หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 14/6/2561

เทียบสเปก Asus ZenFone 5Z และ Vivo NEX สองเรือธงจอไร้ขอบรุ่นใหม่แห่งปี รุ่นใดไฮเอนด์จัดเต็มกว่ากัน เรามีคำตอบ!

 

เรียกได้ว่าการเปิดตัวของ Asus ZenFone 5Z ในประเทศไทยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย กับการดีไซน์โฉมใหม่ ด้วยหน้าจอไร้ขอบแบบ Full Screen ขนาดใหญ่ 6.2 นิ้ว พร้อมรอยบากที่ด้านบน สำหรับติดตั้งลำโพงสนทนา และเซ็นเซอร์ต่างๆ รวมถึงกล้องคู่ (Dual Camera) ในแนวตั้งที่ด้านหลัง และมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยประมวลผลในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ หรือการจัดการตัวเครื่อง และยังรองรับระบบเสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-Res อีกด้วย ซึ่งเปิดราคาสุดเซอร์ไพรส์เริ่มที่ 15,990 บาท

หากกล่าวถึงเรือธงรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองมากเป็นพิเศษ ณ ตอนนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Vivo NEX จากทาง Vivo ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ แบบจัดเต็ม โดยมีจุดขายสำคัญเป็นการดีไซน์หน้าจอแบบไร้ขอบที่แท้จริง โดยที่ย้ายเซ็นเซอร์ต่างๆ ไปไว้ภายใต้หน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นระบบเสียงแบบ Screen SoundCasting และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ In-Display Fingerprint และอีกหนึ่งลูกเล่นที่น่าสนใจคือกล้องหน้าแบบ Pop-Up นั่นเอง

ในวันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter จึงได้นำ Asus ZenFone 5Z และ Vivo NEX มาทำการเปรียบเทียบฟีเจอร์ และคุณสมบัติเด่นให้ได้ชมกัน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านที่สนใจ หากพร้อมแล้วไปชมกันเลยค่ะ ว่าเรือธงรุ่นใหม่จาก 2 ค่ายนี้จะมีความแตกต่างกันในด้านใดบ้าง

 

เปรียบเทียบดีไซน์ และรูปลักษณ์ภายนอก

Asus ZenFone 5Z และ Vivo NEX มีการดีไซน์โดยรวมใกล้เคียงกันด้วยตัวเครื่องแบบกระจก ผสานกับโลหะ (Metal-Glass) พร้อมความเงางามที่ด้านหลัง แต่จะแตกต่างกันตรงที่ ZenFone 5Z มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลัง ส่วน Vivo NEX มาพร้อมเทคโนโลยีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือภายใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint) นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นใช้งานกล้องถ่ายภาพตัวหลักที่ด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ในแนวตั้ง บริเวณมุมซ้ายบนเหมือนกัน

สำหรับด้านหน้า Asus ZenFone 5Z มาพร้อมรอยบาก พื้นที่สำหรับเซ็นเซอร์ต่างๆ และกล้องหน้า รวมถึงมีพื้นที่ด้านล่างมากกว่าเล็กน้อย โดยมีหน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว ขณะที่ Vivo NEX มีหน้าจอไร้ขอบโดยไม่มีรอยบากที่ด้านบน รวมถึงเซ็นเซอร์ใดๆ และมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่าที่ 6.59 นิ้ว พร้อมกับลูกเล่นกล้องหน้าแบบ Pop-Up 

 

เปรียบเทียบฟีเจอร์ และคุณสมบัติภายใน

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับการเปรียบเทียบสองเรือธงรุ่นใหม่ จะเห็นได้ว่าทั้งสองรุ่นนี้มีความโดดเด่น และจุดขายในด้านที่แตกต่างกันออกไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนอื่นจะขอเริ่มในจุดที่มีเหมือนกันก่อน ซึ่งได้แก่ การแสดงผลระดับ Full HD+ ที่คมชัด และเต็มตาด้วยหน้าจอขนาดใหญ่กว่า 6 นิ้ว พร้อมการใช้งานชิปเซ็ตประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง Qualcomm Snapdragon 845 มีหน่วยความจำแรม (RAM) มากถึง 8GB และ ROM 256GB โดยทาง ZenFone 5Z จะค่อนข้างได้เปรียบกว่าตรงที่รองรับ microSD ได้อีกถึง 2TB และรันบนระบบปฏิบัติการ Android Oreo เวอร์ชันล่าสุด รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth เวอร์ชัน 5.0, มีพอร์ตแบบ USB Type-C และมีระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ (AI-Assistant) ด้วยเช่นกัน

ในด้านการถ่ายภาพ Asus ZenFone 5Z รองรับระบบกล้องคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12+8 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI ที่มีการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานอยู่ตลอดเวลา และสามารถปรับการทำงานให้เข้ากับสไตล์ของแต่ละบุคคล (AI Photo Learning) โดยรองรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอแบบ Real-Time Portrait, โหมดหน้าสวย Real-time Beautification และฟังก์ชัน AI Scene Detection ที่สามารถจำแนกซีนได้ถึง 16 ประเภท นอกจากนี้ยังรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 4 แกน (4-axis OIS & EIS) และบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD : 60fps

สำหรับ Vivo NEX ก็มาพร้อมกล้องคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12+5 ล้านพิกเซล พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยประมวลผลด้วยเช่นกัน ซึ่งรองรับการถ่ายภาพในโหมดหน้าชัดหลังเบลอ (AI Portrait) และปรับหน้าสวย รวมถึงการจำแนกซีนได้หลายประเภท (AI Scene Recognition) นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชัน AI Blacklight สำหรับการถ่ายย้อนแสงให้มีความคมชัดกว่าที่เคย และ AI Filter ที่จะจดจำการใช้งานของผู้ใช้ และเลือกฟีลเตอร์ที่เหมาะสมกับแต่ละซีนให้โดยอัตโนมัติ ในส่วนของระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 4 แกน (4-axis OIS) และบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD ก็รองรับบน Vivo NEX ด้วยเช่นกัน

และหนึ่งในจุดที่ต้องพิจารณาของทั้งสองรุ่นนี้คือ ยังไม่รองรับฟีเจอร์การชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย และคุณสมบัติการป้องกันน้ำ ที่ถือเป็นคุณสมบัติเด่นของสมาร์ทโฟนระดับเรือธงในปัจจุบัน

Asus ZenFone 5Z เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยด้วยราคา 15,990 บาท ในรุ่น 6GB+128GB และราคา 19,990 บาทสำหรับรุ่น 8GB+256GB โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วน Vivo NEX เปิดราคาในประเทศจีนที่ 4,498 หยวน (ประมาณ 22,500 บาท) ในรุ่น 8GB+128GB และราคา 4,998 หยวน (ประมาณ 25,000 บาท) ในรุ่น 8GB+256GB ซึ่งยังไม่มีข้อมูลว่าจะนำเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราด้วยหรือไม่ หากมีข้อมูลเพิ่มเติมทางทีมงานจะรีบมาอัปเดตให้ได้ทราบกันในทันที

ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เองว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใดมีฟีเจอร์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในไลฟ์สไตล์ของท่านได้ครบด้านมากที่สุด และมีความชื่นชอบสมาร์ทโฟนรุ่นใดมากกว่ากัน กล่าวคือนอกเหนือไปจากการดีไซน์ และฟีเจอร์การใช้งานภายในแล้วนั้น ความชอบ และรสนิยมส่วนบุคคลก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่องหนึ่ง ซึ่งหากว่าได้ทดลองใช้งานในเบื้องต้นแล้วเกิดความพึงพอใจ ทั้งในด้านการใช้งาน, การดีไซน์ และราคา ก็ถือได้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นควรค่าแก่การจับจองเป็นเจ้าของแล้วค่ะ 

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 14/6/2561