์ทโฟนในซีรีส์ดังกล่าวมาพร้อมกับจุดเด่นด้านการขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android ที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ และไม่มีแอปพลิเคชันประเภท Bloatware ที่ไม่จำเป็นมาให้ ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดแม้บนเครื่องที่มีสเปกไม่สูง นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนโครงการ Android One จะได้รับการอัปเดตซอฟท์แวร์ และแพทช์ความปลอดภัยจาก Google เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าสมาร์ทโฟนจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง

และในวันนี้ทางทีมงานก็มีสมาร์ทโฟน Android One จากแบรนด์ Infinix ที่กำลังจะเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเรา มาแนะนำให้แก่ทุกท่าน แต่สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ไม่ได้มีจุดเด่นด้านการรันด้วยระบบปฏิบัติการ Android One เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับปากกา Stylus สารพัดประโยชน์อีกด้วย ซึ่งสมาร์ทโฟนที่ทางทีมงานกำลังกล่าวถึงนี้นั่นก็คือ Infinix Note 5 Stylus นั่นเองครับ

สำหรับ Infinix Note 5 Stylus เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในต่างประเทศไปเมื่อช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง Infinix แห่งประเทศไทยก็ได้นำเข้ามาวางจำหน่ายให้ผู้ใช้บ้านเราได้จับจองเป็นเจ้าของด้วย โดย Infinix Note 5 Stylus มาพร้อมกับจุดเด่นด้านหน้าจอแสดงผลขนาดกว้างเต็มตา 6.0 นิ้ว ดีไซน์ไร้ขอบไร้รอยบากแบบ Infinity Screen บนตัวเครื่องแบบ Full Metal Unibody ที่ผลิตมาจากวัสดุประเภทโลหะขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้ตัวเครื่องดูมีความสวยงามเรียบหรู

ทางด้านประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าครบเครื่อง ด้วยขุมพลัง MediaTek MT6763 Helio P23, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 64GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ได้ พร้อมรันด้วยระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 8.1 Oreo แบบ Pure Android ตั้งแต่แกะกล่อง

นอกจากนี้ Infinix Note 5 Stylus ยังชูจุดเด่นด้านการถ่ายภาพด้วยกล้องหน้าความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล ที่มีไฟแฟลชแบบ LED สำหรับช่วยถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อย หรือตอนกลางคืน ผสานกล้องหลังความละเอียดระดับระดับ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 ที่มีโหมดการถ่ายภาพให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย ตอบโจทย์การถ่ายภาพในทุกๆ สถานการณ์

มากไปกว่านั้น Infinix Note 5 Stylus ยังมาพร้อมกับปากกา X Pen สำหรับขีดเขียน หรือจดบันทึกภายในตัว ที่รองรับแรงกดได้ทั้งหมด 4,096 ระดับ รวมทั้งหัวปากกายังมีขนาดเล็ก ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลราวกับเขียนด้วยปากกาของจริง

 

จากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมาด้านต้นก็พอจะเห็นได้ว่า Infinix Note 5 Stylus เป็นอีกหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองพอสมควร ซึ่งทาง Infinix แห่งประเทศไทยเปิดราคาวางจำหน่ายเอาไว้เพียง 8,990 บาทเท่านั้น โดยตัวเครื่องจริงอขง Infinix Note 5 Stylus จะเป็นอย่างไร คุณสมบัติตัวเครื่องสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงมากน้อยขนาดไหน รวมทั้งปากก X Pen สามารถทำอะไรได้บ้าง สามารถติดตามรีวิวจากทีมงาน Thaimobilecenter ได้พร้อมกันเลยครับ

 

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์ของ Infinix Note 5 Stylus

มาเริ่มกันที่แพ็กเกจผลิตภัณฑ์กันก่อน Infinix Note 5 Stylus มาพร้อมกับกล่องบรรจุภัณฑ์สีขาวสะอาดตา ที่ด้านหน้าของกล่องบรรจุภัณฑ์ พิมพ์ภาพดีไซน์ตัวเครื่องด้านหน้า และด้านหลังเอาไว้ให้เห็นแบบเด่นชัด ส่วนที่ด้านล่างของกล่องผลิตภัณฑ์พิมพ์โลโก AndroidOne เอาไว้ ซึ่งสื่อถึงการที่แบรนด์ Infinix ได้ร่วมมือกับ Google เพื่อพัฒนาสมาร์ทโฟน Android ที่มีสเปกครบเครื่อง และรันด้วยระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android นั่นเอง

 

พลิกมาดูที่ด้านหลังของตัวกล่อง จะพบกับคุณสมบัติเด่นของ Infinix Note 5 Stylus ประกอบด้วย การรองรับใช้งานร่วมกับปากกา X Pen, หน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Infinity Screen ขนาด 6.0 นิ้ว ความละเอียดระดับคมชัดระดับ Full HD+ พร้อมอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 18:9, กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8, กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชสำหรับช่วยถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อย, แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh และตัวเครื่องที่ผลิตมาจากวัสดุประเ ทโลหะทั้งชิ้นแบบ Full Metal Body

 

แกะกล่องออกมาจะพบกับ Infinix Note 5 Stylus และอุปกรณ์เสริมถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งด้านหน้าของตัวเครื่องมีการติดสติ้กเกอร์ที่ระบุถึงคุณสมบัติเด่นเอาไว้ด้วย

 

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องผลิตภัณฑ์ก็จัดวางมาให้แบบครบครัน เริ่มตั้งแต่ คู่มือการใช้งานตัวเครื่อง, คู่มือการใช้งานปากกา X Pen, ใบรับประกัน และคู่มือแนะนำการใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Asssistant

 

รวมไปถึงเข็มสำหรับจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด (SIM Door Key), สายเชื่อมต่อแบบ microUSB สำหรับชาร์จไฟ หรือโอนถ่ายข้อมูล, หูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มม. แบบ In-Ear

 

มาพร้อมกับเคสใส และอแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟ

 

นอกจากนี้ ถายในกล่องยังมาพร้อมกับฟิล์มกันรอยหน้าจอ ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องไปหาฟิล์มติดเองแต่อย่างใดครับ

 

ข้ามมาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง โดย Inifnix Note 5 Stylus มาพร้อมกับดีไซน์หน้าจอไร้ขอบไร้รอยบาก แบบ Inifnity Screen ขนาด 6.0 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2160x1080 พิกเซล) อัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 18:9 ซึ่งบริเวณมุมของหน้าจอจะมีความโค้งมน ช่วยเสริมเอกลักษณ์ให้แก่ตัวเครื่องไม่ใช่น้อย

 

ที่ด้านบนของหน้าจอ มาพร้อมกับกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียดระดับระดับ 16 ล้านพิกเซล, ลำโพงสำหรับฟังกขณะสนทนา, ระบบ Ambient Light Sensor สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสม, ระบบ Accelerometer Sensor สำหรับหมุน หรือปรับเปลี่ยนทิศทางการแสดงผลชองหน้าจอแบบอัตโนมัติ ตามลักษณะการจับถือของผู้ใช้, ระบบ Proximity Sensor สำหรับเปิด-ปิด หน้าจอแบบอัตโนมัติ เพื่อประหยัดพลังงาน ส่วนโมดูลสีขาวที่อยู่ทางด้านขวา เป็นไฟแฟลชแบบ LED สำหรับช่วยถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสงน้อย หรือตอนกลางคืนนั่นเองครับ

 

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับไฟแจ้งเตือนแบบ LED ที่ด้านขวาบนอีกด้วย

 

ด้วยการเลือกใช้ดีไซน์หน้าจอไร้ขอบแบบ 18:9 ทำให้ที่ด้านล่างของหน้าจอจะไม่มีปุ่มควบคุมแบบ Physical แต่ก็มาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบนหน้าจอ (On-Screen Navigation Buttons) ประกอบด้วย ปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับไปหน้าก่อนหน้านี้, ปุ่ม Home สำหรับกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันเบื้องหลังที่เปิดทำงานค้างเอาไว้

 

ด้านบนของตัวเครื่องไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มม. , ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB, ลำโพงเสียงภายนอก และช่องเก็บปากกา X Pen

 

ด้านขวาของตัวเครื่อง มาพร้อมกับ ปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิด หรือล็อกหน้าจอ และปุ่มปรับระดับเสียง

 

ด้านซ้ายมาพร้อมกับถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot ซึ่งรองรับการใช้งานซิมการ์ดแบบ nanoSIM ทั้งหมด 2 ซิมการ์ด โดยช่องใส่ซิมการ์ดที่สองนั้น ผู้ใช้สามารถเลือกเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้สูงสุด 128GB

 

ด้านหลังของตัวเครื่องผลิตมาจากวัสดุประเภทโลหะทั้งชิ้น (Full Metal Body) พร้อมกระบวนการขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันแบบ Unibody ทำให้ตัวเครื่องดูมีความสวยงามแบบไร้รอยต่อ และเส้นเสารับสัญญาณที่พาดโอบล้อมไปกับขอบตัวเครื่อง โดยภายในมีแบตเตอรี่ความจุ 4000mAh ติดตั้งเอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นความจุแบตเตอรี่ที่สามารถรองรับการใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน

 

ที่ด้านบนมาพร้อมกับกล้องดิจิทัลตัวหลักความละเอียดระดับระดับ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 และไฟแฟลช LED แบบ Dual-Tone ที่สามารถสาดแสงแฟลชได้ 2 เฉดสี ถัดลงมาเป็นปุ่มเซ็นเซอร์สำหรับสแกนลายนิ้วมือ

 

ที่ด้านล่าง มีการระบุถึงชื่อไลน์ผลิตภัณฑ์ Infinix Note และโลโกสมาร์ทโฟนภายใต้โครงการ Android One เอาไว้แบบชัดเจน

 

ภาพตัวอย่างการสวมใส่เคสใสที่แถมมาให้ภายในกล่องบรรจุภัณฑ์ โดยจะสังเกตเห็นได้ว่า ที่บริเวณด้านล่างจะมีจุกยางสำหรับปกป้องช่องเสียบหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มม. และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB

 

ทำความรู้จักระบบปฏิบัติการ Android One คืออะไร? ต่างจาก Android เวอร์ชันอื่นอย่างไร?

ก่อนจะเข้าไปสู่รีวิวการทดสอบคุณสมบัติของตัวเครื่อง เรามาทำความรู้จักกับระบบปฏิบัติการ Android One ที่ใช้เป็นตัวขับเคลื่อนสมาร์ทโฟนรุ่นนี้กันสักเล็กน้อย โดย Android One เป็นโครงการที่ Sundar Pichait ซีอีโอของ Google ได้คิดค้นขึ้นเพื่อจับมือกับแบรนด์ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ สำหรับผลิตสมาร์ทโฟนสเปกครบเครื่องในราคาเข้าถึงได้ให้เราได้ใช้งานกัน โดยสมาร์ทโฟนที่อยู่ภายใต้โครงการ Android One นั้น จะขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android ที่ไม่มีแอปพลิเคชัน, เซอร์วิส, Bloatware หรือ UI ต่างๆ จากผู้ผลิตรายอื่น โดยติดตั้งแอปพลิเคชันจาก Google มาให้เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์การใช้ระบบปฏิบัติการ Android แบบแท้ๆ ตามที่ Google ตั้งใจพัฒนาขึ้นมานั่นเอง

 

ดังนั้ง Android One จึงไม่ใช่ระบบปฏิบัติการรูปแบบใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชันปกติเหมือนกับที่ใช้บนสมาร์ทโฟน Android ทั่วๆ ไป เพียงแค่จะไม่มีการปรุงแต่ง UI จากผู้พัฒนารายอื่นๆ เท่านั้น ทำให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด นอกจากนี้ มือถือที่เข้าร่วมโครงการ Android One จะได้การันตีอัปเดตทั้งซอฟท์แวร์ และแพทซ์ความปลอดภัยเป็นเวลาอย่างน้อยถึง 2 ปี เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่า สมาร์ทโฟนจะมีความสดใหม่ และความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

 

สำหรับสมาร์ทโฟนภายใต้โครงการ Android One ก็มีให้เลือกหลายรุ่นจากหลากหลายแบรนด์ แต่สำหรับ Infinix Note 5 Stylus ถือว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟน Android One ที่มีความพิเศษแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ เนื่องจากมาพร้อมกับปากกา X Pen สำหรับช่วยขีดเขียนภายในตัว ซึ่งนับว่าเป็นฟีเจอร์ที่ค่อนข้างพบเห็นได้ยากบนมือถือ Android One ที่วางจำหน่ายบนท้องตลาด ณ ขณะนี้

 

เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ ใน Infinix Note 5 Stylus

Infinix Note 5 Stylus ขับเคลื่อนการทำงานระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 8.1 Oreo พร้อมแพทซ์ความปลอดภัยเดือนสิงหาคม ปี 2018 และอย่างที่กล่าวไปด้านต้นว่า Infinix Note 5 Stylus เป็นสมาร์ทโฟนของโครงการ Android One ซึ่งจะรันด้วยระบบปฏิบัติการแบบ Pure Anroid และไม่มี UI อย่างอื่นมาครอบทับ ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหล นอกจากนี้ ด้วยการที่ Infinix Note 5 Stylus เป็นมือถือภายใต้โครงการ Android One นั้น ทำให้จะได้รับการอัปเดตต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว หมายความว่า Inifnix Note 5 Stylus มีสิทธิจะได้รับการอัปเดตเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุดในขณะนี้อย่าง Android 9.0 Pie ด้วยนั่นเอง

 

รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด และรองรับการสแตนบายด์บนเครือข่าย 4G LTE (Dual 4G : Dual Standby) ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ดอีกด้วย

 

เมื่อลากนิ้วจากบนลงล่าง จะพบกับ Toggle Swtich ซึ่งเป็นแถบคีย์ลัดสำหรับเปิด-ปิด การตั้งค่าต่างๆ ภายในตัวเครื่อง และสามารถลากลงมาอีกครั้งเพื่อเปิดดู Toggle Switch ทั้งหมดได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งตำแหน่ง และไอคอนของ Toggle Swtich ได้เองผ่านการแตะที่ไอคอนรูปดินสอ

 

ถัดจาก Toggle Switch คือ Notification Center หรือศูนย์รวมการแจ้งเตือนต่างๆ ภายในตัวเครื่อง โดย Notification ใน Android 8.1 Oreo นั้น มาพร้อมกับฟังก์ชัน Group Nofication ซึ่งเป็นการรวมการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันเดียวกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้ไม่บดบังการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันอื่นๆ โดยผู้ใช้สามารถใช้นิ้วลาก Group Nofication ลงมาด้านล่าง เพื่อดูการแจ้งเตือนทั้งหมดจากแอปพลิเคชันนี้ได้

 

เมื่อลากการแจ้งเตือนจากหน้า Notification Center ไปทางด้านซ้าย หรือขวาค้างไว้ จะพบกับฟังก์ชัน Notification Setting ซึ่งเป็นการตั้งค่าการแจ้งเตือนของแต่ละแอปพลิเคชัน เช่น การเปิด-ปิด เสียงการแจ้งเตือน หรือการเปิด-ปิด การแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันดังกล่าว ส่วนไอคอนนาฬิกาที่ด้านขวามือคือฟังก์ชัน Snooze สำหรับปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันดังกล่าวเป็นเวลาชั่วคราว โดยผู้ใช้สามารเลือกระยะเวลาการปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันนั้นๆ ได้ทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ 15 นาที, 30 นาที, 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมง

 

และสามารถลบการแจ้งเตือนได้โดยการปัดนิ้วไปทางด้านซ้าย หรือด้านขวาอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับหน้าโฮมสกรีนของ Infinix Note 5 Stylus ถูกออกแบบให้มีดีไซน์เรียบง่ายตามสไตล์ของระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android โดยที่ด้านบนเป็นแถบ Google Search ที่ผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความเพื่อค้นหาข้อมูลต่างๆ จาก Google ได้ทันที

 

เมื่อลากนิ้วขึ้นจากหน้าโฮมสกรีนจะพบกับ App Drawer ซึ่งเป็นศูนย์รวมแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ติดตั้งไว้ภายในตัวเครื่อง โดยผู้ใช้สามารถค้นหารายชื่อแอปพลิเคชันที่ติดตั้งได้ผ่านการแตะที่ไอคอนรูปแว่นขยายที่ด้านบน

 

มาพร้อมกับฟังก์ชัน Notification Dots ซึ่งเป็นการแสดงวงกลมสีฟ้าเหนือไอคอนแอปพลิเคชันเมื่อมีการแจ้งเตือนใหม่

 

และยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน App Shortcut ที่เป็นการเข้าถึงคีย์ลัดต่างๆ ของแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดายเพียงแค่แตะนิ้วค้างบนไอคอนแอบปพลิเคชันไว้ เช่น เมื่อกดค้างที่ไอคอนแอปพลิเคชันแผนที่ จะพบกับคีย์ลัดการนำทางไปที่ทำงาน หรือที่บ้าน, กดค้างที่แอปพลิเคชัน Gmail จะพบกับคีย์ลัดเข้าสู่การเขียนอีเมลฉบับใหม่เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยลัดขั้นตอนในการใช้งานแอปพลิเคชันให้สั้นลงนั่นเองครับ

 

เมื่อกดค้างที่หน้าโฮมสกรีน จะพบกับเมนูสำหรับเปลี่ยนภาพพื้นหลังของหน้าจอ, เมนูสำหรับปรับแต่งวิดเจ็ตบนหน้าโฮมสกรีน และเมนูสำหรับตั้งค่าต่างๆ ของหน้าโฮมสกรีน

 

เมื่อกดที่ปุ่ม Recent Apps จะพบกับรายชื่อแอปพลิเตชันทั้งหมดที่เปิดค้างเอาไว้ โดยผู้ใช้สามารถปิดการทำงานของแอปพลิเคชันทั้งหมดได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่เลื่อนไปที่ด้านบน และกดปุ่ม Clear All บริเวณมุมขวาบน

 

อีกหนึ่งความสามารถของระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ขึ้นไป นั่นก็คือ ฟังก์ชัน Split-Screen หรือการใช้งานแอปพลิเคชันพร้อมกันสองหน้าจอ ซึ่งผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหมด 2 วิธี โดยวิธีแรกให้เปิดหน้าแอปพลิเคชันที่ต้องการแบ่งหน้าจอก่อน และกดปุ่ม Recent Apps ค้างไว้จะพบกับแอปพลิเคชันเบื้องหลังที่เปิดทิ้งเอาไว้ โดยผู้ใช้สามารถเลือกแอปพลิเคชันเหล่านี้ให้ทำงานพร้อมกันได้

 

ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นให้ผู้ใช้แตะที่ไอคอน Recent Apps และลากแอปพลิเคชันที่ต้องการแบ่งหน้าจอไปที่ด้านบนของหน้าจอ จากนั้นให้เลือกแอปพลิเคชันอื่นๆ เพื่อใช้งานฟังก์ชัน Split-Screen

 

มาพร้อมกับหน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 64GB ซึ่งผู้ใช้สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้สูงุสดที่ 128GB

 

สำหรับแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ภายในตัวเครื่อง จะเป็นแอปพลิเคชันจากฝั่งของ Google ทั้งหมด ประกอบไปด้วย Youtube, Gmail, Google Maps, Google Calendar, Google Photos และ Messages ซึ่งจะสังเกตุเห็นได้ว่า ระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android ไม่มีแอปพลิเคชันประเภท Bloatware ที่ไม่จำเป็นต่อการใช้งาน ติดตั้งมาให้แต่อย่างใด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยให้ตัวเครื่องสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหลนั่นเอง

 

ด้วยการที่ Infinix Note 5 Stylus มาพร้อมกับอัตราส่วนการแสดงผลจอกว้างแบบ 18:9 ทำให้สามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างเต็มตา และแสดงรายละเอียดต่างๆ บนหน้าเว็บไซต์ได้อย่างครบถ้วน

 

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Picture-in-Picture (PiP) ซึ่งเป็นการย่อหน้าต่างวิดีโอ หรือแผนที่นำทาง ให้แสดงเหนืออยู่บนหน้าแอปพลิเคชันอื่นๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถรับชมคอนเทนต์วิดีโอ หรือดูแผนที่ในขณะที่ใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้คล้ายกับฟังก์ชัน Split-Screen แต่ต่างกันตรงที่ หน้าต่างเหล่านี้สามารถลากไปยังมุมต่างๆ ของหน้าจอได้อย่างอิสระ รวมทั้งแอปพลิเคชันที่ใช้งานพร้อมกัน ก็จะแสดงผลในรูปแบบเต็มหน้าจอครับ

 

มาพร้อมกับแอปพลิเคชัน Files Go ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันจัดการไฟล์น้องใหม่จาก Google โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปดูข้อมูลไฟล์ประเภทต่างๆ ภายในตัวเครื่อง เช่น ไฟล์ดาวน์โหลด, ไฟล์รูปภาพ หรือไฟล์วิดีโอ ผ่านการแตะที่เมนู Browse และยังสามารถส่งไฟล์ต่างๆ บนสมาร์ทโฟน ให้แก่เพื่อนๆ ที่ใช้แอปพลิเคชัน Files Go ได้อย่างง่ายดายผ่านฟังก์ชัน Share

 

และหนึ่งในไฮไลท์เด่นของแอปพลิเคชัน Files Go คือฟีเจอร์ Clean ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบไฟล์แคช และไฟล์ขยะต่างๆ ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน ซึ่งผู้ใช้สามารถลบไฟล์เหล่านี้ออกได้อย่างง่ายดายผ่านการแตะที่เมนู Free Up ทำให้สมาร์ทโฟนมีพื้นที่เหลือสำหรับเก็บข้อมูลมากขึ้นนั่นเองครับ

 

สำหรับระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo บน Infinix Note 5 Stylus นั้น ถือว่ามีฟีเจอร์ต่างๆ ให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ฟังก์ชันการประหยัดแบตเตอรี่ หรือฟังก์ชัน Adaptive Brightness สำหรับปรับระดับแสงหน้าจอให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ

 

รวมถึงฟังก์ชัน Accessibility ที่ภายในมีฟีเจอร์เด่นอย่าง Select to Speak ซึ่งเป็นการให้สมาร์ทโฟนอ่านเนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์ให้ผู้ใช้ฟัง รวมไปถึง TalkBack ซึ่งเป็นฟังก์ชันสำหรับช่วยแนะนำการใช้งานสมาร์ทโฟน และออกแบบมาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสายตาโดยเฉพาะ

 

Infinix Note 5 Stylus ยังรองรับการใช้งานร่วมกับผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูล หรือสั่งการต่างๆ ภายในตัวเครื่องได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ออกคำสั่งเสียงเท่านั้น และที่สำคัญ ผู้ใช้สามารถสั่งงาน Google Assistant เป็นภาษาไทยได้อีกด้วย โดยวิธีการเปิดใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่กดปุ่มโฮมค้างเอาไว้ ก็จะปรากฏ Google Assistant ขึ้นมา

 

สามารถเปิด-ปิด การแจ้งเตือนของไฟแสดงสถานะได้ด้วยตนเอง

 

นอกจากฟีเจอร์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแล้วนั้น Android 8.1 Oreo ยังชูจุดเด่นด้านความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ด้วยฟีเจอร์ Google Play Protect ซึ่งเป็นการตรวจสอบแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ติดตั้งภายในตัวเครื่องว่ามีความอันตราายหรือไม่ และจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ได้ทราบ รวมไปถึงฟังก์ชัน Find My Device สำหรับช่วยค้นหาสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ในกรณีที่ทำสูญหาย

 

Infinix Note 5 Stylus รองรับการยืนยันตัวตนเข้าใช้งาน หรือปลดล็อกตัวเครื่อง ผ่านการตรวจสอบลายนิ้วมือของผู้ใช้ที่ลงทะเบียนไว้ โดยสามารถลงทะเบียนลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือด้วยกัน

 

และยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Smart Lock ซึ่งจะช่วยให้สมาร์ทโฟนสามารถปลดล็อกเองแบบอัตโนมัติผ่านการตรวจจับในรูปแบบต่างๆ เช่น การปลดล็อกตัวเครื่องอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้ถือสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ หรือการปลดล็อกตัวเครื่องอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้กำลังใช้งานสมาร์ทโฟน ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ดี ฟังก์ชันนี้มีความปลอดภัยที่น้อยกว่าระบบยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การใส่รหัส หรือการสแกนลายนิ้วมือ ทำการเปิดใช้งาน Smart Lock จะเหมาะกับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

 

ข้ามมาที่ประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องกันบ้าง โดย Infinix Note 5 Stylus ขับเคลื่อนการทำงานด้วยขุมพลังน้องเล็กจากค่าย MediaTek อย่าง MT6763 Helio P23 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตประมวลผลแบบ 8 แกน (Octa-Core Processor) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุด 2.5GHz และมาพร้อมกับเทคโนโลยี MediaTek CorePilot 4.0 สำหรับช่วยจัดการด้านความร้อน และการใช้พลังงาน เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Imagiq 2.0 ที่เข้ามาช่วยยกระดับการถ่ายภาพให้ยอดเยี่ยมขึ้น โดยขุมพลัง MediaTek MT6763 Helio P23 บน Infinix Note 5 Stylus จะทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Mali-G71 MP2 ความเร็วสูงสุด 770MHz, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 64GB และขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android OS เวอร์ชัน 8.1 Oreo แบบ Pure Android ภายใต้โครงการ Android One

 

ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของตัวเครื่อง ด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่า สามารถทำคะแนนได้ 85770 คะแนน

 

ทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU ด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 4 พบว่า สามารถทำคะแนนทดสอบการประมวลผลแบบ Single-Core ได้ทั้งหมด 829 คะแนน และการประมวลผลแบบ Multi-Core ได้ทั้งหมด 3586 คะแนน

 

ทดสอบเซ็นเซอร์ต่างๆ ภายในตัวเครื่องด้วยแอปพลิเคชัน Sensor Box พบว่า Infinix Note 5 Stylus จัดวางเซ็นเซอร์ต่างๆ มาให้ครบครันทุกการใช้งาน รวมไปถึงเซ็นเซอร์ Gyroscope

 

ส่วนการสัมผัสแบบ Multi-Touch รองรับทั้งหมด 5 จุด

 

ลองนำไปทดสอบการเล่นเกมกันดูบ้าง ซึ่งแม้ว่า Infinix Note 5 Stylus จะมาพร้อมกับขุมพลังรุ่นเล็ก แต่ก็สามารถเล่นเกมกราฟิกสามมิติยอดนิยมอย่าง RoV ได้อย่างลื่นไหล โดยแนะนำให้ปรับกราฟิกอยู่ในระดับปานกลาง

 

สามารถเปิดเล่นไฟล์ภาพยนต์ความละเอียดระดับสูงระดับ Full HD ได้อย่างลื่นไหลเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อประกอบกับหน้าจออัตราส่วนกว้างแบบ 18:9 ที่ไม่มีรอยบากด้านบนแล้ว ทำให้การรับชมคอนเทนต์ต่างๆ เป็นไปอย่างเต็มตา เต็มอารมณ์

 

เจาะลึกปากกา X Pen สารพัดประโยชน์ ใน Infinix Note 5 Stylus ทำอะไรได้บ้าง?

หนึ่งในจุดขายสำคัญของ Infinix Note 5 Stylus คือการมาพร้อมกับปากกา X Pen สำหรับช่วยขีดเขียน หรือสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ได้บนหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยตัวปากกาถูกออกแบบมาให้สามารถจับถือได้อย่างถนัดมือ

 

ด้ามปากกาด้านบนที่สามารถกดเล่นได้เหมือนกับปากกาของจริง

 

ส่วนหัวปากกามีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก พร้อมรองรับตรวจจับแรงกดได้ทั้งหมด 4096 ระดับ ทำให้ความรู้สึกในการขีดเขียนคล้ายกับปากกาของจริง และยังสามารถออกแรงกดเพื่อทำเส้นหนา-บาง ได้อย่างอิสระ

 

เมื่อดึงปากกาออกมาจะพบกับ Suspend Menu ซึ่งเป็นฟังก์ชันหน้าต่างลอยสำหรับเข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆ ของปากกา X Pen ประกอบไปด้วย Create Note สำหรับจดบันทึก, Write Memo สำหรับจดบันทึกแบบย่อๆ, View Files สำหรับเรียกดูบันทึกต่างๆ ที่ผู้ใช้เคยเขียนเอาไว้, Take a Screen Shot สำหรับบันทึกภาพหน้าจอที่กำลังใช้งาน และ Painting สำหรับสร้างสรรค์งานศิลปะ

 

สำหรับในฟังก์ชัน Create Note ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบของปากกา, สีสัน รวมไปถึงความหนาของหัวปากกาได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังสามารถพิมพ์ข้อความต่างๆ ได้ผ่านการแตะที่ไอคอนรูปตัว T

 

สามารถแชร์โน้ตที่จดบันทึกไปให้แก่เพื่อนๆ ผ่านทางอีเมล, แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย หรือบลูทูธได้ นอกจากนี้ ยังสามารถอัปโหลดขึ้นไปเก็บไว้บน Google Photos ได้ด้วย

 

ส่วนทางด้านฟังก์ชัน Write Memo จะใช้สำหรับจดบันทึกคล้ายกับฟังก์ชัน Create Note แต่จะเน้นไปที่การจดบันทึกแบบย่อๆ คล้ายกับการเขียนบันทึกลงบนกระดาษ Post It มากกว่า โดยผู้ใช้สามารถเลือกสีสันของหน้ากระดาษได้ทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีฟ้า, สีเหลือง, สีชมพู และสีเขียวมินท์

 

รวมทั้งสามารถเลือกรูปแบบของปากกา และความหนาได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสามารถเลือกสีสันของปากกาได้ทั้งหมด 14 เฉดสี

 

แต่ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามาของฟังก์ชัน Create Note นั่นก็คือ เมื่อผู้ใช้กดที่ไอคอน Minimize บริเวณด้านซ้าย หน้ากระดาษจะถูกพับเก็บชั่วคราว ซึ่งผู้ใช้สามารถเปิดหน้ากระดาษดังกล่าวผ่านการนำปากกาไปจ่อที่ไอคอน Suspend Menu และแตะที่ไอคอนสีเขียวเล็กๆ บริเวณด้านบน

 

ฟังก์ชัน View Files เป็นการเรียกดูไฟล์โน้ตต่างๆ ที่ผู้ใช้ทำการบันทึกไว้

 

ทางด้านฟังก์ชัน Take a Screenshot ผู้ใช้สามารถเลือกครอปภาพบนหน้าจอแบบเฉพาะส่วน (Smart Select) ได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ ครอปภาพในรูปแบบสี่เหลี่ยม, ครอปภาพในรูปแบบวงกลม และครอปภาพอย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ปากกา X Pen ขีดเขียนไปบนภาพบันทึกหน้าจอได้ทันที

 

ส่วนฟังก์ชันสุดท้ายอย่าง Painting นั้น จะเป็นการสร้างหน้ากระดาษขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ใช้ได้สร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างเต็มพื้นที่หน้าจอ ซึ่งในฟังก์ชันนี้จะมาพร้อมกับหัวปากกาให้เลือกเยอะกว่า ตอบโจทย์การวาดภาพเป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีชุดสีแบบ Color Wheel ซึ่งจะมีเฉดสีให้เลือกเยอะกว่าฟังก์ชันอื่นๆ ให้เลือกใช้งานอีกด้วย

 

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถจดบันทึกขณะที่ล็อกหน้าจอได้ เพียงแค่ดึงปากกาออกมา ตัวระบบก็เปิดใช้งานฟังก์ชัน Lockscreen Note ให้แบบอัตโนมัติ และเมื่อผู้ใช้เสียบปากกากลับเข้าไป ตัวระบบก็จะทำการเซฟโน้ตที่จดบันทึกให้แบบอัตโนมัติเช่นเดียวกัน

 

นอกเหนือจากฟีเจอร์ของปากกา X Pen ที่ตอบโจทย์ทั้งการขีดเขียน และการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแล้ว ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันความปลอดภัยอย่าง Anti-Loss Reminders ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนผู้ใช้งานให้เสียบปากกากลับเข้าไปยังตัวเครื่องเพื่อป้องกันการสูญหาย หากระบบตรวจจับได้ว่าผู้ใช้ไม่ได้ใช้ปากกาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

 

การใช้งานกล้องบน Infinix Note 5 Stylus สำหรับถ่ายภาพ และถ่ายวิดีโอ

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานพื้นฐานรอบด้าน รวมไปถึงปากกา X Pen แล้ว Infinix Note 5 Stylus ยังมาพร้อมกับความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพ ด้วยกล้องหน้าความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล ที่มีไฟแฟลชแบบ LED สำหรับช่วยถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสงน้อย และยังมีโหมดถ่ายภาพหน้าสวยแบบ Beauty ให้ใช้งาน ส่วนกล้องหลังมาพร้อมกับความละเอียดระดับระดับ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 ที่มีโหมดถ่ายภาพในรูปแบบต่างๆ ให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลายเช่นเดียวกัน

 

สำหรับอินเทอร์เฟสของกล้องหน้าถูกออกแบบมาโดยเน้นด้านการใช้งานที่ง่าย ด้วยปุ่มไอคอนคีย์ลัดต่างๆ ที่จัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ ประกอบไปด้วย การเปิดใช้งานไฟแฟลชของกล้องหน้า, การตั้งค่าสัดส่วนของภาพถ่าย หรือการเปิดใช้งานฟิลเตอร์เพื่อย้อมแสง และปรับโทนของภาพถ่าย

 

สำหรับฟิลเตอร์มีให้เลือกทั้งหมด 8 รูปแบบด้วยกัน ประกอบด้วย Elegant, Calm, Movie, Gorgeous, Memory, Fresh, Cool และ Mono

 

มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพในรูปแบบต่างๆ ให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย ประกอบไปด้วย โหมดถ่ายภาพ Bokeh สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ หรือโหมดถ่ายภาพหน้าสวยแบบ Beauty รวมไปถึงโหมดถ่ายภาพเซลฟี่ในมุมกว้างแบบ WideSelfie สำหรับช่วยถ่ายภาพเซลฟี่กลุ่ม

 

สำหรับโหมดถ่ายภาพหน้าสวย สามารถปรับระดับความเนียนได้ทั้งหมด 9 ระดับ

 

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ของกล้องถ่ายภาพได้เอง ประกอบด้วย การตั้งเวลาถ่ายภาพอัตโนมัติ, ตั้งค่าแตะหน้าจอเพื่อถ่ายภาพ, เปิด-ปิด จุดตัด 9 ช่อง, เปิด-ปิด เส้นวัดระดับความเอียง, เปิด-ปิด ลายน้ำ, เปิด-ปิด เสียงชัตเตอร์ และเปิด-ปิด การใช้งานบริการ Google Lens

 

สามารถปรับแต่งความสว่างของไฟแฟลชของกล้องหน้าได้ทั้งหมด 3 ระดับ

 

สามารถตั้งค่าความละเอียดระดับของภาพถ่ายได้สูงสุด 16 ล้านพิกเซล

 

และสามารถเปิด-ปิด การแนบข้อมูลพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกไปกับภาพถ่าย รวมไปถึงการเปิด-ปิด ฟังก์ชัน Mirror Image ของกล้องหน้าได้ด้วยตนเอง

 

ส่วนทางด้านโหมดถ่ายภาพวิดีโอ สามารถเปิดไฟแฟลชของกล้องหน้าขณะบันทึกภาพถ่ายวิดีโอได้ รวมทั้งยังสามารถเลือกรูปแบบฟิลเตอร์สำหรับย้อมสีภาพวิดีโอได้อีกด้วย

 

รองรับการถ่ายภาพวิดีโอที่ความละเอียดระดับสูงสุดระดับ Full HD 1080p

 

นอกจากนี้ ยังมีโหมดการถ่ายภาพวิดีโอแบบ Time-Lapse ให้เลือกใช้งานด้วยเช่นเดียวกัน

 

สำหรับอินเทอร์เฟสของกล้องหลัง มาพร้อมกับงานออกแบบที่ดูสะอาดตา และปุ่มคีย์ลัดต่างๆ ที่จัดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเหมือนกับกล้องหน้า ประกอบไปด้วย การเปิด-ปิด ฟังก์ชัน HDR (High Dynamic Range), การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การตั้งค่าสัดส่วนของภาพถ่าย, การเปิด-ปิด ฟิลเตอร์ สำหรับย้อมแสง และโทนสีของภาพถ่าย

 

สำหรับฟิลเตอร์ของกล้องหลังมีให้เลือกทั้งหมด 8 รูปแบบเหมือนกับกล้องหน้า ประกอบไปด้วย Elegant, Calm, Movie, Gorgeous, Memory, Fresh, Cool และ Mono

 

นอกจากนี้ ยังมีโหมดถ่ายภาพที่น่าสนใจให้ใช้งานอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โหมดถ่ายภาพหน้าสวยแบบ Beauty ที่ผู้ใช้สามารถปรับระดับความเนียนของใบหน้าได้ทั้งหมด 9 ระดับ พร้อมโหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ

 

มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพแบบมืออาชีพ (Professional) โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าต่างๆ ของกล้องถ่ายภาพได้ด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่ รูปแบบของการวัดแสง ที่สามารถปรับแต่งได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ การวัดแสงแบบเฉลี่ยหนักกลาง (Center-Weighted Metering), การวัดแสงแบบเฉพาะจุด (Spot Metering) และการวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ (Evaluative Metering), การปรับค่าชดเชยแสงได้ตั้งแต่ -3 EV ไปจนถึง +3EV, ปรับค่าความไวชัตเตอร์ (Speed Shutter) ได้ตั้งแต่ 1/1500s ไปจนถึง 6s, ปรับค่าความไวแสง (ISO) ได้ตั้งแต่ ISO 100 ไปจนถึง ISO 3200, ปรับแต่งค่าสมดุลแสงสีขาว (White Balance) และการปรับระยะโฟกัส

 

สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การตั้งเวลาถ่ายภาพอัตโนมัติ, ตั้งค่าแตะหน้าจอเพื่อถ่ายภาพ, เปิด-ปิด จุดตัด 9 ช่อง, เปิด-ปิด เส้นวัดระดับความเอียง, เปิด-ปิด ลายน้ำ, เปิด-ปิด เสียงชัตเตอร์ และเปิด-ปิด การใช้งานบริการ Google Lens

 

นอกจากนี้ กล้องหลังของ Infinix Note 5 Stylus ยังรองรับฟีเจอร์ Google Lens บริการสุดพิเศษจาก Google สำหรับช่วยผู้ใช้ค้นหาข้อมูลของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ตรงหน้า เพียงแค่ยกกล้องขึ้นมาส่องเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น การค้นหาข้อมูลของวัตถุ, ค้นหาข้อมูลอาคารสถานที่ รวมไปถึงการแปลภาษา

 

รองรับการบันทึกภาพวิดีโอที่ความละเอียดระดับสูงสุดระดับ Full HD 1080p และมีโหมดการบันทึกภาพวิดีโอแบบ Time-Lapse ให้เลือกใช้งานด้วยเช่นเดียวกัน

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลตัวหลักที่ด้านหลัง ความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล ของ Infinix Note 5 Stylus

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับความเรียบเนียนที่ระดับกลาง


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับระดับความเรียบเนียนที่ระดับสูงสุด



ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait)


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซลของ Infinix Note 5 Stylus


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ


ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายหน้าสวย พร้อมปรับความเรียบเนียนที่ระดับกลาง

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าสวย พร้อมปรับความเรียบเนียนที่ระดับสูงสุด

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Bokeh)

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยโหมดถ่ายภาพปกติ พร้อมปิดฟังก์ชันไฟแฟลช (ซ้าย) และเปิดฟังก์ชันไฟแฟลช (ขวา)

 

สรุปผลการทดสอบของ Infinix Note 5 Stylus

จบลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับการรีวิวสมาร์ทโฟน Android One น้องใหม่ล่าสุดจากค่าย Infinix อย่าง Infinix Note 5 Stylus ที่มาพร้อมกับความโดดเด่นด้านปากกา X Pen ที่รองรับแรงกดได้ทั้งหมด 4,096 ระดับ ช่วยให้การจดบันทึกเป็นไปอย่างลื่นไหล และยังเหมากับการนำไปสร้างงานศิลปะนอกสถานที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทางด้านดีไซน์ก็ถือว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะ Infinix Note 5 Stylus มาพร้อมกับความโดดเด่นด้านดีไซน์หน้าจอแสดงผลไร้ขอบแบบ Infinity Screen ขนาดใหญ่เต็มตาที่ 6.0 นิ้ว ความละเอียดระดับคมชัดระดับ Full HD+ พร้อมอัตราส่วนจอแสดงผลกว้างแบบ 18:9 ทำให้การรับชมคอนเทนต์ต่างๆ บนสมาร์ทโฟน รวมไปถึงการใช้งานฟังก์ชันแบ่งหน้าจอแบบ Split-Screen สามารถทำได้อย่างเต็มตา พร้อมงานออกแบบตัวเครื่องที่เลือกใช้วัสดุประเ ทโลหะทั้งชิ้น ที่ถูกขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันแบบ Unibody ทำให้ตัวเครื่องดูมีความเรียบหรู และจับถือใช้งานได้อย่างถนัดมือ

