รีวิว Infinix HOT 60 Pro+ สมาร์ตโฟนจอโค้ง 3 มิติ ที่บางที่สุดในโลก พร้อมฟีเจอร์ AI จัดเต็ม แบตทนทาน กล้องเซนเซอร์ Sony IMX882 และลำโพงคู่ JBL ในราคาสุดคุ้ม

วันนี้เราได้เห็นความตั้งใจจริงอีกครั้งของ Infinix กับการพัฒนาสมาร์ตโฟนที่มีความโดดเด่นน่าใช้ ในราคาที่คุ้มค่าเอื้อมถึงง่าย ด้วย Infinix HOT 60 Pro Series คู่หูใหม่ป้ายแดง ได้แก่ Infinix HOT 60 Pro และ Infinix HOT 60 Pro+ โดยในวันนี้เราก็มีโอกาสได้นำเอารุ่นท็อปอย่าง Infinix HOT 60 Pro+ มาลองใช้งาน และรีวิวให้ทุกท่านได้ชมกัน

สำหรับ Infinix HOT 60 Pro+ เครื่องนี้ถือว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่มีจุดขายเฉพาะตัวที่โดดเด่นมากเลยทีเดียว ด้วยการที่เป็นสมาร์ตโฟนจอโค้ง 3 มิติ ที่บางที่สุดในโลก ซึ่งมีตัวเครื่องที่บางเฉียบเป็นพิเศษเพียง 5.95 มิลลิเมตร นับว่าตอบโจทย์ทันกระแสของสมาร์ตโฟนยุคนี้ที่เริ่มมาแข่งขันกันที่ความบาง พร้อมวัสดุระดับพรีเมียมที่มีความแข็งแกร่งทนทาน อีกทั้งคุณสมบัติของจอแสดงผลนั้นเรียกว่าดูดีกว่าสมาร์ตโฟนคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน ด้วยจอแบบ 1.5K 3D-Curved AMOLED ที่ลื่นไหลระดับ 144Hz

นอกจากนี้ความสามารถเด่นในด้านอื่น ๆ ก็นับว่าจัดหนักไม่แพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ใหญ่ 5160mAh ที่ชาร์จไวในระดับ 45W, ฟีเจอร์ AI ใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์มากมายหลายอย่าง, กล้องหลักที่ใช้เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX882 ซึ่งถูกปรับปรุงด้านการถ่ายภาพในที่แสงน้อย, เป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง MediaTek Helio G200, ระบบปฏิบัติการ Android 15 ที่ครอบทับด้วย XOS 15.1.1 ที่การันตีประสิทธิภาพนาน 5 ปี, ลำโพงคู่ JBL ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดี และอุปกรณ์ในกล่องที่แถมมาให้อย่างครบครัน ซึ่งด้วยราคาค่าตัวเพียงแค่ 6,499 บาท กับสิ่งที่ได้มาข้างต้นก็บอกได้ว่าเกินคุ้ม ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันต่อได้เลยครับ

บางที่สุดในโลกในบรรดาสมาร์ตโฟนจอโค้ง 3 มิติ พร้อมวัสดุพรีเมียมทนทาน

หากนับกันเฉพาะบรรดาสมาร์ตโฟนจอขอบโค้ง 3 มิติ (3D-Curved) ในตลาดโลกปัจจุบัน ก็ถือได้ว่า Infinix HOT 60 Pro+ รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีความบางเฉียบที่สุดเพียง 5.95 มิลลิเมตร เรียกว่าเป็นจุดขายอันดับหนึ่งของรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ แต่หากนับรวมกับบรรดาสมาร์ตโฟนจอแบนด้วยแล้วก็ยังมีบางรุ่นที่บางกว่านี้อยู่เล็กน้อย เช่น Samsung Galaxy S25 Edge ใหม่ล่าสุดที่มีความบางอยู่ที่ 5.8 มิลลิเมตร


นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักที่เบาเพียง 155 กรัม ซึ่งเมื่อรวมกับความบางระดับ 5.95 มิลลิเมตร เรื่องการพกพาจึงสะดวกคล่องตัวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการจับถือใช้งาน หรือใส่ไว้ในช่องต่าง ๆ ในกระเป๋า

เมื่อทดสอบวัดส่วนที่บางที่สุดของตัวเครื่องด้วยเวอร์เนียก็พบว่าได้ค่าอยู่ที่ประมาณ 5.9-6.0 มิลลิเมตร ซึ่งก็ถือว่าถูกต้องตามข้อมูล

