iPhone SE 3 (2022) กับ iPhone SE 2 (2020) ต่างกันตรงไหน มีอะไรใหม่ ควรเปลี่ยนหรือไม่ ?
ในที่สุดก็เปิดตัวออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ iPhone SE รุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นการสานต่อความคุ้มค่าด้านราคา และสเปกมาจาก iPhone SE รุ่นที่ 2 ที่เคยเปิดตัวไปเมื่อปี 2022 ซึ่งมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า iPhone SE รุ่นที่ 3 (2022) กับ iPhone SE รุ่นที่ 2 ต่างกันอย่างไร ควรอัปเกรดหรือไม่ เราไปหาคำตอบกันดีกว่าครับ
ดีไซน์ของ iPhone SE 3 (2022) vs iPhone SE 2 (2020) ต่างกันอย่างไร ?

สำหรับดีไซน์โดยรวมของทั้งสองรุ่นถือว่าแทบไม่แตกต่างกัน เพราะ iPhone SE 3 ยังคงใช้บอดี้เดิม ขนาดเดิม สัดส่วนเท่าเดิมเหมือนกับ iPhone SE รุ่นก่อน โดยมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 4.7 นิ้ว ครอบทับด้วยกระจกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เฟรมขึ้นโครงด้วยอะลูมิเนียมเกรดเดียวกันกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศ พร้อมคุณสมบัติทนน้ำระดับ IP67 สามารถกันน้ำได้ลึกสูงสุด 1 เมตร เป็นระยะเวลาสูงสุด 30 นาที แถมยังมีตัวเลือก 3 สีเหมือนกันได้แก่ สีดำ สีขาว และสีแดง โดยสิ่งที่ผู้ใช้สามารถแยกความแตกต่างกันระหว่างดีไซน์ของทั้งสองรุ่นนี้ก็คือ น้ำหนักตัวเครื่อง เพราะ iPhone SE 3 จะเบากว่า iPhone SE 2 อยู่ราว ๆ 4 กรัม (144 กรัม vs 148 กรัม)
สเปกของ iPhone SE 3 vs iPhone SE 2 ต่างกันตรงไหน ?

แม้ว่าดีไซน์ภายนอกไม่เหมือนกัน แต่สำหรับสเปกภายในถือว่าแตตก่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยคราวนี้ iPhone SE 3 มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผลสำหรับมือถือที่แรงที่สุดจาก Apple กับรุ่น A15 Bionic เหมือนกับที่ใช้บน iPhone 13 Series พร้อมเพิ่มขีดความสามารถด้านการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ซึ่ง Apple เคลมว่า ชิปเซ็ตตัวใหม่นี้ที่มีจุดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน ผสานกับระบบปฏิบัติการ iOS 15 ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดี จะช่วยให้ iPhone SE 3 สามารถเล่นวิดีโอได้นานกว่า iPhone SE 2 ราว 2 ชั่วโมงเลยทีเดีว
ส่วนสเปกด้านอื่น ๆ ของทั้งสองรุ่นถือว่าใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น การรองรับชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi, รองรับการชาร์จเร็วเมื่อใช้ร่วมกับอแดปเตอร์ขนาด 20 วัตต์, ลำโพงแบบคู่ ไปจนถึงสแกนลายนิ้วมือแบบ Touch ID รุ่นที่ 2
กล้องถ่ายภาพของ iPhone SE 3 vs iPhone SE 2 ต่างกันตรงไหน ?

แม้ว่ากล้องถ่ายภาพของ iPhone SE 3 และ iPhone SE 2 จะเป็นกล้องหลังเดี่ยวความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 และกล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซลเหมือนกันทั้งคู่ แต่สิ่งที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาใน iPhone SE 3 ก็คือ ฟีเจอร์ Smart HDR 4 ที่จะช่วยปรับคอนทราต์ แสง และโทนสีผิวของคนในภาพให้สวยขึ้นแบบอัตโนมัติ รองรับการปรับสูงสุดถึง 4 คน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ สไตล์ภาพถ่าย ที่ผู้ใช้สามารถตั้งสไตล์โทนสีของภาพถ่ายที่ต้องการ และให้ iPhone ปรับแต่งตามที่ตั้งไว้ ทำให้ภาพในโทนที่เราชื่นชอบแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องนำไปปรับแต่งเพิ่มเติม
ใช้ไอโฟนรุ่นเก่าอยู่ ควรอัปเกรดไปใช้ iPhone SE 3 หรือไม่
หากคุณเป็นคนที่กำลังใช้ iPhone SE 2 อยู่ อาจจะยังดูไม่จำเป็นมากนักที่ต้องอัปเกรดมาใช้ iPhone SE 3 เนื่องจากดีไซน์ของทั้งสองรุ่นไม่ได้มีความแตกต่างกัน กล้องหลังยังคงเป็นกล้องเดี่ยว และยังมีความละเอียดเท่าเดิม
สิ่งที่ดูแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง iPohne SE 3 และ iPhone SE 2 คือ ชิปเซ็ต ที่ iPhone SE 3 จะแรงกว่า แถมยังรองรับ 5G แต่หากว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ชิปเซ็ต Apple A13 Bionic ที่ใช้ใน iPhone SE 2 ก็ยังคงแรงเพียงพอต่อการใช้งาน และการเล่นเกม ซึ่งแนะนำว่าหากใช้ iPhone SE 2 มาอยู่แล้ว และยังต้องการใช้ต่อไปอีกยาว ๆ อาจจะลองเปลี่ยนแบตเตอรี่กับ Apple สักครั้งเพื่อต่ออายุการใช้งาน และรอ iPhone SE เจนเนเรชันต่อไปที่มีข่าวลือว่าจะปรับดีไซน์ให้คล้ายกับ iPhone Xr ซึ่งจะช่วยให้เราได้ฟีเจอร์สแกนใบหน้าแบบ Face ID รวมถึงหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่มากยิ่งขึ้น
แต่หากคุณเป็นคนที่ใช้ iPhone รุ่นเก่า ๆ อยู่ในตอนนี้อย่าง iPhone 6s, iPhone 7, iPhone 8 หรือแม้แต่ iPhone X การอัปเกรดมาใช้ iPhone SE 3 ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะจะได้ทั้งชิปเซ็ตตัวแรง Apple A15 Bionic ที่สามารถใช้งานได้อีกนาน รวมถึงยังได้คุณสมบัติ 5G ซึ่งต่างเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่าใหม่ล่าสุดในตอนนี้ โดยแนะนำว่าให้ซื้อรุ่นความจุ 128GB ขึ้นไป เพื่อรองรับการติดตั้งแอปพลิเคชัน รวมถึงการเก็บไฟล์รูปภาพ และวิดีโอความละเอียดสูงได้โดยไม่ต้องกังกวลเรื่องพื้นที่เก็บข้อมูลมากนัก
เปรียบเทียบสเปกในเบื้องต้น iPhone SE 3 vs iPhone SE 2

วันที่ : 9/3/2565





