ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 06/08/2021


 

รีวิว (Review) Infinix NOTE 10 Pro

เกมมิ่งโฟนสุดคุ้มใหม่ ใส่ชิปแรง จอลื่นไซส์ใหญ่ ชาร์จไว ได้ 5 กล้อง และลำโพงคู่ DTS บนดีไซน์สวยพรีเมียมโดนใจ ในราคาไม่ถึง 6 พันบาท


6 สิงหาคม 2021 - หนึ่งในแบรนด์ที่เน้นทำตลาดสมาร์ทโฟนสเปกดี ๆ ในราคาคุ้มค่ามาอย่างต่อเนื่องก็คือ Infinix ซึ่งล่าสุดก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเกมมิ่งตัวแรงราคาโดนใจรุ่นใหม่ในชื่อ Infinix NOTE 10 Pro อย่างเป็นทางการ ภายใต้สโลแกน "Game Changer – เปลี่ยนทุกกฎที่เคยมี" ด้วยชิปเซ็ตตัวแรงจากซีรีส์เกมมิ่ง และการดีไซน์เทียบชั้นรุ่นใหญ่ ในราคาสบายกระเป๋า

Infinix NOTE 10 Pro มากับชิปเซ็ต MediaTek Helio G90T จากซีรีส์เกมมิ่ง ที่เน้นประสิทธิภาพด้านการเล่นเกม พร้อมเทคโนโลยี Dar-link Ultimate AI Game Booster ระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมโดยเฉพาะ โดยจับคู่กับ RAM ขนาด 8GB + ROM แบบ UFS 2.2 ขนาด 128GB อีกทั้งยังมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.95 นิ้ว แบบ Super Fluid Display กับความคมชัดระดับ Full HD+ และรองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz ผสานค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ที่ช่วยให้การใช้งาน และเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม

Infinix NOTE 10 Pro ยังรองรับการใช้งานได้ยาวนานด้วยแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W X-Charge พร้อมลำโพงเสียงแบบคู่ (Dual Speakers) ที่มีระบบเสียง DTS Audio ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม หรือรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ถูกครอบทับด้วย XOS 7.6

 

ส่วนความสามารถด้านการถ่ายภาพก็น่าสนใจไม่แพ้กันด้วยกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide & Super Macro ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มีมุมรับภาพ 120 องศา, กล้อง Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และกล้อง Monochrome (B&W) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่รองรับโหมดถ่ายภาพครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Portrait, Super Night และการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า Infinix NOTE 10 Pro มีจุดเด่นที่น่าสนใจอยู่หลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องที่ดูพรีเมียมเทียบชั้นสมาร์ทโฟนราคาหลักหมื่น พร้อมชิปเซ็ตตัวแรง กับฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในปัจจุบัน ที่สำคัญคือมีราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเพียง 5,999 บาท เรียกว่าเป็นราคาที่ใครก็เอื้อมถึง ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมรีวิว Infinix NOTE 10 Pro ไปพร้อมกันได้เลยค่ะ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

Infinix NOTE 10 Pro มาในแพ็กเกจสีเขียวแบบไล่เฉด พร้อมระบุชื่อรุ่น ความจุ RAM + ROM ไว้อย่างชัดเจนที่มุมบนขวา และฟีเจอร์เด่นที่มุมล่างขวาไว้อย่างชัดเจน


ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 33W (10V/3.3A), สายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, เคสใส, เข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด, ฟิล์มกันรอย และบัตร XClub Gold Coin Bank


ภาพตัวอย่างการสวมใส่เคสใสที่แถมมาให้ภายใน แพ็กเกจ


Infinix NOTE 10 Pro มาพร้อมหน้าจอแสดงผล Super Fluid Display (IPS LCD) ขนาด 6.95 นิ้วความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2460 พิกเซล : 387 ppi) มีพื้นที่การแสดงผลคิดเป็น 91% และครอบทับด้วยกระจกขอบโค้งแบบ 2.5D บนตัวเครื่องมีขนาด 172.76x78.32x7.8 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 206 กรัม


รองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz


ที่ด้านบนหน้าจอมีการติดตั้งกล้องหน้าสำหรับเซล ฟี่ที่ตรงกลาง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รองรับระบบการโฟกัสดวงตา (Eye Autofocus) และเทคโนโลยี AI Face Beauty พร้อมลำโพงสำหรับสนทนา และเซนเซอร์ Proximity สำหรับปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน กับเซนเซอร์ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอ และแผงปุ่มกดให้เหมาะสม


ด้านหน้าส่วนล่างประกอบด้วย ปุ่มกดแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่มย้อนกลับ, ปุ่มโฮม และปุ่ม Recent Apps


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย


ที่ด้านบนของตัวเครื่องไม่มีช่อง หรือปุ่มสั่งการใด ๆ


ที่ด้านล่างประกอบด้วย ลำโพงเสียงตัวหลัก, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา และช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร


ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Triple-Slot โดยรองรับ 2 nanoSIM + 1 microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน


ด้านขวาของตัวเครื่อง มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ พร้อมเป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอไปในตัว รวมถึงปุ่มปรับระดับเสียง


ฝาหลังลงโค้งแบบ 3D Curved พร้อมความเงางาม มีลวดลายแบบ Dual Texture โดยสีของตัวเครื่องที่ทางทีมงานนำมารีวิวให้ได้ชมกันเป็นสี 7°Purple


กล้องหลังของ Infinix NOTE 10 Pro เป็นชุดกล้อง 4 ตัว (AI Quad Camera) ซึ่งประกอบด้วย

- กล้อง Wide (Main) ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.72 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน, โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้อง Ultra Wide & Super Macro ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมมุมรับภาพ 120 องศา และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4
- กล้อง Monochrome (B&W) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

พร้อมรองรับระบบการโฟกัสดวงตา (Eye Autofocus), โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 64MP, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Night, เทคโนโลยี AI Beauty, โหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ, โหมด Super Macro ถ่ายภาพระยะใกล้ พร้อม Ultra Wide Angle ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษ รวมถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD พร้อมโหมดกันสั่น Ultra Steady, Bokeh Effect สำหรับถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ, Video Beauty ปรับผิวให้เนียนสวย และ Short Video ในการถ่ายคลิปวิดีโอสั้น ๆ พร้อมใส่เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับวิดีโอ


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่าง ๆ

Infinix NOTE 10 Pro ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android 11 ซึ่งถูกครอบทับด้วย XOS โดยรองรับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่องขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ได้อีก 2TB


และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G แบบ Dual 4G LTE


เมื่อกดปุ่ม Recent Apps จะพบกับหน้าแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งานเอาไว้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกปิดแอปพลิเคชันที่เปิดค้างเอาไว้ได้ เพียงแค่เลื่อนหน้าต่างแอปนั้นๆ ไปยังด้านบน หรือปิดแอปพลิเคชันทั้งหมดภายในครั้งเดียวได้อย่างง่ายดาย ด้วยการกดปุ่มไอคอนถังขยะที่ด้านล่าง


เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาจะพบกับ Notification Center ซึ่งเป็นหน้ารวมสำหรับการแสดงแจ้งเตือนต่างๆ และเมื่อปัดลงอีกหนึ่งครั้งจะเป็นการขยายหน้าจอ Toggle Switch ปุ่มลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชัน ต่างๆ


โดยผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งตำแหน่งของคีย์ลัด เองได้ด้วย


มีแอปพลิเคชัน Cleaner เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการล้างพื้นที่ (การเคลียร์แรม), ตั้งค่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแต่ละแอปพลิเคชัน หรือการจำกัดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้


Infinix NOTE 10 Pro สามารถปรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอได้อย่างหลากหลาย ได้แก่ การปรับความสว่างแบบอัตโนมัติ พร้อมโหมด Eye Care


และ Dark Theme ในการเปลี่ยนพื้นหลังให้กลายเป็นสีดำ


ฟังก์ชัน Ultra Touch สำหรับเลือกปรับระดับการตอบสนองต่อการสัมผัส และความเร็วของ Motion ต่าง ๆ


Infinix NOTE 10 Pro มีจุดเด่นที่หน้าจอรองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz โดยจะช่วยให้การใช้งานต่างๆ โดยเฉพาะการเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม

สำหรับ Refresh Rate เป็นค่าความเร็วในการเปลี่ยนภาพของหน้าจอแสดงผล กล่าวคืออัตราความเร็วในการเปลี่ยนภาพนิ่งที่เรียงต่อกันจนกลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Refresh Rate มาก ก็จะทำให้การเปลี่ยนภาพของหน้าจอมีความลื่นไหลมากยิ่งขึ้นไปด้วยนั่นเอง และโดยปกติแล้วหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันจะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ประมาณ 60 Hz


สามารถเลือกใช้งานปุ่ม Navigation Buttons พร้อมสลับตำแหน่งปุ่มกดให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้


หรือเลือกใช้งานวิธีควบคุมแบบ Navigation Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการ


พร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะที่ประกอบไปด้วย การแตะหน้าจอ 2 ครั้งติดกันเพื่อเปิด / ปิดหน้าจอ, การสั่งการเล่นเพลง, การคว่ำตัวเครื่องเพื่อปิดเสียงสายโทรเข้า, การแคปเจอร์หน้าจอด้วยการลาก 3 นิ้วจากบนลงล่าง, การรับสายอัตโนมัติ, การยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเป็นการปลุกการทำงาน และการรับสายวิดีโอโดยอัตโนมัติ


ระบบรักษาความปลอดภัยของ Infinix NOTE 10 Pro มีทั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side-Fingerprint) โดยสามารถตั้งค่าสำหรับปลุกการทำงานของตัวเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซนเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ


และระบบการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถลงทะเบียนได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น


Infinix NOTE 10 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมฟังก์ชัน Power Boost ในการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยเมื่อเปิดใช้งานจะงปรับการแสดงผลให้เป็น Dark Theme อัตโนมัติ


พร้อมโหมดประหยัดพลังงานแบบขั้นสุดอย่าง Ultra power saving ที่ช่วยยืดเวลาการใช้งานให้ยาวนานกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่แลกมากับการใช้งานได้เพียงฟังก์ชันการโทร, ส่ง SMS และปฏิทินเท่านั้น


และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 33W X-Charge ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมผ่านการรับรอง TÜV Rheinland จึงมั่นใจได้ว่าตัวเครื่องจะไม่ร้อนจนเกินไป และสามารถใช้งานขณะชาร์จได้อย่างไร้กังวล


รองรับฟังก์ชัน XClone สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์


และมีฟังก์ชัน Screen-Split ที่สามารถแบ่งหน้าจอเพื่อใช้งานสองแอปพลิเคชันได้พร้อมๆ กัน โดยรองรับทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน



Infinix NOTE 10 Pro ยังมาพร้อมกับ Game Mode ซึ่งเป็นโหมดพิเศษที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ พร้อมรองรับระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ป้องกันปัญหาเฟรมเรตตกระหว่างเล่นเกมได้ดีขึ้น


รวมถึงป้องกันการโดนขัดจังหวะขณะเล่นเกม ยกตัวอย่างเช่น การโชว์เบอร์โทรสายเรียกเข้าในรูปแบบ Pop-up เท่านั้น ทำให้เกมไม่ถูกสลับไปยังหน้ารับสายสนทนา


สำหรับเซนเซอร์ในเครื่อง Infinix NOTE 10 Pro นั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor


สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้มีความแม่นยำ ในระดับบวกลบ 3 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วยนั่นเอง