และเมื่อเทียบกับเหรียญ 1 บาทที่วางซ้อนกันอยู่ 4 เหรียญ ก็พบว่ามีความหนาพอ ๆ กัน


ถึงจะบางเฉียบแต่กลับมีความแข็งแรงทนทาน ด้วยการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียม ตั้งแต่กรอบตัวเครื่องที่ผลิตจากอะลูมิเนียมเกรดเดียวกับอุตสาหกรรมการบิน และอวกาศ (Aerospace-Grade Aluminium), หน้าจอที่ครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 7i, ด้านหลังตัวเครื่องที่ผลิตจากไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) และมีคุณสมบัติของการทนน้ำ-ทนฝุ่นในระดับ IP65

หน้าจอแสดงผลนั้นใช้ดีไซน์แบบเจาะรูวงกลมตรงกลางเพื่อติดตั้งกล้องถ่ายภาพ และที่บริเวณรูกล้องนี้ก็จะมีลูกเล่นที่น่าสนใจอย่าง Dynamic Bar ด้วย


ซึ่งด้วยการที่เป็นจอขอบโค้ง จึงช่วยให้ตัวเครื่องของ Infinix HOT 60 Pro+ นั้นมีภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม มีความสวยหรูดูดี แต่สำหรับใครที่ชอบใช้งานจอแบนมากกว่า ก็คงต้องไปเลือกเป็นรุ่นรองอย่าง HOT 60 Pro แทน

ที่ด้านหลังของตัวเครื่องสี Titanium Silver นี้จะมีพื้นผิวแบบด้าน ซึ่งช่วยป้องกันรอยนิ้วมือ หรือคราบเปื้อนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และนอกจากสีเงินนี้แล้ว ก็ยังมีอีก 5 สีให้เลือกได้แก่ Sleek Black, Coral Tides, Misty Violet, Sonic Yellow และ Moco Cyber Green

มอดูลกล้องหลังนั้นถูกออกแบบให้ดูเหมือนมีกล้อง 3 ตัว แต่จริง ๆ แล้วจะมีกล้องหลักเพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้น โดยเลนส์กล้องแต่ละตัวจะมีวงแหวนโครเมียมมันวาวครอบไว้เพื่อเสริมความสวยหรู และมีฐานทรงแคปซูลยาวล้อมรอบที่ด้านล่างอีกชั้นหนึ่ง เป็นดีไซน์แบบเล่นระดับเพื่อให้ดูกลมกลืนไม่ขัดตา


โดยเลนส์กล้องตัวที่ 3 ด้านล่างสุดนั้นจะมีไฟ Active Halo Lighting ซ่อนอยู่ ซึ่งจะกะพริบเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเมื่อมีสายโทรเข้า, เมื่อมีข้อความแจ้งเตือน, เมื่อมีการพลิกตัวเครื่อง, เมื่อเริ่มเล่นเกม, เมื่อเสียบสายชาร์จ, เมื่อแบตเตอรี่อ่อน และเมื่อเครื่องเริ่มทำงาน

ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีอะไรนอกจากพื้นผิวเรียบ ๆ

ที่ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียง และปุ่มเพาเวอร์ ซึ่งใช้เป็นปุ่มสำหรับเรียกใช้งาน Infinix AI ด้วยในตัว (One-Tap Infinix AI)

ที่ด้านบนของตัวเครื่องมีลำโพงเสียงตัวที่สอง ซึ่งผ่านการปรับจูนเสียงโดย JBL และไมโครโฟนสำหรับตัดเสียงรบกวน

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องมีช่องใส่ถาดซิมการ์ด ซึ่งรองรับระบบซิมคู่ (Dual Nano SIM) แต่ไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ ถัดมาเป็นไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก
จอ 1.5K 3D-Curved AMOLED สวยคมชัด และลื่นไหลระดับ 144Hz

สำหรับคุณสมบัติของจอแสดงผลที่มากับ Infinix HOT 60 Pro+ นั้น นอกจากจะเป็นจอขอบโค้ง 3 มิติ (3D-Curved) แล้ว ก็ยังเป็นจอแบบ AMOLED ขนาดใหญ่ 6.78 นิ้ว ที่มีความละเอียดมากถึงระดับ 1.5K หรือ 2720x1224 พิกเซล

รวมทั้งมีความสว่างสูงสุดที่ 4500nits (Peak Brightness), มี High Brightness Mode, มีฟังก์ชัน Outdoor Booster และแสดงผลช่วงสีแบบ DCI-P3 ได้เต็ม 100% นั่นคือสามารถแสดงผลคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้สวยงาม และมีความคมชัดที่ดีเยี่ยมแม้ในที่ที่มีแสงจ้า


นอกจากนี้ยังรองรับอัตราการรีเฟรชสูงสุดถึงระดับ 144Hz ดังนั้นการใช้งานจึงดูลื่นไหลเนียนตามากเป็นพิเศษ โดยมีตัวเลือกของอัตราการรีเฟรชให้เราเลือกอยู่ 3 รูปแบบได้แก่ Auto-Switch, Standard และ High รวมทั้งสามารถตั้งค่าแต่ละแอปพลิเคชันแยกกันได้อย่างอิสระ

ด้านการถนอมสายตาก็หายห่วง เพราะได้รับการรับรอง SGS Low Blue Light Hardware Certification และมีเทคโนโลยี 2304Hz Adaptive PWM Dimming สำหรับช่วยถนอมสายตาจากการกะพริบของหน้าจอ


ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอติดตั้งมาให้ด้วย ซึ่งเท่าที่ได้ลองใช้งานดูก็พบว่าสามารถสแกนได้รวดเร็วแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบของเอฟเฟกต์ขณะสแกนนิ้วได้อีกด้วย

มีฟีเจอร์ Dynamic Bar สำหรับแสดงผลข้อมูลการแจ้งเตือน หรือสถานะการทำงานต่าง ๆ บริเวณรูกล้องหน้า เช่นการชาร์จแบตเตอรี่, การปลดล็อกด้วยใบหน้า, การโทร, การบันทึกเสียง, การเล่นเพลง, นาฬิกาจับเวลา, การนำทาง และอื่น ๆ

รองรับการใช้งานฟีเจอร์ Always-On Display สำหรับการแสดงข้อมูล หรือการแจ้งเตือนต่าง ๆ ขณะล็อกหน้าจอ


มีฟังก์ชัน Floating Windows, Split-Screen Apps และ Smart Panel
แบตเตอรี่ใหญ่ 5160mAh ชาร์จไว 45W พร้อมการันตีความทนทาน 5 ปี

แม้จะมีตัวเครื่องที่บางเฉียบแต่แบตเตอรี่ที่มากับ Infinix HOT 60 Pro+ นั้นมีความจุมากถึง 5160mAh ด้วยแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นสูงระดับ 810Wh/L ที่ผ่านการทดสอบความทนทาน ด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่นาน 5 ปี (ผ่านรอบชาร์จ 1800 รอบ) จนกว่าจะเหลือความจุแบตเตอรี่ 80%

โดยรองรับการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ 45W ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 50% ภายในเวลา 22 นาที ซึ่งก็ถือว่าเร็วเพียงพอสำหรับการใช้งานปกติในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ก็ยังมีฟังก์ชัน 10W Reverse Wired Charging สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นในลักษณะของ Power Bank และฟังก์ชัน Bypass Charging ที่สามารถให้พลังงานกับเครื่องโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านแบตเตอรี่ ขณะเล่นเกม หรือเปิดดูวิดีโอ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
Infinix AI ที่ใส่ฟีเจอร์ AI มาให้แบบแน่น ๆ

แม้จะเป็นสมาร์ตโฟนราคาย่อมเยา แต่ Infinix HOT 60 Pro+ ก็ใส่ฟีเจอร์ AI มาให้ใช้งานเยอะพอสมควร ในนามของ Infinix AI พร้อมฟีเจอร์ One-Tap Infinix AI ที่สามารถเรียกใช้งาน Infinix AI ได้อย่างรวดเร็วภายในปุ่มเดียว เรียกว่าไม่ยอมตกขบวนในยุคของ AI

โดยมีฟีเจอร์ AI มาให้ใช้งานดังนี้คือ Folax Voice, Folax Smart Touch, Call Assistant, Translation Assistant, Social Assistant, Document Assistant, Writing Assistant, AI Note, Recording Summary, AI Subtitles, AI Wallpaper Generator, AI Gallery และ Circle to Search



ด้วยฟีเจอร์ AI Studio ใน AI Gallery นั้นช่วยให้เราสามารถปรับแต่งแก้ไขรูปภาพด้วย AI ได้ง่าย ๆ ซึ่งจะมากับเครื่องมือ 3 อย่างหลัก ๆ ได้แก่ AI Sharpness Plus, AI Eraser และ AI Extender



สามารถสร้างภาพพื้นหลังในสไตล์ของตัวเองได้ด้วยฟีเจอร์ AI Wallpaper Generator ซึ่งเราสามารถใส่คำอธิบายภาพตามที่เราต้องการในช่อง Magic Words หรือหากคิดไม่ออกก็สามารถให้ AI ช่วยคิดคำอธิบายแทนเราได้ด้วยฟังก์ชัน Writing with AI

หากต้องการไดคัทเฉพาะสิ่งที่ต้องการในรูปภาพ เราก็เพียงแค่เข้าไปเปิดรูปภาพใน AI Gallery แล้วแตะค้างตรงสิ่งที่ต้องการ AI ก็จะช่วยไดคัทสิ่งนั้นออกมาให้เรานำไปใช้งานต่อได้แล้ว โดยรองรับทั้งการคัดลอก, การแชร์ และการบันทึกลงเครื่อง
กล้องเซนเซอร์ Sony IMX882 50MP พร้อม AI RAW Engine

จริงอยู่ว่า Infinix HOT 60 Pro+ นั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อเน้นความสามารถด้านการถ่ายภาพ ด้วยการมาพร้อมกล้องหลักเพียงตัวเดียว แต่ก็ได้เลือกที่จะนำเอาเซนเซอร์ระดับกลางประสิทธิภาพดีอย่าง Sony IMX882 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ขนาด 1/1.95 นิ้ว มาใส่ไว้ ซึ่งเป็นเซนเซอร์ที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถเก็บรายละเอียดในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 0.8 ไมครอน, รูรับแสงขนาด f1.79, มุมรับภาพ 81° (ทางยาวโฟกัส 25 มิลลิเมตร), ระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF และไฟแฟลชแบบ Dual LED




สามารถซูมได้ 2 เท่าโดยไม่สูญเสียรายละเอียด (2x Lossless Zoom) และซูมแบบดิจิทัลได้ไกลสูงสุด 15 เท่า ซึ่งแน่นอนว่าการซูมแบบดิจิทัลนั้นไม่สามารถคาดหวังเรื่องคุณภาพได้ แต่ก็มี AI เข้ามาช่วยปรับความคมชัดให้ในระดับหนึ่ง


สามารถเลือกเปิดโหมด HDR และ AI Focus ได้ รวมทั้งในโหมด Portriat ก็มีฟังก์ชัน AI Body Shape กับ AI Beauty มาช่วยให้เราหน้าตาสวยหล่อ และหุ่นดีได้โดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม

มีฟีเจอร์ 2x Lossless Portrait Zoom ที่สามารถซูมขณะถ่ายภาพบุคคลได้ 2 เท่าโดยไม่สูญเสียรายละเอียด


นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายโหมดที่น่าสนใจให้เลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Slow Motion, Time-Lapse, Dual Video, AIGC Portrait, Sky Shop, Pro, Panorama, Documents และ Super Night




ด้วยโหมด Sky Shop ก็จะช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนท้องฟ้าเดิม ๆ ให้กลายเป็นท้องฟ้าที่สวยงามในสไตล์ต่าง ๆ ได้

ด้านการบันทึกวิดีโอของกล้องหลัก สามารถรองรับการบันทึกวิดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 1440P 2K (30fps) โดยสามารถซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดที่ 10 เท่า นอกจากนี้การบันทึกวิดีโอ เราสามารถเลือกใส่ฟิลเตอร์, เอฟเฟกต์ และกรอบในสไตล์ต่าง ๆ ได้

ในโหมด VLOG ก็จะมีเทมเพลตของวิดีโอในสไตล์ต่าง ๆ มาช่วยให้เราสร้างคอนเทนต์วิดีโอได้แบบง่าย ๆ












ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Infinix HOT 60 Pro+

ส่วนกล้องด้านหน้านั้นมีความละเอียดอยู่ที่ 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual LED, รูรับแสงขนาด f2.0, มุมรับภาพ 90° และรองรับการบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 1440P 2K (30fps)

โดยกล้องหน้าก็มีโหมด AI CAM และ AIGC Portrait มาให้ใช้งานด้วยเช่นกัน

ในโหมด Portrait เราสามารถถ่ายเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอได้ พร้อมการเลือกรูรับแสงได้ตามต้องการเช่นเดียวกับกล้องหลัง
รุ่นแรกที่มากับชิปเซ็ต Helio G200 พร้อม XOS 15.1.1 ที่การันตีประสิทธิภาพนาน 5 ปี

ในเรื่องของการประมวลผล Infinix HOT 60 Pro+ นั้นเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมกับชิปเซ็ต 4G รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง MediaTek Helio G200 ที่พัฒนาต่อยอดมาจากชิปเซ็ต Helio G99 โดยมีการปรับปรุงความสามารถด้านกราฟิก, กล้อง และประสิทธิภาพในด้านการรับสัญญาณของเครือข่าย 4G

ด้านหน่วยความจำ RAM นั้นเป็นแบบ LPDDR4X ขนาด 8GB ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ MemFusion ที่ช่วยเพิ่มขนาดของหน่วยความจำ RAM เสมือน (Virtual RAM) ได้สูงสุดอีก 8GB จึงทำงานเหมือนกับมี RAM ทั้งหมดในระบบ 16GB ส่วนหน่วยความจำ ROM นั้นเป็นแบบ UFS 2.2 ขนาด 256GB ซึ่งหากเป็นการใช้งานทั่วไปก็นับว่าเพียงพอ แต่ก็น่าเสียดายเล็กน้อยที่ไม่สามารถใส่การ์ดหน่วยความจำเพิ่มได้



โดยฮาร์ดแวร์ทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 15 ที่ถูกครอบทับด้วย XOS 15.1.1 ซึ่งได้รับการรับรองว่าประสิทธิภาพจะไม่ลดลงแม้จะผ่านการใช้งานไปนาน 5 ปี (5-Year Performance Fluency) (TUV-Certified Endurance) นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจตรงที่ Infinix HOT 60 Pro+ นั้นรองรับการอัปเกรดระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 3 เวอร์ชัน (Android 15 ถึง Android 18) และรองรับการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัย (Security Patch) นาน 5 ปี เรียกว่าจะถือใช้งานยาว ๆ ก็ยังไหว

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการประมวลผลด้วยแอปพลิเคชัน Geekbench 6 ก็พบว่าได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Single-Core ที่ 736 คะแนน และได้คะแนนในส่วนของการประมวลผลแบบ Multi-Core ที่ 2005 คะแนน

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ก็พบว่าได้คะแนนรวมอยู่ที่ 451578 คะแนน


สำหรับประสิทธิภาพด้านการเล่นเกมก็ถือว่าอยู่ในระดับกลาง แม้ตัวชิปเซ็ตจะไม่ได้เร็วแรงที่สุด แต่ก็สามารถเล่นเกมยอดนิยมทั่วไปได้ดี เช่นเกม PUBG MOBILE นั้นสามารถปรับกราฟิกได้สูงสุดที่ระดับ HDR กับเฟรมเรตที่ระดับ Ultra


รวมทั้งมีแอปพลิเคชันเฉพาะทางอย่าง XArena ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ X-Boost ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม, ช่วยเพิ่มความสะดวก และช่วยตรวจสอบสถานะการทำงานของตัวเครื่องได้
ลำโพงคู่ที่ปรับจูนเสียงโดย JBL พร้อมระบบเสียงแบบ DTS




ลำโพงคู่ที่มากับ Infinix HOT 60 Pro+ นั้นผ่านการปรับจูนเสียงโดยแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำของโลกอย่าง JBL พร้อมรองรับระบบเสียงแบบ DTS และสามารถปรับระดับเสียงในย่านความถี่ต่าง ๆ ได้ด้วยอีควอไลเซอร์ ซึ่งเสียงที่ได้ยินนั้นมีรายละเอียดที่ดี, มีมิติรอบทิศทาง และดังกังวานไม่แตกพร่า สามารถช่วยเพิ่มอรรถรสในการเสพคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่เสียงย่านความถี่ต่ำ หรือเสียงเบส ดูจะเบาบางไปสักนิด
ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แม้ Infinix HOT 60 Pro+ จะรองรับแค่เครือข่าย 4G ไม่รองรับเครือข่าย 5G แต่ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Ultra Link Free Call ที่รองรับการโทร และการส่งข้อความผ่านระบบบลูทูธ ที่ทำงานได้ในรัศมีสูงสุด 1.5 กิโลเมตร (ในสภาพแวดล้อมแบบเปิด) ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นขณะอยู่กลางป่ากลางเขาที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ




มีฟีเจอร์ Instant Transfer และ NFC Touch Transfer ที่รองรับการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ตโฟนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แต่ฟีเจอร์นี้รองรับการใช้งานเฉพาะสมาร์ตโฟน Infinix กับ TECNO บางรุ่นเท่านั้น

รองรับการควบคุมสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ด้วยเซนเซอร์อินฟราเรด (IR Blaster)
อุปกรณ์ครบกล่อง ไม่ต้องเสียเงินซื้อเพิ่ม


ความคุ้มค่าอีกอย่างหนึ่งของ Infinix HOT 60 Pro+ ก็คือภายในกล่องนั้นมากับอุปกรณ์ที่ครบครันพร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นอะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่แบบ 45W, สาย USB-C, เคสแข็ง, กระจกกันรอย พร้อมชุดติดตั้ง, ชุดสติกเกอร์ป้องกันกรณีที่จะนำไปติดตั้งกระจกกันรอยแบบกาว UV, เข็มถอดถาดซิมการ์ด และคู่มือใช้งานแบบด่วน
ราคา และโปรโมชันของ Infinix HOT 60 Pro+

สำหรับราคาของ Infinix HOT 60 Pro+ ในประเทศไทยนั้นจะอยู่ที่ 6,499 บาท (รุ่น RAM 8GB+ROM 256GB) โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กรกฎาคม 2025 ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ท่านใดสนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านค้าทางการของ Infinix ที่ Shopee, Lazada และ TikTok รวมทั้งที่ตัวแทนจำหน่ายที่ BaNANA, Jaymart, TG และ IT City โดยโปรโมชันอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละช่องทางการจัดจำหน่าย
สรุปประสบการณ์หลังใช้งาน Infinix HOT 60 Pro+

เมื่อโลกของสมาร์ตโฟนก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของการแข่งขันกันเรื่องความบาง Infinix HOT 60 Pro+ ก็ไม่ยอมตกขบวน และที่สำคัญคือมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามากสำหรับใครก็ตามที่ต้องการสมาร์ตโฟนที่มีความบางเบาเป็นพิเศษ ท่ามกลางสมาร์ตโฟนเรือธงบางเฉียบหลาย ๆ รุ่นที่มีราคาแพงเอื้อมถึงได้ยาก เรียกว่าด้วยงบเพียงแค่หลักพัน ก็ได้หนึ่งในความเป็นที่สุดของโลกไปครอบครองแล้ว
อีกทั้งคุณสมบัติ หรือความสามารถในด้านอื่น ๆ นั้นก็ถือว่าจัดมาให้ดีเลยทีเดียว ทั้งจอแสดงผลขอบโค้งที่ดูสวยหรู, วัสดุระดับพรีเมียมที่แข็งแรงทนทาน, การแสดงผลที่คมชัดลื่นไหลกว่าคู่แข่งหลาย ๆ รุ่นในระดับราคาเดียวกัน, แบตเตอรี่ความจุสูงที่ชาร์จได้เร็วกำลังดี, ชิปเซ็ตประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด, การจัดการกับความร้อนที่ดี, ระบบซอฟต์แวร์ที่รองรับการอัปเดตใช้งานได้นานหลายปี, กล้องหลักที่ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี, ฟีเจอร์ AI ที่สดใหม่หลากหลาย, ลำโพงคู่ที่ให้รายละเอียดเสียงดีมีมิติ และลูกเล่นอื่น ๆ ที่ใส่มาให้มากมาย

อย่างไรก็ดี Infinix HOT 60 Pro+ นั้นก็ยังมีข้อจำกัดในบางเรื่องที่เราต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน เช่นไม่รองรับการใช้งานร่วมกับเครือข่าย 5G, ไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำเพิ่มเติม, มีกล้องหลักเพียงแค่ตัวเดียวระยะเดียว และชิปเซ็ตที่ใส่มาก็อาจจะไม่เหมาะกับบรรดาเกมเมอร์ที่เล่นเกมจริงจัง แต่ด้วยราคาเพียงเท่านี้เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้มาก็นับว่าคุ้มค่า และทำให้เราตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากแล้วครับ
สรุปคุณสมบัติเด่นของ Infinix HOT 60 Pro+

ท่านสามารถดูคุณสมบัติโดยละเอียดของ Infinix HOT 60 Pro+ ได้โดยคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียด (สเปก) ของ Infinix HOT 60 Pro+
จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Infinix HOT 60 Pro+

- ไม่รองรับการใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD หรือแบบอื่น ๆ เพิ่มเติม
- ไม่รองรับการใช้งานร่วมกับเครือข่ายแบบ 5G
- มีกล้องหลักเพียงตัวเดียว (เลนส์กล้องอีก 2 ตัวที่ด้านหลังติดตั้งมาเพื่อความสวยงามเท่านั้น)
วันที่ : 30/07/2025


