หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 11/1/2564

มือถือเรือธง คืออะไร? แค่ใช้ชิปเซ็ตตัวแรงนับเป็นมือถือเรือธงได้หรือไม่?


อย่างที่เราทราบกันดีว่า มือถือแต่ละแบรนด์ ก็จะมีหลายรุ่นหลายระดับตามช่วงราคาที่แตกต่างกันออกไป แต่จะมีมือถือซีรีส์หนึ่งที่ทุกแบรนด์เปิดตัวให้เห็นไล่เลี่ยกันแบบไม่มีใครยอมใคร นั่นก็คือ "มือถือเรือธง" แต่แท้จริงแล้ว มือถือระดับ “เรือธง” คืออะไรกันแน่? ไปหาคำตอบกันดีกว่าครับ

 

เรือธง (Flagship) คืออะไร?

เรือธง หรือที่ใช้กันในภาษาอังกฤษว่า Flagship ตามคำจำกัดความของพจนานุกรม Merriam-Webster ระบุว่า หมายถึง เรือที่มีผู้บัญชาการกองเรือ สำหรับบังคับบัญชากองเรืองทั้งหมดของตนเอง โดยใช้หลักการชักธงให้อยู่สูงที่สุด เพื่อให้เรือลำอื่นในขบวนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่ายดาย แต่ในปัจจุบันคำว่า เรือธง มักถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเดินเรือด้วย เช่น ร้านค้า หรือยานยนตร์ เป็นต้น โดยมีความหมายว่า “ผลิตภัณฑ์ที่ดี หรือมีความสำคัญมากที่สุด ที่องค์กรนั้นๆ ผลิต หรือสร้างสรรค์ขึ้นมา” 

 

ในส่วนของอุตสาหรรมมือถือ ก็มีการนำคำว่า “เรือธง” มาใช้งานเช่นเดียวกัน โดยคำว่าเรือธงในที่นี้ จะเป็นการสื่อถึงมือถือที่มีคุณสมบัติ สเปก ฟีเจอร์ต่างๆ ที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับมือถือรุ่นอื่นๆ ในค่ายตนเอง เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ มือถือเรือธงมักจะมีการเปิดตัวให้เห็นเพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งจะต่างกับมือถือซีรีส์อื่นๆ ในค่ายเดียวกัน ที่อาจมีการเปิดตัวให้เห็นกันหลายต่อหลายรุ่นภายในปีเดียวกัน และแน่นอนว่า ด้วยความที่ทางค่ายมือถือต้องการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด จึงทำให้มือถือเรือธงมีราคาที่สูงตามไปด้วย

 

มือถือ เรือธง ต่างกับมือถือรุ่นปกติอย่างไร?

อย่างที่เราอธิบายไปตั้งแต่ด้านต้นว่า มือถือเรือธงแต่ละค่าย มักจะมีคุณสมบัติ, สเปก รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น ทำให้มือถือเรือธงส่วนใหญ่ มักจะมาพร้อมกับคุณสมบัติทุกสุดในทุกๆ ด้านเท่าที่เทคโนโลยีมีอยู่ ซึ่งจะต่างกับมือถือรุ่นปกติที่อาจมีการนำฟีเจอร์บางส่วนมาใช้กับมือถือของตัวเอง เช่น การใช้ชิปเซ็ตที่แรงที่สุด เป็นต้น แต่คุณสมบัติอื่นๆ อาจไม่มีเหมือนกับมือถือระดับเรือธงก็เป็นได้

ยกตัวอย่างเช่น ในรุ่น Mi 10T Pro แม้ว่าจะมาพร้อมกับชิปเซ็ตตัวท็อป Snapdragon 865 และหน้าจอ IPS LCD Refresh Rate ระดับ 144Hz ซึ่งใกล้เคียงกับรุ่นเรือธงอย่าง Mi 10 Pro แต่ก็ขาดฟีเจอร์บางอย่างไป ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ OLED, บอดี้แบบกระจก หรือการชาร์จไร้สาย เป็นต้น โดยฟีเจอร์ที่เรามักจะเห็นบนมือถือเรือธงอยู่บ่อยๆ มีดังนี้

