หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 5/3/2564

ไขข้อข้องใจ DCI-P3, sRGB, HDR10 และอื่นๆ บนหน้าจอสมาร์ทโฟน คืออะไรกันแน่?


ใครที่ติดตามข่าวสารของวงการสมาร์ทโฟนอยู่สม่ำเสมอจะทราบดีว่าเทคโนโลยีบนสมาร์ทโฟนเริ่มจะล้ำหน้าขึ้นไปทุกวันๆ โดยเฉพาะในส่วนของหน้าจอแสดงผล นอกจากประเภทของหน้าจอ, ความละเอียด และอัตรารีเฟรชแล้ว บางครั้งยังมีการกล่าวถึงตัวแปรแปลกๆ บนสเปกชีตด้วย เช่น 100% sRGB, DCI-P3, HDR10+ และอื่นๆ ที่มีทั้งตัวเลข และตัวอักษรปะปนกันไป ค่าเหล่านี้คืออะไร และมีความหมายว่าอะไรกันแน่ ในวันนี้เรามีคำตอบครับ


sRGB, DCI-P3 ฯลฯ

ตัวแปรเหล่านี้เริ่มจะถูกกล่าวถึงมากขึ้นในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะในสมาร์ทโฟนระดับเรือธง ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือมาตรฐานที่บ่งบอกว่าหน้าจอของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ สามารถแสดงสีสันได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งแต่ละมาตรฐานก็จะครอบคลุมช่วงสี (Color Gamut) แตกต่างกันไป พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งหน้าจอครอบคลุมการแสดงผลของแต่ละมาตรฐานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสีสันที่สมจริงมากขึ้นเท่านั้น สำหรับมาตรฐานที่เราเห็นได้บ่อยบนสเปกชีตของสมาร์ทโฟน จะมีอยู่ 3 มาตรฐาน ดังนี้

  • sRGB เป็นขอบเขตสีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลก ครอบคลุมสีสัน 16.7 ล้านสี เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของนักวิจัยจาก Hewlett-Packard และ Microsoft มักจะใช้กันในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ดิจิทัล 
  • DCI-P3 หรือ P3 เป็นมาตรฐานสีของการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัลในอเมริกา มีความกว้างของสีมากกว่า sRGB ประมาณ 25% สำหรับจอที่ผ่านมาตรฐาน DCI-P3 97% ขึ้นไป จะถือว่าเป็นจอภาพแบบ HDR หรือ Wide Gamut
  • NTSC เป็นมาตรฐานที่กำหนดโดย The National Television System Committee ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้กับโทรทัศน์ ครอบคลุมช่วงสีกว้างที่สุด มีหน่วยชี้วัดเป็นเปอร์เซ็นต์เช่นกัน เช่น 72% NTSC เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรฐานสี Adobe RGB ที่นิยมใช้กันด้วย แต่เป็นมาตรฐานสำหรับการพิมพ์ จึงไม่ได้นำมาใช้กับหน้าจอสมาร์ทโฟน

 

JNCD

นอกจากมาตรฐานสีทั้ง 3 แบบแล้ว บางครั้งเรายังเห็นค่า JNCD บนสเปกชีตด้วย ซึ่งเจ้า JNCD นี้ ย่อมาจาก Just Noticable Color Difference เป็นค่าที่ใช้สำหรับวัดความเพี้ยนของการแสดงสีสัน ยิ่งมีค่าเข้าใกล้เลข 0 มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงสีสันได้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็นมากเท่านั้น หรือก็คือยิ่งน้อยยิ่งดี

 

Contrast Ratio

contrast ratio หรือ อัตราการเปรียบต่างของสี คืออัตราส่วนสีดำที่ดำที่สุดและสีขาวที่ขาวที่สุดที่หน้าจอสามารถแสดงได้ หน้าจอสมาร์ทโฟนที่มีค่า Contrast Ratio สูงจะสามารถแสดงสีสันได้สดกว่า และดูมีมิติมากกว่า สมาร์ทโฟนที่มี Contrast Ratio สูงๆ จะเป็นจอประเภท AMOLED ทั้งหมด เนื่องจากเป็นคุณสมบัติเฉพาะของหน้าจอประเภทนี้นั่นเอง สำหรับรายละเอียดเชิงลึกสามารถอ่านต่อได้ที่บทความ : เจาะประเด็น จอ AMOLED กับจอ IPS LCD ต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่ากัน?

 

HDR10 / HDR10+

หน้าจอแสดงผลแบบ HDR (High Dynamic Range) คือ หน้าจอที่มีขอบเขตการแสดงผลส่วนที่สว่างที่สุด กับส่วนที่มืดที่สุดได้กว้างกว่าปกติ ทำให้เรามองเห็นสีสันและรายละเอียดในจุดที่มืดมากหรือสว่างมากได้ สำหรับคอนเทนต์วิดีโอ HDR จะใช้การเข้ารหัสข้อมูลสีเริ่มต้นที่ 10 bit ซึ่งรองรับทั้งหมด 1,024 เฉดสี ต่างจากวิดีโอ SDR (Standard Dynamic Range) ที่เข้ารหัสสีแบบ 8 bit ซึ่งรองรับเพียง 256 เฉดสีเท่านั้น ทำให้วิดีโอ HDR แสดงสีสันได้มากกว่า และสมจริงกว่า


ความแตกต่างของเฉดสีที่ระดับต่างๆ กัน

มาตรฐาน HDR10 ก็คือมาตรฐาน HDR ทั่วไปที่มีการเข้ารหัสข้อมูลสี 10 bit คอนเทนต์ที่รองรับ HDR10 จะถูกบันทึกด้วยค่าความสว่างสูงสุด 1,000 nits ค่าความสว่างนี้จะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลแบบ Static Metadata ที่นำมาเฉลี่ยเป็นค่าแสงสำหรับภาพทุกเฟรม

สำหรับ HDR10+ ก็คือมาตรฐาน HDR10 เวอร์ชันอัปเกรด ที่เปลี่ยนข้อมูลค่าแสงเป็นแบบ Dynamic metadata ที่ยืดหยุ่นกว่า โดยมีข้อมูลค่าแสงสำหรับแต่ละเฟรมแยกกัน จึงแสดงผลส่วนที่สว่างกับส่วนที่มืดได้สมจริงกว่า นอกจากนี้ยังรองรับการเข้ารหัสสีได้ถึงระดับ 16 bit (65,536 เฉดสี), รองรับความละเอียดสูงสุดระดับ 8K และค่าความสว่างสูงสุดถึง 10,000 nits ดังนั้นคอนเทนต์ในมาตรฐาน HDR10+ จึงมีคุณภาพสูงมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้คอนเทนต์ที่รองรับ HDR10+ ยังมีไม่มากนัก เราจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกับคอนเทนต์ระดับนี้ในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ครับ



 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 5/3/2564

 




Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy