หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 21/12/2561

รวม 6 มือถือตัวท็อปที่มาพร้อม RAM 10GB พร้อมสเปกแบบครบเครื่องทุกการใช้งาน มีรุ่นไหนให้เลือกบ้าง มาดูกัน!

 

นอกจากเรื่องของกล้องถ่ายภาพ, ดีไซน์ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งแล้ว อีกหนึ่งของใหม่ที่เราเริ่มเห็นบนวงการสมาร์ทโฟนนั่นก็คือ หน่วยความจำ RAM ที่จัดวางมาให้มากถึง 10GB ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่มากกว่าสมาร์ทโฟนเรือธงทั่วๆ ไปที่มักจะให้ RAM มาที่ 4GB, 6GB หรือ 8GB ซึ่งการที่มาพร้อมกับ RAM มากถึง 10GB นั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อรองรับการใช้งานแบบ Multitask หรือการเปิดแอปพลิเคชันหลายๆ แอปพร้อมกัน รวมทั้งยังมีส่วนช่วยให้การสลับแอปพลิเคชันจากแอปหนึ่งไปยังอีกแอปหนึ่งทำได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

และในวันนี้ ทีมงาน Thaimobilecenter จึงได้รวบรวมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 10GB เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แก่ทุกท่าน โดยจะมีรุ่นไหนจากแบรนด์ใดให้เลือกบ้างนั้น เราไปติดตามพร้อมกันเลยครับ

 

OnePlus 6T McLaren Edition

เพิ่งเปิดขายในประเทศไทยไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับ OnePlus 6T รุ่นพิเศษที่ได้จับมือร่วมพัฒนาแบรนด์สปอร์ตคาร์ชื่อดังอย่าง McLaren โดยมาพร้อมกับจุดเด่นด้านบอดี้ที่ที่ถูกปรับโฉมใหม่จากรุ่นปกติ ด้วยฝาหลังลายคาร์บอนไฟเบอร์สีดำดุดันตัดรับเข้ากับขอบสีส้มรอบตัวเครื่อง ซึ่งเป็นสีสันอันเป็นเอกลักษณ์แบบ Papaya Orange ประจำค่ายรถ McLaren ส่วนคุณสมบัติด้านอื่นๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน โดยมาพร้อมกับหน้าจอไร้ขอบแบบ Super AMOLED ขนาด 6.41 นิ้ว, ชิปเซ็ตประมวลผลตัวท็อป Qualcomm Snapdragon 845 ประกบคู่กับหน่วยความจำ RAM ขนาด 10GB, หน่วยความจำภายในความจุ 256GB, ระบบกล้องหลังคู่ 16 + 20 ล้านพิกเซล, ระบบสแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ และแบตเตอรี่ความจุ 3700mAh ที่มีระบบชาร์จเร็วแบบใหม่ในชื่อ Warp Charge ซึ่งทาง OnePlus ระบุว่า สามารถชาร์ตแบตเตอรี่จาก 0-50% ได้ในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น สำหรับคุณสมบัติของ OnePlus 6T McLaren Edition มีดังต่อไปนี้

 

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.41 นิ้ว แบบ Optic AMOLED display ในอัตราส่วน 19.5:9 ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2280 พิกเซล) พร้อมครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 6 ขอบโค้งแบบ 2.5D
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 845 AIE
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 630
  • หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 10GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 256GB (ไม่รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card)
  • กล้องดิจิทัลคู่ด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 16+20 ล้านพิกเซล (เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX519 + Sony IMX376K) พร้อมไฟแฟลช Dual-LED โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.7, ระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF, ระบบป้องกันภาพสั่น OIS + EIS, ฟังก์ชัน AI Scene Detection, Portrait Mode, Studio Lighting และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ 4K ที่ 30/60 fps พร้อมโหมด Slow Motion ที่ 240 fps
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX371 พร้อม Screen Flash โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0 พิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน, รองรับ Portrait Mode และ Studio Lighting
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-display Fingerprint Sensor)
  • ระบบสแกนใบหน้า (Face Unlock) 
  • ระบบเสียง Dirac HD Sound และ Dirac Power Sound
  • รองรับการเชื่อมต่อ 2x2 MIMO, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, 2.4G/5G, Bluetooth 5.0 และ NFC
  • รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
  • แบตเตอรี่ขนาด 3700 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Warp Charge (ไม่รองรับการชาร์จไร้สาย)
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ซึ่งถูกครอบทับด้วย OxygenOS

สรุปข่าว และข้อมูลล่าสุดของ OnePlus 6T McLaren Edition

 

 

Xiaomi Mi Mix 3 Forbidden City Edition

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Xiaomi ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์ Mix รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Xiaomi Mi Mix 3 ให้เห็นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรุ่นพิเศษในชื่อ Xiaomi Mi Mix 3 Forbidden City Edition ที่มาพร้อมกับตัวเครื่องสีน้ำเงินประทับลวดลายของ เซี่ยจื้อ ด้วยสีทอง ซึ่งเป็นสัตว์มงคลในพระราชวังต้องห้าว และยังเป็นสัญลักษณ์ของความห้าวหาญและยุติธรรม รวมทั้งยังจัดวาง RAM มาให้มากกว่ารุ่นปกติที่ 10GB ส่วนคุณสมบัติด้านอื่นๆ ของ Xiaomi Mi Mix 3 มาพร้อมกับจอไร้ขอบไร้รอยบาก พร้อมระบบกล้อง 4 ตัวที่ถูกซ่อนเอาไว้ในกลไกสไลด์แบบ Magnetic Slider ที่สามารถใช้งานได้มากกว่า 300,000 ครั้ง ภายในขับเคลื่อนด้วยชิปตัวท็อปแห่งปี Qualcomm Snapdragon 845 และยังมาพร้อมกับระบบกล้องหลังคู่ที่ได้รับการันคะแนนด้านการถ่ายภาพนิ่งจาก DxOMark สูงถึง 108 คะแนน โดยคุณสมบัติของ Xiaomi Mi Mix 3 Forbidden City Edition มีดังต่อไปนี้

 

  • หน้าจอแสดงผล AMOLED แบบ Full Screen Display ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2340x1080 พิกเซล (Full HD+) อัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 19.5:9, รองรับการแสดงสีสันตามฐาน NTSC ครอบคลุม 103.8%, ค่า Contrast Ratio ที่ 60000:1, ค่าความสว่างสูงสุด 600nits พร้อมโหมด Always-On Display สำหรับแสดงข้อความการแจ้งเตือนขณะหน้าจอดับ
  • ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Qualcomm Snapdragon 845 AIE Octa-Core Processor ความเร็ว 2.8GHz
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 630
  • หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4x ขนาด 10GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS 2.1 ความจุ 256GB
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 24 + 2 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Super Pixel และไฟแฟลชแบบ CRI Selfie Light สำหรับช่วยถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะแสงน้อย
  • กล้องดิจิจัลด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12 + 12 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX363 และ Samsung S5K3M3+ รูรับแสงกว้างสูงสุดที่ f/1.8 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 4-axis OIS, เทคโนโลยี AI สำหรับช่วยถ่ายภาพ และรองรับการถ่ายวิดีโอ Slow-Motion ที่ระดับ 960fps
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังของตัวเครื่อง
  • รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
  • รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac Dual Band และ Bluetooth 5.0
  • รองรับเทคโนโลยี Full Netcom 5.0
  • พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 3200mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Quick Charge 4.0+ และการชาร์จแบบไร้สาย 10W Qi Wireless Charging
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ครอบทับด้วย MIUI 10

สรุปข่าว และข้อมูลล่าสุดของ Xiaomi Mi Mix 3 Forbidden City Edition

 

Xiaomi Black Shark Helo

หากใครยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้แบรนด์ลูกของ Xiaomi อย่าง Black Shark ได้ลุยตลาดเกมมิ่งอย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัว Black Shark รุ่นแรกให้เห็นกันเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานมานี้ Black Shark ก็กลับมาอีกครั้งด้วยสมาร์ทโฟนเกมมิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดชื่อ Black Shark Helo ที่มาพร้อมกับการยกเครื่องประสิทธิภาพใหม่รอบด้าน เริ่มตั้งแต่ การปรับไปใช้หน้าจอ AMPLED แบบไร้ขอบขนาด 6.01 นิ้ว พร้อมชิปประมวลผล Pixelworks ที่จะช่วยแปลงภาพ SDR เป็น HDR ได้แบบ Real-Time ทำให้เรามองเห็นส่วนที่สว่าง และส่วนที่มืดบนหน้าจอได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ที่ด้านหลังของตัวเครื่องยังติดไฟ RGB ที่แสดงสีสันได้มากกว่า 16.8 ล้านสี ตามสีสันของเกมที่เล่น และฉากแอคชันต่างๆ ที่เกดิขึ้นภายในเกมได้ ส่วนประสิทธิภาพการทำงาน แน่นอนว่ามาพร้อมกับ RAM ขนาด 10GB ประกบคู่กับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845 และระบบระบายความร้อนด้วย Heat Pipe แบบคู่ สำหรับรองรับการเล่นเกมแบบหนักๆ โดยเฉพาะ อีกทั้ง ยังรองรับการทำงานร่วมกับ Joystick แบบเสียบด้านข้างตัวเครื่อง เพื่อการควบคุมที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยคุณสมบัติของ Xiaomi Black Shark Helo มีดังต่อไปนี้