 

  • หน้าจอ OLED ที่มีค่า Refresh Rate และค่าการแสดงผลในระดับสูง
  • ชิปเซ็ตประมวลผลที่มีความเร็วแรงที่สุด
  • หน่วยความจำที่มีขนาด และเทคโนโลยีใหม่ที่สุด
  • หน่วยความจำภายในที่มีความจุสูง และมีสปีดในการอ่านเขียนที่ไวที่สุด
  • กล้องที่มีความละเอียดสูงที่สุด และมีเลนส์การถ่ายภาพครอบคลุมที่สุด
  • แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ พร้อมระบบชาร์จที่ไวที่สุด
  • ระบบชาร์จไร้สายที่รวดเร็ว
  • คุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับสูง
  • ตัวเครื่องดีไซน์พรีเมียมด้วยการเลือกใช้บอดี้กระจกผสานกับเฟรมโลหะ
  • งานประกอบที่แข็งแรง
  • ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ออกแบบมาพิเศษสำหรับมือถือตระกูลเรือธงโดยเฉพาะ และไม่มีการนำไปใช้กับมือถือรุ่นอื่น เช่น ระบบซูมไกลแบบ Periscope, ระบบสแกนใบหน้า 3 มิติ ฯลฯ

 

ใช้ชิปตัวแรง นับเป็นเรือธงได้หรือไม่?

อย่างที่เรากล่าวไปว่า มือถือเรือธงเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละค่าย ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งแม้ว่ามือถือรุ่นนั้นๆ จะใช้ชิปเซ็ตตัวท็อปสุดซึ่งมักจะมีอยู่แค่เฉพาะเรือธงเท่านั้น แต่หากไม่มีฟีเจอร์อื่นๆ ที่เรามักจะได้เห็นในมือถือเรือธงบ่อยๆ ก็อาจเรียกมือถือรุ่นนั้นๆ ว่าเป็นมือถือเรือธงได้ไม่เต็มปากนัก

 

แต่อย่างไรก็ดี แต่ละค่ายก็จะมีวิธีการจัดหมวดหมู่สมาร์ทโฟนเรือธงของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ใช้ชิปเซ็ตระดับเรือธง แต่ก็อาจเรียกว่าเป็นเรือธงได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น Xiaomi มีการจัดกลุ่มเรือธงเอาไว้ 2 ประเภท โดยประเภทแรกคือ Premium Flagship (เรือธงพรีเมียม) ซึ่งจะประกอบไปด้วยสมาร์ทโฟน Mi Series อย่างเช่น Mi 9, Mi 10 และ Mi Mix Series ส่วนประเภทที่สองก็คือ Flagship (เรือธง) ซึ่งประกอบไปด้วย Mi Note Series ซึ่งเป็นมือถือซีรีส์ระดับกลาง และ Mi T Series ที่เน้นความคุ้มค่า ซึ่งสมาร์ทโฟนสองตระกูลนี้แม้จะมีฟีเจอร์ที่ดูรองลงมาจากรุ่น Premium Flagship แต่ก็เน้นไปที่สเปกด้านอื่นที่ถือว่าสุดในด้านนั้นๆ แทน อย่างเช่น ในรุ่น Mi Note 10 Pro ก็เน้นไปที่จำนวนกล้องถ่ายภาพ และความละเอียดเซ็นเซอร์ระดับสูง หรือในรุ่น Mi 10T ก็เน้นไปที่ชิปเซ็ต และ Refresh Rate หน้าจอระดับเรือธง ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามือถือเรือธงอย่าง Mi 10 Pro เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี มือถือรุ่นไหนจะดีกว่ากันนั้น ทางทีมงานคงไม่ตัดสินได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลด้วย หากทดลองเล่นแล้วถูกใจ ก็ถือว่ารุ่นนั้นๆ น่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 11/1/2564

 



Tags :
  


Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy