ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 10/01/2019


 

รีวิว (Review) Huawei Y MAX

สมาร์ทโฟนดีเอ็นเอ Mate 20 X รุ่นใหญ่ ในราคาไม่ถึงครึ่ง! ด้วยจอยักษ์ไร้ขอบ 7.12 นิ้ว, แบตเตอรี่ Quick Charge ใหญ่พิเศษ 5000 mAh, ชิปเซ็ต Snapdragon 660 AIE, ROM 128GB+RAM 4GB, กล้องหลังคู่ AI 16 ล้านพิกเซล และระบบเสียง Dolby Atmos บนตัวเครื่องฝาหลัง Laser Micro-Etching ลายหนังสัมผัสนุ่ม เต็มที่ทุกเกม ทุกความบันเทิงได้ ในราคาคุ้มค่าเพียง 10,990 บาท!
 

10 ธันวาคม 2018 - หากพูดถึงสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิง หรือสมาร์ทโฟนเพื่อการเล่นเกมที่ดีที่สุดของ Huawei ในชั่วโมงนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเรือธงตัวท็อปจอยักษ์แบตเยอะอย่าง Huawei Mate 20 X นั่นเอง และล่าสุดนี้ทาง Huawei ก็ดูเหมือนจะนำเอาดีเอ็นเอของ Mate 20 X มาปรับสเปกใหม่ และทำราคาให้ผู้ซื้อจับต้องได้ง่ายขึ้น ด้วยการเปิดตัว Huawei Y MAX สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจากซีรีส์ Y อีกทั้งยังมีการนำเข้ามาทำตลาดในบ้านเราด้วยเช่นกัน กับจุดขายสำคัญอย่างการเป็นเกมมิ่งโฟน หรือสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิง ในราคาที่ไม่เกินเอื้อม และสเปกที่จัดมาให้แบบเต็มแม็กซ์สมชื่อ

เริ่มที่หน้าจอไร้ขอบพร้อมรอยบากแบบหยดน้ำ Huawei FullView Display FHD+ ขนาด 7.12 นิ้ว ใหญ่สะใจเป็นพิเศษ เต็มตาคมชัดทุกการใช้งาน โดยที่ด้านหลังของตัวเครื่องมีความพิเศษกว่ารุ่นอื่นๆ ตรงที่ผลิตจากหนังสังเคราะห์ ด้วยเทคโนโลยีพิเศษ Laser Micro-Etching ซึ่งเพิ่มความพรีเมียมให้กับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี และให้สัมผัสที่นุ่มมือ สามารถจับถือได้สะดวก

Huawei Y MAX ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 660 AIE จับคู่กับ RAM ขนาด 4GB บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ที่ถูกครอบทับด้วย EMUI 8.2 โดยมีหน่วยความจำภายใน (RAM) ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่ม microSD Card ได้อีก 256GB เรียกได้ว่ารองรับการเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกม ได้แบบจุใจ ที่สำคัญคือมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 5000 mAh ที่สามารถเล่นเกมได้แบบ Non-Stop ถึง 5 ชั่วโมง พร้อมรองรับอะแดปเตอร์เทคโนโลยี Huawei Quick Charge และระบบ AI Smart Power ที่ช่วยจัดการด้านพลังงานให้สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องตลอดวัน

นอกจากนี้ Huawei Y MAX ยังมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos ที่ทำงานร่วมกันกับฟีเจอร์ Movie Mode จึงสามารถขับเสียงออกมาได้ดัง คมชัด และมีมิติ ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการเล่นเกม และการชมภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องโปรด ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับสาย Entertainment ตัวจริง

 

ด้านการถ้ายภาพ Huawei Y MAX ก็มาพร้อมกับระบบกล้องคู่ (AI Dual Camera) ที่ด้านหลัง ความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล โดยรองรับฟังก์ชัน AI Master ที่เป็นการนำเอาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก และวัตถุต่างๆ ที่อยู่ภายในภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งแก้ไขด้านสีสัน, คอนทราสต์ และความสว่างแบบอัตโนมัติเพื่อให้ภาพถ่ายมีความสวยงามในชัตเตอร์เดียว ที่สามารถตรวจจับซีนต่างๆ ได้กว่า 500 ซีน จากทั้งหมด 22 หมวดหมู่ รวมถึงรองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอที่สามารถปรับค่ารูรับแสง (Aperture) ได้ทั้งก่อน และหลังถ่ายภาพ

ส่วนทางด้านกล้องหน้าคมชัด 8 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์เอาใจสายเซลฟี่อย่าง AR Lens สติกเกอร์ และฉากหลังรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับภาพ รวมถึงสามารถปรับค่าผิวเนียนในโหมด Beauty ได้ถึง 10 ระดับ

จากข้อมูลในข้างต้นก็กล่าวได้ว่า Huawei Y MAX มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวเครื่องแบบพรีเมียม หรือฟีเจอร์ที่จัดมาให้แบบครบครัน ในราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ 10,990 บาท ซึ่งถือได้ว่าคุณสมบัติที่ได้มาเมื่อเทียบกับราคานั้นคุ้มค่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร ดีไซน์ตัวเครื่องจะสวยงามขนาดไหน และฟีเจอร์ที่มีอยู่จะตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีเพียงใด ขอเชิญทุกท่านรับชมการรีวิว Huawei Y MAX พร้อมกันได้เลยค่ะ

 

รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

Huawei Y MAX มาในแพ็กเกจสีขาว

 

ภายในกล่องมีอุปกรณ์พื้นฐานมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น อะแดปเตอร์ Huawei Quick Charge, สายเชื่อมต่อแบบ microUSB, หูฟัง, เคสใส, คู่มือการใช้งาน และเข็มสำหรับถอดถาดซิมการ์ด

 

ภาพตัวอย่างการสวมใส่เคสใสที่แถมมาให้ภายในแพ็กเกจ

 

Hauwei Y MAX มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบแบบ FullView Display ขนาดใหญ่ 7.12 นิ้ว ในอัตราส่วน 18.7:9 ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2244 พิกเซล : 349 ppi) บนตัวเครื่องขนาด 177.57x86.24x8.48 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 210 กรัม

 

ด้านบนของหน้าจอมีการเว้นพื้นที่หน้าจอแสดงผลตรงกลางไว้ หรือ Notch สำหรับกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 และรองรับเซ็นเซอร์ต่างๆ ได้แก่ Ambient Light สำหรับตรวจวัดระดับความสว่างของสภาพแวดล้อม เพื่อปรับความสว่างของหน้าจอและแผงปุ่มกดให้เหมาะสม และ Proximity สำหรับการปิดหน้าจอแบบอัตโนมัติขณะสนทนา เพื่อประหยัดพลังงาน สำหรับลำโพงสนทนาจะอยู่เหนือกล้องหน้าขึ้นไป

 

และสำหรับท่านต้องการปิด Notch ก็สามารถทำได้ โดยเลือกเปลี่ยนการแสดงของ Notch ที่เมนูตั้งค่าในตัวเครื่อง ซึ่งตัวระบบจะทำการเปลี่ยนแถบด้านบนเป็นสีดำให้กลมกลืนไปกับ Notch แทน

 

Huawei Y MAX ยังรองรับการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Recognition) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว

 

ด้านล่างของหน้าจอมีการลดพื้นที่ขอบให้เหลือน้อยลง และมีเพียงโลโก้ Huawei ที่ด้านล่างเท่านั้น ไม่มีปุ่มโฮมที่ฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งได้ปรับมาใช้ปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบนหน้าจอ (On-Screen Navigation) แทน ซึ่งประกอบไปด้วยปุ่มย้อนกลับ, ปุ่ม Home และปุ่ม Recent Apps

 

รวมทั้งผู้ใช้ยังสามารถเปลี่ยนไปใช้งานวิธีควบคุมแบบ Gestures ซึ่งเป็นการลาก และปัดบริเวณขอบหน้าจอเพื่อสั่งการได้ด้วย

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM ได้ทั้งสองช่องแบบ Triple-Slot ซึ่งรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD ที่ความจุสูงสุด 256GB ได้ในเวลาเดียวกัน

 

ด้านขวาของตัวเครื่อง มีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ และปุ่มปรับระดับเสียง

 

ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน และแถบเสารับสัญญาณ 2 เส้น

 

ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย แถบเสารับสัญญาณ 2 เส้น, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB, ไมโครโฟนสำหรับการสนทนา หรือบันทึกเสียง และลำโพงเสียงตัวหลัก

 

ด้านหลังของตัวเครื่องผลิตจากหนังสังเคราะห์ ด้วยเทคโนโลยีพิเศษ Laser Micro-Etching ที่ให้สัมผัสนุ่มมือ, ดูพรีเมียม และจับถือได้สะดวก

 

กล้องถ่ายภาพตัวหลักที่ด้านหลังของ Huawei Y MAX เป็นแบบคู่ (AI Dual Camera) ความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสง F/2.0 + F/2.4 พร้อมรองรับฟังก์ชัน AI Master ในการจำแนกซีน หรือวัตถุต่างๆ ได้กว่า 500 ซีน จาก 22 หมวดหมู่ และการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ สำหรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) เพื่อปลดล็อกตัวเครื่องจะอยู่ถัดมาที่บริเวณส่วนกลาง

 

เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

Huawei Y MAX ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 8.1 Oreo ที่ถูกครอบทับด้วย EMUI 8.2 และรองรับการใช้งานได้พร้อมกัน 2 ซิมการ์ด พร้อมการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE (เฉพาะซิมการ์ดที่ 1)

 

มีหน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card ได้อีก 256GB และหน่วยความแรม (RAM) ขนาด 4GB

 

แอปพลิเคชัน Phone Manager จะช่วยในเรื่องการจัดการข้อมูลต่างๆ ด้วยการ Cleanup ข้อมูลที่ไม่จำเป็น เพื่อเพิ่มพื้นที่หน่วยความจำ หรือลดการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ เพื่อให้ตัวเครื่องใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด

 

เมื่อกดค้างที่หน้าจอจะเป็นการเข้าสู่เมนูการปรับแต่งหน้าจอ โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่ง Themes และ Wallpaper ของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ พร้อมเลือกใช้งาน Widget ที่ต้องการได้เช่นเดียวกัน

 

และผู้ใช้สามารถปรับแต่ง Themes, Wallpaper และ Font ของตัวเครื่องได้อย่างอิสระ ผ่านทางแอปพลิเคชัน Theme

 

เมื่อลากจากขอบด้านบนของหน้าจอลงมาก็จะมีฟังก์ชันการแจ้งเตือนให้ใช้งาน และมีปุ่มทางลัดสำหรับการเปิด-ปิดฟังก์ชันต่างๆ มากมาย เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือการหมุนหน้าจออัตโนมัติ

 

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งตำแหน่งของคีย์ลัดเองได้ด้วย

 

สำหรับบริการต่างๆ จากทาง Google ก็มีให้ใช้งานอย่างครบครัน

 

รวมถึงแอปพลิเคชันพื้นฐาน และแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียยอดนิยมก็มีการติดตั้งมาไว้ให้ได้ใช้งานกันด้วย

 

Huawei Y MAX สามารถปรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอได้อย่างหลากหลาย ได้แก่ การปรับความสว่างแบบอัตโนมัติ, โหมด Eye Protection และการปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอที่เลือกระดับได้ตามที่ต้องการ

 

สามารถเปิดใช้งานโหมดถนอมสายตา (Eye Comfort) ด้วยการลดแสงสีฟ้า สำหรับใช้งานในสภาวะแสงน้อย และด้วยดีไซน์ของ Huawei Y MAX ที่เป็นแบบ FullView Display ในอัตราส่วน 18.7:9 จึงส่งผลให้บางแอปพลิเคชันสามารถแสดงผลในสัดส่วนแบบเต็มหน้าจอได้ด้วย

 

สำหรับท่านที่ต้องการปิด Notch ก็สามารถทำได้ โดยเลือกเปลี่ยนการแสดงของ Notch ที่เมนูตั้งค่าในตัวเครื่อง ซึ่งตัวระบบจะทำการเปลี่ยนแถบด้านบนเป็นสีดำให้กลมกลืนไปกับ Notch แทน

 

ท่านใดที่ต้องการใช้งาน App Drawer สามารถไปเปิดได้ที่เมนู Home Screen Style และยังสามารถสลับตำแหน่งของ System Navigation ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้อีกด้วย ซึ่งบน Huawei Y MAX มีตัวเลือกปุ่ม Navigation Buttons ให้ได้เลือกใช้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Gestures, Single-Key Navigation และ Three-Key Navigation

 

การใช้งาน System Navigation แบบ Gestures มี 4 รูปแบบ ได้แก่ ปัดนิ้วจากมุมซ้ายของหน้าจอเพื่อกดย้อนกลับ (Back), ปัดนิ้วขึ้นจากขอบล่างหน้าจอเพื่อเข้าสู่หน้าหลัก (Home), ปัดหน้าจอจากขอบล่างหน้าจอ แล้วกดข้างไว้เพื่อเข้าสู่หน้า Recent Tasks และเข้าใช้งาน Google Assistant ได้ด้วยการปัดขึ้นจากมุมหน้าจอ

 

และสำหรับการใช้งาน Single-Key Navigation มีด้วยกัน 5 รูปแบบ ได้แก่ กดที่ปุ่ม navigation เพื่อย้อนกลับหน้าเดิม (Back), กดที่ปุ่ม navigation แล้วค้างไว้เพื่อเข้าสู่หน้าหลัก (Home), สไลด์ปุ่ม navigation ไปทางซ้าย หรือขวา เพื่อเข้าสู่หน้า Recent Tasks, เข้าใช้งาน Google Assistant ได้ด้วยการปัดขึ้นจากมุมหน้าจอ และสามารถปัดหน้าจอขึ้นจากด้านล่างเพื่อแสดงปุ่ม navigation

 

สามารถปรับตำแหน่งปุ่ม Navigation ให้เหมาะกับความถนัดของแต่ละคนได้

 

รวมถึงสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันการใช้งานมือเดียวได้ โดยผู้ใช้สามารถลดขนาดหน้าจอ หรือปุ่มตัวเลข เพื่อให้สามารถใช้งานเพียงมือเดียวได้อย่างสะดวกสบาย

 

Huawei Y MAX มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh และรองรับโหมดการประหยัดพลังงานแบบ Power Saving Mode รวมถึง Ultra Power Saving Mode ที่ช่วยให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานตลอดวัน

 

รวมถึงรองรับเทคโนโลยีชาร์จไวด้วยอะแดปเตอร์ Huawei Quick Charge

 

Huawei Y MAX รองรับฟังก์ชัน App Twin สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน ซึ่งในเบื้องต้นนั้นสามารถโคลนนิ่งได้เฉพาะแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น Facebook, Messenger หรือ Line จึงทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์

 

Huawei Y MAX มี Motion Control สำหรับการใช้งานพื้นฐาน รองรับการสั่งงานด้วยท่าทางได้ และการสั่งงานด้วยเสียง

 

และ HiTouch สำหรับค้นหารายละเอียดที่เกี่ยวข้องเกี่ยวข้อง โดยการกดหน้าจอที่สินค้านั้นๆ พร้อมกัน 2 นิ้ว

 

ตัวอย่าง Motion Control บน Huawei Y MAX ได้แก่ การคว่ำหน้าจอลงเพื่อปิดเสียงสายเรียกเข้า หรือเสียงนาฬิกาปลุก รวมถึงการยกตัวเครื่องขึ้นเพื่อเปิดหน้าจอ

 

เมื่อมีสายเข้า สามารถรับได้ทันทีเมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู และใช้แคปเจอร์หน้าจอได้เพียงลาก 3 นิ้ว จากบน ลงล่าง

 

รวมถึงรองรับการใช้งาน 2 หน้าจอพร้อมกัน (Split Screen) ทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน

 

สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยของ Huawei Y MAX มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังของตัวเครื่อง โดยสามารถตั้งค่าการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือสำหรับปลุกการทำงานของเครื่อง หรือปลดล็อกหน้าจอได้ พร้อมทั้งสามารถเพิ่มลายนิ้วมือได้มากกว่า 1 ลายนิ้วมือ ซึ่งจากการทดสอบตัวเซ็นเซอร์ก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ

 

พร้อมกับการปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Redcognition) ที่สามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถลงทะเบียนได้เพียง 1 ใบหน้าเท่านั้น

 

สามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเพิ่มได้ด้วยฟีเจอร์ App Lock และ Safe โดยจะใช้การสแกนลายนิ้วมือเป็นการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งาน

 

สำหรับข้อมูลในเครื่อง หรือไฟล์ต่างๆ ที่บันทึกไว้สามารถมาจัดการคัดลอก หรือย้ายโฟลเดอร์ได้ที่แอปพลิเคชัน Files

 

แอปพลิเคชัน Tips เป็นแหล่งรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้ทราบถึงวิธีการ หรือเคล็ดลับบางอย่าง

 

นอกจากนี้ Huawei Y MAX ยังมาพร้อมแอปพลิเคชัน HiCare ที่รวบรวมข้อมูลบริการหลังการขาย, การใช้งาน และวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นไว้อย่างครบถ้วน

 

ท่านที่ใช้งาน Huawei Y MAX เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่แล้วอยากย้ายข้อมูลจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดิม ก็สามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยแอปพลิเคชัน Phone Clone ได้ทันที

 

Huawei Y MAX ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos

 

ผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟน Huawei ด้วยกันสามารถแชร์ข้อมูลหากันได้ทันทีผ่านระบบ Huawei Share

 

สำหรับท่านที่เป็นคนชอบออกกำลังกาย และเป็นสายรักสุขภาพ ก็มีแอปพลิเคชัน Health ให้ใช้งานด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถวัดจำนวนก้าว, ระยะทาง หรือจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญ รวมถึงตัวผู้ใช้สามารถสร้างแผนการออกกำลังกายสำหรับตนเองได้ด้วย

 

ทางด้านอัลบั้มภาพถ่ายนั้นสามารถแสดงภาพถ่ายได้หลักๆ 2 แบบ คือ แสดงแบบแยกอัลบั้ม กับแบบรวมภาพถ่ายทั้งหมด

 

ในส่วนของเว็บเบราว์เซอร์ก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้ดี ไหลลื่น และสามารถแสดงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

 

สำหรับเซ็นเซอร์ในเครื่องนั้นประกอบด้วย Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor

 

สามารถจับสัญญาณดาวเทียม GPS ในที่กลางแจ้งได้ดี พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS ของรัสเซีย โดยจากภาพตัวอย่างการทดสอบข้างต้นจะเห็นว่าสามารถจับสัญญาณดาวเทียมได้ทั้งหมด 33 ดวง และมีความแม่นยำในระดับบวกลบ 13 เมตร แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพของสัญญาณดาวเทียม GPS ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่กำลังใช้งานอยู่ หรือสภาพอากาศด้วย

 

Huawei Y MAX มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 660 AIE แบบ 8-แกน (Octa-Core) ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุดที่ 2.2 GHz พร้อมหน่วยประมวลผลด้านกราฟิก (GPU) Adreno 512, หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB, หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่มหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card ได้อีก 256GB และทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo พร้อมครอบทับด้วย EMUI 8.2

 

Huawei Y MAX มีผลทดสอบจากแอปพลิเคชัน AnTuTu Benchmark ที่ 129,757 คะแนน และผลทดสอบจาก Geekbench 4 ในด้านการประมวลผลแบบแกนเดี่ยว (Single-Core) ที่ 1,440 คะแนน และในด้านการประมวลผลหลายแกน (Multi-Core) ที่ 5,537 คะแนน

 

สำหรับการทดสอบด้วยแอปพลิเคชัน 3D Mark แบบ OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 1,233 คะแนน ส่วนการทดสอบแบบ Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 970 คะแนน

 

Huawei Y MAX รองรับการสัมผัสได้พร้อมกันสูงสุด 10 จุด

 

จากการทดสอบด้วยการเล่นเกมที่มีกราฟิกแบบสามมิติอย่าง Asphalt 9, PUBG Mobile และ Marvel Future Fight ก็พบว่า Huawei Y MAX นั้นสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุก รวมถึงมีการสะสมความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

Huawei Y MAX มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 7.12 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ และมีอัตราส่วนแบบ 18.7:9 จึงสามารถเปิดเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัดเต็มอรรถรส และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ

 

การใช้งานกล้องดิจิทัล สำหรับถ่ายภาพนิ่ง และวิดีโอ

กล้องถ่ายภาพของ Huawei Y MAX เป็นแบบคู่ (AI Dual Camera) ความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 + F/2.4 โดย Interface ของแอปพลิเคชันกล้องมีการดีไซน์สบายตา และมีเมนูให้ได้เลือกใช้อย่างชัดเจน สามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยผู้ใช้สามารถเลือก เปิด-ปิด ไฟแฟลช, ฟังก์ชัน AI Master และการตั้งค่าด้านอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น การปิด-เปิดเสียง, การตั้งเวลาถ่ายภาพ และการจับรอยยิ้มเพื่อถ่ายภาพ

 

สำหรับฟังก์ชัน AI Master เป็นการนำเอาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และวัตถุที่อยู่ตรงหน้า ได้กว่า 500 ซีน จากทั้งหมด 22 หมวดหมู่ เพื่อปรับแต่งการตั้งค่าของกล้องให้เหมาะสมแบบอัตโนมัติ โดยที่สามารถแยกแยะ Object ที่ปรากฏอยู่บนภาพ เพื่อนำไปปรับแต่งให้มีความสวยงามได้ด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีโหมดการถ่ายภาพอื่นๆ ให้ได้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย เช่น Filter แบบต่างๆ, AR Lens, Pro, Panorama และ Slow-mo

 

สามารถปรับค่าผิวเนียนในโหมด Beauty ได้ทั้งหมด 10 ระดับ

 

การถ่ายภาพในโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Aperture) สามารถปรับความกว้างของรูรับแสงได้ตั้งแต่ F/0.95 - F/16 โดยผู้ใช้สามารถนำมาปรับระดับความเบลอในภายหลังได้อีกด้วย

 

สำหรับฟีเจอร์ AR Lens เป็นการถ่ายภาพพร้อมสติกเกอร์น่ารักๆ ที่มีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ

 

และการถ่ายโหมด Pro บน Huawei Y MAX มาพร้อมกับรายละเอียดการตั้งค่าต่างๆ ที่ครบครัน และครอบคลุมสำหรับช่างภาพแทบทั้งหมด

 

การถ่ายวิดีโอบน Huawei Y MAX รองรับโหมด Beauty ที่ปรับได้ถึง 10 ระดับ และสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p ส่วนในโหมดปกติสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ Full HD 1080p

 

ทางด้านกล้องดิจิทัลด้านหน้าก็มีหน้าตา Interface ที่สามารถใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งแสดงไอคอนเอาไว้ให้ใช้งานได้ทันที และสามารถปรับค่าต่างๆ ได้ที่เมนูตั้งค่า โดยสามารถเลือก เปิด-ปิด ไฟแฟลชหน้าจอ รวมถึงฟังก์ชันอื่นๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น การปิด-เปิดเสียง, การตั้งเวลาถ่ายภาพ และการจับรอยยิ้มเพื่อถ่ายภาพ

 

นอกจากนี้ยังมีโหมดการถ่ายภาพอื่นๆ ให้ได้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย

 

สามารถปรับค่าผิวเนียนในโหมด Beauty ได้ทั้งหมด 10 ระดับ

 

Huawei Y MAX รองรับฟีเจอร์ AR Lens สำหรับการถ่ายภาพพร้อมสติกเกอร์น่ารักๆ ที่ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินให้กับการเซลฟี่

 

การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้าก็รองรับโหมด Beauty ด้วยเช่นกัน โดยสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD 720p ส่วนในโหมดปกติสามารถบันทึกความละเอียดสูงสุดได้ที่ระดับ Full HD 1080p

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลังคู่ (AI Dual Camera) ความละเอียด 16+2 ล้านพิกเซล ของ Huawei Y MAX

ภาพถ่ายในโหมดปกติ พร้อมเปิดฟังก์ชัน AI Master

 

ภาพถ่ายในโหมดปกติ

 

ภาพถ่ายโหมด Beauty ที่ระดับ 5

 

ภาพถ่ายโหมด Beauty ที่ระดับ 10

 

ภาพถ่ายในโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (Aperture)

 

ภาพถ่ายโหมดปกติ พร้อมฟีเจอร์ AR Lens

 

ภาพถ่ายในเวลากลางคืน

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ของ Huawei Y MAX

ภาพถ่ายโหมดปกติ

 

ภาพถ่ายโหมด Beauty ระดับ 5

 

ภาพถ่ายโหมด Beauty ระดับ 10

 

ภาพถ่ายโหมดปกติ พร้อมฟีเจอร์ AR Lens

 

สรุปผลการทดสอบของ Huawei Y MAX

จากการทดสอบทั้งหมดในข้างต้น ถือได้ว่า Huawei Y MAX เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจ กับจุดขายสำคัญอย่างการเป็นเกมมิ่งโฟนรุ่นใหม่ในราคาจับต้องได้ นับเป็นทางเลือกที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่เอื้อมถึงได้ง่ายกว่าสมาร์ทโฟนเกมมิ่งตัวท็อปของค่ายอย่าง Mate 20 X บนการดีไซน์หน้าจอไร้ขอบที่มีรอยบากแบบหยดน้ำตามสมัยนิยม Huawei FullView Display ขนาด 7.12 นิ้ว ใหญ่สะใจเทียบเท่าแท็บเล็ตบางรุ่น พร้อมความคมชัดระดับ Full HD+ (1080x2244 พิกเซล : 349 ppi) ที่สามารถรับชมคอนเทนท์คุณภาพระดับ Full HD 1080p ได้อย่างคมชัด และให้มุมมองที่กว้างเต็มตาเป็นพิเศษ ส่วนที่ฝาหลังก็มีความพิเศษตรงที่ผลิตจากหนังสังเคราะห์ ด้วยเทคโนโลยีพิเศษที่เรียกว่า Laser Micro-Etching ที่ให้สัมผัสนุ่มมือ และจับถือได้สะดวก ต่างจากผิวเงางามแบบกระจกที่จะค่อนข้างลื่นมือ แต่ด้วยขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปพอสมควร ก็อาจทำให้จับถือไม่สะดวกในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอุ้งมือขนาดเล็ก

สเปกตัวเครื่องก็จัดมาให้เต็มแม็กซ์สมชื่อ ตั้งแต่การประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 660 AIE กับซีพียูแบบ 8-Core ที่มีความเร็ว 2.2 GHz โดยมีหน่วยประมวลผลกราฟิกโดยเฉพาะ (GPU) Adreno 512 พร้อมหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB ที่รองรับการใช้งานแบบ Multi-Task ได้เป็นอย่างดี และรองรับการเล่นเกมที่เน้นกราฟิก 3 มิติ ได้อย่างลื่นไหล บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ครอบทับด้วย EMUI 8.2 ที่รองรับผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่ผู้ใช้สามารถสั่งงานภายในตัวเครื่อง รวมถึงค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ต้องการผ่านคำสั่งเสียง