 

  • หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด  6.01 นิ้ว ความละเอียด 2160x1080 พิกเซล (Full HD+) อัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 18:9 ความสว่างของหน้าจอสูงสุด 430nits พร้อมรองรับมาตรฐานการแสดงสีสันแบบ DCI-P3 และการแสดงผลแบบ HDR
  • ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Qualcomm Snapdragon 845 Octa-Core Processor
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 630
  • หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 10GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) แบบ UFS2.1 ความจุ 256GB
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เม็ดพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน พร้อมรูรับแสงกว้าง f/2.2
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12 + 20 ล้านพิกเซล เม็ดพิกเซลขนาด 1.25 ไมครอน พร้อมรูรับแสงกว้าง f/1.75, ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF และเทคโนโลยี AI Scene Recognition
  • ไฟ RGB 16.8 ล้านสีที่ด้านข้าง และด้านหลังของตัวเครื่อง
  • ฟังก์ชัน Game Studio, Shark Time
  • ระบบระบายความร้อนแบบ Double Heat Pipe
  • พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
  • รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac และ Bluetooth 5.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Quick Charge 3.0
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo

สรุปข่าว และข้อมูลล่าสุดของ Black Shark Helo

 

Nubia Red Magic Mars

Nubia เป็นอีกหนึ่งค่ายที่รุกตลาดมือถือเกมมิ่งเช่นเดียวกันภายใต้ชื่อซีรีส์ Red Magic โดยล่าสุดเพิ่งได้เปิดตัวรุ่นใหม่อย่าง Nubia Red Magic Mars ออกมาให้เห็นกัน โดยมาพร้อมกับจุดเด่นด้านหน้าจอแสดงผลขนาดเต็มตาที่ 6 นิ้ว พร้อมขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Snapdragon 845 ประกับคู่กับ RAM สูงสุดขนาด 10GB นอกจากนี้ ทาง Nubia ยังใส่ปุ่ม Shoulder Button จำนวน 2 ปุ่มบริเวณด้านข้างตัวเครื่องคล้ายกับปุ่ม L1 R1 บนจอยสติ๊ก รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทางแบบ DTS 7.1 Channel เพื่อเพิ่มอรรรถในการเล่นเกมที่สมจริงมาให้ด้วย รวมทั้งภายในตัวเครื่องยังมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และอากาศ ซึ่งทาง Nubia เคลมว่าสามารถลดอุณหภูมิ CPU ได้สูงสุดถึง 13 องศาเซลเซียส โดยคุณสมบัติของ Nubia Red Magic Mars มีดังต่อไปนี้

 

  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6 นิ้ว ความะลเอียด 2160x1080 พิกเซล (Full HD+)
  • ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Qualcomm Snadpragon 845 Octa-Core Processor
  • หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 10GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 256GB
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF พร้อมเทคโนโลยี AI สำหรับช่วยปรับแต่งภาพถ่าย
  • ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และอากาศ
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังของตัวเครื่อง
  • รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
  • รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE
  • แบตเตอรี่ความจุ 3800mAh
  • ทำงานอยู่บนระบปฏิบัติการ Android OS 9.0 Pie ครอบทับด้วย Redmagic OS V1.6

สรุปข่าว และข้อมูลล่าสุดของ Nubia Red Magic Mars

 

Vivo Nex Dual Display Edition

แม้ว่า Vivo Nex Dual Display Edition จะไม่ได้ถูกวางตัวเป็นสมาร์ทโฟนเกมมิ่งเหมือนกับมือถือ RAM 10GB รุ่นอื่นๆ แต่สำหรับสเปกแล้วถือว่าเร็วแรงเลยทีเดียว ด้วยการมาพร้อมกับ RAM ขนาด 10GB ผสานขุมพลังตัวท็อป Snapdragon 845 และความจุ 128GB แต่จุดเด่นของรุ่นนี้ไม่ได้อยู่ที่ RAM แต่อย่างใด เพราะรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลถึง 2 จอในเครื่องเดียว โดยหน้าจอตัวหลักเป็นแบบ OLED ขนาด 6.39 นิ้ว ส่วนหน้าจอตัวรองที่อยู่ด้านหลังมาพร้อมกับขนาดเล็กกว่าที่ 5.49 นิ้ว ซึ่งการที่มีหน้าจอที่สองเพิ่มเข้ามา ช่วยให้ Vivo Nex Dual Display Edition สามารถแสดงผลการแจ้งเตือน, สลับแอปจากหน้าจอหลักไปใช้บนหน้าจอรอง รวมถึงใช้เป็น Live View ขณะถ่ายภาพเซลฟี่ด้วยกล้องหลัง 3 ตัวได้ ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีกล้องหน้านั่นเอง โดยคุณสมบัติของ Vivo Nex Dual Display Edition

 

  • หน้าจอแสดงผลตัวหลักขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2340x1080 พิกเซล (Full HD+) พร้อมหน้าจอแสดงผลตัวรองที่ด้านหลังตัวเครื่อง ขนาด 5.49 นิ้ว ความละเอียด 1920x1080 พิกเซล (Full HD+)
  • ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Qualcomm Snapdragon 845 AIE Octa-Core Processor
  • หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 10GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 128GB
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 3 ตัว ประกอบไปด้วย กล้องตัวหัลกความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่สามแบบ TOF 3D Camera พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
  • รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
  • รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ
  • ระบบสแกนใบหน้าแบบ 3D (Zero Light Face Recognition) ที่สามารถปลดล็อกได้แม้ในที่มืด
  • แบตเตอรี่ความจุ 3500mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Fast Charging
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ซึ่งถูกครอบทับด้วย Funtouch OS 4.5

สรุปข่าว และข้อมูลล่าสุดของ Vivo Nex Dual Display Edition

 

Lenovo Z5 Pro GT

ปิดท้ายด้วยสมาร์ทโฟนที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ อีกรุ่นหนึ่งนั่นก็คือ Lenovo Z5 Pro GT สมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่ของ Lenovo ที่มาพร้อมกับ RAM มากกว่ารุ่นอื่นๆ ที่ 12GB รวมทั้งยังได้ใช้งานชิปเซ็ตตัวใหม่ของ Qualcomm อย่าง Snapdragon 855 เป็นรุ่นแรกๆ ของโลกซึ่งสามารถทำคะแนนทดสอบบน AnTuTu แซงหน้า iPhone XS ไปเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ Lenovo Z5 Pro GT ยังมาพร้อมกับจุดเด่นด้านงานออกแบบด้วยหน้าจอไร้ขอบไร้รอยบากขนาด 6.39 นิ้ว, ระบบกล้องสไลด์ที่ซ่อนกล้องเอาไว้ภายในตัวเครื่องถึง 4 ตัว รวมถึงระบบสแกนลายนิ้วมือที่ถูกฝังเอาไว้ใต้หน้าจอตามเทรนด์สมาร์ทโฟนเรือธงในปัจจุบัน โดยคุณสมบัติของ Lenovo Z5 Pro GT มีดังต่อไปนี้

 

  • หน้าอจแสดงผลแบบ Super AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2340x1080 พิกเซล (Full HD+) อัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 19.5:9
  • ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Qualcomm Snapdragon 855 Octa-Core Processor ความเร็วในการประมวลผลสูงสุด 2.8GHz
  • หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 640
  • หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB
  • หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 512GB
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 16 + 8 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX519 และรูรับแสงกว้าง f/2.2
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 16 + 24  ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX576, รูรับแสงกว้าง f/1.8 พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ PDAF
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ
  • รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
  • รองรับการเชื่อมตอ่บนเครือข่าย 4G LTE, Wi-Fi 802.11 ac Dual Band และ Bluetooth 5.0
  • พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
  • ระบบเสียง Dolby Atmos
  • แบตเตอรี่ความจุ 3350mAh พร้อมระบบชาร์จเร็ว Fast Charging
  • ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie

สรุปข่าว และข้อมูลล่าสุดของ Lenovo Z5 Pro GT

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเด่นที่มาพร้อมกับ RAM จัดเต็มถึง 10GB ที่ทีมงานรวบรวมมาให้ทุกท่านได้รับชมในวันนี้ แต่อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากหน้าจอขนาดใหญ่แล้ว แต่ละรุ่นต่างก็มีคุณสมบัติด้านอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ชิปเซ็ตประมวลผล, กล้องถ่ายภาพ หรือฟีเจอร์อื่นๆ ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นไหนจะดีกว่ากันนั้นทางทีมงานคงไม่ตัดสินใจ เพราะส่วนหนึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลด้วย ซึ่งหากได้ทดลองเล่นแล้วถูกใจ ก็ถือว่าสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวน่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 21/12/2561

 




Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy