หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 15/8/2565

Gorilla Glass คืออะไร ? ทำไมถึงถูกนำมาใช้เป็นกระจกจอมือถือยาวนานกว่า 15 ปี

 

6 สัปดาห์ก่อนที่ Steve Jobs จะเปิดตัว iPhone รุ่นแรก ซีอีโอของ Apple รายนี้รู้สึกหงุดหงิด และหัวเสียเป็นอย่างมาก เพราะหน้าจอของไอโฟนตัวต้นแบบที่เขากำลังทดสอบใช้อยู่ มีรอยขีดข่วนจากการใช้งานเต็มไปหมด เพราะในตอนนั้นหน้าจอมือถือจะใช้พลาสติกครอบเอาไว้ จึงทำให้ Apple ตัดสินใจเปลี่ยนวัสดุครอบหน้าจอจากพลาสติกเป็นกระจกแทน

แต่กระจกที่ถูกนำมาใช้งานบนไอโฟนรุ่นแรกก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นกระจกที่มาพร้อมกับชื่อที่บ่งบอกได้ชัดเจนถึงความแข็งแกร่งอย่าง “Gorilla Glass” ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาของบริษัท Corning และหลังจากนั้นเป็นต้นมา เราก็ได้เห็นกระจก Gorilla Glass อยู่คู่กับวงการมือถือมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปีแล้ว แต่กระจก Gorilla Glass คืออะไรกันแน่ และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร เราไปทำความรู้จักกันสักนิดดีกว่าครับ

 

Corning ก่อตั้งเมื่อช่วงกลางทศวรรษที่ 19 แรกเริ่มเดิมทีทางบริษัทเน้นพัฒนากระจกเลนส์สำหรับใช้ในระบบสัญญาณไฟของรถไฟ และค่อย ๆ พัฒนากระจกสำหรับไฟรถยนต์ อีกทั้งยังเคยผลิตกระจกให้กับหลอดไฟของ Thomas Edison อีกด้วย ต่อมาในปี 1915 Corning ได้ผลิตเครื่องครัวภายใต้แบรนด์ Pyrex ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของอุปกรณ์ประกอบอาหารประเภทแก้วทนความร้อน หลังจากนั้นในช่วงปี 1960 ทาง Corning ก็ได้เริ่มมีการผลิตหน้าต่างให้กับยานอวกาศ และกระสวยอวกาศของ NASA ซึ่งหากดูจากโปรไฟล์จะเห็นได้ว่า Corning เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับกระจก และการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่มาโดยตลอด

 

จนกระทั่งปี 2006 ทาง Corning ได้หันมาพัฒนากระจกให้กับวงการมือถืออย่างเต็มตัวด้วยการร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple ที่เพิ่งหันมาพัฒนามือถือเครื่องแรกเช่นเดียวกัน ในช่วงนั้นมือถือส่วนมากยังใช้หน้าจอเป็นพลาสติกกันเป็นหลัก แต่ด้วยการที่ Apple ค่อนข้างจะให้ความสำคัญเรื่องรูปลักษณ์ ความสวยงามของผลิตภัณฑ์เป็นพิเศษ และไม่อยากให้มือถือของตนเองเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย เนื่องจาก iPhone เป็นมือถือที่ต้องสั่งการผ่านระบบทัชสกรีนเป็นหลัก หน้าจอแสดงผลจำเป็นต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษตามไปด้วย จึงทำให้ Apple ลงเอยด้วยการใช้กระจก Gorilla Glass เป็นตัวปกป้องหน้าจอ

 

หลังจาก iPhone ปรากฏตัวสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการมือถือหลายอย่าง มือถือเริ่มตัดปุ่มควบคุม และแผงคีย์บอร์ดที่ดูรกตา และใช้งานยากออก ขยายหน้าจอแสดงผลให้ใหญ่มากยิ่งขึ้น รวมถึงการนำกระจก Gorilla Glass มาใช้ปกป้องหน้าจอแสดงผลกันมากขึ้น ซึ่งมือถือ Android ที่ใช้กระจกจาก Corning เป็นรุ่นแรกก็คือ T-mobile G1 

 

ในปี 2010 มือถือกว่า 20% ในท้องตลาดต่างเลือกใช้กระจกหน้าจอแบบ Gorilla Glass ซึ่งนับเป็นจำนวนรวมแล้วกว่า 200 ล้านเครื่อง ซึ่งทำให้ Corning จำเป็นต้องพัฒนากระจกหน้าจอมือถือรุ่นใหม่ ก่อให้เกิดรุ่นต่อยอด Gorilla Glass 2 ซึ่งเปิดตัวให้เห็นอย่างเป็นทางการในปี 2012 กับความหนาของกระจกที่บางลงกว่าเดิมราว 20%

Gorilla Glass 2 มีการนำไปใช้ในมือถือเรือธงหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Samsung Galay S III, Samsung Galaxy Camera GC100, HTC Windows Phone 8X ไปจนถึง LG Optimus 3D Max ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์สุดล้ำอย่างการแสดงภาพแบบ 3 มิติผ่านหน้าจอมือถือ

 

ต่อมาในปี 2013 ทาง Corning ได้เปิดตัว Gorilla Glass 3 โดยมีการปรับปรุงวัสดุใหม่ให้ทนต่อรอยขีดข่วนมากยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่าตัวหน้าจอจะเกิดรอยขีดข่วน ก็จะสังเกตเห็นได้ยากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทาง Corning เรียกฟีเจอร์นี้ว่า Native Damage Resistance

 

 

Corning ได้สาธิตความแข็งแกร่งของกระจก Gorilla Glass 3 ด้วยการปล่อยลูกบอลเหล็กน้ำหนัก 135 กรัมลงบนกระจกธรรมดา เปรียบเทียบกับกระจก Gorilla Glass 3 ผลปรากฏว่ากระจกธรรมดาแตกละเอียด ขณะที่ Gorilla Glass 3 รอดมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน จึงทำให้กระจกหน้าจอรุ่นดังกล่าวได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตแบรนด์มือถือ และมีการนำไปใช้กับมือถือรุ่นเด่นที่หลายคนน่าจะจดจำกันได้ เช่น Samsung Galaxy S4, LG Nexus 5 หรือ Nokia 1020 เป็นต้น

Gorilla Glass 3 ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรุ่นหนึ่งของ Corning และยังมีการนำมาใช้งานจนถึงมือถือรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน แต่มีการใช้แบบหลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Pixel 6a ใช้สำหรับปกป้องหน้าจอ, ROG Phone 6 Pro ใช้สำหรับปกป้องบอดี้ด้านหลัง หรือ Motorola Edge 30 Pro ที่ใช้กระจก Gorilla Glass 3 ที่หน้าจอ และใช้กระจก Gorilla Glass 5 ที่บอดี้ด้านหลัง เป็นต้น

แม้ว่า Apple จะเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ใช้งานกระจก Gorilla Glass แต่หากเราลองสังเกตในไอโฟนรุ่นหลัง ๆ นับตั้งแต่ iPhone 5 ที่เปิดตัวในปี 2012 เป็นต้นมา จะไม่พบคำว่า Gorilla Glass แล้ว เพราะทาง Apple ได้เลิกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย และหันไปเรียกกระจกหน้าจอว่า ion-strengthened glass แทน แต่ตัวกระจกก็ยังคงผลิตโดย Corning อยู่ดี

อ่านดูแล้วอาจจะดูเหมือนว่า Apple มีความภักดีในแบรนด์ Corning สูง แต่ในความจริงแล้ว Apple ก็เคยมองหาซัพพลายเออร์เจ้าอื่นเพื่อผลิตกระจกหน้าจอให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง โดยก่อนหน้านี้ Apple เคยทำงานร่วมกับ GT Advanced บริษัทที่ผลิตหน้าจอ Sapphire Crystal สำหรับ Apple Watch รวมถึงผลิตกระจกสำหรับป้องกันปุ่ม Touch ID และกล้องถ่ายภาพ แต่ทาง Apple ต้องการกระจกหน้าจอที่ใหญ่กว่านั้น ใหญ่พอที่จะปกป้องหน้าจอ iPhone ได้ แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ GT Advanced ล้มละลายไปก่อน ทำให้เราไม่ได้เห็นกระจก Sapphire Cryptal บน iPhone แต่อย่างใด

หลังจากประสบความสำเร็จในการผลิตกระจกสำหรับหน้าจอมือถือ Corning ก็เริ่มผลิตกระจกหน้าจอสำหรับอุปกรณ์สวมใส่อย่าง นาฬิกา ด้วยการเปิดตัว Gorila Glass SR+ ในปี 2016 กระจกหน้าจอที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์สวมใส่โดยเฉพาะ ช่วยป้องกันรอยขีดข่วน ความเสียหาย รวมถึงป้องกันแสงสะท้อนบนหน้าจอได้เป็นอย่างดี

 

ในปี 2018 Corning ได้เปิดตัว Gorilla Glass DX และ DX+ ที่มีการปรับปรุงวัสดุใหม่ ช่วยลดแสงสะท้อนบนหน้าจออุปกรณ์สวมใส่ได้มากถึง 75% แถมยังช่วยเพิ่มค่า Contrast ให้แก่หน้าจอแสดงผลมากถึง 50% อีกด้วย หลังจากนั้นไม่นาน Corning ก็เริ่มหันไปพัฒนากระจกสำหรับปกป้องเลนส์กล้องถ่ายภาพ แต่ยังใช้ชื่อเดิมว่า Gorilla Glass DX และ DX+ โดยมาพร้อมกับคุณสมบัติที่จะช่วยให้แสงลอดเข้ามายังกล้องมากขึ้นถึง 98% ในขณะที่ช่วยลดแสงสะท้อนเพื่อช่วยลดการเกิดแสงแฟลร์บนภาพถ่าย ซึ่งจะเห็นได้ว่าในมือถือที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบของกระจก Gorilla Glass จาก Corning

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด Corning ที่ถูกนำมาใช้ในวงการมือถือก็คือ Gorilla Glass Victus และ Victus+ ซึ่งเป็นกระจกหน้าจอสำหรับมือถือที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยจากการทดสอบของ Corning พบว่า มือถือที่ใช้กระจก Victus สามารถรอดจากการทำตกลงพื้นคอนกรีตที่ความสูง 2 เมตร โดยที่หน้าจอยังสามารถทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังป้องกันรอยขีดข่วนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับทุกรุ่นที่ผ่านมา

 

นอกจาก Gorilla Glass แล้ว Corning ยังตั้งเป้าพัฒนากระจกหน้าจอแบบใหม่ที่เรียกว่า Ultra Thin Glass กระจกที่มีความบางเท่าเส้นผมของมนุษย์ แถมยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถพับงอได้อย่างอิสระ ซึ่งจุดประสงค์หลักคือการนำมาใช้งานกับมือถือจอพับที่เริ่มเป็นกระแสในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ Corning เป็นแบรนด์ที่ยังคงอยู่คู่วงการมือถือไปอีกนานเท่านานจนกว่าจะมีคู่แข่งที่ทัดเทียมครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง : GSMArena










 


วันที่ : 15/8/2565

 



Tags :
  


Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy