หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 9/3/2565

Apple เปิดตัว iPhone SE 3, iPhone 13 สีเขียว, iPad Air 5, ชิป M1 Ultra, Mac Studio และ Studio Display พร้อมประกาศราคาในไทย

 

เมื่อคืนนี้แฟน ๆ Apple หลายคนอาจหลับไม่ลง เพราะเมื่อเวลา 01.00 น. ของคืนวันที่ 8 เข้าวันที่ 9 มีนาคม 2022 ที่ผ่านมา (ตามเวลาในประเทศไทย) มีงานใหญ่อย่าง Apple Event “Peak Performance” เกิดขึ้น พร้อมกับการเปิดตัวสุดยอดผลิตภัณฑ์ใหม่รวมกว่า 6 รายการ ได้แก่ iPhone SE 3, iPhone 13 สีเขียวใหม่, iPad Air 5, ชิป M1 Ultra, Mac Studio และ Studio Display ซึ่งท่านที่ได้ชมงานก็คงจะได้ทราบรายละเอียดกันไปแล้ว แต่สำหรับท่านใดที่เมื่อคืนนี้อดนอนไม่ไหว เราก็ได้สรุปมาให้แล้ว

 

iPhone SE 3 รุ่นเล็กที่ทรงพลังที่สุดด้วยชิป A15 Bionic บนดีไซน์เดิม

สำหรับ iPhone SE 3 ยังคงตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการการพกพาที่คล่องตัวด้วยหน้าจอ Retina HD (LCD) ที่มีขนาดเล็กเพียง 4.7 นิ้วเช่นเดิม และอยู่บนดีไซน์เดิม แต่แรงขึ้นเทียบชั้น iPhone 13 ด้วยชิปเซ็ต A15 Bionic ซึ่งสรุปแล้ว iPhone SE 3 นั้นมีสิ่งใหม่ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับรุ่นพี่อย่าง iPhone SE 2 ดังนี้

 

- ชิปเซ็ต A15 Bionic ตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 13 Series ซึ่งมาพร้อม CPU แบบ 6-Core, GPU แบบ 4-Core และ Neural Engine แบบ 16-Core
- ชุดสีตัวเครื่องใหม่ 3 สี ประกอบด้วยสี Midnight, สี Starlight และสีแดง (PRODUCT) RED
- รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G (Sub6 : 2x2 MIMO) และ LTE Advanced
- รองรับ FaceTime HD ผ่านเครือข่าย 5G
- รองรับระบบดาวเทียม Glonass, Galileo, QZSS และ BeiDou
- แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น (เช่นเปิดดูวิดีโอได้นานขึ้นเป็น 15 ชั่วโมง จากเดิม 13 ชั่วโมง)
- น้ำหนักเบาลงเหลือ 144 กรัม
- กล้องหลังมี Deep Fusion, Smart HDR 4 และ Photographic Styles
- กล้องหน้ามี Deep Fusion, Smart HDR 4, Photographic Styles และรองรับการบันทึกวิดีโอแบบ Slow Motion (1080P : 120 fps)

 

สรุปราคาไทย iPhone SE 3

- iPhone SE 3 64GB ราคา 15,900 บาท
- iPhone SE 3 128GB ราคา 17,900 บาท
- iPhone SE 3 256GB ราคา 21,900 บาท

โดยจะเริ่มเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในวันที่ 18 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเปิดตัว iPhone SE 3 (2022) เริ่มต้น 15,900 บาท ชูจุดเด่นชิปตัวแรง A15 Bionic เหมือน iPhone 13 บนดีไซน์มีปุ่ม Home สุดคลาสสิก

 

iPhone 13 สีเขียวใหม่ เขียว Green และเขียวอัลไพน์ Alpine Green

สำหรับ iPhone 13 สีเขียวใหม่นั้น ในด้านของคุณสมบัติไม่มีอะไรใหม่ไปนอกจากการเพิ่มตัวเลือกสีเขียวใหม่เข้ามา ซึ่งเมื่อรวมกับชุดสีเดิมแล้ว ก็จะมีตัวเลือกดังนี้