Infinix NOTE 10 Pro มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G90T แบบ 8-แกน (Octa-Core) จากซีรีส์เกมมิ่ง ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.05 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 MC4, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 2.2 ขนาด 128GB เพิ่ม microSD Card ได้สูงสุด 2TB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย XOS


Infinix NOTE 10 Pro มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 352,471 คะแนน และจากทาง Geekbench 5 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 497 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 1,647 คะแนน


สำหรับผลทดสอบการประมวลผลด้านกราฟิกจากแอปพลิเค ชัน 3DMark แบบ OpenGL ES 3.1 อยู่ที่ 2,519 คะแนน


Infinix NOTE 10 Pro รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 5 จุด


จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสาม มิติอย่าง ROV, PUBG Mobile, Marvel Future Fight และ A3 : Still Alive พร้อมทำการเปิดตั้งค่าการแสดงผลระดับสูงสุด (60 fps) ก็พบว่า Infinix NOTE 10 Pro สามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างลื่นไหล สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วด้วยหน้าจอ Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz ผสานค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz


อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยี Dar-link Ultimate AI Game Booster ระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งระบบ AI จะทำการปรับปรุงการแสดงผลกราฟิก และการตอบสนองของหน้าจอ ด้วยอัลกอริธึมที่เรียนรู้ พร้อมประเมินภาพกราฟิกของเกมล่วงหน้าเพื่อลดความล่าช้า (Lag) อีกทั้งมีการปรับความเร็วในการทำงานของ CPU และ GPU อย่างชาญฉลาด พร้อมจัดสรรทรัพยากร เพื่อปรับปรุงภาพ และการเคลื่อนไหวในสถานการณ์การเล่นเกมที่แตกต่างกัน จึงทำให้การสลับฉากในเกมมีความเสถียร และรวดเร็วยิ่งขึ้น


และสามารถเล่นได้ยาวนานต่อเนื่องด้วยแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh แถมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W X-Charge ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้เร็วยิ่งขึ้น แต่ก็มีการสะสมความร้อนให้ได้เห็นบ้างเมื่อใช้งานเวลานาน หรือใช้งานขณะชาร์จ ซึ่งก็เพียงอุ่นมือเท่านั้น


Infinix NOTE 10 Pro มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล Super Fluid Display (IPS LCD) ขนาดใหญ่ 6.95 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2460 พิกเซล : 387 ppi) จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ


อีกทั้งยังมีลำโพงเสียงแบบคู่ (Dual Speakers) พร้อมระบบเสียง DTS (Digital Theater System) ที่ช่วยเพิ่มพลังเสียง รวมถึงมิติของเสียง ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ

Infinix NOTE 10 Pro มาพร้อมชุดกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

- กล้อง Wide (Main) ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.72 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน, โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
- กล้อง Ultra Wide & Super Macro ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมมุมรับภาพ 120 องศา และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
- กล้อง Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4
- กล้อง Monochrome (B&W) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4


โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์เรียบหรู สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน ซึ่งครบครันทุกการใช้งานในปัจจุบัน ได้แก่ การโฟกัสดวงตา (Eye Autofocus) การถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra-Wide (0.6x) พร้อมเทคโนโลยี AI Scene ในการตรวจจับซีนรูปแบบต่าง ๆ พร้อมปรับภาพให้สวยงามโดยอัตโนมัติ และโหมดต่าง ๆ ให้เลือกใช้อย่างครบครัน


รองรับโหมด AI Beauty ที่สามารถปรับค่าผิวเนียนได้ตามต้องการ รวมถึงโครงสร้างต่าง ๆ บนใบหน้า และลำตัวได้อย่างอิสระ


สามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอในโหมด Portrait ที่สามารถปรับระดับความเบลอได้ระหว่าง f1.0 - f16


พร้อมโหมด B&W Portrait ในการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอสีขาว-ดำ


รองรับการถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ด้วยโหมด Super Night


ด้านการถ่ายวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุดที่ ระดับ 4K UKD (30fps) โดยสามารถถ่ายในมุมมองปกติ กับมุมกว้างด้วยเลนส์ Ultra-Wide ได้ และรองรับโหมดกันสั่นแบบ Ultra Steady (รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p) พร้อมปรับค่าผิวสวยในโหมด Beauty (รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ HD 720p) และโหมด Bokeh Effect สำหรับถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ (รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p)


และโหมด Short Video ในการถ่ายคลิปวิดีโอสั้น ๆ พร้อมใส่เอฟเฟกต์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับวิดีโอ


สำหรับกล้องหน้าของ Infinix NOTE 10 Pro ฝังในหน้าจอที่ตรงกลางด้านบน มีความคมชัด 16 ล้านพิกเซล


โดยมี User Interface เรียบง่าย ซึ่งรองรับระบบการโฟกัสดวงตา (Eye Autofocus) และมีฟังก์ชันให้ใช้งานครบครัน


โดยในโหมด AI Beauty สามารถปรับค่าผิวเนียน และปรับสัดส่วนใบหน้า, ขนาดกราม และขนาดของดวงตาได้อย่างอิสระ


รองรับโหมดยอดนิยมอย่าง Portrait ในการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ


ด้านการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้ารองรับความ ละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD (30 fps) พร้อมโหมดกันสั่นแบบ Ultra Steady (รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p) ที่รองรับโหมด Beauty (รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ HD 720p) และโหมด Bokeh Effect สำหรับถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ (รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD 1080p)


รวมถึงโหมด Short Video เหมือนกับกล้องหลัง


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียด 64+8+2+2 ล้านพิกเซล ของ Infinix NOTE 10 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายมุมกว้างแบบ Ultra-Wide Angle


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด B&W Portrait


ภาพถ่ายจากโหมด Super Macro


ภาพถ่ายเวลากลางคืนในโหมด Super Night


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลของ Infinix NOTE 10 Pro

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมด AI Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


สรุปผลการทดสอบของ Infinix NOTE 10 Pro

จากที่มีโอกาสได้ใช้งาน Infinix NOTE 10 Pro มาระยะหนึ่งก็พอจะสรุปได้ว่า Infinix NOTE 10 Pro เป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นที่มีความคุ้มค่าน่าสนใจในช่วงงบไม่เกิน 6,000 บาท ด้วยฟีเจอร์ที่พร้อมตอบโจทย์เกมเมอร์ตัวจริง ในราคาที่ย่อมเยา ตั้งแต่ชิปเซ็ต Helio G90T ที่รองรับเทคโนโลยี HyperEngine Gaming ของ ทาง MediaTek ที่ช่วยให้การตอบสนองต่าง ๆ รวดเร็วกว่าเดิม พร้อมเทคโนโลยี Dar-link Ultimate AI Game Booster ระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยให้การแสดงผลกราฟิก และการตอบสนองของหน้าจอดีกว่าเดิม ลดการหน่วงได้เป็นอย่างดี โดยจับคู่กับ RAM ขนาด 8GB จึงสามารถรันแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหล ผสาน ROM แบบ UFS 2.2 ขนาด 128GB จึงสามารถเก็บไฟล์, รุปภาพ, วิดีโอ หรือแอปพลิเคชันได้อย่างเต็มที่ และยังเพิ่ม microSD ได้สูงสุดถึง 2TB เรียกได้ว่าไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่จะเต็มง่าย ๆ

Infinix NOTE 10 Pro มีหน้าจอสำหรับสาย Entertain ตัวจริง ด้วยขนาดใหญ่ถึง 6.95 นิ้ว แบบ Super Fluid Display มีความละเอียดระดับ Full HD+ จึงสามารถรับชมคอนเทนต์ความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างเต็มตาเต็มอารมณ์ อีกทั้งรองรับค่า Refresh Rate ระดับสูงสุด 90Hz ผสานค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz ที่ช่วยให้การใช้งาน และเล่นเกมลื่นไหลกว่าเดิม รวมถึงมีลำโพงเสียงแบบคู่ (Dual Speakers) พร้อมระบบเสียง DTS ที่ช่วยเพิ่มพลังเสียง รวมถึงมิติของเสียง ซึ่งช่วยสร้างอรรถรสในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

อีกหนึ่งจุดเด่นสำหรับ Infinix NOTE 10 Pro ที่เหมาะกับเกมเมอร์สุด ๆ ได้แก่ แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh ที่ รองรับการเล่นเกมติดต่อกันสูงสุด 11 ชั่วโมง และสแตนด์บายได้นานสุด 49 วัน จึงมั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานตลอด พร้อมกับรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W X-Charge ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการชาร์จให้เร็วยิ่งขึ้น

ด้านการถ่ายรูป Infinix NOTE 10 Pro ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน กับชุดกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ที่ประกอบด้วย กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide & Super Macro ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มีมุมรับภาพ 120 องศา, กล้อง Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และกล้อง Monochrome (B&W) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ซึ่งมีฟังก์ชันถ่ายภาพครบครัน ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบการโฟกัสดวงตา (Eye Autofocus),  โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 64MP, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Night, เทคโนโลยี AI Beauty, โหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ รวมถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD พร้อมโหมดกันสั่น Ultra Steady, Bokeh Effect สำหรับถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ, Video Beauty ปรับผิวให้เนียนสวย และ Short Video ในการถ่ายคลิปวิดีโอสั้น ๆ พร้อมใส่เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับวิดีโอ

ทางด้านกล้องหน้าถ่ายเซลฟี่มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มาพร้อม Eye Autofocus เช่นเดียวกัน และมีลูกเล่นต่าง ๆ ครบสำหรับสาย Social ทั้งโหมด Portrait, AI Beauty ปรับโครงสร้างบนใบหน้าได้อย่างอิสระ และการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ถูกครอบทับด้วย XOS 7.6 ที่มีรูปแบบ UI/UX เรียบหรูสบายตา และใช้งานได้ง่ายดาย


สำหรับ Infinix NOTE 10 Pro เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้วที่ 5,999 บาท กับตัวเลือก 3 สี ได้แก่ สี 95°Black, สี 7°Purple และสี Nordic Secret โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ผ่านทาง Shopee กับโปรโมชั่นราคาพิเศษเพียง 5,599 บาท เฉพาะวันที่ 5-8 สิงหาคมนี้เท่านั้น

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Infinix ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Infinix NOTE 10 Pro มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ


จุดเด่นของ Infinix NOTE 10 Pro

- ดีไซน์ฝาหลังลงโค้งแบบ 3D Curved พร้อมพื้นผิวเงางาม มีลวดลายแบบ Dual Texture (ตัวเลือกสี 95°Black และสี 7°Purple) และการไล่เฉดสี พร้อมผิวสัมผัสแบบด้านในตัวเลือกสี Nordic Secret
- จอแสดงผลแบบ Super Fluid 90Hz Display (IPS LCD) ขนาด 6.95 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ พร้อมค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 90Hz, ค่า Touch Sampling Rate สูงสุดที่ 180Hz, ค่า Contrast Ratio ที่ 1500:1 และค่าความสว่างสูงสุดที่ 500 nits 
- ชิปเซ็ตประมวลผล MediaTek Helio G90T ความเร็ว 2.05 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 MC4
- เทคโนโลยี Dar-link Ultimate AI Game Booster  ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์อันยอดเยี่ยมสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8 GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.2 ขนาด 128 GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 2 TB
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย XOS 7.6
- แบตเตอรี่ Li-Ion ความจุ 5000 mAh พร้อมระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ X-Charge 33W

กล้องดิจิทัลด้านหลัง 4 ตัว (AI Quad Camera) ประกอบด้วย

> กล้อง Wide (Main) ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/1.72 นิ้ว, เม็ดพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน, โครงสร้างแบบ 6 ชิ้นเลนส์ และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF
> กล้อง Ultra Wide & Super Macro ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมมุมรับภาพ 120 องศา และโครงสร้างแบบ 5 ชิ้นเลนส์
> กล้อง Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4
> กล้อง Monochrome (B&W) ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f2.4

พร้อมระบบโฟกัสดวงตาอัตโนมัติ (Eye Autofocus), โหมดถ่ายภาพความละเอียดสูง 64MP, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Night, ฟังก์ชัน AI Scene ในการตรวจจับซีนโดยอัตโนมัติ, เทคโนโลยี AI Beauty, โหมด Portrait ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ, โหมด Super Macro ถ่ายภาพระยะใกล้ พร้อม Ultra Wide Angle ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษ รวมถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดระดับ 4K UHD พร้อมโหมดกันสั่น Ultra Steady, Bokeh Effect สำหรับถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ, Video Beauty ปรับผิวให้เนียนสวย และ Short Video ในการถ่ายคลิปวิดีโอสั้น ๆ พร้อมใส่เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับวิดีโอ

กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

พร้อมระบบโฟกัสดวงตาอัตโนมัติ (Eye Autofocus), เทคโนโลยี AI Face Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าของตัวแบบให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ พร้อม Portrait ในการเบลอฉากหลัง และโหมด Super Night Selfie สำหรับการถ่ายเซลฟี่ในเวลากลางคืน รวมถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD พร้อมโหมดกันสั่น Ultra Steady, Beauty, Bokeh Effect และ Short Video

- ลำโพงเสียงแบบคู่ (Dual Speakers) พร้อมระบบเสียง DTS (Digital Theater System) และเทคโนโลยีรับรู้ตำแหน่งของเสียง
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง (Side Mounted Fingerprint Sensor) พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock)
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ Wi-Fi Dual Band (2.4/5 GHz), 4G LTE, 3G WCDMA, EDGE และ GPRS
- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual 4G LTE)
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple Slot รองรับการใส่ 2 Nano SIM + 1 microSD Card ได้พร้อมกัน
- รองรับการนำทาง และระบุตำแหน่ง ด้วยระบบดาวเทียม GPS+A-GPS, GLONASS และ Beidou
- เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สายผ่านทาง Bluetooth 5.0
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C พร้อมรองรับ OTG (USB On-the-Go)
- พอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
- ฟังก์ชัน XClone สำหรับใช้งานแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้พร้อมกัน 2 แอคเคานท์
- ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อมกัน 2 หน้าจอ
- ฟังก์ชัน Game Mode ที่สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop-up ต่างๆ รวมถึงการล็อกระดับความสว่างของหน้าจอขณะเล่นเกมได้
- การใช้งาน Dark Theme ในการเปลี่ยนพื้นหลังแอปพลิเคชันต่างๆ ให้เป็นสีดำ
- ราคา 5,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Infinix NOTE 10 Pro

- ตัวเครื่องมีน้ำหนัก 206 กรัม จึงอาจเมื่อยมือได้หากถือใช้งานเป็นเวลานาน และด้วยตัวเครื่องขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงอาจทำให้ผู้ใช้ที่มีอุ้งมือเล็กใช้งานได้ไม่ถนัดเท่าที่ควร
- หน้าจอแสดงผลใช้เทคโนโลยี IPS LCD จึงอาจสู้แสงในที่กลางแจ้งได้ไม่ดีนัก
- ไม่รองรับการใช้งานร่วมกับเครือข่าย 5G


สรุปคุณสมบัติเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Infinix Note 10 Pro ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Infinix Note 10 Pro

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *


 

วันที่ : 06/08/2021