ทางด้านหน่วยความจำภายใน (ROM) มีขนาด 128GB ที่สามารถเพิ่ม microSD ได้อีก 256GB จึงสามารถเก็บไฟล์ข้อมูล, ไฟล์ภาพถ่าย, แอปพลิเคชัน และเกม ได้จุใจ รวมถึงหมดปัญหาการเลือกใช้งานในช่องซิมการ์ดที่ 2 เนื่องจาก Huawei Y MAX มาพร้อมกับถาดใส่ซิมการ์ด nanoSIM แบบ Triple-Slot ที่สามารถใช้งาน 2 ซิมการ์ด + 1 microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน

หนึ่งในฟีเจอร์เด่นของ Huawei Y MAX จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากแบตเตอรี่ที่จัดเต็มถึง 5000 mAh ที่ทาง Huawei เคลมว่าสามารถเล่นเกมแบบ Non-Stop ได้ยาวนานต่อเนื่องกันถึง 5 ชั่วโมง เรียกได้ว่ารับชมภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องโปรด และเล่นเกมที่ชอบได้ยาวนานต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องชาร์จบ่อยๆ และยังมาพร้อมกับอะแดปเตอร์เทคโนโลยี Huawei Quick Charge ที่ช่วยให้ชาร์จเสร็จเร็วขึ้น รวมถึงระบบ AI Smart Power ที่ช่วยจัดการด้านพลังงานให้สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องตลอดวัน ซึ่งจากการทดลองใช้งานในระยะหนึ่งก็พบว่า Huawei Y MAX สามารถใช้งานด้านทั่วไป ทั้งท่องโซเชียล ออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ต หรือถ่ายภาพต่างๆ ได้ยาวนานตลอดวันโดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่สำรอง

นอกจากนี้ Huawei Y MAX ยังมาพร้อมกับ Dolby Atmos ระบบเสียงรอบทิศทาง ที่ทำงานร่วมกันกับฟีเจอร์ Movie Mode จึงสามารถขับเสียงออกมาได้ดัง คมชัด และมีมิติ ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับการเล่นเกม และการชมภาพยนตร์ หรือซีรีส์เรื่องโปรด ได้เป็นอย่างดี

 

Huawei Y MAX ติดตั้งระบบกล้องคู่ (AI Dual Camera) ที่ด้านหลังความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอในโหมด Aperture ที่สามารถปรับค่ารูรับแสงได้ระหว่าง F/0.95 - F/16 ทั้งก่อน และหลังถ่ายภาพ รวมถึงรองรับฟังก์ชัน AI Master ที่เป็นการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจจับซีนต่างๆ ได้กว่า 500 ซีน จากทั้งหมด 22 หมวดหมู่ และนำไปปรับแต่งแก้ไขด้านสีสัน, คอนทราสต์ และความสว่างแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ภาพถ่ายมีความสวยงามในชัตเตอร์เดียว อีกทั้งยังมีโหมดอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง AR Lens สติกเกอร์น่ารักๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับภาพถ่าย, โหมด Beauty สามารถปรับค่าผิวเนียนได้ถึง 10 ระดับ และโหมด Pro สำหรับมืออาชีพ

ส่วนกล้องหน้าคมชัด 8 ล้านพิกเซล ที่รองรับฟีเจอร์ AR Lens สติกเกอร์ และฉากหลังรูปแบบต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับภาพ รวมถึงสามารถปรับค่าผิวเนียนในโหมด Beauty ได้ถึง 10 ระดับ สำหรับสายเซลฟี่ตัวจริง รวมถึงรองรับระบบ Face Recognition สำหรับปลดล็อกตัวเครื่องด้วยการสแกนใบหน้าอีกด้วย โดยจะทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) ที่ด้านหลังตัวเครื่อง เรียกได้ว่า Huawei Y MAX มีระบบรักษาความปลอดภัยถึง 2 ชั้นเลยทีเดียว ซึ่งจากการทดสอบทั้งสองระบบก็สามารถปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วทันใจ

 