ด้านกล้องถ่ายภาพก็สามารถบันทึกภาพความประทับใจได้อย่างคมชัด ด้วยกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียดระดับระดับ 16 ล้านพิกเซล ที่มีไฟแฟลชแบบ LED สำหรับช่วยถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสงน้อย รวมไปถึงกล้องหลังความละเอียดระดับระดับ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 ที่มีโหมดถ่ายภาพให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) รวมไปถึงโหมดถ่ายภาพแบบมืออาชีพ ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ของกล้องได้ด้วยตนเอง ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนเป็นอย่างดี

ด้านประสิทธิภาพก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันรอบด้าน ด้วยการเลือกใช้ขุมพลัง MediaTek Helio P23 แบบ 8 แกนประมวลผล ซึ่งจะคอยทำงานควบคู่กับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB พร้อมหน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 64GB ที่ผู้ใช้สามารถเพิ่มหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ได้อีก 128GB และแบตเตอรี่ขนาดจุใจถึง 4000mAh เพื่อรองรับการใช้งานยาวนานตลอดวัน

และที่สำคัญ Infinix Note 5 Stylus เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่เข้าร่วมโครงการ Android One ของ Google ทำให้ได้ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Pure Android ที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ รวมทั้งยังได้รับการันตีอัปเดตซอฟท์แวร์ และแพทช์ความปลอดภัยเป็นเวลาอย่างน้อยถึง 2 ปี ทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่า สมาร์ทโฟนจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ได้ใช้งานตลอด และมีความปลอดภัยอยู่เสมอ

 

จากการทดสอบทั้งหมดก็พอจะสรุปได้ว่า สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวเหมาะกับผูที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์การใช้งานรอบด้าน และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อย่างยาวนานตลอดวัน รวมไปถึงผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับปากกาสไตลัสสำหรับช่วยขีดเขียน หรือสร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนมือถือ และผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ได้รับการอัปเดตด้านซอฟท์แวร์อยู่ตลอดเวลา ซึ่ง Infinix Note 5 Stylus ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยครับ

สำหรับ Infinix Note 5 Stylus เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยเอาไว้ที่เพียง 8,990 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความสามารถข้างต้น โดยจะเริ่มวางขายในเร็วๆ นี้ ผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ Lazada และ Shopee อย่างเป็นทางการ ที่สำคัญ ผู้ที่ซื้อ Infinix Note 5 Stylus จะได้รับประกันหน้าจอแตก 1 ครั้ง ใน 1 ปี โดยไม่มีเงื่อนไขนับตั้งแต่วันที่ซื้อ และยังมีบริการรับส่งโดย Kerry สำหรับเคลมสินค้า เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าอีกด้วย

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Infinix ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Infinix Note 5 Stylus มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

จุดเด่นของ Infinix Note 5 Stylus

- มาพร้อมกับปากกา X Pen สำหรับการขีดเชียน, วาดรูป หรือจดบันทึก ซึ่งรองรับการตรวจจับแรงกดได้ 4,096 ระดับ
- ตัวเครื่องที่ผลิตมาจากโลหะ (Full Metal Body) พร้อมกระบวนการขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันแบบ Unibody
- จอแสดงผลแบบไร้ขอบแบบ Infinity Screen ความละเอียดระดับ Full HD+ (2160x1080 พิกเซล) ขนาด 6.0 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9 พร้อมฟังก์ชัน Split-Screen และ Picture-in-Picture สำหรับเปิดใช้งานสองแอปพลิเคชันพร้อมกัน
- หน่วยประมวลผลกราฟิกโดยเฉพาะ (GPU : Graphics Processing Unit) แบบ Mali-G71 MP2
- ประมวลผลการทำงานด้วยชิปเซ็ต Octa-Core MediaTek Helio P23 ความเร็ว 2.0 GHz 
- ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo แบบ Pure Android ภายใต้โครงการ Android One
- หน่วยความจำภายในสำหรับเก็บบันทึกข้อมูลขนาด 64GB พร้อมรองรับการเพิ่มการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ได้ที่ความจุสูงสุด 128GB
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 4GB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล พร้อมโหมดถ่ายภาพหน้าสวย และรองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ
- กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียดระดับ 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ, โหมดถ่ายภาพหน้าสวย และรองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ
- รองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual SIM : nanoSIM : Hybrid Slot)
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, WiFi, EDGE และ GPRS
- รองรับการสแตนด์บายบนเครือข่าย 4G LTE ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด (Dual 4G LTE)
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว (Global Positioning System : ระบบดาวเทียมนำร่อง)
- รองรับการใช้งานฟังก์ชัน USB OTG (USB On-theGo)
- แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh
- ราคา 8.990 บาท ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม
- แถมฟรีเคสใส และฟิล์มกันรอยมาพร้อมชุดจำหน่ายมาตรฐาน

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Infinix Note 5 Stylus

- พอร์ตเชื่อมต่อยังไม่ใช่ USB Type-C
- ถาดใส่ซิมการ์ดเป็นแบบ Hybrid Slot ซึ่งช่องซิมการ์ดที่สองต้องเลือกใส่อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างซิมการ์ดแบบ nanoSIM หรือการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD Card
- กล้องหลังเป็นกล้องเดี่ยว
- ไม่รองรับการเชื่อมต่อแบบ NFC

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

วันที่ : 13/11/2018