 

- iPhone 13 กับ iPhone 13 mini มีตัวเลือกรวม 6 สี ได้แก่ สีเขียว (Green), สีชมพู (Pink), สีน้ำเงิน (Blue), สีมิดไนท์ (Midnight), สีสตาร์ไลท์ (Starlight) และสีแดง (PRODUCT) RED

 

- iPhone 13 Pro กับ iPhone 13 Pro Max มีตัวเลือกรวม 5 สี ได้แก่ สีเขียวอัลไพน์ (Alphine Green), สีเงิน (Silver), สีทอง (Gold), สีกราไฟต์ (Graphite) และสีเซียร์ร่าบลู (Sierra Blue)

โดย iPhone 13 สีเขียวใหม่ จะเริ่มเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในวันที่ 18 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. และเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป ในราคาเดียวกับ iPhone 13 Series สีเดิมก่อนหน้านี้

ข้อมูลเพิ่มเติมเปิดตัว iPhone 13 Series สีเขียว Green / Alpine Green เปิดพรีออเดอร์ 18 มีนาคมนี้ 9.00 น. เป็นต้นไป

 

iPad Air 5 เร็วแรงขึ้นด้วยชิป M1 + RAM 8GB กับกล้องหน้า 12MP และรองรับ 5G บนดีไซน์เดิม

สำหรับ iPad Air 5 เมื่อเทียบกับ iPad Air 4 รุ่นพี่ สิ่งที่อัปเกรดขึ้นมาใหม่ หลัก ๆ แล้วก็น่าจะเป็นเรื่องการประมวลผลที่เร็วแรงขึ้นด้วยการเปลี่ยนมาใช้ชิปเซ็ต M1 พร้อมหน่วยความจำ RAM ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นขนาด 8 GB กับกล้องหน้าที่ละเอียดขึ้นเป็น 12 ล้านพิกเซล และรองรับเครือข่าย 5G ส่วนการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ นั้นก็จะเป็นเรื่องยิบย่อยลงไป ซึ่งโดยสรุปแล้วก็จะมีความเปลี่ยนแปลงจาก iPad Air 4 รุ่นเดิมดังนี้

- ชุดสีตัวเครื่องใหม่ 5 สี ได้แก่ สีเทาสเปซเกรย์ (Space Gray), สีชมพู (Pink), สีม่วง (Purple), สีน้ำเงิน (Blue) และสีสตาร์ไลท์ (Starlight)
- ชิปเซ็ต M1 ที่มาพร้อม CPU แบบ 8-Core, GPU แบบ 8-Core และ Next-Generation Neural Engine
- หน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB (เดิม 4 GB)
- กล้องหน้าแบบ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ Center Stage, รองรับ Extended Dynamic Range สำหรับวิดีโอ ที่ความเร็ว 30 fps และรองรับการบันทึกวิดีโอ 1080P ที่ความเร็ว 60 fps
- กล้องหลังรองรับ Extended Dynamic Range สำหรับวิดีโอ ที่ความเร็ว 30 fps
- รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G (Sub6)
- Gigabit LTE รองรับคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นเป็น 32 Bands
- น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 461 กรัม (รุ่น Wi-Fi) และ 462 กรัม (รุ่น Wi-Fi + Cellular)

 

สรุปราคาไทย iPad Air 5

- iPad Air 5 Wi-Fi 64GB ราคา 20,900 บาท
- iPad Air 5 Wi-Fi 256GB ราคา 25,900 บาท
- iPad Air 5 Wi-Fi + Cellular 64GB ราคา 25,900 บาท
- iPad Air 5 Wi-Fi + Cellular 256GB ราคา 30,900 บาท

โดยพร้อมวางจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ (ยังไม่ระบุวันวางจำหน่ายในไทย)

 

ชิป M1 Ultra ชิปเซ็ตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ทรงพลังที่สุดในโลก

สิ่งที่เร็วแรงที่สุดในงาน Peak Performance ครั้งนี้คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากชิป M1 Ultra ที่ใช้สถาปัตยกรรมสุดล้ำที่เรียกว่า UltraFusion โดยการนำเอาชิป M1 Max จำนวน 2 ตัวมารวมกันเป็นหนึ่ง ซึ่งโดยสรุปแล้วชิป M1 Ultra จะมีความสามารถ และสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

 

- สถาปัตยกรรมการบรรจุชิปแบบ UltraFusion (UltraFusion Architecture) ที่เชื่อมต่อแผงวงจรชิป M1 Max จำนวน 2 ตัวเข้าไว้ด้วยกัน จนเกิดเป็น SoC (System on Chip) ที่มีประสิทธิภาพในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
- มีทรานซิสเตอร์จำนวนมากถึง 114 พันล้านตัว
- CPU แบบ 20-Core
- GPU แบบ 64-Core (ใหญ่กว่าชิป M1 8 เท่า)
- มี 16 High-Performance Cores
- มี 4 High-Efficiency Cores
- Neural Engine แบบ 32-Core ซึ่งประมวลผลได้ 22 ล้านล้านคำสั่งต่อวินาที
- ถูกนำไปใช้ครั้งแรกกับ Mac Studio
- กระบวนการผลิตระดับ 5 nm
- มี Bandwidth ของหน่วยความจำที่ 800 GB/s
- มี Interprocessor Bandwidth ที่ 2.5 TB/s
- รองรับการเข้ารหัส (Encode) และถอดรหัส (Decode) ไฟล์วิดีโอ ProRes
- รองรับ Thunderbolt 4
- รองรับ Secure Enclave
- รองรับหน่วยความจำ (Unified Memory) ได้สูงสุด 128 GB

 

Mac Studio ความแรงขั้นสุดแห่งยุคของชิป M1 Ultra การเชื่อมต่อหลากหลาย บนดีไซน์กะทัดรัด

หลายคนยังทึ่งกับชิป M1 Ultra ที่เร็วแรงที่สุดในโลกของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอยู่ แต่คำถามต่อมาก็คือแล้วเราจะได้สัมผัสกับประสบการณ์จากชิป M1 Ultra ในผลิตภัณฑ์ใดได้บ้าง คำตอบก็คือ Mac Studio ที่เปิดตัวมาพร้อมกันนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะแรงแล้ว ก็ยังมีการเชื่อมต่อที่หลากหลาย และมีดีไซน์ที่กะทัดรัดไม่เปลืองพื้นที่บนโต๊ะทำงาน ซึ่งโดยสรุปแล้ว Mac Studio ก็จะมีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

 

- สร้างขึ้นจากอะลูมิเนียมชิ้นเดียวที่นำมาอัดขึ้นรูปเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดเพียง 19.7x9.5 เซนติเมตร จึงมีขนาดที่เล็กกะทัดรัด สามารถวางอยู่ใต้จอภาพได้ ไม่กินพื้นที่บนโต๊ะทำงาน
- ระบบควบคุมความร้อนด้วยตัวเป่าลม 2 ด้าน พร้อมช่องไหลเวียนอากาศ และมีการเจาะรูระบายความร้อนไว้กว่า 4,000 รู ทั้งด้านหลัง และด้านล่างของตัวเครื่อง
- มีให้เลือกทั้งรุ่นชิป M1 Max และ M1 Ultra
- รุ่นชิป M1 Ultra มี CPU เร็วกว่า Mac Pro (28-Core) สูงสุด 60% และ GPU เร็วกว่า 80%
- รุ่นชิป M1 Ultra แปลงวิดีโอเร็วกว่า Mac Pro (28-Core) สูงสุด 5.6 เท่า
- เปิดเล่นวิดีโอแบบ 8K ProRes 422 ได้พร้อมกันถึง 18 สตรีม
- รองรับหน่วยความจำแบบรวมในระบบได้สูงสุด 128 GB (รุ่นชิป M1 Ultra) หรือ 64 GB (รุ่นชิป M1 Max)
- SSD มีขนาดสูงสุด 8 TB และมีความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุด 7.4 GB/s
- พอร์ต Thunderbolt จำนวน 4 พอร์ต
- พอร์ต 10 Gb Ethernet
- พอร์ต USB-C จำนวน 2 พอร์ต (USB 3.0 ที่ 10 Gb/s สำหรับชิป M1 Max หรือ Thunderbolt 4 ที่ 40 Gb/s สำหรับชิป M1 Ultra)
- พอร์ต USB-A จำนวน 2 พอร์ต
- พอร์ต HDMI
- ช่องสัญญาณเสียงระดับโปรสำหรับหูฟังที่มีค่าความต้านทานสูง
- ช่องใส่ SD Card
- Wi-Fi 6
- Bluetooth 5.0
- รองรับการเชื่อมต่อกับจอ Pro Display XDR ได้สูงสุด 4 จอ และทีวี 4K อีก 1 จอ
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ macOS Monterey

 

สรุปราคาไทย Mac Studio

- Mac Studio รุ่นชิป M1 Max ราคาเริ่มต้น 69,900 บาท
- Mac Studio รุ่นชิป M1 Ultra ราคาเริ่มต้น 139,900 บาท

 

Studio Display จอใหม่คู่หู Mac Studio กับเทคโนโลยี Retina 5K พร้อมกล้อง และระบบเสียงชั้นยอด

นอกจากจะมีเครื่อง Mac Studio ใหม่ที่แรงที่สุดในชั่วโมงนี้แล้ว ก็ยังมีจอแสดงผลใหม่ที่เปิดตัวออกมาคู่กันอย่าง Studio Display ที่จะเรียกว่าเป็นคู่หูกันก็คงจะไม่ผิดนัก ซึ่งโดยรวมแล้วจอ Studio Display ก็จะมีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

 

- ตัวเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียม พร้อมดีไซน์ขอบจอแคบ และรูปทรงที่บางเฉียบ
- มีฐานตั้งในตัว พร้อมปรับความเอียงของจอได้สูงสุด 30 องศา
- มีตัวเลือกเพิ่มเติมสำหรับฐานตั้งที่ปรับความเอียง และความสูงได้ พร้อมแขนยึดแบบถ่วงน้ำหนัก
- รองรับอะแดปเตอร์ตัวยึดแบบ VESA ที่รองรับการใช้งานทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน
- เคลือบสารกันแสงสะท้อน
- มีตัวเลือกกระจก Nano-Texture Glass ซึ่งทำให้เกิดการกระเจิงของแสง และช่วยลดแสงสะท้อนได้ดีกว่า
- หน้าจอแสดงผลแบบ Retina 5K ขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 14.7 ล้านพิกเซล
- แสดงสีสันได้มากกว่า 1 พันล้านสี
- ความสว่างสูงสุด 600 nits
- รองรับขอบเขตสีกว้างแบบ P3
- เทคโนโลยี True Tone สำหรับปรับอุณหภูมิสีของจอภาพโดยอัตโนมัติ
- ชิป A13 Bionic
- กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมฟังก์ชัน Center Stage
- ลำโพงเสียง 6 ตัว พร้อมระบบเสียง Spatial Audio และ Dolby Atmos
- ชุดลำโพงประกอบด้วย Woofer แบบตัดแรงสั่นจำนวน 4 ตัว และ Twitter จำนวน 2 ตัว
- ไมโครโฟน 3 ตัว
- พอร์ต USB-C จำนวน 3 พอร์ต ความเร็วสูงสุด 10 Gb/s
- พอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 1 พอร์ต
- Magic Keyboard พร้อม Touch ID, Magic Trackpad และ Magic Mouse มีตัวเลือกใหม่สีเงิน-ดำ ซึ่งสามารถซื้อแยกต่างหากได้

 

สรุปราคาไทย Studio Display

- Studio Display รุ่นกระจกมาตรฐาน ราคา 54,900 บาท
- Studio Display รุ่นกระจก Nano-Texture ราคา 65,400 บาท
- Studio Display ราคาส่งเสริมการศึกษา 51,500 บาท

 

นำเสนอข่าวโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 9/3/2565