iPhone 11 (ไอโฟน 11) จะช่วยให้ยอดขาย iPhone ในตลาดจีนกลับมาเฟื่องฟูได้อีกครั้งหรือไม่?
iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ได้เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วเมื่อคืนนี้ พร้อมประกาศวันวางจำหน่ายรอบแรกเป็นวันที่ 20 กันยายนนี้ โดยจะวางจำหน่ายในหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ iPhone เคยได้รับความนิยมอย่างมาก อย่างไรก็ดี หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป และทำให้ iPhone เสื่อมความนิยมลงอย่างต่อเนื่องในตลาดจีน จนกระทั่งยอดขายตกลงเรื่อยๆ ทุกปี หากเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่
แล้วการมาของไอโฟน 11 จะช่วยพลิกวิกฤติของ Apple ในจีนได้หรือไม่? ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างครับ
คัมแบ็คยาก เพราะยังไม่รองรับ 5G

5G อาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับสมาร์ทโฟนในตลาดโลก เพราะประเทศส่วนใหญ่บนโลกนี้ยังไม่พร้อมสำหรับเครือข่าย 5G แต่ไม่ใช่กับตลาดจีน เพราะในตอนนี้จีนกำลังผลักดันเทคโนโลยี 5G อย่างมาก และเริ่มเปิดให้บริการแล้วในหลายๆ เมือง อีกทั้งแบรนด์สมาร์ทโฟนจีนเองก็ออกมารับลูกด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G ออกมาหลายรุ่น และมีราคาไม่แพงมาก อย่างเช่น iQOO Pro 5G ก็มีราคาเริ่มต้นแค่ราวๆ 16,500 บาทเท่านั้น ทำให้ชาวจีนเข้าถึง 5G ได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ iPhone 11 Series ยังไม่รองรับ 5G นับว่าเปิดตัวได้เสียเปรียบตั้งแต่แรกเลยทีเดียว
พิษจากสงครามการค้ายังไม่จาง

แม้สถานการณ์จะดูสงบลง แต่จริงๆ แล้วสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนยังไม่จบ และมันก็ยังเป็นปัญหาที่บั่นทอนยอดขายไอโฟนในจีนอย่างหนัก เนื่องจากชาวจีนมีความเป็นชาตินิยมสูง เมื่อ Huawei ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าตาของประเทศถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตร จึงตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรสินค้าอเมริกันบ้าง และหวยก็มาออกที่ Apple โดยเฉพาะอย่างยิ่ง iPhone ทำให้ยอดขายหล่นฮวบ แถมแบรนด์จีนอย่าง OPPO, Xiaomi หรือ Huawei ยังจัดสเปกให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ แบบแรงจัดเต็ม พร้อมฟีเจอร์หวือหวามากมายโดยเฉพาะเรื่องกล้อง ผู้บริโภคชาวจีนจึงตัดใจจาก iPhone ได้ไม่ยากเลย
ถึงราคาถูกลง ก็คงไม่ไหว

Apple ตัดสินใจเปิดราคา iPhone 11 ทั้ง 3 รุ่นให้ต่ำกว่าราคาเปิดตัวของ iPhone XR และ XS/XS Max รวมทั้งปรับราคารุ่นเก่าๆ ลงทั่วโลก ทำให้ผู้ใช้ใหม่สามารถเข้าถึง iPhone ได้ง่ายขึ้น และยังทำให้ผู้ใช้เก่ากล้าอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่มากขึ้น แต่นั่นก็ยังไม่ช่วยให้ยอดขายในจีนกระเตื้องขึ้นอยู่ดี เพราะถึงแม้จะปรับราคาลง แต่ก็ยังแพงกว่า หรือเท่ากับสมาร์ทโฟนพรีเมียมแบรนด์จีน และด้วยราคาที่ใกล้เคียงกัน สมาร์ทโฟนจีนยังมีสเปกและฟีเจอร์ที่น่าสนใจกว่า ยกตัวอย่างเช่น Huawei P30 Pro ที่มากับกล้อง 4 ตัวและฟีเจอร์ครบครัน เปิดราคาในจีนสำหรับรุ่น RAM 8GB+ROM 128GB ไว้ที่ราวๆ 23,600 บาท ในขณะที่ iPhone 11 ที่มีกล้องเพียง 2 ตัว เปิดราคาในจีนสำหรับรุ่น 64GB ไว้ที่ราวๆ 23,500 บาท แม้ว่าจำนวนกล้องจะไม่สามารถการันตีคุณภาพของรูปถ่ายได้ แต่ก็ดูเพียบพร้อมจัดเต็มกว่า ผู้บริโภคชาวจีนจึงมีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อมือถือจีนมากกว่านั่นเอง
แล้ว Apple ควรทำอย่างไร?

Daniel Ives นักวิเคราะห์จาก WedBush ระบุว่า เกือบ 1 ใน 3 ของผู้ใช้ iPhone จำนวน 900 ล้านคนทั่วโลกมีแนวโน้มจะอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่ในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า และผู้ใช้ในจีนประมาณ 60-70 ล้านคนมีแนวโน้มจะอัปเกรดในเร็วๆ นี้ หากเป็นไปตามที่คาดไว้ จะช่วยให้ยอดขาย iPhone 11 ในจีนเพิ่มขึ้นในเดือนถัดๆ ไป และแม้ว่า Apple จะทำยอดขายในจีนได้ไม่ดีเหมือนก่อน แต่ก็ยังคงทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องในตลาดโลก ส่วนหนึ่งเพราะสงครามการค้าอเมริกากับจีนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ Apple มากในภาพรวม กลับกัน คู่แข่งสำคัญอย่าง Huawei น่าจะทำยอดขายในตลาดโลกได้ยากขึ้นเพราะไม่สามารถติดตั้งแอปและบริการของ Google มาให้ในเครื่องได้แล้ว จึงเป็นโอกาสที่ Apple จะเข้าชิงส่วนแบ่งตลาดในส่วนสมาร์ทโฟนพรีเมียมจาก Huawei ได้ นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่า Apple อาจนำ iPhone SE มาปรับปรุงใหม่และเปิดตัวในราคาที่ถูกกว่า iPhone รุ่นอื่นๆ ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ยอดขายรวมของ iPhone ดีขึ้นได้อีกทางครับ
ที่มา : Gizmochina
บทความที่เกี่ยวข้อง
- เปิดตัว iPad 7th Gen
- เปิดตัว iPhone 11 ไอโฟน 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
- สรุปราคา iPhone 11 ไอโฟน 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ในต่างประเทศ
- สรุปฟีเจอร์เด่น iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
- เทียบสเปก iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
- เทียบสเปก iPhone 11, iPhone 11 Pro/Pro Max กับ iPhone XR, iPhone XS/XS Max
- เทียบสเปก iPone 11 Pro Max และ Samsung Galaxy Note10+
วันที่ : 12/9/2562