นอกจากคุณสมบัติเด่นในข้างต้น Huawei Y MAX ยังรองรับฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ อย่างครับครัน ไม่ว่าจะเป็น App Twin สำหรับโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน อย่างเช่น เช่น Facebook / Messenger / Line ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินแอปพลิเคชันเหล่านี้ได้พร้อมกันถึง 2 แอคเคานท์ในเวลาเดียวกัน, ฟังก์ชัน Split Screen สำหรับใช้งานพร้อม 2 แอปพลิเคชันในหน้าจอเดียวกัน, สามารถโอนย้ายข้อมูลเดิมจากสมาร์ทโฟนเครื่องก่อนได้ด้วย Phone Clone รวมถึงฟีเจอร์ App Lock และ Safe ในการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการ และต้องทำการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนลายนิ้วมือก่อนเข้าใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว

และจากการทดสอบทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า Huawei Y MAX เหมาะสำหรับท่านที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ พร้อมฟีเจอร์ครบครันทุกการใช้งาน บนการดีไซน์จอไร้ขอบขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมอัตราส่วนที่กว้างขึ้นตามสมัยนิยมที่ช่วยให้ใช้งานได้อย่างเต็มตา เต็มอารมณ์ และเน้นการใช้งานด้านความบันเทิง, เล่นเกม หรือชมภาพยนตร์ เป็นหลัก และมีราคาจับต้องได้

สำหรับ Huawei Y MAX เปิดราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่ 10,990 บาท กับตัวเลือก 2 สี ได้แก่ Amber Brown และ Midnight Black โดยขณะนี้ก็ได้วางจำหน่ายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านใดที่สนใจ ก็สามารถแวะเวียนเข้าไปทดลองใช้งานเบื้องต้น ได้ที่ Huawei Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง Huawei ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง Huawei Y MAX มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

 

จุดเด่นของ Huawei Y MAX

- ที่ด้านหลังตัวเครื่องผลิตจากหนังสังเคราะห์ ด้วยเทคโนโลยีพิเศษ Laser Micro-Etching ที่ให้สัมผัสนุ่มมือ, ดูพรีเมียม และจับถือได้สะดวก
- หน้าจอแสดงผล TFT IPS LCD FullView Display ขนาดใหญ่ 7.12 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2244x1080 พิกเซล) และอัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 18.7:9
- ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) Octa-Core Qualcomm Snapdragon 660 AIE ความเร็ว 2.2 GHz
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 512
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo พร้อมครอบทับด้วย EMUI 8.2
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB
- รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD Card ความจุสูงสุด 256GB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 พร้อมฟีเจอร์ AR Lens
- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (AI Dual Camera) ความละเอียด 16+2 ล้านพิกเซล โดยมีขนาดรูรับแสงที่ F/2.0+F/2.4 พร้อมเทคโนโลยี AI Master ที่เป็นการนำเอาปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยจำแนกซีน และวัตถุต่างๆ ได้ถึง 500 ซีนจากทั้งหมด 22 หมวดหมู่ รวมถึงการภ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังตัวเครื่อง (Fingerprint Scanner)
- แบตเตอรี่ความจุ 5000 mAh พร้อมอะแดปเตอร์ชาร์จไว Huawei Quick Charge และระบบ AI Smart Power
- ฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Recognition)
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM)
- ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Triple-Slot รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด (Dual nanoSIM) และ microSD Card ได้ในเวลาเดียวกัน
- ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานแบบ 3.5 มิลลิเมตร
- ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Dolby Atmos และ Movie Mode
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ WiFi
- ระบบ GPS+A-GPS ในตัว พร้อมรองรับระบบดาวเทียม GLONASS
- ราคา 10,990 บาท ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม

 

จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ Huawei Y MAX

- ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ อาจทำให้จับถือไม่สะดวกในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอุ้งมือขนาดเล็ก
- ด้วยน้ำหนักตัวเครื่อง 210 กรัม จึงทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ง่าย เมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน
- หน้าจอ FullView Display ในอัตราส่วน 18.7:9 ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทั้งหมดได้ 
- ยังคงใช้พอร์ต microUSB ไม่ใช่ USB Type-C
- การปรับแต่งภาพด้วย AI อาจทำให้ภาพดูไม่เป็นธรรมชาติในบางสถานการณ์
- ไม่รองรับการสแตนด์บายแบบ Dual 4G LTE
- รองรับการใช้งานเครือข่าย WiFi เฉพาะที่คลื่นความถี่ 2.4 GHz (ไม่รองรับคลื่นความถี่ 5 GHz)

 

โปรดทราบ* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

สรุปคุณสมบัติเครื่อง

ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Huawei Y MAX ได้โดยการคลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้

สรุปคุณสมบัติ (สเปก) และราคา ของ Huawei Y MAX

 

 

วันที่ : 10/01/2019